Friday, 5 June 2026
POLITICS NEWS

ไร้มารยาททางการเมือง เปิดตัวผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย  หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แต่งสีกากีหาเสียง อาจผิดกฎหมาย

(3 พ.ย. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กตำหนิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หลังเดินทางไปเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดตรัง บริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ “ไร้มารยาททางการเมือง” และไม่ให้เกียรติพรรคการเมืองอื่น

 

นอกจากนี้ อดีต สส.ประชาธิปัตย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายอนุทินสวมเครื่องแบบสีกากี ขึ้นเวทีหาเสียงให้พรรคภูมิใจไทย ที่จังหวัดกระบี่ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและผิดจริยธรรม พร้อมฝากถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ช่วยแนะนำว่า “อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ” เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

 

ทั้งนี้ นายนิพิฏฐ์ทิ้งท้ายว่า นายกรัฐมนตรีควรระมัดระวังมากกว่านี้ โดยเฉพาะการแสดงออกในจังหวัดที่มีความหมายทางการเมืองอย่างตรัง พร้อมเหน็บแรงว่า “ยุคการเมืองไร้มารยาท ผมก็บังอาจไร้มารยาทกับนายกรัฐมนตรีอย่างนี้แหละครับ”

‘เนเน่’ เล่าบรรยากาศตึงเครียด เหตุการณ์ ‘อภิสิทธิ์’ นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ หลังชูป้ายป่วนถามกรณีสลายชุมนุมปี 53 สุดท้ายจบสวยด้วยเหตุผลบนข้อเท็จจริง

'เนเน่ รัดเกล้า' เล่าเหตุระทึก 'อภิสิทธิ์' นั่งเคลียร์นิสิตจุฬาฯ ประท้วงเหตุสลายชุมนุมปี 53 ก่อนเข้าบรรยายในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ”

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่า "เพราะอยู่ในเหตุการณ์จริง #อภิสิทธิ์นิสิตจุฬา …เลยอยากเล่าให้ฟังค่ะ 

วันนี้เนเน่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ด้านล่างคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนที่การบรรยายในห้องจะเริ่มขึ้นไม่นานค่ะ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่กลุ่มน้องๆนิสิตจุฬาฯ ประมาณ 5–6 คน เข้ามาถือป้ายแสดงออกและขอคำชี้แจงกับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกี่ยวกับกรณี #สลายการชุมนุมปี53 ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายคนยังคงมีคำถาม และอยากฟังจากเจ้าตัวโดยตรง

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สื่อประชาไท ที่บันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างครบถ้วน และเผยแพร่คลิปให้ประชาชนได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเองค่ะ

เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Policy Talk หัวข้อ “นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ” จัดโดย ศาสตราจารย์ ไชยันต์ ไชยพรในหลักสูตรรัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ (CU-DriPP) ซึ่งเนเน่เองก็กำลังศึกษาอยู่พอดีค่ะ

อาจารย์ไชยันต์ ได้เชิญ คุณอภิสิทธิ์ มาเป็นผู้บรรยายคนแรกของซีรีส์ Policy Talk (จากทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งการคัดเลือกผู้มาบรรยายเป็นการหารือร่วมกันระหว่างคณะนักศึกษา ปริญญาเอกในหลักสูตรและอาจารย์ไชยันต์) เนื่องจากท่านเป็นหนึ่งในอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีความอิสระในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำทางการเมืองของไทยยุคหลัง ในความเห็นของอาจารย์ ไชยันต์

เหตุการณ์ในวันนี้... ทั้งคณะอาจารย์ และคณะนักศึกษาปริญญาเอก ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย ว่าน้อง ๆ นิสิตประมาณ 5–6 คน จะเข้ามาถือป้ายใส่แขกรับเชิญของพวกเราเช่นนี้ ทั้งนี้ (ดูได้จากในคลิป) พี่ๆ ทีม รปภ. พยายามทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ พยายามเข้าดูแลสถานการณ์ แต่คุณอภิสิทธิ์กลับพูดกับเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ (พร้อมแตะที่แขน รปภ. เบาๆ) ว่า...

“ไม่เป็นไรครับ ให้เขาแสดงออกเถอะ อย่าไปกีดกัน”

จากนั้นท่านได้ชวนน้อง ๆ มานั่งพูดคุยกันที่ม้านั่งบริเวณใกล้ ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบกันตรงไปตรงมา การสนทนานั้นกินเวลาประมาณ 20 กว่านาที โดยหนึ่งในน้องนิสิตได้ขออนุญาตบันทึกเสียงและวิดีโอไว้ คุณอภิสิทธิ์ไม่ติดขัดใดๆ ซึ่งเราก็พึ่งมารู้กันภายหลังว่า มีสื่อประชาไทมารวมอยู่ในกล้องของน้อง ๆ นิสิตด้วย

สำหรับเนเน่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบ อยากให้ทุกคนได้ดูคลิปเต็มจากประชาไทด้วยตาของตัวเอง เพื่อรับรู้บรรยากาศและข้อเท็จจริงทั้งหมดในแบบที่มันเป็นจริง ๆ เพราะบางครั้ง… “สิ่งที่เราเห็นผ่านบางมุม อาจไม่ใช่เรื่องทั้งหมด” การได้ฟังจากต้นเหตุการณ์ ย่อมดีที่สุดเสมอค่ะ เนเน่ขอแชร์คลิปฉบับเต็มไว้ตรงนี้ค่ะ

คลิปเต็มจากประชาไท – เหตุการณ์นิสิตจุฬาฯ ขอคำชี้แจงคุณอภิสิทธิ์
https://youtu.be/EjHzPh95PyM?si=gG1UqEZJSHpVw2YO

ไม่ว่าคุณจะคิดเห็นอย่างไร… สิ่งสำคัญคือการฟังกันด้วยเหตุผล และใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

‘อรรถวิชช์’ ขอบคุณสมาชิก รทสช. รับตำแหน่ง!! ‘รองหัวหน้าพรรค’ ลั่น!! เดินหน้า ‘เสรีโซลาร์–ปฏิรูปเครดิตบูโร’ เชื่อมั่น!! ‘พีระพันธุ์’ นำพรรคสู้วิกฤตประเทศ

เมื่อวานนี้ (2 พ.ย. 68) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีใจความว่า ...

ผมขอขอบคุณสมาชิกพรรค #รวมไทยสร้างชาติ ที่มอบหมายให้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรค ในภารกิจงานนโยบายพรรค ผมจะทำให้ดีที่สุด 

นโยบายพลังงาน "เสรีโซลาร์" จะชนกี่ตอ เราจะทำให้สำเร็จ! นโยบายเศรษฐกิจฐานราก "ปฏิรูปเครดิตบูโร" ยุติการแช่แข็งลูกหนี้ให้คนมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อแก้หนี้ครัวเรือน เราจะลุยต่อจนสำเร็จ!!

ผมเชื่อ "ความเด็ดขาดและการทำงานที่จริงจัง" ของคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่สู้กับวิกฤตของประเทศ ถ้าพรรคมีคนแบบเดียวกัน มาสู้ด้วยกัน การเมืองจะเปลี่ยนไป…. เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ!!
 

‘พีระพันธุ์ – ชัชวาลล์’ จับมือ ขับเคลื่อน!! ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เดินหน้า สู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำ!! ทำให้ทุกคน ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ พร้อมแก้ปัญหาความมั่นคง ‘ชายแดน - พลังงาน’

(2 พ.ย. 68) พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ  ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ
14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ
15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในโอกาสนี้ นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม  และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน  ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป 

นอกจากนี้  ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ชูป้ายต้อนรับ!! อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เรียกร้อง!! ทวงความยุติธรรม เหตุสลายชุมนุมปี 53 เจ้าตัวยัน!! ไม่เคยแทรกแซงคดี ยกฟ้องแล้วทั้ง 3 ศาล ศ.ไชยันต์ แจง!! อธิบาย เหตุใดถึงเชิญมา ก่อนนิสิตแยกย้าย

(2 พ.ย. 68) ประชาไท Prachatai.com ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ ถือป้ายต้อนรับนายอภิสิทธิ์ โดยในป้ายนั้นเขียนว่า "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่"

นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือป้ายข้อความ "สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่" ต้อนรับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษในเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Talk) หัวข้อ "นโยบายสาธารณะ: ทฤษฎีและการปฏิบัติ" ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลักสูตรปริญญาเอก สาขานโยบายสาธารณะ

กลุ่มนิสิตทวงถามความยุติธรรมกรณีสลายการชุมนุมเสื้อแดง 2553 ต่ออภิสิทธิ์ และความเหมาะสมในการเชิญอภิสิทธิ์มาบรรยายต่อคณะรัฐศาสตร์

โดยอภิสิทธิ์ได้นั่งพูดคุยกับนิสิตกลุ่มนี้หน้าตึกเกษม อุทยานิน เป็นเวลากว่า 20 นาที ชี้แจงว่าก่อนหน้านี้ก็มีการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยที่ตนไม่เคยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เขายกข้อสรุปของ ปปช. มายืนยันว่าคำสั่งของตนในขณะนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา รวมถึงกรณีที่ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดี DSI เคยส่งฟ้องตนในข้อหาสั่งฆ่าประชาชน แต่ยกฟ้องทั้งสามศาล และธาริตเองถูกศาลฎีกาสั่งจำคุก เพราะมีเจตนากลั่นแกล้ง

รวมถึงศาสตราจารย์ไชยันต์ ไชยพร ที่อธิบายให้นิสิตฟังว่าเหตุใดจึงเชิญมา โดยไชยันต์ตั้งคำถามกลับว่านับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา ใครบ้างเป็นนายกฯ ที่ตัดสินใจโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้คนอื่น เขามองว่าอดีตนายกฯ คนอื่น ๆ เช่น สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือนายกฯ ที่ไม่เป็นอิสระ

เมื่อนิสิตถามว่าพวกเขาอยู่ใต้ใคร ทักษิณใช่หรือไม่ ไชยันต์ตอบว่า "ใช่ ทักษิณครับ"
 

บทบาท คณะกรรมาธิการรัฐสภาไทย มีหน้าที่ทำอะไร มีอำนาจแค่ไหน ประชาชนได้ประโยชน์ หรือแค่เขียนรายงาน

(2 พ.ย. 68) กมธ.รัฐสภา ทำอะไรได้จริงแค่ไหน หน้าที่ ผลงานเด่นที่คนได้ประโยชน์จริง  และจุดที่ ‘ยังไม่เห็นผล’

1) หน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)—สรุปสั้น
•    พิจารณาร่างกฎหมายเชิงลึก รับฟังความเห็น แก้ไขถ้อยคำ ก่อนส่งกลับที่ประชุมใหญ่ลงมติ
•    ศึกษา/สอบหาข้อเท็จจริง และติดตามการบริหารราชการแผ่นดิน
•    มีอำนาจเชิญบุคคลและเรียกเอกสารตามกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณา
•    จัดทำรายงาน/ข้อเสนอแนะ เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ และเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อเหมาะสม

2) “ผลงานเด่น” ที่ประชาชนได้ประโยชน์ชัด ๆ
2.1) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 — ยกระดับการคุ้มครองผู้ถูกควบคุมตัว กำหนดสิทธิผู้เสียหายและความรับผิดผู้บังคับบัญชา (ผ่านชั้นกมธ.ก่อนไปสู่การประกาศใช้)
2.2) พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 — บังคับ “คาร์ซีท/อุปกรณ์นิรภัยสำหรับเด็ก” มีผลใช้ 5 กันยายน 2565 ช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
2.3) ระบบตัดแต้มใบขับขี่ (12 แต้ม) — เริ่มใช้ทั่วประเทศ 9 มกราคม 2566 กลไกปรับพฤติกรรมและยกระดับวินัยจราจร
2.4) ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 — รวมกฎหมายกระจัดกระจายเป็นฉบับเดียว เน้นมาตรการบำบัด ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการยุติธรรม
2.5) พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พ.ศ. 2562 — สิทธิของประชาชนในการเข้าถึง/คัดค้าน/ลบข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับแรกของไทย
2.6) พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 — ตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (NIEMS) และกำหนดสิทธิการเข้าถึงบริการฉุกเฉินมาตรฐานทั่วประเทศ
2.7) พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 — กฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับแรกของไทย กำหนดมาตรฐานสวัสดิภาพและบทลงโทษ
2.8) กมธ.งบประมาณ ปี 2563 — ตัด-ปรับลดงบประมาณรวมประมาณ 16,200 ล้านบาท สะท้อนบทบาทในการตรวจสอบการใช้เงินภาษีในชั้นกมธ.

3) เคสที่ถูกวิจารณ์ว่า “ยังไม่เห็นผลกับประชาชน” มากพอ
•    ทริปดูงานต่างประเทศของ ส.ส./ส.ว./กมธ. — ถูกตั้งคำถามความคุ้มค่า (เช่น ยุคล่าสุดมีการวิจารณ์วงกว้าง และในอดีตสภาเคยตัดงบเดินทาง-สัมมนาหลายร้อยล้านบาท)
•    บุหรี่ไฟฟ้า — มีการตั้งกมธ.ศึกษาและทำรายงานเสนอหลายทางเลือก แต่ข้อยุติระดับกฎหมายยังล่าช้า ทำให้ผลลัพธ์ต่อประชาชนยังไม่ชัด
•    กมธ.งบประมาณ — แม้มีการตัด-ปรับ แต่เมื่อเทียบกับงบทั้งก้อนบางปีคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก จึงถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบเชิงโครงสร้าง
•    องค์ประชุมสภาล่ม/สะดุด — ตารางประชุมกมธ.กับห้องประชุมใหญ่ชนกันในบางจังหวะ ทำให้การออกกฎหมายล่าช้า สูญเสียเวลาและโอกาสของประชาชน

4) บทสรุปสำหรับประชาชน
•    เมื่อกมธ.ทำงานได้ผล เราได้กฎหมาย/มาตรการที่ดีขึ้น เช่น คาร์ซีทเด็ก ระบบตัดแต้มใบขับขี่ สิทธิข้อมูลส่วนบุคคล และระบบแพทย์ฉุกเฉิน
•    เมื่อกมธ.ทำงานไม่เกิดผล เราจะเห็นค่าเสียโอกาส เช่น งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า รายงานที่ไม่ถูกนำไปสู่การตัดสินใจ หรือกระบวนการที่ล่าช้า
.
เช็กลิสต์ “กมธ.เพื่อประชาชน”
กำหนดเป้าหมาย/ตัวชี้วัด (KPI) ที่วัดผลได้ เช่น จำนวนข้อเสนอเชิงนโยบายที่หน่วยงานนำไปใช้จริง
เปิดข้อมูล—ถ่ายทอดสด และเผยแพร่รายงานให้ตรวจสอบได้
ไทม์บ็อกซ์งานศึกษา ไม่ปล่อยยืดเยื้อ
บริหารตารางประชุม ไม่ให้ชนกับการพิจารณากฎหมายในห้องใหญ่
ใช้อำนาจเรียกเอกสาร/บุคคลอย่างมีวินัยและจำเป็นจริง ตามกรอบกฎหมายที่กำหนด

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่ ‘รักชนก’ ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่าง ‘กัน จอมพลัง’ ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบ ประชาชนหรือ

(2 พ.ย. 68) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Arnond Sakworawich’ โดยมีใจความว่า ...

สส. มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ภาครัฐ อย่าง สปสช ที่ชักดาบโรงพยาบาล ประชาชนเดือดร้อน แต่รักชนก ไม่ทำหน้าที่ มาตรวจสอบ ประชาชน อย่างกัน จอมพลัง ใช่หน้าที่ สส. ตรวจสอบประชาชนหรือ

'สาธิต ปิตุเตชะ' โพสต์เตือนคนอยากลงสนามการเมือง อย่ามาเอาผลประโยชน์ ถ้าไม่พร้อมเสียสละเพื่อประชาชน

(1 พ.ย. 68) นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ผมพูดเสมอ มีหน้าที่ตรงไหน ทำให้สุด

ตอนนี้มีหน้าที่ พนักงานต้อนรับคนเข้ามาทำหน้าที่ ผู้แทนของประชาชน ที่ ต้องเข้าใจแต่แรกว่า เข้ามาต้องเสียสละ อุทิศให้สังคม ในการทำงาน และเวลาส่วนตัว ความสามารถประสบการณ์ของตัวเอง เพื่อสังคม และคนส่วนใหญ่ อย่าคิดมาเอาอะไรจากการเมือง นอกจากความนับถือ เกียรติ ในการทำหน้าที่ที่ ซื่อสัตย์ โปร่งใสเพื่อประชาชน ถ้าเข้าใจตามนี้ก็เชิญชวนครับ

ถ้ามาเพราะ แบบอื่น หรือ ถ้าเป็น สีเทา ก็อย่ามาเพราะเดี๋ยวนี้ สังคมรู้หมดว่าใครเป็นอย่างไร

‘เทพไท’ ชี้!! ‘บ้านจันทร์ส่องหล้า’ ไฟเขียว!! ‘จุลพันธ์’ นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นคนรุ่นกลาง ประสานงานได้ทุกฝ่าย พร้อม!! ปลอบใจ ‘สมพงษ์’

(1 พ.ย. 68) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก 'เทพไท - คุยการเมือง' ระบุว่า …

ล็อกสเปค จุลพันธ์ เป็นหัวหน้าเพื่อไทย

ผมขอแสดงความยินดีกับคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองร่วมสมัย และเป็นนักการเมืองรุ่นเดียวกัน เมื่อได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตรงตามความคาดหมาย และผลการวิเคราะห์ ซึ่งผมได้วิเคราะห์ก่อนหน้านี้แล้วว่า คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ จะได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้วยเหตุผลเป็นคนรุ่นกลาง เป็นคนรุ่นไม่ใหม่ไม่เก่าเกินไป ประสานงานได้กับทุกฝ่าย มีความอาวุโสทางการเมืองพอสมควร เป็นส.ส.5สมัย มีความรู้ด้านเศรษฐกิจตามความต้องการของคนพรรคเพื่อไทย เป็นการปลอบใจนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ บิดาของคุณจุลพันธ์ ที่น้อยใจพรรคลาออกจากสมาชิกพรรคไป เมื่อลูกชายได้รับการเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ผู้ที่เป็นพ่อก็คงจะคลายความน้อยอกน้อยใจลงไปบ้าง และที่สำคัญที่สุดคุณจุลพันธ์ได้รับไฟเขียวจากบ้านจันทร์ส่องหล้า เจ้าของพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คู่แข่งที่เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้วและนายสุทิน คลังแสง ต้องหลีกทางไป

ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา หากไม่มีการล็อกสเปคหรือบล็อคโหวตกัน หรือกดดันส่งสัญญาณว่า คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ต้องเป็นใครนั้น ถ้าเปิดฟรีโหวต เชื่อว่านายจาตุรนต์ ฉายแสง คงจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่มีเจ้าของ เปรียบเสมือนบริษัทในครอบครัวสกุลชินวัตร เมื่อเจ้าของพรรค ชี้ชัดว่าควรเป็นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มติก็โหวตให้คุณจุลพันธ์อย่างท่วมท้น แบบไม่ต้องสงสัย

แต่การที่คุณจุลพันธ์เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เพราะในอดีตที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเลย นับตั้งแต่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ พลตำรวจเอกวิโรจน์ เปาอินทร์ นายสมพงษ์อมรวิวัฒน์ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว จนมาถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็เพิ่งได้มาเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากที่มีการเลือกตั้งผ่านพ้นแล้ว

กรณีของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการบริหารพรรค นำพาพรรคไปสู่การเลือกตั้งพร้อมกับเลขาธิการพรรค คือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านของบ้านจันทร์ส่องหล้า เคยเป็นเลขาธิการพรรคสมัยนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นหัวหน้าพรรคมาแล้ว จึงจำเป็นต้องให้มารับหน้าที่เป็นแม่บ้านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากชุดผู้บริหารพรรคชุดคุณหนู คือหัวหน้าพรรคเป็นนางสาวแพทองธารลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร กับเลขาธิการพรรค นายสรวงศ์ เทียนทองลูกชายนายเสนาะ เทียนทอง ผู้บริหารพรรคชุดคุณหนูทั้งสองคน เมื่อผ่านยุคนี้ไป ก็ใช้บริการผู้อาวุโสอย่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง

ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไปในพรรคเพื่อไทย ในฐานะที่ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง และนักวิเคราะห์ทางการเมือง ผมเชื่อว่า1ใน3ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะต้องเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ในเบื้องต้นถ้าดูจากกระแสความเคลื่อนไหว และการโยนถามทาง มีความเป็นไปได้สูงมากว่า นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ลูกเขยของนายทักษิณ ชินวัตร จะได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 1ใน 3 ของพรรคเพื่อไทย ส่วนอีก2คน คงจะรอเวลาสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ตกผลึกกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน ซึ่งจะขออนุญาตนำมาวิเคราะห์ในโอกาสต่อไป"

‘ผกก.อ๊อด’ เปิดตัวชิง สส.เขต 9 สงขลา ในนามพรรคภูมิใจไทย ชน ‘สิงโต ขาวทอง’

(31 ต.ค. 68) อาจจะหวั่นไหวกันบ้างสำหรับแชมป์เก่า เมื่อพันตำรวจเอก พิทักษ์ พุทธวิโร หรือที่ชาวบ้านคุ้นชื่อกันดีในนาม 'ผู้กำกับอ๊อด' หรือ 'หมวดอ๊อด' เขาเป็นคนพื้นถิ่นโดยแท้ของเมืองสงขลา เป็นลูกหลานแผ่นดินเกิดตำบลควนลัง และย่านข้างเคียงตำบลฉลุง และตำบลทุ่งตำเสา ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนหนาแน่น

บรรพบุรุษอยู่ที่นี่มาหลายชั่วคน ตั้งแต่เทียด ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ทำให้ 'ผู้กำกับอ๊อด' ถือเป็นคนบ้านเดียวกันกับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

เขาเรียนจบระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จาก โรงเรียนวัดม่วงค่อม หมู่ 5 ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งสู่รั้วรามคำแหงในยุคเบบี้บูมจนรัฐศาสตร์บัณฑิต ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางราชการตำรวจ ไต่เต้ามาจนได้รับตำแหน่งถึงระดับ พันตำรวจเอก เป็นนายตำรวจที่มีภาพลักษณ์ของความตรงไปตรงมา เข้าใจปัญหาชาวบ้าน และเป็นที่เคารพรักของคนในชุมชน

ชีวิตราชการตำรวจก็วนเวียนอยู่ย่านบางกล่ำ หาดใหญ่ และพื้นที่ข้างเคียง จนเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน ปัจจุบัน 'ผู้กำกับอ๊อด' กำลังเตรียมตัวลงสนามการเมืองในนาม พรรคภูมิใจไทย เขต 9 สงขลา ภายใต้การชักชวนของ 'นิพนธ์ บุญญามณี' ที่ขยับตัวออกจากประชาธิปัตย์ ไปสู่บ้านใหม่ภูมิใจไทย โดยตั้งเป้าจะเป็น “ตัวแทนคนบ้านเรา” ที่เข้าใจชีวิตจริงของประชาชนในพื้นที่

”รู้งานในพื้นที่ รู้หน้าที่ในสภา รู้ปัญหาประชาชน“ 

จุดแข็งของผู้กำกับอ๊อดเป็น “ลูกหลานคนควนลัง” ของแท้ มีรากเหง้าชัดเจนในพื้นที่ทั้งทุ่งตำเสา ควนลัง และฉลุงมีฐานสนับสนุนแน่นในย่านทุ่งตำเสา (บ้านเกิด) และหมู่บ้านใกล้เคียง เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ที่ชาวบ้านรู้จักตัวจริง

เป็นคนที่มีภาพลักษณ์ดีในวงราชการ เป็นตำรวจที่ทำงานลงพื้นที่จริง มีแรงหนุนสำคัญจาก 'นิพนธ์ บุญญามณี' และ สส.สมยศ พลายด้วง (โกถึก) ซึ่งเป็นเครือข่ายการเมืองที่มีอิทธิพลในสงขลาและภูมิใจไทย

จุดอ่อนของผู้กำกับอ๊อดฐานคะแนนในเขตคลองแห ยังไม่แข็งแรง เนื่องจากพื้นที่นั้นเป็นฐานเดิมของคนเก่า และ 'คูเต่า' ที่มีอิทธิพลทางการเมืองระดับท้องถิ่นเข้ามากุมฐานเสียงอยู่ แต่ไม่น่าเป็นปัญหา เพราะย่านคลองแห-คูเต่า เป็นเขตอิทธิพลของโกถึกที่น่าจะเข้าไปจัดการได้ไม่ยาก

ประเด็นสำคัญคือ ผู้กำกับอ๊อดยังใหม่ในสนามเลือกตั้งระดับชาติ ยังใหม่กับการเมือง ต้องเร่งสร้างการรับรู้ในวงกว้างและขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่สำคัญคือการปรับตัวให้เข้ากับชาวบ้าน เพราะตำรวจกับชาวบ้านจะมีระยะห่างกันอยู่ การเข้าหาอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน น่าจะเป็นวิธีการ และทางออกที่ดี คลุกคลีตีโมงกัน

อีกอย่างที่เป็นจุดอ่อน คือการใช้สื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก และสื่อโซเชี่ยล จะต้องมีมืออาชีพเข้าไปช่วยจัดการ พรรคอาจจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วย หรือหาผู้เชี่ยวชาญไปจัดการให้

คู่แข่งหลักในสนามนี้คือ 'สิงโต' ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.เก่าจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นลูกชายของ 'นายกฯชาย' เดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีบารมีในพื้นที่มายาวนาน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่นิ่ง เพราะ 'สิงโต' อาจขยับฐานทางการเมืองตามทิศทางของพ่อ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนพรรคจริง อาจทำให้สนามเขต 9 กลายเป็น “ศึกชิงคนบ้านเดียวกัน” ระหว่างเครือข่ายภูมิใจไทยกับกลุ่มขาวทอง

จุดอ่อนของสิงโต คือ สมัยแรกของการเป็น สส.บทบาทในสภาไม่โดดเด่นนัก งานในพื้นที่ก็ภารกิจปกติ พ่อจะมีบทบาททับไปหมด ทำให้ดูเหมือนผลงานไม่เป็นชิ้นเป็นอันที่จับต้องได้

สรุปภาพรวม 'ผู้กำกับอ๊อด' พันตำรวจเอกพิทักษ์ พุทธวิโร คือผู้สมัครหน้าใหม่ที่น่าจับตาในเขต 9 สงขลา เขามีทุนทางสังคมจากความเป็นคนท้องถิ่นแท้ มีเครือข่ายผู้สนับสนุนในพรรคที่แข็งแรง และมีโอกาสเจาะพื้นที่ได้ดี หากสามารถสร้างกระแส “คนบ้านเรา” และทำให้คนสงขลาเชื่อว่า เขาคือ “ตำรวจที่กลับมารับใช้บ้านเกิด” ได้สำเร็จ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top