Friday, 5 June 2026
POLITICS NEWS

ชาวทุ่งหวังขอบคุณ!! ‘เจือ ราชสีห์’ ช่วยผลักดันงบ 72 ล้าน ขยายถนน – ปรับปรุงผิวจราจร – ไฟส่องสว่าง เสริมศักยภาพเส้นทางสู่วัดทรายขาว เพิ่มความปลอดภัย–หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ชาวทุ่งหวัง ขอบคุณ ‘เจือ ราชสีห์’ ผลักดันงบ 72 ล้านบาท ขยายถนน–ปรับปรุงผิวจราจร พร้อมไฟส่องสว่าง เส้นทางสู่วัดทรายขาว อำนวยความสะดวกประชาชนและนักท่องเที่ยว

ชาวตำบลทุ่งหวัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ต่างแสดงความขอบคุณ นายเจือ ราชสีห์ ที่ผลักดันงบประมาณกว่า 72 ล้านบาท สำหรับโครงการขยายถนนและปรับปรุงผิวจราจร พร้อมติดตั้งไฟส่องสว่างบนถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.3005 ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญมุ่งสู่วัดทรายขาว แหล่งศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยว

นายเจือ ราชสีห์ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการ โดยระบุว่าผู้รับเหมาได้เริ่มดำเนินงานแล้วตั้งแต่บริเวณแยกไฟแดงวัดทุ่งหวังใน ผ่านหน้าวัดทรายขาว ไปจนถึงทางขึ้นวัดเขาหลง และสิ้นสุดที่เขตตำบลท่าข้าม โดยถนนกว้างเดิม 8 เมตร จะได้รับการขยายเป็น 12 เมตร พร้อมปรับผิวจราจรใหม่ทั้งสาย และติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

โครงการดังกล่าวเป็นผลจากการผลักดันอย่างต่อเนื่องของนายเจือ ราชสีห์ ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจนสามารถนำงบประมาณมาสู่พื้นที่ได้สำเร็จ

นายเจือ ราชสีห์ กล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับความปลอดภัยและสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในตำบลทุ่งหวังอย่างเป็นรูปธรรม

สะเทือนอนาคตการเมือง ยึด-อายัดทรัพย์ ‘สส. กฤต-กล้าธรรม’ ปมเอี่ยวคดีเว็บพนัน–ฟอกเงิน พังภาพลักษณ์เข้าถึงชาวบ้าน–อ่อนน้อมถ่อมตน อาจถึงขั้นตกม้าตายไม่ถึงฝันเก้าอี้รัฐมนตรี

มารู้จัก สส. ชนนพัฒฐ์ “กฤต” นาคสั้ว พรรคกล้าธรรม, สงขลา เขต 4 ให้มากขึ้น หลังตกเป็นข่าวโด่งดังพัวพันพนันออนไลน์ และแก๊งเกมเมอร์ มีเส้นเงินชัดเจน จน ปปง.ตรวจพบ และสั่งยึด/อายัดทรัพย์เบื้องต้น 159 ล้านบาท 

มีข่าวอื้อฉาวมานานตั้งแต่ก่อน สส.กฤตจะมาเล่นการเมืองว่า เขาพัวพันกับการเปิดเว็บพนันออนไลน์ ร่วมกับทีมวัยรุ่นที่พันกับทายาทนักการเมือง สุดท้าย สส.กฤตถูกจับกุมคาสนามบินดอนเมือง คดียังอยู่ในชั้นอัยการสูงสุด ที่ยังให้ตำรวจหาดใหญ่สอบสวนเพิ่มใน 8 ประเด็น (ตำรวจทำสำนวนก่อน /พยานที่เป็นตำรวจกลับคำให้การ)

กล่าวถึง สส.กฤต เขาไม่ใช่คนสงขลาโดยกำเนิด เขาเกิดที่ คน.ท่าเสม็ด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2532 อายุประมาณ 36 ปี เรียน จบ ม.ปลายจากโรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา, ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี   

สส.กฤตไปโตอยู่หาดใหญ่ เขาจึงพูดใต้ไม่ถนัด สมรสกับ น.ส. กฤตพร คงเคว็จ ซึ่งเป็นสมาชิก อบจ.สงขลา มีบุตรด้วยกัน 2 คน เขาเพิ่งสร้างบ้านใหม่หลังใหญ่โตที่บ้านกระดังงา เปิดบ้านต้อนรับแขกผู้มาเยือนคราคร่ำทุกเสาร์-อาทิตย์ บางวันก็เปิดสระน้ำให้เด็กๆ มาเล่นน้ำกัน

เส้นทางธุรกิจของเขามีกิจการหลากหลายอสังหาริมทรัพย์, โรงงานผลิตเสื้อกีฬา, โรงงานอุปกรณ์ทางการแพทย์, ธุรกิจเรือท่องเที่ยว ฯลฯ ถือหุ้นในหลายบริษัทของครอบครัว แจ้งบัญชีทรัพย์สินร่วมกับภรรยาต่อ ป.ป.ช.ไว้ประมาณ 96.8 ล้านบาท (ณ เข้ารับตำแหน่ง สส.) ในทรัพย์สิน “อื่น ๆ” มีสิ่งที่น่าสังเกต: รายงานกล่าวถึงพระเครื่อง, วัวชน, ปืน, ยานพาหนะหลายคัน เป็นต้น   

ในฐานะคนนครศรีฯเขาจึงไปซื้อทีมฟุตบอลนครศรีฯยูไนเต็ด และลาออกจากเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด เมื่อเขาเข้าสู่การเมืองเต็มตัว  

เส้นทางการเมือง ปี 2566 เขาตั้งใจลงสมัคร สส.สงขลา เขตโซนคาบสมุทรสทิงพระ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี สส.พลังประชารัฐ เปิดทางให้ลงในนามพรรคพลังประชารัฐแทน

เขาได้รับเลือกเป็น สส. สงขลา เขต 4 ในการเลือกตั้งปี 2566 ในนามพรรคพลังประชารัฐ

จากนั้นความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ พรรคมีมติไล่ออก สส.กลุ่มรอ.ธรรมนัส 20 คน ซึ่งรวมถึง สส.ชนนพัฒฐ์ด้วย พวกเขาย้ายมาสังกัด พรรคกล้าธรรม และเป็นกรรมการบริหารพรรค  ได้รับบทบาทสำคัญในพรรคกล้าธรรมเป็นหนึ่งใน “ขุนพลภาคใต้” ที่พรรคตั้งเป้าขยายฐานภาคใต้เพิ่ม ประเดิมการเลือกตั้งครั้งแรกของพรรคด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีธรรมราช เขาเคยวิจารณ์ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่า “อำนาจไม่ใช่ของยั่งยืน” โดยกล่าวว่าต้องใช้เวลา “ทำงานเพื่อประชาชน”   

ข้อครหา และปมอื้อฉาวเว็บพนันออนไลน์/ สแกมเมอร์

เขาถูกอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ (นักเคลื่อนไหวต่อต้านอาชญากรรม) แฉว่าเชื่อมโยงกับ “สแกมเมอร์”และเว็บไซต์พนันออนไลน์ หลัง พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.เปิดชื่อย่อนักการเมือง ช.เกี่ยวข้องเว็บพนันออนไลน์ แต่อัจฉริยะเปิดตัวตรงว่าเป็น สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

แต่ “สส.กฤต” ปฏิเสธ โดยบอกว่าเป็นเรื่องเก่า (ปี 2564) และผ่านการตรวจสอบแล้ว   

คดี ปปง. / ยึดทรัพย์อายัดทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. มีมติให้อายัดทรัพย์ของเขาและพวกรวม 159 ล้านบาท เพื่อสอบสวนเส้นทางการเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการพนันออนไลน์   

ทรัพย์สินที่ถูกอายัดหลายประเภท: เงินสด, รถ, ที่ดิน, บัญชีเงินฝาก, หลักทรัพย์ ฯลฯ รวม 69 รายการ มูลค่า 159 ล้านบาท ในแง่การเมือง ปมนี้กลายเป็น “เกมชี้ชะตาอนาคต”ของเขาและพรรคกล้าธรรม โดยมีความกดดันจากสังคมและกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นมีการกล่าวถึงว่า เลือกตั้งครั้งหน้าจะได้ลงสมัครหรือเปล่ากับความคาดหวังสูงของเขาในตำแหน่งรัฐมนตรี

จุดแข็งของชนนพัฒฐ์ เป็นนักการเมือง รุ่นใหม่-ไฟแรง ผสมระหว่างธุรกิจและกีฬา ทำให้มีภาพลักษณ์ “ไฮบริดจ์”ระหว่างภาคธุรกิจและสังคมท้องถิ่น

ฐานธุรกิจแข็งแกร่ง การทำธุรกิจหลายสายและการมีทรัพย์สินเยอะ (อสังหา,อุตสาหกรรม,เรือท่องเที่ยว) ทำให้มีช่องทางสนับสนุนการเมืองของตัวเอง

บทบาทด้านกีฬา: การเชื่อมโยงกับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่น (นครศรี ยูไนเต็ด) ช่วยเสริมภาพความใกล้ชิดกับชุมชนและแฟนบอล ใช้เป็น “พื้นฐานอิทธิพล”ในพื้นที่ภาคใต้

ชนนพัฒฐใช้บุคลิกแบบเรียบง่ายเข้าถึงชาวบ้านแบบอ่อนน้อมถ่อมตน และพร้อมจ่ายช่วยเหลือชาวบ้าน ดึงผู้นำท้องถิ่น ท้องที่เข้ามาเป็นแนวร่วมแบบกว้างขวาง จนกล่าวได้ว่า ยากที่ใครจะล้มเขา เว้นแต่สะดุดขาตนเอง

ความเสี่ยง /ปัจจัยท้าทายของชนนพัฒฐ์ คือ คดี ปปง. อายัดทรัพย์ 159 ล้าน เป็นเรื่องใหญ่มากถ้าผลสอบสวนชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับการพนัน /ฟอกเงิน อาจส่งผลทางกฎหมายและทางการเมืองอย่างหนัก

ข้อกล่าวหา “สแกมเมอร์ /เว็บพนัน” ถ้ายังคงถูกโยง อาจลบล้างความเชื่อมั่นประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการพนันออนไลน์

ฐานเงินทุน /ทรัพย์สินของเขาแม้แข็งแรง แต่ “อำนาจทางการเมือง” ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ การเลือกตั้งครั้งหน้า (หรือการเมืองภายในพรรค)อาจมีแรงเสียดทาน 

ถ้าการสอบสวน ของ ปปง.สรุปในทางลบ (ว่าเขามีความเกี่ยวข้องจริง) อาจถูกดำเนินคดี หรือถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง สส. หรือจากบทบาทในพรรค หรือพรรคอาจจะไม่ส่งลงเลือกตั้งในครั้งหน้า

ในทางกลับกัน ถ้าเขาสามารถชี้แจงและชนะคดี (หรือพิสูจน์ว่าเป็น “เรื่องเก่า” / “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริง”) เขาอาจใช้ข้อครหานี้เป็น “กรณีศึกษา”เพื่อแสดงว่าตนเองถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง และกลับมามีอิทธิพลยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในพรรคกล้าธรรม

หากเขายังคงรักษาฐานธุรกิจได้ (และธุรกิจไม่ถูกอายัดทั้งหมด) เขาก็อาจใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็น “ทุน”สำหรับเส้นทางการเมืองในระยะยาว (เช่น สร้างเครือข่ายท้องถิ่น, สนับสนุนกิจกรรมพรรค, ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ)

ความไม่ชัดเจน /จุดที่ข้อมูลเบื้องต้นอ่อน

แม้เขาจะมีชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรคแต่บทบาทภายในพรรค (อิทธิพล,นโยบายที่เขาขับ)ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย ถึงความพยายามในการผลักดันนโยบายอะไร

สส.ชนนพัฒฐ์ จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานการได้มาซึ่งทรัพย์สิน เพื่อชี้แจงต่อ ปปช.ภายในเวลาที่กำหนด สส.ชนนพัฒฐ์ (“กฤต”) จะต้องมีข้อมูลที่แน่นหนาพอในการชี้แจงต่อ ปปช. เพราะเชื่อว่า ปปช.ก็มีข้อมูลลึกมากเช่นกัน

บริบทที่ดำรงอยู่ และดำเนินไปของข้อกล่าวหา เป็นดัชนีชี้อนาคตทางการเมืองของ สส.กฤต และชะตากรรมของพรรคกล้าธรรม

‘อนุทิน’ ร่ายยาว 11 ข้อ หลัง ‘อันวาร์-ทรัมป์’ โทรคุยเรื่องชายแดน ย้ำจุดยืนไทยไม่รุกรานแต่ต้องปกป้องอธิปไตย จี้กัมพูชาขอโทษคนไทยปมทหารเหยียบทุ่นระเบิด พร้อมถือโอกาสขอสหรัฐฯ ปรับลดภาษีลงอีก

นายกฯ อนุทิน เผย ‘อันวาร์-ทรัมป์’ ยกหูคุยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ร่ายยาว 11 ข้อชี้แจง จี้กัมพูชาออกแถลงการณ์ขอโทษคนไทยปมทหารเหยียบทุ่นระเบิด ซัดละเมิดเงื่อนไขมีสันติภาพลำบาก พร้อมขอสหรัฐฯ ปรับลดภาษีลงอีก

(15 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อคืนนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมแห่งมาเลเซียและประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งทั้งสองท่านได้พูดคุยหารือกับผมเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาพร้อมทั้งขอให้รัฐบาลไทยยังคงดำรงเป้าหมายการสร้างสันติภาพตามแนวทางที่ได้ลงนามในปฏิญญาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ต่อไป และผมก็ได้แสดงจุดยืนของรัฐบาลไทยซึ่งพอสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

1. ผมได้ขอบคุณทุกคำแนะนำและรับฟังความเห็นของผู้นำทั้งสองท่านในฐานะที่เป็นพยานในปฏิญญาดังกล่าว เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกันกับข้อมูลที่หน่วยงานความมั่นคงของไทยมีอยู่ในการไปดำเนินการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติมจากการเกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและละเมิดเงื่อนไขที่ระบุไว้ในปฏิญญา 

2. ผมได้แจ้งให้พยานทั้งสองท่านทราบว่า ผู้ร่วมสังเกตการณ์จากหลายประเทศได้เข้าไปทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ได้ยืนยันว่า ทุ่นระเบิดทั้งสี่ทุ่นเป็นทุ่นระเบิดใหม่ที่มีการลักลอบเข้ามาวางในเขตพื้นที่ของไทยหลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามในปฏิญญาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 แล้ว 

3. ผมได้ยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะระงับการดำเนินการภายใต้เนื้อหาที่ระบุไว้ในปฏิญญาจนกว่ากัมพูชาจะยอมรับว่าตนมิได้ปฏิบัติตามและได้ละเมิดเงื่อนไขดังกล่าว และต้องมีคำแถลงขอโทษต่อประชาชนชาวไทยในกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ภูมะเขือซึ่งได้ทำให้ทหารของไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียอวัยวะ

4. ผมได้ย้ำว่า รัฐบาลไทยทรงไว้ซึ่งสิทธิและมีอำนาจที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศและสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆที่พึงจะกระทำเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนให้พ้นจากภัยคุกคามของต่างชาติ

5.  ผมได้เรียกร้องให้ผู้นำของทั้งสองประเทศในฐานะที่เป็นสักขีพยานในปฏิญญาดังกล่าวให้ทำการแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาให้เคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดและมีความจริงใจต่อประเทศทั้งสี่ที่ได้ร่วมกันลงนามในปฏิญญาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และได้ขอให้ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำต่อผู้นำรัฐบาลกัมพูชาว่า จะต้องไม่มีการขัดขวางใดๆของฝ่ายกัมพูชาต่อการเข้าไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกองทัพไทยเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งได้มีการกำหนดพิกัดและพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

6. ผมได้แจ้งต่อท่าน ปธน. สหรัฐและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่าการที่กัมพูชาไม่เคารพต่อปฏิญญาและไม่ยอมรับผิดต่อเหตุการณ์ที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและต้องสูญเสียอวัยวะในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนชาวไทยหมดความมั่นใจและความเชื่อถือต่อรัฐบาลกัมพูชาซึ่งจะยังผลให้การดำเนินการที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพมีความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง

7. ผมได้ยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกชาติ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ใดๆต่อไปกับเพื่อนบ้านที่ไม่มีความจริงใจและคอยคุกคามอธิปไตยของไทยอยู่ตลอดเวลา

8. ผู้นำทั้งสองท่านได้รับทราบจากผมว่ารัฐบาลไทยและพี่น้องประชาชนชาวไทยมีความเสียใจและผิดหวังต่อเหตุร้ายแรงที่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยก็เคยให้ความช่วยเหลือ ให้ที่พักพิงแก่ผู้อพยพหนีภัยสงครามชาวกัมพูชาด้วยความปรารถนาดีและด้วยความมีมนุษยธรรม จึงไม่คาดคิดว่ารัฐบาลกัมพูชาจะกระทำตนเป็นปฏิปักษ์และเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทยและยังได้ทำร้ายคนไทยได้ถึงระดับนี้

9. ผมได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยไม่เคยมีเจตนารุกรานกัมพูชา แต่มีความพร้อมที่จะดำเนินการตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติและเพื่อสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยในทุกวิถีทาง

10. ประธานาธิบดีสหรัฐได้ถามผมว่าเรื่องการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ มีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งผมได้เรียนท่านไปว่าอยากจะขอให้ท่านได้ลดอัตราภาษีให้กับประเทศไทยมากกว่านี้ ซึ่งท่านได้ตอบมาอย่างอารมณ์ดีว่า ในอัตรา 19% ที่ไทยได้รับ ถือว่าต่ำมากนะ ผมก็ได้พูดกับท่านว่า หากต่ำจริงผมคงไม่เดินไปขอท่านที่เกาหลีใต้ให้ลดลงอีก เพราะประเทศไทยก็ได้ให้ความร่วมมือในทุกๆด้านกับสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างดี ขอให้ท่านได้ให้หน้าผมบ้าง ท่านได้ตอบกลับมาว่า ท่านจะไปคุยกับทางกัมพูชาซึ่งหากกัมพูชาไม่ขัดขวางการถอนทุ่นระเบิดของไทย แล้วฝ่ายไทยสามารถดำเนินการเร่งถอนทุ่นระเบิดได้อย่างรวดเร็ว ประธานาธิบดีสหรัฐจะพิจารณาให้มีการปรับลดภาษีให้มากกว่านี้ ท่านพูดกลับมาในท่วงทำนองเท่าที่ผมจำได้ว่า “If you do the demining works quickly, I’ll consider chopping more percentage for you.” อาจจะไม่ตรงทุกคำศัพท์ แต่ก็อยู่ในโทนนี้ครับ 

11. ท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซียก็บอกว่าจะเร่งทำเอกสารในนามประธาน ASEAN เพื่อย้ำความเข้าใจและให้ทั้งสองประเทศได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในปฏิญญาอย่างเคร่งครัดต่อไป

ก่อนวางสาย ทั้งประธานาธิบดีสหรัฐและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ขอให้ผมส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนซึ่งผมได้กล่าวขอบคุณทั้งสองท่านไปในขณะเดียวกัน 

ผมกราบขออภัยพี่น้องประชาชนที่อาจจะส่งข้อความนี้ล่าช้าไปเล็กน้อยเนื่องจากกำลังปฏิบัติภารกิจที่สำคัญยิ่งที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

‘ถาวร’ ออกแรงเชียร์หลานชาย ‘ภู สิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม’ เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ลงชิงเก้าอี้สส. เขต 4 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มั่นใจประชาชนสนับสนุนหลังลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

‘ถาวร เสนเนียม’ อดีต สส. สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมช.มหาดไทย รมช.คมนาคม ออกแรงเชียร์หลานรัก น้องภู ลูกชายของ วินัย เสนเนียม อดีต สส. สงขลา ด้วยการโพสต์ไล่ยาวถึงคุณงามความดี ความรู้ความสามารถของน้องภู โดยระบุว่า

‘ลุงถาวร เสนเนียม’ เป็นปลื้มกับหลานภู สิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม เสนอตัวรับใช้พี่น้องประชาชน ด้วยการเสนอตัวสมัคร สส. ปชป. เขต 4 สงขลา

นายสิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม (ภู) ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปชป. เขต 4 สงขลา – มือสะอาด รุ่นใหม่ ใส่ใจประชาชน ลงพื้นที่เต็มที่ทุกวัน

นายสิทธิ์พัฒน์ เสนเนียม (ภู)ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 4 จังหวัดสงขลา ปัจจุบันอายุ 27 ปี เกิดวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2541 บุตรของ นายวินัย เสนเนียม และ แพทย์หญิงวนิดา เสนเนียม

ประวัติการศึกษาและการทำงาน
ประถมศึกษา: โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (ป.1-ป.6)
มัธยมศึกษา: โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย (โครงการ SMA) (ม.1-ม.6)
ปริญญาตรี: เศรษฐศาสตร์การเงิน-การคลัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัว อพาร์ทเม้นท์ พร้อมประสบการณ์การบริหารจัดการและความเข้าใจปัญหาของชุมชน

ลงพื้นที่พบประชาชน – ตอบโจทย์ความต้องการชาวสงขลา

นายสิทธิ์พัฒน์ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในเขต 4 จังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง ได้รับการต้อนรับอบอุ่นจากชาวบ้าน พร้อมเสียงเชียร์จากผู้สนับสนุน ประชาชนจำนวนมากชื่นชมแนวคิดการทำงานของ ผู้แทนรุ่นใหม่ มือสะอาด มีความรู้ และมีอุดมการณ์ชัดเจน

ผู้คนต่างยกย่องว่า นายสิทธิ์พัฒน์ เป็นผู้แทนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความตั้งใจทำงานเพื่อชุมชนจริง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

แนวคิดและนโยบาย – มือสะอาดเพื่อประชาชน

ยึดหลัก ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และความซื่อสัตย์สุจริต ในการทำงานทุกขั้นตอน

ฟังเสียงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เพื่อนำมาวางนโยบายตอบโจทย์ความต้องการจริง

มุ่งเน้น การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และคุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่

สนับสนุน ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และธุรกิจท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสและงานให้ชุมชน

ผู้แทนรุ่นใหม่ ใส่ใจประชาชน – มือสะอาดโปร่งใส

ด้วยวิสัยทัศน์ของ ผู้แทนรุ่นใหม่ มือสะอาด นายสิทธิ์พัฒน์ เชื่อมั่นว่าการเลือกผู้แทนที่ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีอุดมการณ์ชัดเจน จะนำมาซึ่งการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม ให้สงขลาก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและมีโอกาสเท่าเทียม

ประชาชนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมั่นใจว่า นายสิทธิ์พัฒน์ ภู เสนเนียม จะเป็นผู้แทนที่ ทำงานจริง ใส่ใจจริง และสะอาดจริง เพื่อทุกคนในพื้นที่

ปธน. สีจิ้นผิงกราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

นายกฯ อนุทิน โพสต์ข่าวดีประเทศไทย เผย ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กราบบังคมทูล ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน

‘เดชอิศม์’ เบนเข็มอาจไม่ไป ‘กล้าธรรม’ จ่อซบ ‘ลุงป้อม’ หลังร่วมโต๊ะอาหาร แต่ขอนั่งตำแหน่ง ‘เลขาธิการพรรค’ ขณะ ‘อนุมัติ อาหมัด’ หวน พปชร.อีกครั้ง

อย่าเพิ่งเชื่อว่า นายกฯชาย เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะไม่ย้ายไปไหนจะยังอยู่ประชาธิปัตย์ และก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวกำลังเจรจาจะย้ายมาอยู่กับพรรคกล้าธรรม (กธ.) 

แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังจาก ‘ลุงป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางไปร่วมบุญกฐิน ที่วัดช้างไห้ จ.ปัตตานี มีนักการเมืองหลายคนเข้าร่วมด้วย

ประเด็นสำคัญ หลังเสร็จงานบุญกฐิน ลุงป้อมเดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ท่าเรือใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา

รับประทานอาหารมื้อไม่ธรรมดา เพราะมีนายกฯชาย ร่วมวงด้วย แค่นั้นยังไม่พอยังมี ‘อนุมัติ อาหมัด’ อดีต สว.สงขลา เจ้าของท่าเรือร่วมอยู่ด้วย

แน่นอนว่าวงอาหารมื้อนี้เป็นวงการเมืองอย่างแน่ชัด ลุงป้อมขอให้อนุมัติกลับมาช่วยพลังประชารัฐอีกครั้ง หลังจากเคยร่วมมือกันเมื่อปี 2562 สร้างความสำเร็จในระดับน่าพอใจให้พลังประชารัฐ

แต่อนุมัติได้เฟดตัวเองออกไปหลังจาก รอ.ธรรมนัส เข้าร่วมงานกับพลังประชารัฐ แต่วันนี้ไม่มี รอ.ธรรมนัสในพลังประชารัฐแล้ว ลุงป้อมจึงขอให้อนุมัติกลับมา ซึ่งอนุมัติก็ไม่ขัดข้องยินดีเข้ามาช่วยงาน

มีการทาบทาม เจรจากับนายกฯชายด้วยให้มาอยู่กับพลังประชารัฐ แต่นายกฯชายมีเงื่อนไขขอเป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งยังเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่ หลังจากสันติ พร้อมพัฒน์ ถอยออกไปอยู่ภูมิใจไทย ซึ่งลุงป้อมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ขอหารือกับสมาชิกคนอื่นก่อน

เป้าหมายของสองคนนี้ จะจับมือกันดัน ‘สุภาพร กำเนิดผล’ (ภรรยานายกฯชาย) สู้เพื่อชนะน้องโบ๊ต อนุกูล พฤกษาศักดิ์ และเล็งไกลไปถึงการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นย่านชายแดนสะเดาด้วย

ทั้งนี้ ‘อนุมัติ’ ได้รับมอบหมายให้ดูแลสงขลา เขต 6 เป็นหลัก และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย

ถึงเวลานี้จึงอย่าเพิ่งสรุปถึงทิศทางที่แน่ชัดของนายกฯชาย จนกว่าจะหลุดออกมาจากปากของเจ้าตัวเอง

ไทย-กัมพูชา: เกมสื่อสารที่ไทยแพ้ราบคาบ เมื่อ "ความไว" กลายเป็นอาวุธทางการทูต อีกฝ่ายชิงสร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน ส่วนไทยยังตื่นช้าเกิน - ตามเกมไม่ทัน

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมากลายเป็นบทเรียนราคาแพงของการทูตสมัยใหม่ ที่ "ความเร็วในการสื่อสาร" และ "การครอบงำกระแสข่าว" สำคัญกว่าความจริงหรือเหตุผล ไทยกำลังเผชิญกับฝีมือการเล่นเกมการทูตของกัมพูชาที่ชำนาญกว่า โดยเฉพาะการใช้ "ความไว" เป็นเครื่องมือสร้างสถานการณ์ แล้วรีบ "ฟ้องชาวโลก" ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับมือและอธิบาย ซึ่งในโลกของการสื่อสารมวลชนสมัยใหม่ ผู้อธิบายมักจะแพ้ผู้กล่าวหาเสมอ

กลยุทธ์ "สร้างสถานการณ์แล้วฟ้องก่อน"

ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่า กัมพูชาเชี่ยวชาญในการ "สร้างความไว" ในประเด็นที่ดูเล็กน้อย แล้วขยายให้กลายเป็นวาระชาติ รูปแบบที่เห็นได้ชัด ได้แก่:

กรณีคำพูดของนักการเมืองไทย - เมื่อมีนักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะไทยพูดถึงกัมพูชาในลักษณะที่อาจตีความได้หลายทาง กัมพูชาจะรีบ "จับประเด็น" ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ อาณาเขต หรือแม้แต่วัฒนธรรม

การขยายผลอย่างเป็นระบบ - ไม่ใช่แค่รัฐบาลกัมพูชาที่ออกมาประณาม แต่จะมีการระดมทั้ง "สื่อรัฐ" "กลุ่มสนับสนุนรัฐบาล" และ "อินฟลูเอนเซอร์" พร้อมกันในรูปแบบที่ดูเป็นธรรมชาติ—แต่จริงๆ แล้วมีการประสานงานอย่างแน่นหนา

การใช้ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพ - กัมพูชาเข้าใจดีว่าในยุคดิจิทัล "ความรู้สึก" สำคัญกว่า "ข้อเท็จจริง" พวกเขาจึงสร้างคอนเทนต์อารมณ์ (emotional content) ที่กระตุ้นความรู้สึกรักชาติของคนกัมพูชา และสร้างภาพว่าไทยเป็นฝ่าย "รังแก" หรือ "ดูถูก"

ขณะเดียวกัน สิ่งที่กัมพูชาทำได้ดีมากคือ การ "ฟ้องชาวโลก" ก่อนที่ไทยจะได้อธิบาย ทุกครั้งที่มีประเด็นขัดแย้ง กัมพูชาจะรีบ:
- แถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศทันที โดยเฉพาะสื่อตะวันตกและสื่อระดับภูมิภาค
- ส่งบันทึกประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยและเผยแพร่ต่อสาธารณะในเวลาเดียวกัน
- ระดมพูดถึงในเวที ASEAN, UN และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ
- ใช้เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศต่างๆ เป็น "ทูตประชาสัมพันธ์" ออกสื่อท้องถิ่นอธิบายจุดยืนของกัมพูชา

ผลคือ เมื่อไทยออกมาอธิบาย "กระแสแรก" ถูกครอบงำโดยกัมพูชาไปแล้ว และการอธิบายของไทยกลายเป็นเพียง "การแก้ต่าง" ซึ่งในสายตาสาธารณะมักดูอ่อนแอกว่า

3. เล่นบทบาท "ชาติเล็กที่ถูกรังแก"

นอกจากนี้ กัมพูชา ยังเล่นบท "ประเทศเล็กที่กำลังถูกเพื่อนบ้านใหญ่กดขี่" ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่สื่อสารสนับสนุน ที่โลกชอบ ซึ่งพวกเขาเล่นบทบาทนี้อย่างชำนาญ โดย
- เน้นย้ำประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาเคยสูญเสียดินแดนให้ไทย (ตามที่พวกเขาอ้าง)
- เล่าเรื่องความเจ็บปวดจากยุคเขมรแดงและการฟื้นฟูประเทศ เชื่อมโยงกับความรู้สึกว่าไทย "ไม่เห็นใจ"
- ใช้ภาษาที่แสดงถึงความเป็นเหยื่อ เช่น "bullying" "disrespect" "insult" ซึ่งเป็นคำที่สื่อสารสากลให้ความสำคัญ

ไทยแพ้เกมการสื่อสารอย่างไร

ปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยคือ "ตื่นช้า" ทุกครั้งที่มีประเด็น ไทยมักใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือแม้กระทั่งหลายวันกว่าจะออกมาชี้แจง ในขณะที่กัมพูชาออกมา "ฟ้อง" ภายในชั่วโมงแรก

สาเหตุมาจาก:
- ระบบราชการที่ซับซ้อน - ต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น กระทรวงการต่างประเทศต้องประสานกับหน่วยงานอื่น ต้องได้รับการอนุมัติจากระดับสูงก่อนแถลงข่าว
- ความระมัดระวังมากเกินไป - กลัวพูดผิดหรือเสียมารยาท จึงใช้เวลานานในการเตรียมคำแถลง ซึ่งเมื่อออกมาก็ "สายเกินแก้"
- ขาดทีมรับมือวิกฤตที่พร้อม - ไม่มีทีม "war room" ที่ monitor สถานการณ์ตลอดเวลาและสามารถตอบโต้ทันที

อีกทั้ง เมื่อไทยออกมาชี้แจง มักใช้ภาษาที่ "นุ่มนวลและเป็นทางการ" มากจนดูอ่อนแอ เช่น "เสียใจที่มีความเข้าใจผิด" "ขอชี้แจงว่า..." "ไม่ได้มีเจตนา..."

ในขณะที่กัมพูชาใช้ภาษาที่ "หนักแน่นและชัดเจน" เช่น "unacceptable" "violation" "demand apology" ซึ่งฟังแล้วมีน้ำหนักและแสดงจุดยืนที่ชัดเจน

ผลคือ ในสายตานานาชาติ กัมพูชาดูเหมือน "มีหลักการและยืนหยัด" ขณะที่ไทยดูเหมือน "ไม่แน่ใจและอ่อนข้อ"

และดูเหมือนว่า ที่ผ่านมา ไทยเล่นแต่ฝ่ายรับ ไม่มีการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความได้เปรียบ
- ไม่มีการทำคอนเทนต์ภาษาอังกฤษอธิบายจุดยืนของไทยให้นานาชาติเข้าใจ
- ไม่มีการใช้ influencers หรือ opinion leaders ระดับภูมิภาคมาช่วยสื่อสาร
- ไม่มีการสร้าง counter-narrative ที่แข็งแกร่ง เช่น การชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาเองก็มีประเด็นที่ละเมิดไทยเช่นกัน

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างเร่งด่วน ด้วยการสร้างระบบตอบโต้เร็ว "ศูนย์สั่งการในช่วงวิกฤต" ที่พร้อมตอบสนองทันที ภายใน 1-2 ชั่วโมง ไม่ใช่ 1-2 วัน ต้องมี:
- ทีมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
- อำนาจในการอนุมัติคำแถลงอย่างรวดเร็ว
- โฆษกที่สามารถพูดได้หลายภาษา พร้อมออกสื่อทันที

ใช้ภาษาที่เข้มแข็งและชัดเจน เลิกภาษา "ขอโทษ-อธิบาย" เปลี่ยนเป็น "ยืนยัน-เรียกร้อง" เมื่อไทยถูกต้อง ต้องพูดให้ชัดว่า "ไทยไม่ได้ทำผิด" ไม่ใช่ "ไทยเสียใจที่มีความเข้าใจผิด"

ที่สำคัญ รัฐบาล นักการเมือง สื่อ และประชาชน ต้อง "พูดเสียงเดียวกัน" ในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่ว่าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องรู้จักเลือกเวลาและสถานที่

แน่นอนว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของดินแดนหรือประวัติศาสตร์ แต่เป็น "สงครามการสื่อสาร" ที่ชัยชนะขึ้นอยู่กับว่าใครควบคุมกระแสข่าวและความคิดเห็นของสาธารณะได้

และต้องยอมรับว่า กัมพูชาเข้าใจเกมนี้ดีกว่าไทย พวกเขาใช้ "ความไว" เป็นอาวุธ สร้างสถานการณ์เอง แล้ววิ่งไปฟ้องชาวโลกก่อน ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายรับและอธิบาย

ไทยแพ้ไม่ใช่เพราะทำผิด แต่แพ้เพราะ "ตื่นช้า พูดนุ่ม และไม่มีกลยุทธ์" ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเรียนรู้ว่า ในโลกของการทูตสมัยใหม่ ผู้ที่ "พูดก่อน พูดเร็ว และพูดดัง" มักจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร

และที่สำคัญ ไทยต้องหยุดเล่นแต่ฝ่ายรับ เริ่มเล่นเชิงรุก สร้างกระแส กำหนดวาระ และครอบงำการสนทนา มิฉะนั้น ไทยจะแพ้เกมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าความถูกต้องจะอยู่ฝ่ายเราก็ตาม

‘ทนายไพศาล’ สมัครสมาชิกประชาธิปัตย์ แย้มขอลงชิง สส. จังหวัดระยอง หลังโดนใจแคมเปญใหม่ของพรรค "ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้"

เมื่อวานนี้ (12 พ.ย. 68) นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่คลิป นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความชื่อดัง มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายจูรี ทักทายทนายไพศาล ด้วยความตื่นเต้น บอกว่า ไม่คาดฝันว่าทนายไพศาล จะมาร่วมงานที่พรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ ทนายไพศาล ตอบว่า “ผมมาหาท่านรอง พอดีผมฟังแคมเปญ ปชป. สส. ที่ดีคุณก็เป็นได้ ผมก็เลยมาท่านรอง ต้อนรับผมไหม ผมหัวใจสีฟ้า ผมดูท่านมาตลอดแล้วก็นั่งคิดทุกคืนที่บ้าน มาสมัครสมาชิกปชป.ด้วยตัวเอง ด้วยแคมเปญนี้เลย” ด้าน นายจูรี กล่าวว่า “ต้อนรับอย่างยิ่งยวดอยู่แล้ว อยากให้มาช่วย มาเป็นกำลังหลักของพรรค เป็นความหวังของคนทุกรุ่นทุกวัยของยุคนี้ ที่เขาเบื่อการเมือง”

มีรายงานว่า นายไพศาล ได้ยื่นขอเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ระยอง สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้

'ชัช เตาปูน' ย้ำจุดยืน "ทำเพื่อชาติ-ไม่หวังยิ่งใหญ่" พร้อมจับมือ 'พีระพันธุ์' ขับเคลื่อน รทสช. ลั่นขอสู้ต่อเพื่ออนาคตลูกหลาน ต้านคนขายชาติเอาประโยชน์ส่วนตน

‘ชัช เตาปูน’ ครบรอบ 82 ปี ย้ำจุดยืน "รักชาติ-ตรงไปตรงมา - ไม่หวังยิ่งใหญ่" ยก "พีระพันธุ์" ดีเอ็นเอคล้ายกัน พร้อมจับมือเดินหน้าขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่ออนาคตลูกหลานไทย

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 บรรยากาศที่บ้านพักย่านบางซื่อเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 82 ปี ของนายชัชวาลล์ คงอุดม (ชัช เตาปูน) เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีบุคคลหลากหลายวงการและมวลชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมอวยพรอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรีฐวิภาค หัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค อาทิ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรค นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรค นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรค นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรค ร.ต.อ.หญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรค นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรค นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรค นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรค

นอกจากนี้ยังมี นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายจารึก ศรีอ่อน อดีต สส.จันทบุรี พรรคพลังท้องถิ่นไท ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม อดีตหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท พ.ต.อ.ศรายุทธ มั่งเรือน ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.น.2 นายประนอม โพธิ์คำ อดีต สส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท นายธนวัฒน์ งามผิว ผู้บริหารบริษัท PROMMES SHIPPIRO SERVICE และนายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) เป็นต้น

จากนั้นในเวลา 10.45 น. มีการประกอบพิธีทางสงฆ์ โดยพระสงฆ์จากวัดพุทธพรหมยาน จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 5 รูป นำสวดมนต์ประกอบด้วย บทสวดนโมการอัฏฐกคาถา (นะโม 8 บท) และบทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทสวดนมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ ได้มีการสวดด้วยทำนองสรภัญญะ ซึ่งทั้งสองบทครอบคลุมเรื่องความสิริมงคลและปกป้องคุ้มครอง

นายชัชวาลล์ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ยังคงไม่ลืมกัน โดยระบุว่าทุกปีจะมีผู้คนเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก ทั้งที่มาจากทางใต้ ทางเหนือ และทางอีสาน ทำให้ตนรู้สึกดีใจที่มีความผูกพันและได้รับความรู้สึกที่ดีจากทุกคนเสมือนเป็นกัลยาณมิตรที่เหนียวแน่นมาโดยตลอด ความผูกพันนี้เกิดขึ้นจากการที่ตนเองทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยทำสิ่งที่ไม่ดี และพร้อมทำทุกอย่างที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

นายชัชวาลล์ได้กล่าวถึงนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยเปิดเผยว่า ทราบว่านายพีระพันธุ์รู้สึกประทับใจในตน เนื่องจากเป็นคนที่มีความมั่นคงและตรงไปตรงมา นายชัชวาลล์ยืนยันว่าในฐานะผู้ชาย เมื่อพูดแล้วก็ต้องทำ หากทำไม่ได้ก็จะไม่พูด ทำให้ผู้คนที่คบหาไม่ต้องระแวงและสามารถไว้วางใจได้ พร้อมทั้งชี้ว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่มีความรู้สึกรักชาติ รักประชาชน และทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้ตนและนายพีระพันธุ์มีความรู้สึกและดีเอ็นเอที่คล้ายกัน นายชัชวาลล์ยืนยันว่าตนต้องทำงานร่วมกับนายพีระพันธุ์เพื่อขับเคลื่อนพรรคต่อไป เพราะเห็นว่านายพีระพันธุ์เป็นคนที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนตนเองก็ทำเพื่อส่วนรวมมาตลอดตั้งแต่ช่วงอายุ 20 กว่าปีแล้ว ดังนั้นเมื่อมาเจอคนที่มีแนวคิดเหมือนกันเช่นนี้จึงต้องร่วมมือกัน

เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่ยังคงทำงานการเมืองในวัยนี้ นายชัชวาลล์ย้ำถึงจุดยืนที่หนักแน่นว่า ตนทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาหลายปีแล้วและไม่เคยคิดจะหยุดทำ การที่ตนเข้ามาทำงานการเมืองเป็นเพราะความห่วงใยประเทศชาติ ตนมองว่าปัจจุบันผู้คนมีความเห็นแก่ตัวกันมาก ไม่รักประเทศชาติ และมุ่งหวังแต่จะเข้ามากอบโกย ในขณะที่คนไทยเองก็ยังทะเลาะกัน ตนต้องการเข้ามาเพื่อทำให้เกิดความถูกต้อง และจะร่วมมือกับคนที่มีความรู้สึกเดียวกัน โดยเน้นย้ำว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อความยิ่งใหญ่ เพราะการอยู่เฉย ๆ ก็ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกับตนอยู่แล้วและยังมีพรรคพวกมากมาย แต่ตนไม่อาจปล่อยให้ประเทศชาติล่มสลายหรือให้คนรุ่นหลังอยู่กันอย่างลำบากได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยให้คนที่เห็นแก่ตัวเอาประโยชน์ส่วนตน ไม่ละอายที่จะขายชาติ ขายแผ่นดิน เพื่อนำเงินออกนอกประเทศ

นายชัชวาลล์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานให้กับคนรุ่นหลัง โดยจะต้องสอนให้เด็กรุ่นหลังรู้จักประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม และประเพณีไทย เนื่องจากปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมีมาก และแม้แต่เรื่องศาสนาพุทธก็ยังเสื่อมลง โดยยกตัวอย่างความประพฤติของเด็กไทยบางส่วนที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งกระดิกเท้า ไม่ฟังครูบาอาจารย์ หรือเล่นแต่โทรศัพท์มือถือ ดังนั้นจำเป็นต้องนำความเป็นไทยกลับมา และสอนควบคู่ไปกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อให้พวกเขามีความกตัญญูและรู้คุณธรรม นายชัชวาลล์กล่าวว่าประเทศชาติที่ไม่มีคุณธรรมจะอยู่ไม่ได้ จะมีแต่การเอาเปรียบกัน ดังนั้นการทำงานเพื่อชาติจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการอวยพรเนื่องในวันเกิด แต่ไม่มีโอกาสเดินทางมาถึงบ้านพักย่านบางซื่อในวันนี้ นายชัชวาลล์กล่าวว่าสามารถอวยพรผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ ได้ทั้งหมด และแสดงความปลื้มปริ่มและภูมิใจที่คนไทยที่มีความรู้สึกรักชาติเหมือนกันเข้ามาร่วมอวยพรให้กำลังใจ พร้อมยืนยันว่าตราบใดที่ยังมีโอกาส ตนก็จะพยายามทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่

‘ทูตรัศม์’ กังขา ทำไม ‘อนุทิน’ ชอบพูดเข้าทางกัมพูชา หลังท้าทายมาตรการภาษีสหรัฐฯ โดดเดี่ยวตัวเองออกจากมหาอำนาจ ผลักกัมพูชาให้ใกล้ชิดสหรัฐฯ

นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) กล่าวถึงคำพูดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่อันตราย หลังก่อนหน้านี้ ออกมาระบุไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาว่า

ในวันนี้ (12 พ.ย.) นายอนุทิน ยังออกมาพูดจาท้าทายสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากคำพูดนี้คือ “กัมพูชา” เพราะคำพูดนี้ นอกจากจะเป็นการโดดเดี่ยวประเทศไทย ออกจากพันธมิตรที่เป็นมหาอำนาจของโลกแล้ว ในทางกลับกัน ยังเท่ากับเป็นผลักดันให้กัมพูชาใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นด้วยโดยปริยายด้วย

นายรัศม์ ยังระบุว่า ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว เรื่องปากท้องประชาชน ก็อาจถูกกระทบจากมาตรการตอบโต้ทางภาษี จากคำพูดท้าทายโดยไม่จำเป็นจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนัก และพร้อมรับผิดชอบหรือไม่

“แน่นอนว่าไทยจำเป็นต้องรักษาอธิปไตย ปกป้องชีวิตคนไทย และต้องเพิ่มมาตรการทางทหารที่เข้มแข็งเพื่อการนี้ และการตอบโต้กัมพูชาก็ดำเนินการไป แต่การไปท้าทายพันธมิตรอย่างสหรัฐฯนั้น พูดไปเพื่ออะไร ไทยจะได้มากกว่าเสียหรือ?” นายรัศม์ กล่าว

นายรัศม์ ยังเห็นว่า ทั้งคำพูดก่อนหน้า และล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ที่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากคำพูดดังกล่าวคือ “กัมพูชา” จึงเป็นที่น่ากังขาว่า นายกรัฐมนตรีไทย มีเจตนาใดแน่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top