Saturday, 6 June 2026
POLITICS NEWS

‘ชื่นชอบ’ ย้ำชัด ‘พีระพันธุ์’ ไม่เคยต่อรองเก้าอี้นายกฯ ซัด บางคนสร้างภาพพูดจาดี แท้จริงคือผู้ร้ายใส่สูท

(22 ก.ย. 68) นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ขออนุญาตใช้คำว่า"ไม่จริง" (ตัวโต ๆ) ครับ ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ขอยืนยันว่าเรื่องพรรคเพื่อไทยเสนอให้หัวหน้าพีระพันธุ์เป็นนายกฯ ไม่เป็นความจริงครับ และหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าไม่เคยสนใจการได้ตำแหน่งใดๆ ผมไม่เคยเห็นหัวหน้าพีระพันธุ์เรียกร้อง ไขว่คว้า หรือขายอุดมการณ์เพื่อให้ได้ตำแหน่งใดๆครับ

ทางการเมืองหัวหน้าพีระพันธุ์พูดเสมอว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอคนจากพรรคอื่นที่เสียงน้อยกว่าเป็นนายกฯ ครับ เพราะนั้นคือการฆ่าตัวตายทางการเมือง 

การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุดกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่เห็นว่าทางพรรคไม่ควรสนับสนุนข้อเสนอของพรรคประชาชนที่เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่แก้ไขหมวด 1และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ  

เนื่องจากพรรครวมไทยสร้างชาติมีความเป็นประชาธิปไตยครับ หัวหน้าพีระพันธุ์ให้การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.โดยอธิบายข้อเสนอแนะต่างๆที่กรรมการบริหารสรุปในที่ประชุมให้ส.ส.ทราบครับ

ผมรู้ข้อเท็จจริงทุกประการครับแต่คงไม่เหมาะที่จะพูดเพราะมันก็เป็นการสาวไส้ให้กากิน ทุกคนก็พยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น บางคนเป็นผู้ร้ายใส่สูท พูดจาดีคนก็เชื่อว่าเขาคนนั้นเป็นคนดี ก็ไม่เป็นไรครับสักวันหนึ่งพี่น้องประชาชนก็จะเห็นว่าใครของจริง

ใครอยากออกก็คงห้ามเขาไม่ได้ครับ ผมเชื่อในหลักธรรมชาติคัดสรร หัวหน้าเป็นสุภาพบุรุษไม่พูดจาให้ร้ายใครแม้ตัวเองจะถูกกระทำก็ตามครับ ผมพูดได้เท่านี้

คืนที่ 10 ในเรือนจำ ‘ทักษิณ’ ป่วย!! ราชทัณฑ์พาตัว ตรวจสุขภาพ ก่อนถูกส่งกลับ ‘เรือนจำคลองเปรม’ ตามขั้นตอนปกติ

(21 ก.ย. 68) ความเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุก นายทักษิณ 1 ปี ล่าสุด มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากที่นายทักษิณ ถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจํากลางคลองเปรมเป็นคืนที่ 10 เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้นำตัวนายทักษิณ ไปตรวจสุขภาพร่างกายที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากมีอาการอ่อนเพลียรวมถึงมีอาการปวดตามร่างกาย เนื่องจาก นายทักษิณ มีโรคประจำตัวเพื่อเป็นการตรวจเช็คอาการตามโรค

ทั้งนี้ภายหลังนายทักษิณได้เข้ารับการตรวจเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัวกลับเข้ามายังเรือนจำกลางคลองเปรมทันทีโดยไม่ได้นอนพักที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งทุกอย่างเป็นการดำเนินการเหมือนผู้ต้องขังคนอื่นๆตามปกติเมื่อมีอาการเจ็บป่วย

‘นิพิฏฐ์’ ประกาศชัด!! ไม่กลับ ประชาธิปัตย์ เว้นแต่ 'อภิสิทธิ์' หวนคืนหัวหน้าพรรค

(21 ก.ย. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

โปรดฟังอีกครั้ง

มีสมาชิกพรรคและผู้มิใช่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ บอกให้ผมไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพราะผมเป็นอดีตรัฐมนตรีของพรรค เมื่อสมัครก็สามารถเลือกหัวหน้าพรรคได้เลย

ผมบอกทุกคนไปว่าผมไม่สมัคร จนกว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นหัวหน้าพรรค

จากนั้นผมจึงจะไปสมัครและช่วยฟื้นฟูพรรค ทั้งนี้ เพื่อตอบแทนและใช้หนี้บุญคุณพรรคประชาธิปัตย์

เหตุที่ผมจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคหลังเลือกหัวหน้าพรรคเสร็จแล้ว เพราะไม่อยากมีตำแหน่งแห่งหนใดๆ ในพรรคอีกแล้ว

เพราะแม้ไม่มีตำแหน่งแห่งหนใดๆ  ผมเชื่อว่า ทุกอย่างที่ผมหยิบขึ้นมาในมือ ผมสามารถใช้เป็นอาวุธ สังหารศัตรูได้ทั้งสิ้น

แต่หาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ผมก็จะปลีกวิเวก บำเพ็ญพรตแถวเทือกเขาบรรทัดพัทลุง ต่อไป!!

‘เพื่อไทย’ เดือด!! ซัด ‘พรรคประชาชน’ เป็น ‘วิปฝ่ายค้ำ’ จวกยับ!! ตั้งรัฐบาลเพื่อ ‘ยุบคดีสีน้ำเงิน’ ไม่ใช่เพื่อยุบสภา

(21 ก.ย. 68) นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงข้อสังเกตจากบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่าง พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย หรือที่เรียกว่า MOA ส้ม-น้ำเงิน ว่า ขณะนี้พี่น้องประชาชนเห็นสัญญาณที่ชัดเจนในการ เร่งเติมเสียงของพรรคภูมิใจไทย โดยมีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ เปิดตัวเข้าร่วมงานการเมืองมากขึ้น แต่น่าแปลกใจที่ตัวแทนจากพรรคประชาชน อย่างคุณปกรณ์วุฒิ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กลับมองไม่เห็น

อีกทั้งยังมีความพยายามให้สัมภาษณ์ ยืนยันข้ามพรรคด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้พยายามรวมเสียงข้างมาก และยังไม่เป็นสัญญาณที่จะทำให้เกิดเสียงเพิ่มเติมในฝ่ายรัฐบาล

จนหลายฝ่ายเริ่มสับสนว่านี่คือคุณปกรณ์วุฒิ นี่เป็น รองหัวหน้าพรรคประชาชน หรือ โฆษกพรรคภูมิใจไทย คนใหม่กันแน่

นอกจากนี้การที่คุณปกรณ์วุฒิ พยายามช่วยชี้แจงแทนพรรคภูมิใจไทยอย่างเข้มแข็งว่ารัฐบาลเสียงข้างมากจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพรรคฝ่ายค้าน หนึ่งในสองพรรคใหญ่คือ พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน ต้องไปให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล พร้อมชี้ถึงกรณีที่มี สส. พรรคเพื่อไทย 9 เสียง ที่ไม่โหวตตามมติพรรคนั้น

พรรคประชาชน ต้องเข้าใจว่า ข้อตกลงรัฐบาลเสียงข้างน้อยของสีส้มและสีน้ำเงินนั้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้ร่วมรับผิดชอบอะไรด้วย

และในข้อเท็จจริงคือ แม้จะมี สส.พรรคเพื่อไทย 9 คน สนับนุนการจัดตั้งรัฐบาลนั้น แต่พรรคประชาชน คือคนที่โหวตหนุน คุณอนุทินแบบยกพรรค และต้องร่วมรับผิดชอบต่อการดำเนินการของรัฐบาลนี้เอง เพราะคนเริ่มครหาแล้ว ว่ารัฐบาลนี้ ไม่ได้ตั้งมาเพื่อยุบสภา แต่ตั้งมาเพื่อยุบคดีสีน้ำเงิน มากกว่า ดังนั้น เราจึงได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อวาน

“พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเรามีทั้ง สส. คนรุ่นใหม่ ที่มุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน และ สส. รุ่นใหญ่ที่มากประสบการณ์ พร้อมประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแน่นอน แต่ขอไม่รับตำแหน่งกรรมการวิปฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน

เพราะรัฐบาลนี้ตั้งขึ้นด้วยกลไกแปลกประหลาด มีผู้นำฝ่ายค้าน ที่หามแคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเสลี่ยง มีประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ทำหน้าที่เสมือนโฆษกพรรคภูมิใจไทย อีกทั้งยังให้ สส. กว่า 140 คน แบกองค์ประชุมแทนรัฐบาล แทบทุกวัน ขัดกับที่เคยเป่าประกาศมาโดยตลอด ว่าการรักษาองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น

จึงต้องตั้งคำถามว่า วิปที่ตั้งขึ้นมานี้ คือวิปฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้ำ ค้ำยันให้รัฐบาลสีน้ำเงินกันแน่??

พรรคเพื่อไทย เรายืนยันว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไม่มีกั๊ก ไม่อ่อนข้อให้ใคร ตั้งแต่วินาทีแรก และเราไม่ผูกมัดกับกรอบเวลา 4 เดือน ตาม MOA สีน้ำเงินอมส้ม ที่เป็นระยะเวลาสมประโยชน์กันของพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น

เพราะเราไม่มีพันธะสัญญาผูกพันใดๆกับใครทั้งในที่แจ้ง หรือในที่ลับระหว่างพรรค ก็ตาม และเรามุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนเท่านั้น ซึ่งเราจะแสดงบทบาทฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ให้เห็นในการอภิปราย การแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้อย่างแน่นอน

‘อนุทิน’ ไม่หวั่น!! ‘เพื่อไทย’ ซักฟอกนโยบาย บอก!! ยังไม่ได้เริ่มงาน จะอภิปรายอะไร

(21 ก.ย. 68) ที่จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาว่า เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของสส.สามารถทำได้ ตนก็มีข้อมูลที่จะชี้แจง หากมีการตั้งข้อสงสัยในเรื่องใด แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน

เมื่อถามว่าประเด็นที่จะอภิปราย มีเรื่องของโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ที่ระบุว่าเป็นปราสาทสายฟ้าคอนเน็กชั่น นายอนุทิน อุทานโอ้โห! และกล่าวว่า แล้วคอนเน็กชั่นที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อน ไม่ต้องถามตนหรอก เพราะตนไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะขอเป็นพรรคฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมกับพรรคประชาชน จะทำให้การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านกลายเป็นฝ่ายแค้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เป็นไร เวลามีแค่ 4 เดือน หลังจากแถลงนโยบายยุบสภาฯ แน่นอน ฉะนั้น รักกันไว้เถิด ต้องรักกันไว้ให้มาก

ส่วนการปฎิบัติหน้าที่แต่ละฝ่ายก็ทำไป แต่ต้องมีความรักกันไว้ เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ยิ่งเรามีปัญหา กับประเทศเพื่อนบ้าน ให้รบกับประเทศเพื่อนบ้านสิ อย่ามารบกันเอง

เมื่อถามย้ำว่าพรรคเพื่อไทย เตรียมที่จะอภิปรายถึงการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งที่ยังไม่เริ่มทำงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลยจะอภิปรายเรื่องอะไร หากตนบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกตนอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน

“ฉะนั้น ขอเถอะบอกอยู่ว่าจะอยู่แค่ 4 เดือน จะทำไรก็แล้วแต่ อยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอก และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

‘จิรายุ’ ซัดดีล!! ‘ส้ม – น้ำเงิน’ พิลึกพิลั่น!! ยัน!! ‘เพื่อไทย’ ไม่ร่วมฝ่ายค้านตาม MOA

(21 ก.ย. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันจะฝ่ายค้าน แม้จะเป็นพรรคการเมืองแกนนำในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า MOA ส้ม-น้ำเงินที่พรรคปชน.ภาคภูมิใจ ทำให้ได้มาซึ่งรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายประสานเสียงร้องยี้ และรายชื่อที่ปรากฏออกมาก็สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้า ซึ่งอาจจะไม่เพียงมาเพื่อยุบสภา ตาม MOA แต่จะเป็นการมาเพื่อยุบคดี บางคดีที่พี่น้องประชาชนจับตา ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง หรือคดีฮั้ว สว.

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า อีกทั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้ประชาชนกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบกับการบริหารเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่ามีเสียงเตือนดังขึ้นต่อเนื่องถึงสภาพที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้น เพราะพรรคการเมืองที่มีเสียงสูงสุดในการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลพรรค ภท.กลับบอกว่าตัวเองจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งเรื่องนี้พรรค พท. ยืนยันว่าเราขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่จะไม่ขอร่วมเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ส้ม-น้ำเงินเด็ดขาด เพราะไม่เพียงมีที่มาของดีลแปลกประหลาดแต่ยังเป็นการก่อกำหนดขึ้นของกลไกที่ไม่ปกติ

“พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำงานของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ขอเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบสุภาพบุรุษอย่างเต็มที่ ไม่มีอ่อนข้อ ไม่มีกั๊ก และจะไม่ยอมเป็นนั่งร้าน หรือเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ให้ใคร ขอให้พรรคประชาชนสนุกกับบทบาทนี้ตามสบายเลย แต่พรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย” นายจิรายุ กล่าวทิ้งท้าย

‘ศาลฎีกา’ ยกคำร้องขอประกัน!! ‘ฟรานซิส-ตัน-ภาคิน’ คดีขัดขวางขบวนเสด็จฯ ยังคุมขังต่อ!! แม้ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หลัง ‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษาจำคุก 16 ปี

(20 ก.ย. 68) ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัว ‘ฟรานซิส’ บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, ‘ตัน’ สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีกหนึ่งรายคือ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) สามจำเลยในคดีข้อหาหลักประทุษร้ายเสรีภาพพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาขัดขวางขบวนเสด็จระหว่างการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา63 หลังศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้องเป็นจำคุก 16 ปี 

หลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ช่วงเย็นของวานนี้ (18 ก.ย. 2568) นายประกันได้รับแจ้งคำสั่งของศาลฎีกา มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กรณีไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง”

ผลของคำสั่ง จะทำให้พวกเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมต่อไป ปัจจุบันพวกเขาถูกคุมขังมา 15 วันแล้ว 

ยื่นประกันตัวครั้งที่ 2 : ยืนยัน บุญเกื้อหนุน - สุรนาถ - ภาคิน มีภาระหน้าที่การงาน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาตลอด แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีก 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว ‘ฟรานซิส’ บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, ‘ตัน’ สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีกหนึ่งรายคือ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) ต่อศาลอาญา ซึ่งการยื่นคำร้องในครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ถัดจากครั้งแรกที่ยื่นหลังมีคำพิพากษาและศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องไปเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568

สำหรับการยื่นประกันตัวในครั้งนี้ จำเลยทั้งสามคนเสนอหลักประกันเป็นเงินคนละ 800,000 บาท และขอให้ศาลไต่สวนแต่งตั้งผู้กำกับดูแล โดยบุญเกื้อหนุนและสุรนาถยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) พร้อมทั้งได้ยกเหตุผลถึงภาระหน้าที่ในการงานของจำเลยแต่ละคน การให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาตลอดจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ดังต่อไปนี้

กรณีของบุญเกื้อหนุน เป้าทอง ระบุว่า จำเลยเดินทางมามอบตัวเองและมาตามนัดหมายศาลโดยตลอด จึงไม่มีพฤติการณ์หลบหนี มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อีกทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนักศึกษาที่ออกมาทำกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน และประสงค์จะพิสูจน์การกระทำของตนเอง ปัจจุบันจำเลยอยู่ระหว่างการรออนุมัติปริญญาจากมหาวิทยาลัยมหิดลในวันที่ 17 ก.ย. 2568 และมีแผนจะศึกษาต่อปริญญาโท การคุมขังจะกระทบกับการศึกษา อีกทั้งจำเลยยังมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการรักษาและควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ การคุมขังอาจทำให้สุขภาพแย่ลง

กรณีของสุรนาถ แป้นประเสริฐ ระบุว่า จำเลยทำงานเพื่อสังคมและชุมชนมานานกว่า 20 ปี จำเลยเป็นหัวหน้าองค์กรพัฒนาเอกชน “บางกอกฮับ” ดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาวะและยกระดับชุมชนต้นแบบในพื้นที่ไม่จดทะเบียนกรุงเทพมหานคร (ชุมชนยกกำลังดี) ซึ่งการคุมขังจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินงานและเครือข่ายของจำเลย ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางในสังคม 

ในคำร้องระบุอีกว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากจำเลยได้แสดงเจตนาเข้ามอบตัวทันทีที่ทราบหมายจับและมารายงานตัวต่อศาลตามนัดมาโดยตลอด อีกทั้งมีภูมิลำเนาแน่นอน และมีภาระผูกพันในการดูแลครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และชุมชน อีกทั้งจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ การควบคุมตัวจะทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

จำเลยไม่ใช่แกนนำ ไม่เคยปราศรัยพาดพิงสถาบัน และไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ อีกเลยนับตั้งแต่ถูกดำเนินคดีมาเกือบสามปี

กรณีของ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) ระบุว่าจำเลยเป็นพนักงานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมากว่า 7 ปี และได้ลางานมาเพื่อฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ หากจำเลยไม่ได้ประกันตัวนั้นมีโอกาสที่จะสูญเสียงานดังกล่าว จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนและต่อสู้คดีจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และมีโอกาสต่อสู้คดีในชั้นฎีกา การควบคุมตัวจำเลยไว้จึงเป็นผลร้ายอย่างยิ่ง ซึ่งจำเลยเคยได้รับสิทธิประกันตัวมาตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนถึงศาลชั้นต้น

ต่อมาคำร้องดังกล่าวถูกส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่ง และศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 17 ก.ย. 2568 ให้ยกคำร้อง โดยระบุในคำสั่งว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กรณีไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง” โดยนายประกันเพิ่งได้รับแจ้งคำสั่งของศาลฎีกาเมื่อช่วงเย็นของวานนี้ (18 ก.ย.)

ผลของคำสั่ง จะทำให้พวกเขาถูกคุมขังต่อไป โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568 ได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยปัจจุบันพวกเขาถูกคุมขังมา 15 วันแล้ว 

ในคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 5 คน เดิมศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าเหตุการณ์เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนก็เพิ่งทราบเรื่องขบวนเสด็จฯ เมื่อใกล้ถึงที่เกิดเหตุ และเมื่อผู้ชุมนุมทราบว่าเป็นขบวนเสด็จฯ ก็ได้ล่าถอยไปและขบวนเสด็จก็ผ่านไปได้ 

แต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับ เป็นเห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุกสูงถึงคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัย หงส์กังวาน ถูกเพิ่มโทษตามคำขออัยการโจทก์อีก 1 ปี 3 เดือน รวมจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ แต่การต่อสู้คดีในชั้นฎีกา ทั้งหมดยังไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวแต่อย่างใด

ชาวเน็ตขุด!! ‘สนธิญา สวัสดี’ คนร้องเรียน!! พีระพันธุ์ มีจำคุก คดีอาญา ติดตัวอยู่ หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย!! ออกมาเคลื่อนไหว ไล่ล่าคนอื่น ทั้งที่ตัวเอง ยังไม่โปร่งใส

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘รักษาแผ่นดิน’ เผยแพร่ข้อมูลการตรวจสอบประวัติของ นายสนธิญา สวัสดี บุคคลซึ่งมักเคลื่อนไหวร้องเรียนบุคคลอื่นในสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า …

นายสนธิญา เคยมีคดีอาญาติดตัว และถูกศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดในคดีหมิ่นประมาท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกนายสนธิญาเป็นเวลา 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทำให้นายสนธิญา อยู่ในสถานะ ‘รอลงอาญา’

คำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ‘ผู้ตรวจสอบสังคม’

จากกรณีดังกล่าว ได้เกิดกระแสคำถามจากสังคมจำนวนไม่น้อยถึงความเหมาะสมของบุคคลที่ยังมีคดีความติดตัวอยู่ แต่กลับเดินหน้าร้องเรียนบุคคลอื่นอย่างต่อเนื่องว่า
• ควรจัดการคดีความของตนเองให้เสร็จสิ้นก่อนหรือไม่??
• ผู้ที่ยังมีสถานะเป็นผู้ต้องคำพิพากษารอลงอาญา มีความชอบธรรมเพียงพอในการตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่??
• หรือพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีของตนเองหรือไม่??

การตรวจสอบคือสิทธิ…แต่ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน

แม้การตรวจสอบ หรือการยื่นเรื่องร้องเรียนจะถือเป็นสิทธิของประชาชนทุกคนในสังคมประชาธิปไตย แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่น ก็ควรเปิดเผย ควรโปร่งใสเช่นกัน เพื่อให้การตรวจสอบนั้นมีน้ำหนัก และได้รับความเชื่อถือจากสาธารณชน

ท้ายที่สุด ความยุติธรรมในสังคมจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยึดถือหลักมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ และยอมรับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

ความยุติธรรมไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรู แต่ต้องเริ่มจากพฤติกรรมของผู้ที่เรียกร้องเสียก่อน  

‘ศาลฎีกา’ พิจารณา พิพากษา ยกฟ้อง!! ‘อัญชะลี ไพรีรัก’ คดีม็อบพันธมิตรฯ บุกยึด!! NBT ขับไล่ ‘รัฐบาลสมัคร’

เมื่อวานนี้ (19 ก.ย. 68) ที่ห้องพิจารณา 608 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาม็อบพธม. บุกช่องNBT คดีดำ อ.1033/2561ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เสียชีวิตแล้ว, น.ส. อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที แนวร่วม พธม. และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล น้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปอั้งยี่ ซ่องโจร เป็นหัวหน้าสั่งการ บุกรุกสถานที่ราชการทำให้เสียทรัพย์

กรณีเมื่อปี 2551 จำเลยกับพวกที่ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้วได้ร่วมกันบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ในช่วงการชุมนุมของ พธม. เพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช คดีนี้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำคุกจำเลยคนละ1 ปีโดยไม่รอลงอาญา จำเลยทั้ง 4 ยื่นฎีกา และได้รับการประกันตัวคนละ 2 แสนบาท

ศาลพิจารณาแล้ว พิพากษาแก้ยกฟ้องจำเลย ประกอบด้วย น.ส. อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที แนวร่วม พธม. และให้จำคุกนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล น้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

สานเจรจา!! ‘ประชาธิปัตย์’ ถึงจะจบ แบบไม่แตกแยก หลังพบสองฝ่าย!! ยืนกระต่ายสามขา สู้กันดุเดือด

(20 ก.ย. 68) สงครามที่ยืดเยื้อสุดท้ายต้องจบลงด้วยโต๊ะเจรจา ไม่ว่าฝ่ายใดจะได้เปรียบแค่ไหนก็ตาม บนโต๊ะเจรจาบางคนต้องเสียสละเช่น สงครามเวียดนาม จบด้วยการเจรจาที่ปารีส ค.ศ. 1973 แม้สหรัฐฯ จะมีแสนยานุภาพเหนือกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องถอนทัพ

สงครามเกาหลี ปี 1950–1953 จบลงด้วยการเจรจาสงบศึกที่พานมุนจอม ถึงวันนี้ก็ยังไม่มี “สัญญาสันติภาพ” จริง ๆ

สงครามอัฟกานิสถาน ล่าสุด สหรัฐฯ ก็ต้องเจรจากับตาลีบันเพื่อตั้งเงื่อนไขการถอนกำลัง

พอมาโยงกับ การเมืองในพรรคประชาธิปัตย์

ถ้าปล่อยให้ “สงครามชิงหัวหน้า” สู้กันดุเดือดโดยไม่หันมาคุยตกลงกันก่อน ผลคือพรรคอาจ บอบช้ำ แตกเป็นกลุ่มย่อย หรือพังไป ในพรรคการเมืองที่อ่อนแรงอยู่แล้ว การแตกแยกเพิ่มยิ่งทำให้ ฐานเสียงและศรัทธาประชาชนหายไป

ถ้ามี “โต๊ะเจรจา” ในพรรค ไม่ว่าจะเป็นเวทีผู้อาวุโส หรือวงคุยภายใน ก็จะช่วย หาทางออกแบบประนีประนอม ได้ เช่น การตกลงแบ่งบทบาท ระหว่างคนรุ่นใหม่กับผู้อาวุโส ทุกคนต้องมีที่ยืนที่เหมาะสม

อยากจำลองฉากการ “สานเจรจา”ในพรรคประชาธิปัตย์ (เช่น ถ้าอภิสิทธิ์, นิพนธ์, เดชอิศม์ สาธิตย์ ชัยชนะ กรณ์ นั่งโต๊ะเดียวกัน) ว่าใครจะยอมใคร และดีลแบบไหนถึงจะเกิดขึ้นได้ เสมือนการส่งทหารราบเปิดฉากเจรจาหน้างานที่กำลังสู้รบกันอยู่ เป็นการกรุยทางก่อน

เมื่อทหารราบเจรจากรุยทางกันได้ในหลักการ ก็เปิดโต๊ะเจรจา แต่ใครจะนั่งหัวโต๊ะเจรจานั้นคือประเด็นใหญ่
1.มีบารมีมากพอในพรรค ทุกกลุ่มยอมรับว่าพูดแล้วมีน้ำหนัก
2.ไม่ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งตรง ของผู้ชิงตำแหน่งหัวหน้า
3.มีเครดิตทางการเมือง ว่าเป็นนักประนีประนอม ไม่ใช่ตัวจุดไฟ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่น่าจะอยู่ในตัวละครนั่งหัวโต๊ะ เพราะเขาน่าจะมีส่วนได้เสีย ทำให้ขาดการยอมรับ เว้นเสียแต่ว่าอภิสิทธิ์ประกาศไม่ลงชิงหัวหน้าพรรค

กล่าวถึงกลุ่มผู้อาวุโส อดีตหัวหน้าพรรคชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์ แม้จะเป็นบุคคลที่ทุกคนเคารพ แต่มีภาพ “โน้มเอียงหนุนอภิสิทธิ์” เลยทำให้ความเป็นกลางถูกตั้งคำถามได้

ถาวร เสนเนียม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ก็ล้วนแล้วแต่แสดงตนสนับสนุนอภิสิทธิ์หมดแล้ว หมดจากความเป็นกลาง

ดังนั้น “ตัวกลาง” ที่น่าเชื่อถือจริง ๆ ควรเป็นคนที่ ไม่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับเก้าอี้หัวหน้า ไม่ถูกมองว่าเลือกข้าง และยังมีน้ำหนักพอจะเรียกทุกฝ่ายมานั่งโต๊ะ มองหาไม่เจอ

เสียดายตัวเลือก 'พิชัย รัตตกุล' ผู้อาวุโสที่เพิ่งจากเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีภาพลักษณ์คือ “อาวุโสสายกลาง” ไม่ได้หนุนใครแบบชัด ๆ

หมดจากพิชัย หลับตาเห็น 'วีระกานต์ มุสิกะพงศ์' อดีตเลขาธิการพรรคสมัยรุ่งเรือง ตอนนี้อายุ 84 ปี แต่วีระกานต์ ก็ห่างจากประชาธิปัตย์ไปนาน ไม่น่าจะเข้ามายุ่ง ให้ในพรรคเขาจัดการกันเองน่าจะดีกว่า

“พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต พึงสละชีวิต เพื่อรักษาพรรค”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top