Tuesday, 7 July 2026
NEWS

ภารกิจใหม่แม่ทัพกุ้ง 'จากสนามรบสู่ผืนนา' ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารและเกษตรกรไทยสู่เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)คิกออฟ 'ข้าวแม่ทัพไทย-สิรินข้าวสีสด' ร่วมขับเคลื่อนสิรินฟาร์มมาร์เก็ต

พลโท บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นายทหารผู้ทุ่มเทปกป้องแผ่นดิน ได้ประกาศภารกิจครั้งสำคัญในด้านความมั่นคงทางอาหารยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้บริโภคอาหารปลอดภัยไร้สารพิษ ด้วยเกษตรอินทรีย์  ทั้งนี้ได้มีการเปิดตัวแบรนด์ข้าวคุณภาพ “ข้าวแม่ทัพไทย” และ “สิริน ข้าวสีสด” สร้างมิติใหม่ให้กับวงการเกษตรและสุขภาพสู่เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)เมื่อเร็วๆนี้ ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์

การเปิดตัวแบรนด์ข้าวนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการสิรินฟาร์มมาร์เก็ต( Sirin Farm Market )และ Grow Longevity Ecovillage ที่มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ได้บริโภคอาหารปลอดภัยไร้สารพิษ  และนำไปสู่ “สังคมสุขยืนยาว” (Longevity Society) อย่างยั่งยืน ผ่านการเน้นย้ำถึงการใช้เกษตรอินทรีย์ 100% จากนักรบสู่ชาวนาผู้พิทักษ์: ปณิธานเพื่อสุขภาพคนไทย

พลโท บุญสิน ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “จากลูกชาวนาสู่ภารกิจความมั่นคงของแผ่นดินไทย ก้าวสู่ภารกิจใหม่สร้างความมั่นคงทางอาหารและสังคมไทย” โดยเน้นย้ำว่าการเข้าร่วมสนับสนุนโครงการนี้ เพราะประทับใจในแนวคิดที่จะทำเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง และไม่มุ่งเน้นผลกำไรสูงสุด โดยชี้ว่าโครงการนี้คือ "ยุทธศาสตร์ความมั่นคงอีกแขนงหนึ่งของประเทศชาติ" นอกเหนือจากการป้องกันชายแดน และยังมีความชื่นชมในจุดยืนที่ต้องการสร้าง "บลูโซน" (Blue Zone) ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้คนไทยมีอายุยืนยาว สุขภาพดี ด้วยการบริโภค อาหารดี อากาศดี และอารมณ์ดี

“โครงการนี้จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะ ระบบ AI มาใช้ในการสั่งสินค้าและบริหารจัดการผลผลิต เพื่อแก้ปัญหาการตลาดของโครงการทหารพันธุ์ดีและโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ที่ก่อนหน้านี้ทหารต้องนำสินค้าไปจำหน่ายเองตามตลาด มาเป็นการจำหน่ายใน สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market)  ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักที่ไร้สารเคมี และข้าวสีสด ซึ่งเป็นข้าวบริสุทธิ์   เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งทหาร ประชาชนและเกษตรกร” พลโท บุญสิน กล่าว

ด้านนายชยดิษฐ์ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวาและ Grow Longevity Ecovillage กล่าวว่า โครงการ Grow Longevity Ecovillage ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แห่งนี้ เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ Longevity Living และ Social Enterprise ที่ผสมผสานการทำฟาร์มแบบ Smart Farm เข้ากับการสร้างชุมชนเพื่อการมีสุขภาพดี โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการผลักดันให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเกษตรระดับโลก หรือ "Blue Zone" แห่งใหม่ของประเทศไทย ซึ่งจะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“เศรษฐกิจของประเทศไม่ควรพึ่งพาแค่การส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้คนหนุ่มสาวสามารถกลับไปอยู่ต่างจังหวัดได้อย่างมีความสุข นำไปสู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ LongivityEconomy โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับการมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดี มีการออกแบบชีวิตใหม่ที่ให้คนได้มีอากาศที่ดี อาหารที่ไร้สารเคมี และสามารถทำงานได้ในทุกที่ ท่ามกลางชุมชนที่เกื้อกูล จะทำให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น” นายชยดิษฐ์กล่าว
 
การผนึกกำลัง สู่ Grow Longevity Ecovillage 
ในงานยังได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือภาคีเครือข่าย (MOU) การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมและระบบของการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวความคิด “Longevity Farm Stay Destination” ต่อการส่งเสริมซอร์ฟพาวเวอร์ทางวัฒนธรรมไทย
และอัตลักษณ์ของวิถีชุมชน เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ในเขตพื้นที่ Blue Zone เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  ระหว่างสถาบันทิวา,กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 , Grow Longevity Ecovillage และ Grow Longevity Ecovillage :Khao Yaiโดยมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ให้เกียรติมอบกระเช้าแสดงความยินดีและร่วมสนับสนุนกิจกรรมด้วย
 
“สิริน ข้าวสีสด”: นวัตกรรมสีข้าวโชว์ ตอบโจทย์รสชาติและคุณค่า ผลิตภัณฑ์เรือธงในงานนี้คือ “สิริน ข้าวสีสด” ชูจุดเด่นด้วยนวัตกรรม "สีสดใหม่ตามคำสั่งซื้อ" โดยในงานมีการ นำโรงสีขนาดเล็กมาสีข้าวให้ชมและชิมกันสดๆ เพื่อยืนยันถึงความสดใหม่และคุณภาพที่คงไว้ครบถ้วน “ข้าวสีสด” ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยรสชาติที่หอม อร่อย นุ่มหนึบ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

หลักการคือการเก็บข้าวในรูปแบบ "ข้าวเปลือก" และสีเป็นข้าวสารเมื่อลูกค้าสั่งเท่านั้น ซึ่งตอกย้ำถึงคุณภาพ: ปลอดภัย 100%: เก็บในรูปแบบข้าวเปลือกที่จะรักษาคุณค่าได้ดีที่สุดและสีสดส่งตรงถึงมือผู้บริโภค คุณค่าเต็มเมล็ด: กระบวนการสีถูกออกแบบมาเพื่อรักษาส่วนของ "จมูกข้าว" และเยื่อหุ้มเมล็ดไว้
 
สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market):เพื่อสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
แบรนด์ข้าวเรือธงทั้งสองชนิดจัดจำหน่ายผ่าน สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market)ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก 3 มิติ ได้แก่: ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารและเกษตรกร: เป็นช่องทางหลักในการจัดจำหน่ายสินค้าจากโครงการ "ทหารพันธุ์ดี" ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ใน 20 ค่ายทหารภาคอีสาน เพื่อสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและชุมชนในราคาที่เป็นธรรม

สร้างความมั่นคงทางอาหาร: ทำให้คนไทยเข้าถึงอาหารอินทรีย์ปลอดภัยและมีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ขับเคลื่อน Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์: มุ่งเน้นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ผ่านแนวคิด Grow Low Carbon City และ Grow Organic AI Smart Farming

สิรินฟาร์มมาร์เก็ต(Sirin Farm Market)ประกอบด้วยพื้นที่บริการหลัก ได้แก่ SIRIN Market, SIRIN Gindee Restaurant และ สิริน ข้าวสีสด

ทั้งนี้งานดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข.และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการดำเนินงานเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพ และดำเนินต่อไปด้วยความยั่งยืน

‘กองทัพภาค 2’ ยืนยัน!! ทหารกัมพูชา ละเมิด!! แนวลวดหนามชายแดน ‘ตัดลวดหนาม - ขโมยอุปกรณ์ตรวจการณ์’ พฤติกรรมไม่ต่างจากโจรป่า

(11 ต.ค. 68) กองทัพภาค2 ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี การละเมิดแนวลวดหนามชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าได้มีการละเมิดแนวลวดหนามชายแดนในพื้นที่บริเวณทิศตะวันออก ของปราสาทตาควาย โดยหลังได้รับการแจ้งเตือนจากระบบเฝ้าตรวจ หน่วยได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบทันที 

และยืนยันว่า มีการลักลอบตัดลวดหนามในบางจุด ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2ได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ว่า "ทหารกัมพูชาตัดลวดหนามยาวกว่า 3 กิโลเมตร" 

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริง คือ พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 3 กิโลเมตร ไม่ได้หมายความว่ามีการตัดลวดหนามยาวตลอดแนว ความเสียหายเกิดขึ้นเพียงบางจุดในพื้นที่ดังกล่าว และได้ดำเนินการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว

สำหรับจุดเกิดเหตุ อยู่บริเวณพื้นที่ช่องเหว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความขัดแย้ง ฝ่ายเรา จึงใช้การวางเครื่องมือเฝ้าตรวจเอาไว้ เพื่อแจ้งเตือนการเข้ามาของฝ่ายกัมพูชา 

การกระทำดังกล่าวของทหารกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงโดยการเข้ามาขโมยเครื่องมือเฝ้าตรวจของฝ่ายเราทำให้ฝ่ายเราต้องจัดกำลังเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อคุ้มครองอุปกรณ์เครื่องมือและพื้นที่ดังกล่าว

จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ในพื้นที่สามารถดีขึ้นได้หากไม่มีการยั่วในการปฏิบัติใดๆ ของฝ่ายกัมพูชา เพราะการกระทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากโจรป่า ที่เข้ามาขโมยสิ่งของที่อยู่ในบริเวณบ้านของผู้อื่น 

ถือเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งฝ่ายเราจะทำการประท้วงผ่านระบบกลไกการตรวจสอบของคณะ IOT ต่อไป

กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน และเฝ้าตรวจพื้นที่เสี่ยงทุกจุด พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการละเมิดซ้ำ รวมทั้งให้เตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับทุกพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดแนวชายแดน ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เข้มแข็ง และมุ่งมั่น ในการปกป้องอธิปไตยของชาติตลอดไป

จาก 'คำมั่น' สู่ 'ทำทันที' สู้โลกเดือด :จุดยืนไทย-อาเซียนในCOP30 มุมมอง 'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.'

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บรรยายเรื่อง“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“(From Pledge to Implementation)รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน”ในการประชุมสัมมนาที่กรุงกูชิงรัฐซาราวักประเทศมาเลเซียตามคำเชิญของกระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและPwC(PricewaterhouseCoopers)

โดยมีผู้แทนภาครัฐภาคเอกชนและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมจากประเทศต่างๆรวมทั้งธนาคารโลกว่า 300 คนเข้าร่วมเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 30 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเบเลงปากแม่น้ำอเมซอนประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568โดยมีเนื้อหาสาระถอดความจากภาษาอังกฤษดังนี้

“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“การประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง(Belém)ประเทศบราซิลในเดือนพฤศจิกายนปีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่โลกจะต้องพิสูจน์ว่าเราได้ก้าวข้ามจากยุคแห่ง 'คำมั่นสัญญา' สู่ยุคแห่ง 'การปฏิบัติการ' ที่เป็นรูปธรรมแล้วจริงหรือไม่ สำหรับประเทศไทย เราไม่ได้รอคอยแต่กำลังเร่งมือการดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ให้กลายเป็นจริง

เป้าหมายใหม่ที่ชัดเจนแชะท้าทาย เดิมประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักสองเสาหลัก
1.ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางที่เร่งการสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยและดูดซับคาร์บอน
2.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของประเทศตามยุทธศาสตร์ระยะยาว 

ล่าสุด กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) กำหนดภารกิจสำคัญที่ไทยเตรียมนำไปสื่อสารที่ COP30 คือการปรับปรุงเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ฉบับที่ 3.0 สำหรับปี 2035 (พ.ศ. 2578) ซึ่งเป็นปีที่ทุกประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ต้องส่งเป้าหมายเดียวกัน “ภายใต้ NDC 3.0 นี้ ไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกแบบเด็ดขาด (Absolute emission reduction) ตั้งเป้าลดลง 109.2 ล้านตัน จากการปล่อยจริง โดยเทียบกับปีฐาน 2019 ซึ่งในปี 2019 ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 379 ล้านตัน เมื่อรวมการลดก๊าซและการเพิ่มการดูดกลับจากภาคป่าไม้ (ทั้งป่าธรรมชาติและป่าเศรษฐกิจ) จาก 107 ล้านตัน ให้เป็น 118 ล้านตัน จะทำให้การปล่อยก๊าซสุทธิ (Net emission) ของไทยอยู่ที่ 152 ล้านตัน ตัวเลขนี้ จะสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ ที่จะปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 ซึ่งเป็นการขยับเป้าหมายให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเป้าหมายเดิมในปี 2065

เป้านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่เดินหน้างานหนักเบื้องหน้า (Front-load)ของการดำเนินการภายในทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

กฎหมายลดโลกร้อนเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย ประเทศไทยกำลังออกกฎหมายใหม่มีชื่อว่า”ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)”เพื่อสร้างกรอบกฎหมาย (Legal Framework)ที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ ร่างกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับตัว แต่ยังมีการนำการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้บนพื้นฐานของหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)รวมทั้งกลไกอื่นๆที่รวมอยู่ในร่าง

กฎหมายนี้ ได้แก่:
1.ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System - ETS)
2.ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

3.กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Cross-Border Adjustment Mechanisms - CBAM)
4. คาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) 
เพื่อชดเชยภาระผูกพันภายใต้ระบบ ETS
5.กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)

รายได้ที่มาจากการใช้เครื่องมือเหล่านี้จะถูกนำส่งเข้า“กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)” การใช้จ่ายเงินจากกองทุนนี้จะต้องสอดคล้องกับ อนุกรมวิธานของประเทศไทย (Thailand’s Taxonomy)คือมาตรฐานกลางที่กำหนดนิยามและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อให้แน่ใจว่าการจัดหาเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและมีความยั่งยืนเท่านั้น แนวทางแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงเป้าหมายการกำหนดราคาคาร์บอน และการเงินที่ยั่งยืนเข้าด้วยกันจะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายตัวเลขและความมุ่งมั่นจะสำเร็จไม่ได้ หากขาดการแปลงเป็นแผนปฏิบัติในภาคส่วนสำคัญๆที่เกี่ยวข้องได้แก่
1. ภาคพลังงานและการขนส่ง
ภาคการขนส่งกำลังปรับเปลี่ยนด้วยนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า“30@30” ซึ่งหมายถึงการทำให้ 30% ของการผลิตยานยนต์ในประเทศเป็นยานยนต์ปล่อยGHGเป็นศูนย์ (ZEVs-Zero Electric Vehicles) ภายในปี 2030 นี่คือตัวเลขที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน
2. การเพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอน   เราไม่ได้เน้นเพียงการลดการปล่อยGHGแต่เพียงอย่างเดียว แนวทางธรรมชาติ(Nature-Based Solutions)ผ่านการปลูกป่าและการจัดการที่ดิน (LULUCF :Land Use, Land-Use Change, and Forestry)ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างศักยภาพการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง ประมาณ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตัวเลขมหาศาลนี้เทียบได้กับการชดเชยการปล่อยก๊าซจากหลายภาคส่วน และเป็นกำลังหลักในการทำให้เราไปถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
3. การปฏิรูปภาคพลังงาน
แผนพัฒนาพลังงาน(PDP:Power Development Plan)ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำคือกลไกสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการผลิตไฟฟ้าของประเทศไปอีก 20 ปีข้างหน้า แผนนี้จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2065 อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างก้าวกระโดดอย่างน้อย50%ของการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดสัดส่วนของกำลังการผลิตจากพลังงานฟอสซิล

อาเซียน: กำลังหลักใหม่บนเวทีการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ

อาเซียนสามารถมีบทบาทสำคัญและมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศโดยการรวมผลประโยชน์ที่หลากหลายของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นจุดยืนร่วมในการเจรจา ซึ่งจะช่วยเพิ่มอิทธิพลของอาเซียนอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึง
ซึ่งอาเซียนสามารถขับเคลื่อนบทบาทนี้ผ่านแนวทางหลักสองประการ:
1. การสร้างจุดยืนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ
การจัดตั้ง พันธมิตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Alliance) เพื่อสร้างเสียงที่มีอิทธิพลมากขึ้นในการประชุมต่าง ๆ เช่น COP30 เป้าหมายคือการออก แถลงการณ์ร่วมของอาเซียน ที่สะท้อนถึงความท้าทายและความต้องการเฉพาะของภูมิภาค
2. การขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค
อาเซียนกำลังพัฒนากลไกที่เป็นรูปธรรม ซึ่งรวมถึง:
2.1กรอบคาร์บอนร่วมของอาเซียน (ASEAN Common Carbon Framework - ACCF)เพื่อสร้างมาตรฐานและส่งเสริมตลาดคาร์บอนภายในอาเซียน
2.2โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid - APG)เพื่อส่งเสริมการค้าขายและการแบ่งปันพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน
2.3ศูนย์อาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Centre for Climate Change - ACCC): ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

สำหรับการประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญลำดับแรกคือการเสนอจุดยืนร่วมภายใต้แถลงการณ์ร่วมของอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Joint Statement on Climate Change) ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมและความมุ่งมั่นของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก

บทบาทของไทยบนเวที COP30

ประเทศไทยควรประกาศอย่างชัดเจนว่า “ความมุ่งมั่นโดยไร้การปฏิบัติการ เพื่ออนาคต 1.5 องศาเซลเซียส นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป” 
เวทีเบเลงต้องเป็นเวทีแห่งการส่งมอบของจริงไม่ใช่เพียงคำมั่นและแผนที่เลื่อนลอยซึ่งควรผลักดันใน 4 ประเด็นหลักสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ:

1.ความชัดเจนในการเงินและเทคโนโลยี: เป้าหมายการเงินสภาพภูมิอากาศใหม่ (NCQG) 
หลังปี 2025 ต้องมี 'แผนงานและกรอบการทำงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม' เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีเครื่องมือในการปฏิบัติตาม NDC (Nationally Determined Contribution)

2.กติกาที่สมบูรณ์สำหรับความร่วมมือการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับ กลไกตามมาตรา 6 ของความตกลงปารีสเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนที่โปร่งใสและเป็นธรรม ประเทศไทยมีประสบการณ์ตรงจากการเป็นผู้บุกเบิกการซื้อขาย ITMO (ITMO เป็นหน่วยประเภทหนึ่งที่แสดงถึงก๊าซเรือนกระจกจำนวนหนึ่งตันที่ลดลงหรือถูกกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศ เช่นเดียวกับเครดิตคาร์บอน ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจยืนยันจากหน่วยงานภายนอก)และพร้อมแบ่งปันบทเรียนเหล่านี้

3.การยกระดับการปรับตัว(Adaptation)
เราจะเน้นย้ำให้โลกเห็นความสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องคู่ขนานกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยต้องมีการดำเนินการตาม แผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ในด้านน้ำ เกษตรกรรม และสาธารณสุข ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

4.ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย (ASEAN-Asia Unity) ในฐานะหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของภูมิภาค ประเทศไทยควรเชิญชวนประเทศต่างๆ ในอาเซียนและเอเชียให้ร่วมกันแสดงความเป็นผู้นำด้านการปฏิบัติการ(Implementation)ส่งเสียงเป็นหนึ่งเดียวภายใต้แนวคิด ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย เพื่อผลักดันให้ภูมิภาคของเราก้าวสู่การบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาอย่างแท้จริง

สรุป: ประเทศไทยกำลังก้าวเดินอย่างมั่นใจบนเส้นทางสู่เบเลงด้วย “ตัวเลข” ที่ชัดเจน “แผนงาน”ที่เป็นระบบ และ “เจตนารมณ์”ที่แข็งแกร่ง เรากำลังสร้างกรอบการทำงานที่สมบูรณ์ ซึ่งผสมผสานระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การ Electrify การขนส่ง และการใช้ธรรมชาติเพื่อดูดซับคาร์บอน โดยมี พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกุญแจสำคัญในการประสานทุกมาตรการเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ 

พร้อมกันนี้ เราในฐานะสมาชิกอาเซียนจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างจุดยืนร่วมที่แข็งแกร่ง การประชุม COP30 ที่เบเลง ต้องเป็นการประชุมที่ทุกประเทศ “ส่งมอบ(Delivery)แผนการที่ชัดเจน มีเงินทุนสนับสนุน และเป็นธรรม เพื่อร่วมกันปิดช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญากับความเป็นจริง

‘มาสด้า’ เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ใจกลางเอกมัย ยกระดับวัฒนธรรมองค์กร ขับเคลื่อนอนาคต อย่างยั่งยืน

(11 ต.ค. 68) มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ บนชั้น 19 อาคาร เอแพค ทาวเวอร์ เอกมัย ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สอดรับต่อการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรสู่ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “Joy Workplace” โดยออกแบบพื้นที่สำนักงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานของบุคลากรรุ่นใหม่ เน้นการสร้างความสุขในการทำงานที่ริเริ่มจากภายในองค์กร เสริมบรรยากาศของความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้การทำงานเป็นทีมเวิร์ค ออกแบบพื้นที่ (Space) ให้เปิดโล่งเชื่อมถึงกัน (Collaboration)  ให้มีส่วนร่วมพบปะพูดคุย กระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เน้นส่งเสริมการเติบโตของบุคลากรในทุกมิติ การตกแต่งที่เรียบง่ายสไตล์มินิมอล มีความทันสมัย และบรรยากาศอันอบอุ่น นับเป็นก้าวสำคัญของมาสด้าในการยกระดับองค์กรให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในอนาคต เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขไปยังลูกค้าทุกคน ตามปรัชญาของมาสด้า Joy Drives Lives ความสุขขับเคลื่อนชีวิต

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การย้ายสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสถานที่ทำงงาน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของบุคลากรในองค์กรทั้งหมด เพราะมาสด้ากำลังก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างวัฒนธรรม เพื่อให้พนักงานมีความสุข มีความคล่องตัวสูง ผสานการมุ่งเน้นในการใช้ข้อมูล เพื่อส่งต่อความสุขไปถึงลูกค้าและพันธมิตรของเราอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญภายใต้ความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน และตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก

สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของมาสด้าได้รับการออกแบบ ภายใต้แนวคิด “Joy Workplace” ที่ริเริ่มจาก Inside Out ด้วยการให้ความสำคัญกับบุคลากรภายในองค์กรเป็นลำดับแรก โดยคำนึงถึง ประสิทธิภาพในการทำงานและความสุขของพนักงาน ผ่านการจัดสรรพื้นอย่างเหมาะสมกับการทำงานในทุกรูปแบบ อาทิ Joy Space พื้นที่ส่วนกลางสำหรับพักผ่อน พูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ Flexible Working Zones รองรับการทำงานร่วมกันแบบไฮบริด มีความยืดหยุ่นสูง และคล่องตัว เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบบจัดการพลังงานและน้ำที่มีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานให้พนักงานมีความสุข เพื่อส่งต่อประสบการณ์ความสุขเหล่านี้ไปยังลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (สำนักงานใหญ่) ตั้งอยู่บนชั้น 19 อาคารเอแพค ทาวเวอร์ เลขที่ 1319 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่สามารถเดินทางสะดวกเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเอกมัย เพิ่มความสะดวกในการเดินทางและการติดต่อประสานงานทางธุรกิจ โดยอาคารแห่งใหม่นี้เป็นอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Workplace of the Future” โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เทคโนโลยีที่ทันสมัย และสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร ที่ผ่านมาตรฐานระดับสากล โดยบริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินงาน ณ สำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

“นี่คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนธุรกิจของมาสด้า เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขที่เหนือกว่าการขับขี่ โดยเริ่มต้นจากบุคลากรภายในองค์กร เพราะมาสด้าเชื่อว่า “ความสุขที่แท้จริง” ต้องเริ่มจากภายในก่อนจะส่งต่อไปสู่ภายนอกองค์กร เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจและสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าทุกคนตลอดไป” นายธีร์ กล่าวทิ้งท้าย

ทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมปกป้องอธิปไตยทางทะเล พิทักษ์อ่าวไทยให้มั่นคงปลอดภัย

เมื่อวันที่ (9 ต.ค. 68) พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์พื้นที่ทางทะเลในเขตรับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ 1 โดยนำกำลังทางเรือ ได้แก่ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเฮลิคอปเตอร์  และเรือตรวจการณ์หมายเลข 265 ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่ทางทะเลของไทย บริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด และเส้นแนวเขตเศรษฐกิจจำเพาะไทย–กัมพูชา

การนี้ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมประชุมวางแผนและติดตามความพร้อมตามแผนป้องกันชายแดนทางทะเล พร้อมมอบแนวทางการปฏิบัติแก่กำลังพลให้ปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่น และทุ่มเทอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยทางทะเลของชาติ และป้องกันมิให้มีการรุกล้ำอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยโดยเด็ดขาด

‘YADEA Thailand’ ได้รับการรับรอง ‘BOI’ พร้อมเดินหน้า พัฒนา!! แบรนด์ ‘รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า’ อันดับ 1 ของไทย

(11 ต.ค. 68) YADEA Thailand แบรนด์ผู้นำระดับโลกด้านมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ได้รับใบรับรองส่งเสริมการลงทุน (BOI) จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอย่างเป็นทางการ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอกย้ำถึงความมั่นคงในการลงทุน การผลิต และการเติบโตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

มั่นใจ จดทะเบียนได้ ถูกกฎหมาย ได้สิทธิประโยชน์
รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ YADEA ทุกคันที่ผลิตในประเทศไทย สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย และได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจทั้งด้านคุณภาพและความคุ้มค่าในระยะยาว

เป็นแบรนด์ระดับโลก
YADEA ครองแชมป์ยอดขายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสูงสุดของโลก 8 ปีติดต่อกัน (2017–2024) ยอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 120 ล้านคัน และมีกำลังการผลิตสูงถึง 30 ล้านคันต่อปี จากโรงงานกว่า 10 แห่งทั่วโลก รวมถึง โรงงานอัจฉริยะในไทย ที่สมุทรปราการ ซึ่งมีกำลังผลิต 500,000 คัน/ปี พร้อมแผนขยายสู่ 600,000 คันใน 3 ปี

เทคโนโลยีล้ำสมัย TTFAR – ชาร์จครั้งเดียว ไปได้ไกลกว่า
• แบตเตอรี่กราฟีน TTFAR ทนร้อนสูงถึง 55°C
• ใช้งานได้ยาวนานกว่าถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด
• กันน้ำระดับ IPX7 ลุยฝนได้สบาย
• รับประกันแบตเตอรี่ยาวนานถึง 2 ปี
พร้อมโครงสร้างรถแข็งแรงด้วยเหล็กคาร์บอนคุณภาพสูง ผ่านการทดสอบการสั่นสะเทือนกว่า 300,000 ครั้ง และป้องกันสนิมจากน้ำเกลือได้อีกด้วย

รุ่นแนะนำที่คนไทยเลือกใช้
Velax, VoltGuard, RS20, Ova
ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง และการเดินทางในชีวิตประจำวัน ทั้งสะดวก ประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

ขยายโชว์รูม-ศูนย์บริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีมากกว่า 70 สาขาทั่วประเทศ
ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100 สาขาภายในปี 2025
พร้อมโซนทดลองขับและศูนย์บริการหลังการขายครบวงจร รองรับผู้ใช้ทั่วประเทศให้เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

“การได้รับ BOI Certification เป็นก้าวสำคัญของ YADEA Thailand เราไม่เพียงแค่สร้างโรงงาน แต่ยังผสานนวัตกรรมระดับโลกกับการวิจัยเชิงลึกเพื่อนำเสนอมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่สร้างสรรค์มาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ” นายแจ็ค หยาง (Mr.Jack Yang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YADEA Technology (Thailand) จำกัด กล่าวแสดงความมุ่งมั่นในการนำเสนอทางเลือกเพื่อการเดินทางที่ปลอดภัย อัจฉริยะ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ส.ธุรกิจกลางคืนพัทยา ยื่นหนังสือ สว. ทบทวน พรบ. ดื่มแอลกอฮอล์มีโทษ

สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา เข้าพบ สว. ดร.ประทุม วงศ์สวัสดิ์ รองประธานกรรมมาธิการท่องเที่ยวกีฬาวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาจังหวัด ชลบุรี ขอให้ภาครัฐทบทวน เกี่ยวกับข้อกฎหมายมาตราที่ 32 ห้ามผู้ใดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในสถานที่หรือบริเวณที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสถานที่ที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ในเวลาห้ามขายแอลกอฮอล์ 

แบบนี้ ไม่ใช่กระทบเฉพาะผู้ประกอบการ ในภาคกลางคืนแต่ยังกระทบถึงผู้ประกอบการร่วมเตียงชายหาดและอีกหลายๆ ท่านทั่วประเทศ อาจได้รับผลกระทบด้วย คณะ สว. ได้รับหนังสือแล้ว กล่าวว่า จะเร่งนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมโดยด่วน

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึก 'วันนวมินทรมหาราช' 13 ตุลาคม

พลเรือตรี กิติศักดิ์ สายนุช ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ พร้อมด้วยกำลังพล ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร "วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2568 ในพื้นที่ของกองทัพเรือ 

โดยในส่วนของพื้นที่สัตหีบ มอบหมายให้กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยรับผิดชอบจัดกิจกรรมฯ ซึ่งประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุสามเณร พิธีสวดพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์เรือของพ่อ “เรือ ต.๙๑” และสโมสรสัญญาบัตรกองเรือยุทธการ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของประเทศไทย ที่ประชาชนชาวไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

วันดังกล่าว ได้รับการกำหนดให้เป็น “วันนวมินทรมหาราช” เพื่อถวายความอาลัยและรำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงาม รวมถึงพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่ทรงอุทิศตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ห่วงใยชุมชนรอบสนามบิน สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ มอบงบประมาณสนับสนุน “กองทุนช่วยเหลือประชาชนรอบสนามบิน” เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการดำเนินงานของท่าอากาศยาน โดยมีคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองแม่เหียะร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบงบประมาณดังกล่าว ให้แก่ชุมชนหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 10 รวมจำนวน 45,000 บาท และชุมชนหมู่ที่ 5 จำนวน 50,000 บาท 

เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนของกองทุนในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ถือเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปี 2567 ซึ่งท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้จัดสรรงบประมาณตั้งต้นกองทุนละ 50,000 บาท เพื่อเป็นการเริ่มต้นกลไกช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากอากาศยาน และเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างท่าอากาศยานกับชุมชนโดยรอบ 

กองทุนช่วยเหลือประชาชนรอบสนามบินจัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมรับฟังประเด็นปัญหาชุมชนรอบสนามบิน เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองแม่เหียะ ภายใต้กรอบมาตรการเยียวยาเบื้องต้นจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้การดูแลประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของสนามบินเป็นไปอย่างเหมาะสม โดยในระยะยาว ท่าอากาศยานเชียงใหม่จะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมภายหลังจากการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จสมบูรณ์  

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ให้ความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบบนพื้นฐานของความเข้าใจ ความร่วมมือ และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยจะดำเนินกิจกรรมสนับสนุนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของท่าอากาศยานเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกมิติ

ผบ.ตร. สั่งตรวจสอบการถือครองที่ดินแทนต่างชาติบนเกาะพะงัน-เกาะสมุย ดำเนินการ 4 ด้านเข้มงวด จัดการนอมินี 

(10 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีข้อสังเกตถึงการถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติบนเกาะพะงัน และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อกรณีการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือครองที่ดินแทนชาวต่างชาติ หรือ นอมินี ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและอาจกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง บูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานด้านความมั่นคง ตรวจสอบกรณีดังกล่าวอย่างละเอียด

จากข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกลุ่มชาวอิสราเอลในพื้นที่เกาะสมุย และเกาะพะงัน มีข้อมูลการจับกุมดำเนินคดีผู้ทำผิดในข้อหาต่างๆ หลายข้อหา อาทิ ประกอบธุรกิจรถเช่า ทำงานนอกเหนือสิทธิที่จะทำได้ ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบธุรกิจมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ฯลฯ

โฆษก ตร. กล่าวว่า การปราบปรามชาวต่างชาติที่เข้ามาทำผิดกฎหมายก่ออาชญากรรมสร้างความเสียหายให้คนไทยในประเทศไทย เป็นนโยบายที่ ผบ.ตร.ให้ความสำคัญ โดยกรณีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ 

1. ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการถือครองที่ดินโดยนิติบุคคลต่างด้าวและการดำเนินธุรกิจที่อาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกฎหมาย

2. ตรวจสอบเส้นทางการเงินและเอกสารประกอบธุรกิจ เพื่อพิสูจน์การถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัทที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ลงทุน

3. เข้มงวดการอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว โดยตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เพื่อป้องกันการประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมาย

4. ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อทั้งผู้กระทำผิดและผู้ให้การสนับสนุน รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.ยิ่งยศฯ ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอให้ประชาชนมั่นใจว่า จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และเท่าเทียม เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศชาติ

สมุทรปราการ-ครอบครัว 'กุลรัตนจินดา' เปิดโรงรับจำนำแห่งใหม่ ธนเพิ่มพูนทรัพย์ สาขา 3 อดีตผู้ว่าสมุทรปราการประเดิมรายแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ทางครอบครัวกุลรัตนจินดา นำโดย นายชัยรัชต์พงษ์ พร้อมด้วย นางสาวพัชรากร กุลรัตนจินดา อดีตปลัดเทศบาลเมืองบางแก้ว ถือฤกษ์ดี วันที่ 10 ตุลาคม ทำการเปิดกิจการใหม่ โรงรับจำนำแห่งใหม่ “ธนเพิ่มพูนทรัพย์” สาขา 3 ภายในซอยวัดด่านสำโรง ตรงข้ามซอยด่านสำโรง 20 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง สมุทรปราการ

โดยได้รับเกียรติจาก นายวันชัย คงเกษม อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีตัดริบบิ้น ตลอดจนญาติสนิท ลูกหลาน ร่วมในพิธีครั้งนี้ 

ซึ่งทางเจ้าภาพได้ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยได้นิมนต์พระสงฆ์จากวัดสลุด ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี สมุทรปราการ มาประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาและเจริญพระพุทธมนต์ พร้อมทั้ง เจิมแป้งปิดทองโรงรับจำนำเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวกุลรัตนจินดา

นอกจากนี้ ในการเปิดโรงรับจำนำแห่งใหม่ สาขา 3 ธนเพิ่มพูนทรัพย์ ในวันนี้นั้น ทางด้าน นายวันชัย คงเกษม อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้นำแหวนมาใช้บริการจำนำประเดิมเป็นรายแรก 

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น มีบรรดาญาติสนิทต่างเดินทางมาร่วมในพิธี พร้อมทั้งได้นำกระเช้าดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดีและอวยพรให้กับทางครอบครัวกุลรัตนจินดา ในการเปิดโรงรับจำนำแห่งใหม่ สาขา 3

ทั้งนี้ ทางโรงรับจำนำ ธนเพิ่มพูนทรัพย์ จะทำการเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 - 19.00 น. หยุดทุกวันพุธ ประชาชนทั้งในเขตพื้นที่และนอกพื้นที่สามารถมาใช้บริการได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของโรงรับจำนำธนเพิ่มพูนทรัพย์คอยดูแลให้บริการประชาชนอย่างเป็นกันเองและให้ราคาที่สูงที่สุด

พังงา กองพันรักษาฝั่งที่ ๑๑ ร่วมกิจกรรมจิตอาสาเนื่องใน 'วันนวมินทรมหาราช'

(10 ต.ค. 68) เวลา ๐๙.๓๐ น. นาวาโท เมธาวี หิรัญมูล ผู้บังคับกองพันรักษาฝั่งที่ ๑๑ นำกำลังพลกองพันรักษาฝั่งที่ ๑๑ ร่วมกิจกรรมจิตอาสา เนื่องในโอกาส วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันปรับปรุงภูมิทัศน์ของหาดบ่อดาน เก็บขยะ และทำความสะอาดชายหาดให้มีความเรียบร้อยสวยงาม โดยมี นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ ปลัดจังหวัดพังงา เป็นประธานในกิจกรรม ณ หาดบ่อดาน ตำบลนาเตย อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๘

ทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมปกป้องอธิปไตยทางทะเล พิทักษ์อ่าวไทยให้มั่นคงปลอดภัย

(10 ต.ค. 68) พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 กองทัพเรือ ได้ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์พื้นที่ทางทะเล ในเขตรับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ 1 โดยนำกำลังทางเรือ ได้แก่ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเฮลิคอปเตอร์ และเรือตรวจการณ์หมายเลข 265 ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่ทางทะเลของไทย บริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด และเส้นแนวเขตเศรษฐกิจจำเพาะไทย–กัมพูชา

การนี้ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมประชุมวางแผนและติดตามความพร้อมตามแผนป้องกันชายแดนทางทะเล พร้อมมอบแนวทางการปฏิบัติแก่ กำลังพลให้ปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่น และทุ่มเทอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยทางทะเลของชาติ และป้องกันมิให้มีการรุกล้ำอาณาเขตทางทะเล ของประเทศไทยโดยเด็ดขาด

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่จัดพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

(10 ต.ค. 68) นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง และครอบครัวท่าอากาศยานเชียงใหม่ รวมทั้งส่วนราชการและผู้ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2568 โดยได้รับเมตตาจากพระสงฆ์จำนวน 10 รูป จากวัดสวนดอก พระอารามหลวง มาประกอบพิธีทำบุญและรับบิณฑบาต ณ บริเวณลานจอดรถบัส ด้านทิศใต้อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ 

วันนวมินทรมหาราช นับเป็นวันสำคัญของชาติ โดยหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 รัฐบาได้กำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคต เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ.2560 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 13 ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการและวันสำคัญของชาติ และในปี พ.ศ.2566 ได้รับพระราชทานชื่อวันดังกล่าวอย่างเป็นทางการว่า “วันนวมินทรมหาราช” ตามพระราชวินิจฉัยที่ได้รับคำถวายจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

ทั้งนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตรเนื่องในวันสำคัญนี้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรของท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ร่วมกันทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ขององค์กรและสังคมโดยรวม

ผบ.ตร.กำชับตำรวจร่วมยุทธการกองทัพ ส่ง 6 กองร้อยตรึงชายแดน ยึดคืนหนองจาน – หนองหญ้าแก้ว รักษาแผ่นดินไทย ย้ำปฏิบัติการตามขั้นตอน บังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด

(10 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้ว ซึ่งครบกำหนดเส้นตายที่ฝ่ายไทยยื่นคำขาดให้ชาวกัมพูชาอพยพออกจากพื้นที่ทับซ้อนบริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำชับตำรวจในพื้นที่ทั้งตำรวจภูธรภาค 2, ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมยุทธการกับกองทัพเพื่อรักษาแผ่นดินไทย รักษาอธิปไตยของชาติ โดยปฏิบัติตามกฎหมาย ยุทธวิธีตามมาตรฐานสากล โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกนาย พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาหน่วยในพื้นที่ให้ดูความพร้อมของยุทโธปกรณ์ กำลังพลในการออกปฏิบัติการ และมีการข่าวที่แม่นยำ ป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ เตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงรองรับทุกสถานการณ์ โดยย้ำว่าตำรวจมีหน้าที่หลักในการบังคับใช้กฎหมาย หากมีการกระทำใดที่ละเมิดกฎหมายไทยจะต้องดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด 

นอกจากนี้ โฆษก ตร. เปิดเผยว่า วันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้กำลังตำรวจภูธรภาค 2 เป็นตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) 6 กองร้อย หรือ 1,020 นาย สนับสนุนกำลังของกองทัพในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ ขณะนี้มีความพร้อมและมีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับให้ดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพลด้วย และในวันพรุ่งนี้ (11 ตุลาคม 2568) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. จะเดินทางลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วด้วยตัวเอง เพื่อให้ขวัญกำลังใจและควบคุมการปฏิบัติ

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่ดังกล่าว ร่วมเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ และตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการ ระมัดระวังการเผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือน สร้างความตื่นตระหนกในพื้นที่ โดยสามารถสอบถามหรือแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1599 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top