Tuesday, 7 July 2026
NEWS

เชียงใหม่-CMUBS x MAT ฉลอง 60 ปี เปิดเวทีจุดประกายแรงบันดาลใจ สร้างพลังสู่อนาคต

CMUBS x MAT Exclusive Talk ฉลองครบ 60 ปี ผนึกพลังนักธุรกิจ การตลาด สร้างเวทีจุดประกายกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติสู่อนาคต

เมื่อวานนี้ (8 ต.ค. 68) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMUBS) ร่วมกับสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และสมาคมนักศึกษาเก่าบัญชีและบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงาน “CMUBS x MAT Exclusive Talk” เฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของสององค์กร ภายใต้แนวคิด “THRIVING IN TURBULENCE: Beyond Survival – พลิกวิกฤติ ปั้นกลยุทธ์ เติบโตสู่อนาคต” ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว

โดยได้รับความสนใจจากผู้บริหารองค์กร นักธุรกิจ นักการตลาด นักวิชาการ ตลอดจนนักศึกษาและผู้สนใจ จำนวนกว่า 400 คน ร่วมรับฟัง Talk แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์ด้านธุรกิจและการตลาด เพื่อจุดประกายความคิดใหม่ สร้างแรงบันดาลใจ พร้อมเสริมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างกัน 

งานนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Exclusive Dinner Talk ที่ผสมผสานบรรยากาศการเสวนาเชิงวิชาการสะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดจนความสนใจต่อประเด็นใหญ่แห่งยุคว่าด้วยการปรับตัวของธุรกิจในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน 

ไฮไลท์สำคัญคือเวทีเสวนาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ครอบคลุม 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ Beyond Disruptions การวิเคราะห์ทิศทางอนาคตโลกธุรกิจ โดย ผศ. ดร.ก้องภู นิมานันท์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มช., Beyond Survival การพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยคุณปิยะชาติ อิศรภักดี CEO BRANDi และ Beyond Rivalry กลยุทธ์สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง นำโดยคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO TARAD.COM 

พร้อมด้วยคุณธานี ตรีวัฒนาวงศ์ เจ้าของ Online Channel “DB ซัวเถา” และคุณกษิดิศ สตางค์มงคล เจ้าของเพจ “DataRockie” ที่มาร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการตลาดเชิงข้อมูล (Data Marketing) โดยให้ข้อคิดเชิงลึกจากกูรูผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนมุมมอง การสร้างเครือข่าย(Networking) และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

ผศ. ดร.ก้องภู นิมานันท์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่า คณะบริหารธุรกิจ มช. มุ่งเป็นศูนย์กลางแห่งการสร้างและพัฒนาความรู้ทางธุรกิจและการจัดการ ที่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ได้อย่างรอบด้าน โดยไม่จำกัดเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่โลกธุรกิจจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ภาคธุรกิจ ชุมชน และสังคมโดยรวม พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงบริบทของโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวนจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ซึ่งทุกภาคส่วนจำเป็นต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ 

แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ทรงคุณวุฒิได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ก้าวข้ามความท้าทายได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสานต่อความร่วมมือระหว่างคณะฯ สมาคมนักศึกษาเก่าฯ และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อวงการการศึกษาและธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

คุณชาคริต ดิเรกวัฒนชัย เลขาธิการสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่ตรงกับการครบรอบ 60 ปีของสมาคมเช่นกัน ซึ่ง MAT ในฐานะศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้และแรงบันดาลใจของวงการตลาดไทย มีความมุ่งมั่นที่จะขยายโอกาสด้านการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ไม่ใช่เพียงแค่ในเมืองใหญ่ เพราะการตลาดคือพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในทุกพื้นที่ 

ความร่วมมือกับคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของสมาคมในการส่งต่อองค์ความรู้สมัยใหม่และแนวคิดเชิงกลยุทธ์แก่นักการตลาดไทยทุกระดับ พร้อมกล่าวเสริมว่า นักการตลาดยุคใหม่ต้องพร้อมปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใดของประเทศเพื่อสามารถสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ MAT ยึดมั่นมาโดยตลอด

ด้านคุณบุญรัตน์ ตรีวัฒนาวงศ์ นายกสมาคมนักศึกษาเก่าบัญชีและบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความภูมิใจที่ CMUBS สามารถสร้างโอกาส และสร้างอาชีพให้กับบัณฑิตมาแล้วกว่า 60 ปี ซึ่งการรวมพลังในครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในพันธกิจของสมาคมในการร่วมต่อยอดความรู้ ส่งต่อโอกาสให้กับศิษย์ปัจจุบันของคณะต่อไป โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากงานนี้จะถูกนำไปเป็นทุนการศึกษาแก่รุ่นน้องคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือเป็นการส่งต่อพลังและโอกาสจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแท้จริง

สำหรับงานครบรอบ 60 ปีของ CMUBS และ MAT ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นงานแห่งความยินดี แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการบูรณาการพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านธุรกิจและการตลาดไทย สู่การเติบโตที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค

นายกฯ เผย สปสช. ติดหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศ เตรียมใช้งบกลางเคลียร์หนี้ พร้อมปรับปรุงการเงิน

(9 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเผยว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ติดหนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศ และรัฐบาลกำลังพิจารณาใช้งบกลางชำระหนี้ทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้ สปสช. ปรับปรุงการบริหารการเงินให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะหยุดให้บริการผู้ป่วยนอกสิทธิบัตรทอง เนื่องจากหนี้ค้างชำระ

"ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาขอใช้งบกลางเพื่อเคลียร์บัญชีหนี้โรงพยาบาล หากพบว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและเข้าหลักเกณฑ์ของสำนักงบประมาณ จะเร่งดำเนินการทันที พร้อมเน้นให้ สปสช. บริหารการเงินอย่างรัดกุมและโปร่งใส" นายอนุทิน กล่าว

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ยืนยันว่าหนี้ค้างจ่ายโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะไม่ได้สูงถึง 110 ล้านบาท แต่ตัวเลขจริงอยู่ราว 37 ล้านบาท และย้ำว่าจะไม่มีผลกระทบต่อผู้มีสิทธิบัตรทองประมาณ 47,000 คน เนื่องจากมีการจัดหน่วยบริการรองรับเพียงพอ

ร่วมสร้างภูมิคุ้มกัน สังคมประมงปลอดภัย ไร้ยาเสพติด ⚓️

(9 ต.ค. 68) พล.ร.ต. อโศก ศรีสวัสดิ์ ผอ.สน.ฝอ.ศรชล.ภาค 1 เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ “แรงงานประมงรู้เท่าทัน สร้างภูมิคุ้มกันต้านยาเสพติด” ณ ห้องราชาวดีบอลรูม โรงแรมไอธารา รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งจัดโดย สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเพชรบุรี เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่แรงงานภาคประมง รวมถึงผู้ประกอบกิจการในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ให้ตระหนักถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด พร้อมร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

ภายในงานมีพิธีเปิดโดย เรือเอกสาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพร้อมการบรรยายให้ความรู้และกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ด้านการป้องกันยาเสพติดให้แก่พี่น้องชาวประมง

ในโอกาสนี้ ศรชล.ภาค 1 ได้ร่วมจัดบูทนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับภารกิจของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พร้อมเผยแพร่ช่องทางการแจ้งเหตุเมื่อประสบอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉินทางทะเล เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่แรงงานภาคประมงในพื้นที่

‘อาจารย์อุ๋ย’ เตือน! ‘ทรัมป์’ อย่าแทรกแซงไทย–กัมพูชา ชี้ ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ จี้ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

อาจารย์อุ๋ย เตือนแรง! 'ทรัมป์' อย่าแทรกแซงกิจการภายในของไทย ขัดกฎบัตรสหประชาชาติ ชี้! สัญญาสันติภาพเป็น 'โมฆะ' หากเกิดจากการบีบบังคับ แนะ ‘นายกฯหนู’ แสดงจุดยืนบนเวทีโลก

(9 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “จากกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงท่าทีอย่างแข็งขัน ในการอยากมาเป็นประธานให้เกิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น ผมมีเรื่องอยากจะเตือนนายทรัมป์และฝากเรียนท่านนายกอนุทินและกระทรวงการต่างประเทศ ให้ทราบอยู่สามประการ 

1. มาตรา 2 (1) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ กำหนดว่า รัฐสมาชิกทุกประเทศมีความเสมอภาคกันในอธิปไตย ซึ่งหมายความว่า รัฐใด ๆ ต้องมีสิทธิ “ตัดสินใจเอง” ในเรื่องนโยบายภายในและระหว่างประเทศ ดังนั้น หากนายทรัมป์หรือรัฐบาลสหรัฐ ฯ ใช้วิธีกดดันให้ไทยต้องลงนาม โดยไม่สมัครใจ ย่อมขัดต่อหลักอธิปไตยของรัฐไทย 

2. มาตรา 2 (7) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ได้บัญญัติรองรับหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (Principle of Non- Intervention) โดยระบุว่าสหประชาชาติไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกิจการซึ่งอยู่อำนาจภายในของรัฐใด ๆ ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้วางหลักในคดี Nicaragua v. United States (1986) ว่าให้หลักการเดียวกันนี้ผูกพันรัฐต่อรัฐด้วย กล่าวคือ ห้ามรัฐหนึ่ง แทรกแซงกิจการภายในของอีกรัฐหนึ่ง โดยศาลอ้างว่าหลักนี้มีสถานะเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law) คือแม้รัฐจะไม่ได้เป็นสมาชิก UN หรือไม่มีสนธิสัญญาใด ก็ยังต้องเคารพหลักนี้

3. อนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties) มาตรา 52 ระบุชัดเจนว่า สนธิสัญญาใดที่เกิดขึ้นจากการข่มขู่หรือใช้กำลัง เป็นโมฆะ ดังนั้น หากสหรัฐ ฯ ใช้การบีบบังคับไทย เช่น การขู่ว่าจะขึ้นภาษี ตัดความช่วยเหลือหรือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ไทยลงนามในสัญญาสันติภาพ การลงนามนั้นอาจถือว่า ไม่สมัครใจและเป็น 'โมฆะ' ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ 

ดังนั้น ผมจึงอยากให้ท่านนายกอนุทินในฐานะผู้นำประเทศ แสดงจุดยืนให้ชัดเจนต่อทุกประเทศในเวทีโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียว่าปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นปัญหาระหว่างไทยและกัมพูชาเท่านั้น ซึ่งไทยสามารถจัดการได้โดยฝ่ายเดียวในเร็ววัน โดยไม่ต้องอาศัยประเทศอื่นใดเข้ามายุ่งเกี่ยว อันจะทำให้ขัดกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น ด้วยความปรารถนาดี”  

‘กัน จอมพลัง’ เดินหน้าวางตู้คอนเทนเนอร์ 60 ใบ กั้นแนวชายแดนบ้านหนองจาน 10 ต.ค. นี้

(9 ต.ค. 68) 'กัน จอมพลัง' หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก ระบุเตรียมนำ ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 6 เมตร จำนวน 60 ใบ ไปวางเป็นแนวรั้วกั้นบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน ในวันที่ 10 ตุลาคม เพื่อใช้ป้องกันพื้นที่ชายแดนจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเปิดรับผู้จำหน่ายตู้ที่สามารถส่งของได้ทันภายในกำหนด

กัน จอมพลัง ระบุเพิ่มเติมว่าขณะนี้กำลังเดินทางไปตรวจสภาพตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดก่อนนำเข้าพื้นที่ และจะเปิดให้ประชาชนหรือแฟนคลับ (FC) เข้ามาร่วม เขียนข้อความให้กำลังใจทหาร บนตู้คอนเทนเนอร์ในวันที่ 11 ตุลาคม เพื่อแสดงพลังสนับสนุนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน

เจ้าตัวกล่าวยืนยันว่า ตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้มีความแข็งแรงมากกว่ากำแพงปูนทั่วไป พร้อมตอบโต้กระแสวิพากษ์บนโซเชียลที่ล้อเลียนว่าตู้ดังกล่าวอาจถูกฝ่ายเขมรเข้าไปอาศัยอยู่ โดยย้ำว่า “ไร้สาระมาก” และตั้งใจทำโครงการนี้เพื่อปกป้องความมั่นคงและเป็นขวัญกำลังใจให้ทหารไทยที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

(สุรินทร์) กอ.รมน.จังหวัดสุรินทร์ กระทำพิธีรับ–ส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา รอง  ผอ.รมน. จังหวัดสุรินทร์ (ท.)

(9 ต.ค. 68) ที่ห้องประชุม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ ศาลากลางใหม่ ชั้น4 จังหวัดสุรินทร์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ กระทำพิธีรับ–ส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์(ท.) ระหว่าง พลตรี จิตรกร จันทร์สว่าง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 29 ส่งมอบการบังคับบัญชาให้แก่ พันเอก อัครสิทธิ์ ปะกิระตา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25(1) ณ สำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ กระทำพิธีรับ–ส่งหน้าที่ และมอบการบังคับบัญชา รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์(ท.) 

โดยกระทำพิธีลงนามเอกสารรับ – ส่งหน้าที่ ทั้งนี้ พลตรี จิตรกร จันทร์สว่าง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 29 ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ได้ร่วมมือ ร่วมใจในทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีมาโดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี มีความรักความผูกพันธ์กับกำลังพลและหน่วย ได้เห็นถึงความจริงใจ มุ่งมั่น ทุ่มเทในการปฏิบัติงาน ซึ่งความรู้สึกเช่นนี้จะดำรงอยู่ในจิตใจตลอดไป อย่างไรก็ตาม ขอให้กำลังพลทุกนายมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ เช่นนี้ตลอดไป สำหรับ พันเอก อัครสิทธิ์  ปะกิระตา รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์(ท.) ท่านใหม่ หลังเสร็จพิธีรับ – ส่งหน้าที่ ได้ประชุมกำลังพลสังกัด กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบนโยบายในการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 2569 โดยผลการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดโครงการอุปสมบทหมู่ ณ ดินแดนพุทธภูมิ อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต และวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

เมื่อวันที่ (7 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล เป็นประธานพิธีปลงผม และมอบเครื่องอัฐบริขาร โครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 45 นาย เพื่อน้อมอุทิศถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต และวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ณ สโมรสรตำรวจ แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

พล.ต.ท.ชัยต์พจนฯ กล่าวว่า การจัดโครงการอุปสมบทหมู่ในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรทั่วประเทศ ผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กว่า 5,000 โครงการ ทั้งด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม และการส่งเสริมสันติภาพ ซึ่งได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ เช่น “รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์” จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ในปี พ.ศ.2549 นอกจากนี้ ข้าราชการตำรวจผู้อุปสมบทจะได้มีโอกาสศึกษา ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา อันเป็นการส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม

ผู้เข้าร่วมโครงการได้เริ่มประพฤติปฏิบัติธรรม น้อมจิตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศล ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา เพื่อเป็นบุญให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง หมู่คณะ และองค์กร และในวันที่ 9 – 23 ตุลาคม 2568 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะเดินทางไปยังดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย และประเทศเนปาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้ไปปฏิบัติธรรมยัง 4 สังเวชนียสถาน ได้แก่ สถานที่เนื่องด้วยการประสูติ (ลุมพินีวัน), สถานที่เนื่องด้วยการตรัสรู้ (พุทธคยา), สถานที่เนื่องด้วยการปฐมเทศนา (สารนาถ) และสถานที่เนื่องด้วยการปรินิพพาน (กุสินารา)

ทั้งนี้ เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลแก่ตนเอง ครอบครัว หมู่คณะ องค์กร ประเทศชาติ และพระพุทธศาสนา สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนข้าราชการตำรวจและประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมอนุโมทนาบุญในโครงการอุปสมบทหมู่ข้าราชการตำรวจ ณ ดินแดนพุทธภูมิ ครั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

'ทูตจีน' เข้าพบ 'สีหศักดิ์' หารือแบบทวิภาคี พร้อมยืนยันไม่ได้ส่งอาวุธให้กัมพูชายิงไทย

(9 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdo รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เชิญนายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย มาพบหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย - จีน และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย - กัมพูชา รัฐมนตรีฯ ขอบคุณที่จีนมีบทบาทสร้างสรรค์ในความพยายามคลี่คลายสถานการณ์ไทย - กัมพูชา โดยสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาพูดคุยหาทางออกร่วมกันอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคี ขณะเดียวกัน ได้แสดงความห่วงกังวลต่อรายงานข่าวว่า จีนได้ส่งอาวุธไปสนับสนุนกัมพูชาก่อนจะเกิดการปะทะไม่นาน ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดให้แก่สาธารณชน 

เอกอัครราชทูตฯ ยืนยันท่าทีที่เป็นกลางของจีน และการยึดมั่นในนโยบายการไม่ส่งอาวุธให้คู่ขัดแย้ง ซึ่งจีนปฏิบัติมาโดยตลอด ส่วนเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว คือ ความร่วมมือในการป้องกันประเทศตามปกติที่มีอยู่แล้ว โดยหลังจากการปะทะ จีนก็ไม่เคยสนับสนุนอาวุธให้ฝ่ายกัมพูชาเพื่อโจมตีไทย ทั้งนี้ จีนหวังว่า ไทยและกัมพูชาจะแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติผ่านกลไกทวิภาคี โดยจีนพร้อมมีบทบาทที่สร้างสรรค์และสนับสนุนการดำเนินการของอาเซียนในเรื่องนี้

อนึ่ง ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับภาพรวมความสัมพันธ์ไทย - จีน และยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกระดับและทุกกรอบความร่วมมือ เพื่อให้ความสัมพันธ์ไทย - จีนแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน 

‘ชาวเกาะพะงัน’ เรียกร้องหน่วยงานตรวจสอบ อิสราเอลกว้านซื้อที่ดิน!! สร้างผลกระทบต่อชุมชน

(9 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นสื่อท้องถิ่นโพสต์คลิปเสียงและข้อความเรียกร้องให้ชุมชนเกาะพะงันร่วมแลกเปลี่ยนปัญหาการตั้งถิ่นฐานของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้โพสต์อ้างว่ามีชาวอิสราเอลกลุ่มหนึ่งย้ายมาอยู่จำนวนมากจนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและทรัพยากรของเกาะ เช่น การซื้อที่ดินผ่านนอมินี การก่อสร้างผิดกฎหมาย และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมใกล้อุทยานแห่งชาติ ทั้งหมดเป็นข้อกล่าวหาในโพสต์ที่ผู้เขียนเรียกร้องให้ชุมชนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านแบบฟอร์มสำรวจความคิดเห็นเพื่อหาทางออกร่วมกัน

โดยชาวบ้านและผู้โพสต์ระบุปัญหาหลายด้านทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น ราคาที่อยู่อาศัยและค่าเช่าที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สะดวกในการใช้พื้นที่สาธารณะ พฤติกรรมการอยู่อาศัยที่ขัดกับกฎระเบียบท้องถิ่น รวมถึงความกังวลว่าเม็ดเงินบางส่วนอาจไม่กลับสู่ชุมชนไทยโดยตรง 

ด้านผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ผู้โพสต์เตือนว่าเหตุการณ์นี้อาจทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวบางชาติเริ่มถอนตัวและไม่กลับมาท่องเที่ยว ส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการท้องถิ่นในระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายอาจได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่ชุมชนต้องการแนวทางจัดการที่รักษาวัฒนธรรม ทรัพยากร และความเป็นอยู่ของคนบนเกาะให้ยั่งยืน เช่น การเข้มงวดเรื่องการอนุญาตใช้ที่ดิน ระบบภาษี และการบังคับใช้กฎหมายอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่ เพจ Phuket Times ภูเก็ตไทม์ โพสต์ว่า ‘ภูเก็ต’ หมดกันท่องเที่ยว ‘อิสราเอล’ เปิดเพจขายแพ็กเกจทัวร์ให้ชาติเดียวกันเอง โฆษณากันฉ่ำในโชเชียลทุกช่องทาง 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน 'วันนวมินทรมหาราช'

(9 ต.ค. 68) เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เป็นประธานกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม โดยมี คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมในพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน ณ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ ประกอบด้วย พิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพิธีวางพวงมาลาฯ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงาม และพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพื่อพสกนิกรตลอดพระชนม์ชีพ 

ทั้งนี้ วันที่ 13 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กำหนดชื่อวันดังกล่าวตามที่ได้ขอพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานชื่อเพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัยมาด้วย โดยใช้ชื่อว่า "วันนวมินทรมหาราช" แปลว่า วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นวันสำคัญอีกหนึ่งวันที่ประชาชนชาวไทยจะได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั่วประเทศ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กำชับตำรวจดูแลความปลอดภัยประชาชน 

(8 ต.ค. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พร้อมด้วย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง และผู้เกี่ยวข้อง ณ สภ.ป่าโมก เพื่อรับฟังสรุปสถานการณ์อุทกภัย มาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการช่วยเหลือประชาชน

ผบ.ตร. กล่าวว่า จังหวัดอ่างทองได้เตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี ตั้งแต่การเสริมคันดินกันน้ำ และเตรียมเครื่องจักรขนาดใหญ่ มีการถอดบทเรียน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรป่าโมก และสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ต่างสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำเริ่มทรงตัวและลดลงแล้ว อยู่ในห้วงการฟื้นฟู จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน และดูแลทรัพย์สินของผู้ที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนมาอาศัยอยู่บริเวณริมถนน รวมถึงให้ดูแลจัดการเส้นทางจราจรในพื้นที่ที่ไม่สามารถสัญจรได้ และให้ลาดตระเวนตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ให้มีการก่ออาชญากรรมซ้ำเติมผู้ประสบภัย นอกจากนี้ ได้สั่งการให้รวบรวมข้อมูลในส่วนของข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อวางแผนให้การช่วยเหลือต่อไป 

จากนั้น ผบ.ตร.และคณะ ได้เดินทางไปยังพื้นที่หมู่ 4 บ้านสวนยายส้ม ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัย ก่อนมอบถุงยังชีพ ยารักษาโรค สิ่งของบำรุงขวัญ แก่ประชาชน 108 หลังคาเรือน

ลำปาง-ผบ.มทบ.32 ต้อนรับผู้บริหาร กฟผ.แม่เมาะ มอบถุงยังชีพช่วยชาวลำปาง

(8 ต.ค. 68) เวลา 14.30 น. ณ ห้องรับรอง อาคารกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  พลตรี กวิน  ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ให้การต้อนรับ คุณสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ, คุณสุทธิพงศ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 2 และคุณเกษศิรินทร์ แปงเสน หัวหน้าโครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ พร้อมคณะผู้บริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.แม่เมาะ) โอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมคำนับเพื่อแสดงความยินดีกับ พลตรี กวิน ยาวิชัย ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา 

ในคราวเดียวกันนี้ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32  นำคณะผู้บังคับบัญชา รับมอบถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด, น้ำดื่มจำนวน 200 แพ็ค (2,400 ขวด) เพื่อส่งต่อความห่วงใยแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดลำปาง ที่ประสบภัยพิบัติและผู้ที่ได้รับความเดือนร้อนต่างๆ โดยผ่านภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 32 และหน่วยทหารในพื้นที่ อันเป็นการแสดงออกถึงความห่วงใย และความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดทั้งยังจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย สร้างขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต และขอให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วน และหน่วยงานทหาร พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกโอกาส

‘ฮุน เซน’ โพสต์แก้ข่าว รพ.กัมพูชา ปฏิเสธรักษาเชฟไทย ย้ำรักษาทุกคนเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เหยียดเชื้อชาติ

(8 ต.ค. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกมาโพสต์เอกสารของกรมอนามัยจังหวัดบันเตียเมียนเจย ชี้แจงกรณีข่าว “อดีตเชฟไทย” เสียชีวิตหลังโรงพยาบาลปอยเปตปฏิเสธรักษา ยืนยันไม่เป็นความจริง และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “เลือกปฏิบัติ” หรือ “เหยียดเชื้อชาติ” โดยระบุว่า โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่เคยปฏิเสธการรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใดหรือมีฐานะอย่างไร

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบศพชายไม่ทราบชื่ออยู่หน้าอาคารร้างในเมืองปอยเปต ต่อมาพบว่าเป็นคนไทยชื่อ “เมธาชาญ ยอแสง” อายุ 24 ปี ชาวนครศรีธรรมราช ซึ่งเข้ามาทำงานในกัมพูชาโดยผิดกฎหมาย ทีมแพทย์ระบุสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตจากอาการหัวใจวาย ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายหรือหลักฐานว่าผู้ตายเคยมาที่โรงพยาบาลก่อนเสียชีวิต

ด้าน กรมอนามัยกัมพูชาชี้ว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลในจังหวัดบันเตียเมียนเจยได้รักษาผู้ป่วยชาวไทยรวม 31 ราย โดยไม่เคยเรียกเก็บค่ารักษาจากผู้ป่วยที่ยากจน ย้ำว่าทีมแพทย์ให้บริการด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติ สีผิว หรือศาสนา พร้อมเผยตัวเลขผู้ป่วยไทยที่ได้รับการดูแลในหลายแผนก รวมถึงสูตินรีเวช ศัลยกรรม และอายุรกรรม

สมุทรปราการ-วัดแตก!! ประชาชนหลายพันคนแห่ทอดกฐินวัดหนามแดง ครอบครัวรุ่งเสมอ หลีน้อย เจ้าภาพใหญ่

(8 ต.ค. 68) ณ วัดหนามแดง ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดย นาวาเอกหญิง สุนทรี รุ่งเสมอ พร้อมด้วย คุณวีรชัย รุ่งเสมอ เรือโท ไพศาล รุ่งเสมอ ร่วมทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2568 ทอดถวายแด่วัดหนามแดง และเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อ น.ต.ประจวบ รุ่งเสมอ พร้อมด้วย คุณแม่สุนีย์ หลีน้อย ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อสนองตามเจตนารมย์ของทางคุณพ่อและคุณแม่

โดยกฐินสามัคคีในปีนี้ทาง บุตร-ธิดา หลาน รุ่งเสมอ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นาวาเอก อนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง ร่วมในพิธีทอดกฐินครั้งนี้ โดยมี นายชาตรี อยู่วัฒนะ รองนายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ พร้อมด้วย กำนันกิตติพงษ์ อยู่วัฒนะ กำนันตำบลเทพารักษ์ นางสาวขวัญเรือน นาคทิม กำนันตำบลบางเมือง ตลอดจนกัลยาณมิตรวัดพระธรรมกาย คณะเจ้าภาพ อุบาสก อุบาสิกา และพุทธศาสนิกชนชาวตำบลบางแก้ว ร่วมแห่องค์ผ้ากฐินสามัคคี 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสงเคราะห์พระภิกษุตามพุทธบัญญัติ สนับสนุนให้พระภิกษุมีผ้าไตรจีวรใช้ และเป็นการเทิดทูนพระพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติบูชา นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาคในงานกฐินยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาวัดหนามแดง

โดยได้รับความเมตตาจาก ท่านพระครูวิทูรกิจจาทร (บุญเลิศ ปญฺญาธโร แก้วน้ำค้าง) พระอาจารย์จาบ เจ้าอาวาสวัดหนามแดง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิจารณาผ้ากฐินสามัคคี นำคณะสงฆ์วัดหนามแดงประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา เจริญพระพุทธมนต์แด่คณะเจ้าภาพ ครอบครัวรุ่งเสมอและแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมในพิธี

นอกจากนี้ ทางคณะเจ้าภาพยังได้มอบเงินสมทบทุนสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั้งในเขตพื้นที่และนอกพื้นที่เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่บิดา มารดา

ทั้งนี้ สำหรับยอดผ้ากฐินสามัคคีในปีนี้ของวัดหนามแดงที่ญาติโยมร่วมกันทำบุญเบื้องต้นเกือบ 4 ล้านบาท

'ฟีฟ่า' ประกาศแต่งตั้ง 'มาดามแป้ง' นั่งแท่นปธ.คณะกรรมการ การพัฒนาขององค์กร

(8 ต.ค. 68) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้รับการจารึกชื่อเป็นผู้หญิงคนแรกของโลก หลังสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ประกาศแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการ การพัฒนา ของ FIFA หรือ The Chairperson of FIFA’s Development Committee โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2025-2029

สภากรรมการของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้มีมติรับรองอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 แต่งตั้งให้ นางนวลพรรณ ล่ำซำ เป็นประธานคณะกรรมการ การพัฒนา (Development Committee) ของ FIFA

สำหรับ Development Committee เป็นหนึ่งในคณะทำงานหลักของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ถือเป็น Standing Committee หรือ คณะกรรมการประจำ ที่ขึ้นตรงกับ จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า และ สภาฯ ฟีฟ่า ทั้งหมด

มีบทบาท และ หน้าที่สำคัญในการรับผิดชอบโครงการพัฒนาของ ฟีฟ่า ครอบคลุม และ ดูแล 211 สมาคมสมาชิก โดยจะวางแผนและเสนอกลยุทธ์ที่เหมาะสม , ตรวจสอบกลยุทธ์เหล่านี้เป็นระยะ และ วิเคราะห์การสนับสนุนที่มอบให้กับสมาคมสมาชิก , สมาพันธ์ และ สมาคมระดับโซน และ ภูมิภาคทั้งหมดทั่วโลก

นอกจากนี้ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สภากรรมการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ ประจำคณะสมาคมสมาชิกของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ Member Associations Committee


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top