Thursday, 9 July 2026
NEWS

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัย เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมินจาก ICAO ปลายปีนี้


    
เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำโดยนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้านกายภาพสนามบิน สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารผู้โดยสาร โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล    

การตรวจติดตามดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อาทิ การปิดกั้นพื้นที่หลังเคาน์เตอร์เช็กอิน การเสริมความสูงของแนวรั้วเขตการบิน และการปรับปรุงพื้นที่เฉลียงทางเดิน (Corridor) เพื่อลดการปะปนระหว่างผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ซึ่งทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยการบินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 พฤศจิกายน 2568

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย รองรับเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยตลอดที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐานของ ICAO และ กพท. อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น แม้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น แต่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างเต็มที่ การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา เสนอแนวทาง Quick Big Win การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

รัฐบาลต้องผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร เพื่อแก้หนี้ของประชาชนที่มีรายได้น้อยและ SME ที่มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมแก้กฎหมายล้มละลาย ให้คนรายได้น้อยมีโอกาส ไม่เอาเครดิตบูโรมาเป็นนัยยะสำคัญในการกู้ การผ่อนชำระเงินกู้ต้องตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย จากการแถลงนโยบายรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา 

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ได้เสนอแนะแนวทาง Quick Big Win ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน นอกเหนือจากนโยบายคนละครึ่ง ที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปแจกจ่าย เพื่อประชานิยมของรัฐบาล คือการผ่อนปรนเครดิตบูโร กับทั้ง ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME 

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเข้าขั้นวิกฤต โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลชุดเดิมๆ ออกมา ไม่ได้แก้ปัญหาจริง เพราะสร้างเงื่อนไขจนกลายเป็นกับดักหนี้ ในขณะที่วันนี้นายกรัฐมนตรี ยังคงแถลงนโยบายใช้มาตการเดิม ถือว่ายังคงเป็นการสร้างกับดักหนี้ให้ประชาชน และไม่ได้แก้ปัญหาโดยเฉพาะประชาชนระดับล่างที่รายได้น้อย

รายได้ไม่สม่ำเสมอ และยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามเงื่อนไขเครดิตบูโร รวมทั้ง ผู้ประกอบการรายย่อย  SME หมดโอกาส หนทางลืมตาอ้าปาก เช่นนั้นแล้วรัฐบาลต้องหันกลับมาให้โอกาสคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันมีเพียง 25 % เท่านั้นที่มีโอกาสขอสินเชื่อได้ รัฐบาลสามารถทำได้ทันที โดยการผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร อย่างน้อย 1-2 ปี เริ่มจากธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน

ขณะเดียวกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีการอภิปรายเพื่อพิจารณารับร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2483 โดย สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ ได้อภิปรายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายนี้ เนื่องจาก กฎหมายต้องสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนไป อีกทั้งกฎหมายต้องใช้แก้ปัญหาให้กับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนจนที่เป็นหนี้ ที่ไม่เคยได้รับสิทธิในการแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจัง การแก้กฎหมายครั้งนี้ต้องไม่แก้แบบครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่ผ่าน ท้ายสุดได้ฝากไปยังกรรมาธิการวิสามัญชุดที่วุฒิสภาจะได้ตั้งขึ้นว่า ให้แก้กฎหมายการชำระหนี้เพื่อตัดวงจรหนี้โดยต้องตัดเงินต้นก่อน  ค่อยไปตัดดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นจะเป็นหนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

‘ผบ.ทบ.’ ลงนามแต่งตั้ง ‘พล.ท.บุญสิน’ อดีตแม่ทัพภาค 2 นั่งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. 68

เมื่อวานนี้ (2 ต.ค. 68)กองทัพบกเปิดเผยว่า พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ 1519/68 แต่งตั้ง พล.ท. บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และนายทหารนอกราชการ เป็นที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบกด้านความมั่นคง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

หน้าที่หลักของ พล.ท. บุญสิน คือการให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการบริหาร ความมั่นคง การป้องกันประเทศ และกิจการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงปฏิบัติงานเฉพาะเรื่องที่ผู้บัญชาการทหารบกมอบหมาย เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญของกองทัพบกอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ได้จัดเตรียมห้องทำงานของที่ปรึกษาไว้ที่ชั้น 6 อาคารกองบัญชาการกองทัพบก ใกล้กับห้องทำงาน ผบ.ทบ. เพื่อความสะดวกในการประสานงาน การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกองทัพบกในการดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงกลับมามีบทบาท เสริมประสิทธิภาพการทำงานด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศ

เชียงใหม่- พิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการ กองบิน 41 

กองบิน 41 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการ กองบิน 41 “สืบสานภารกิจพิทักษ์น่านฟ้าและช่วยเหลือประชาชน”

(3 ต.ค. 68) กองบิน 41 ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ผู้บังคับการกองบิน 41 อย่างสมเกียรติ ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 41 โดย นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 ท่านเดิม ได้ส่งมอบภารกิจการบังคับบัญชาให้แก่ นาวาอากาศเอก ธีระยุทธ เกื้อสกุล ผู้บังคับการกองบิน 41 ท่านใหม่

พิธีดังกล่าวได้จัดให้มีการบินผ่านของอากาศยานและการเดินสวนสนามของทหารกองเกียรติยศ เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้บังคับบัญชาท่านเดิม และต้อนรับผู้บังคับบัญชาท่านใหม่ ซึ่งพร้อมสานต่อภารกิจสำคัญของกองทัพอากาศต่อไป

กองทัพภาคที่ 2 จัดพิธีส่งมอบหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 อย่างสมเกียรติ

'พลโทบุญสิน พาดกลาง' อำลาตำแหน่ง ส่งต่อภารกิจให้ 'พลโท วีระยุทธ รักศิลป์' สานต่อภารกิจพิทักษ์แผ่นดินอีสาน

ที่ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา วันที่ 2 ตุลาคม 68 กองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก จัดพิธีรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 อย่างสมเกียรติ โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ทำพิธีส่งมอบหน้าที่ให้แก่ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ ซึ่งจะเข้ารับหน้าที่สานต่อภารกิจในการพิทักษ์อธิปไตย รักษาความมั่นคง และดูแลประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ในช่วงเช้า ได้จัดให้มี พิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี พระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะพระภิกษุสงฆ์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และให้พร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ กำลังพล และครอบครัว ก่อนเข้าสู่พิธีการรับ–ส่งหน้าที่อย่างเป็นทางการในภายหลัง

พิธีดำเนินต่อด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 อาทิ พระศรีสัมพุทธโมลี อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) พระพุทธวิชัยเสนีย์นาถ ศาลพระนครราช ตลอดจนพิธีถวายสักการะอนุสาวรีย์วีรไทย พระบรมรูปสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อแสดงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รวมถึงจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญและความเสียสละของบรรพชนทหารไทย

ภายหลังพิธีสักการะ ทั้งสองนายทหารได้ร่วมลงนามในเอกสารรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ณ ห้องประชุมกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปยังลานหน้าสโมสรร่วมเริงไชย เพื่อประกอบพิธีส่งมอบ “ธงประจำหน่วย” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการถ่ายทอดอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และเกียรติภูมิในการบังคับบัญชากำลังพลกองทัพภาคที่ 2

ในโอกาสนี้ ยังได้จัดพิธีสวนสนามของหมู่ธงประจำหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 83 หมู่ธง เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ โดยมีข้าราชการทหารและสมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ความศรัทธา และความสามัคคีของเหล่ากำลังพล

สำหรับ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนที่ 45 จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาแล้วหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 16 ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 3 ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6 ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และรองแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าที่จะนำพากองทัพภาคที่ 2 เดินหน้าสู่ภารกิจอันทรงเกียรติต่อไป

พิธีรับ–ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญของกองทัพภาคที่ 2 ในการสืบสานภารกิจอันทรงเกียรติ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของประชาชน และเกียรติภูมิของกองทัพบกไทยให้ยั่งยืน  

สถาบันพระปกเกล้าปักธงสันติ เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยปทุมวัน ดับไฟความขัดแย้ง สร้างสังคมอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

(2 ต.ค. 68) ที่ห้องประชุมสวัสดิวัดนวิศิษฏ์ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิด ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชน และศูนย์สมานฉันท์สันติวิธี พร้อมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การไกล่เกลี่ยกับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษา ตามแนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)”

ภายในงานมี รศ.ดร.ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน นายศุภณัฐ เพิ่มพูนนิวัฒน์ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความจัดแย้ง(ส.พ.ส.) ตัวแทนสมาคมศิษย์เก่า คณะครู นักศึกษา และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

กิจกรรมจัดโดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 15 กลุ่ม Consensus มีเป้าหมายพัฒนา พื้นที่กลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และส่งเสริมการเรียนรู้การไกล่เกลี่ยให้กับครู บุคลากร และนักศึกษา นำไปสู่การประยุกต์ใช้จริงทั้งในสถานศึกษาและชีวิตประจำวัน

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ กล่าวว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการจัดการให้ได้ผลด้วย “สันติวัฒนธรรม” หรือวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การเปิดศูนย์ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณว่า ประเทศไทยต้องการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ไขข้อพิพาทที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงภาระของสถาบันพระปกเกล้าหรือกลุ่ม Consensus แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ด้าน รศ.ดร.ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า ศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นไม่เพียงแก้ไขปัญหา แต่ยังทำหน้าที่เป็น กลไกเชิงป้องกัน สร้างทักษะการสื่อสาร รับฟัง และหาทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรง ขอบคุณสถาบันพระปกเกล้า กรมคุ้มครองสิทธิฯ และภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุน

ขณะที่ นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ย้ำว่า ศูนย์ไกล่เกลี่ยภาคประชาชนถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้รวดเร็ว เป็นธรรม และลดภาระการเข้าสู่กระบวนการศาล ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนคดีความที่มีมูลค่าสูง ทั้งฝ่ายประชาชนและภาครัฐ

ภายหลังพิธีเปิด คณะนักศึกษาได้นำผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมศูนย์ฯ ก่อนเข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ โดยมีมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สนับสนุนวิทยากร พร้อมการสาธิตสถานการณ์จำลอง ฝึกการเจรจาไกล่เกลี่ย และปิดท้ายด้วยพิธีมอบใบประกาศนียบัตร

ศูนย์ดังกล่าวถูกคาดหวังให้เป็น ต้นแบบการสร้างเครือข่ายสันติวิธีในสถาบันการศึกษา และต่อยอดไปสู่การขยายผลในสังคมวงกว้าง ลดความรุนแรงและสร้างสังคมสันติสุขอย่างแท้จริง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท 

(2 ต.ค. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2568 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบํารุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไม่ต้องละทิ้ง หรือยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยในปี พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสรรงบประมาณในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นจำนวนเงินกว่า 17.8 ล้านบาท 

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลต่างๆ กับทางมูลนิธิฯ “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต” 

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง #ช่วยชีวิต #รักษาชีวิต #สร้างชีวิต 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ตชด.เหนือ – อีสาน ระดมช่วยเหลือประชาชนเดือดร้อนจาก “พายุบัวลอย” ผบช.ตชด.สั่งเกาะติดสถานการณ์พร้อมสูงสุดเข้าบรรเทาสาธารณภัยดูแลชาวบ้าน

(2 ต.ค. 68 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ( ผบช.ตชด. ) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุบัวลอยส่งผลให้หลายจังหวัดของประเทศไทยได้รับผลกระทบฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่ง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหลายพื้นที่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดน ( ตชด. ) ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที และต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ กล่าวว่า ตชด.ได้ติดตามสถานการณ์พายุบัวลอยอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมแผนบรรเทาสาธารณภัย เตรียมพร้อมสูงสุดทั้งกำลังคน อุปกรณ์ ยานพาหนะ เช่น  เรือท้องแบน รถบรรทุก  ทันทีที่เกิดน้ำท่วมได้ระดมกำลังตชด. ตชด.จิตอาสา หน่วยแพทย์ ลงพื้นที่ อย่างเร่งด่วน โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 

“ในช่วงวันที่ 30 กันยายน – 2 ต.ค.68  ได้ออกช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่  เช่น ร้อย ตชด.315 นำกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ เข้าสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลัน นำเรือท้องแบนพร้อมกำลังพลออกช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในบ้านเรือนออกนอกพื้นที่ อำนวยความสะดวก ประชาชน ผู้ป่วย ที่ได้รับความเดือดร้อน พื้นที่ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก   ร้อย ตชด.334  นำกำลังพลให้สำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ อ.แม่อาย, อ.ฝาง จ.เชียงใหม่    ร้อย ตชด.336 นำกำลังพลชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัย น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนและหินสไลด์ปิดขวางเส้นทางสัญจร เข้าทำความสะอาดดินโคลนตามบ้านเรือน และทำความสะอาดเส้นทางสัญจร ในพื้นที่บ้านทรายขาว ต.ห้วยผา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน   ขณะที่ ตชด.337 ช่วยประชาชนบ้านหนองป่าแขม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ส่วน ร้อย ตชด.214 นำกำลังพล ตชด.จิตอาสา อำนวยความสะดวกจราจร ถนนหลวงหมายเลข 24 อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังเส้นทางจราจร”  ผบช.ตชด.กล่าว 

‘บิ๊กเล็ก’ ยัน จีนสนับสนุนอาวุธให้กัมพูชา เป็นข่าวเก่า เกิดก่อนที่จะมีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

(2 ต.ค. 68) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนิวยอร์กไทม์ เปิดเผยถึงจีนได้ส่งจรวดและกระสุนปืนใหญ่มายังกัมพูชา ไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาว่า จากการตรวจสอบกับหน่วยข่าว เรื่องนี้เป็นข่าวเก่าและเป็นข่าวเปิด ตนขอยืนยัน

เมื่อถามย้ำว่าเป็นการส่งอาวุธมาก่อนเกิดเหตุสู้รบไทยกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ถูกต้อง เรื่องนี้ตนได้เคยชี้แจงกับสื่อมวลชนเมื่อต้นปี 2568 ช่วงเดือนก.พ. ว่าจีนมีการสนับสนุนอาวุธให้กับกัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ช่วงนั้นไทย-กัมพูชา ยังไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ถ้ามีความขัดแย้งและความตึงเครียดในลักษณะนี้ ตนมั่นใจว่าจีน คงจะพิจารณาด้วยความรอบคอบ

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาจีนไม่ได้ส่งอาวุธเพิ่มให้กับกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ด้านการข่าวไม่มี

ส่วนที่จีนมอบอาวุธให้กัมพูชา เกี่ยวข้องกับการซ้อมรบร่วมกัน แล้วไม่ได้เอาอาวุธกลับไปใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งทราบมาจากการข่าว เพราะกัมพูชาไม่ได้แถลงข่าวออกมา ซึ่งในแง่การข่าวของไทยจะต่างจากกัมพูชา โดยกัมพูชาจะไม่แถลงว่ามีอาวุธอะไร แต่ของไทยมีการซักถามไล่เรียงกันในสภาฯ จนฝ่ายกัมพูชารู้ของไทยเกือบหมด

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลความมั่นคง มีแนวโน้มจะเกิดสงครามไทย-กัมพูชาหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้มองได้ 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยยึดมั่นในสันติวิธี พยายามใช้การเจรจาแบบทวิภาคี แต่ฝ่ายกัมพูชาเจรจาก็เจรจากันไป พร้อมรบก็พร้อมไป

ส่วนความคืบหน้าการของบกลางจัดซื้ออาวุธยุทธโธปกรณ์ทดแทนของเดิมนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า กำลังเร่งรัดดำเนินการ ปกติจะใช้เวลา 3-6 เดือน หรือ 1 ปี แต่ปัจจุบันกรมบัญชีกลางได้ช่วยอนุโลมให้เฉพาะ ในช่วง 2-3 ปีนี้เพื่อเร่งรัดการจัดซื้อ และผ่อนผันหลักเกณฑ์ ให้จัดซื้อได้เร็วขึ้น คาดว่าเร็ว ๆ นี้ และช่วงสิ้นปี จะได้รับ

ส่วนที่ประชุม ครม.อนุมัติงบประมาณ 800 กว่าล้านบาท ให้กองทัพนำไปใช้จัดซื้ออะไรบ้าง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีทั้งเรื่องกำลังพลและยุทโธปกรณ์ แต่ไม่ขอลงรายละเอียด

ขอนแก่น - ท่านทูตอังกฤษ จัดโรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย 

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2568 เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย กิจกรรมโรดโชว์นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่จัดขึ้นทั่วประเทศเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งที่ 3 ของกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในหลากหลายภาคส่วน เช่น ธุรกิจ การค้า การศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ภายใต้ธีม “Our Shared Fun and Travel” หรือ “ความสนุกสนานและการท่องเที่ยวร่วมกัน” เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มาร์ค กูดดิ้ง และเจ้าหน้าที่สถานทูต ได้เดินทางไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา และขอนแก่น เพื่อพบปะกับผู้ว่าราชการจังหวัด ชุมชนท้องถิ่น และภาคธุรกิจ 

เอกอัครราชทูตมาร์ค กูดดิ้ง ให้ความเห็นว่า: “โรดโชว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหราชอาณาจักรและไทยอย่างแท้จริง ผ่านกีฬา วัฒนธรรม และการศึกษา กีฬามวยไทยซึ่งเป็นที่นิยมในสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ การศึกษายังเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญระหว่างสองประเทศของเรา โดยในแต่ละปีมีนักเรียนไทยมากกว่า 6,000 คนไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร” กิจกรรมสำคัญของโรดโชว์ครั้งนี้คือ งานบริติชแฟร์ 2025 ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี โดยจัดขึ้นที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ บุรีรัมย์ ในวันที่ 29 กันยายน และที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ขอนแก่น ในวันที่ 1 ตุลาคม โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากชุมชนท้องถิ่นหลายร้อยคน ทั้งสองงานมีดนตรีสด กิจกรรม และการนำเสนอวิดีโอเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย 

ตลอดระยะเวลา 2 วันของกิจกรรม ทีมงานสถานทูตได้พบปะกับนักศึกษามหาวิทยาลัยไทยมากกว่า 100 คน และครูสอนภาษาอังกฤษ 50 คน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เขตพื้นที่บริการการศึกษานครราชสีมา และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมของเยาวชนระหว่างสหราชอาณาจักรและไทย 

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า: “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ฯพณฯ มาร์ค กูดดิ้ง OBE เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย สู่ร้านบิ๊กซีของเราในจังหวัดบุรีรัมย์และขอนแก่น ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ภูมิใจที่ได้สนับสนุนงาน บริติชแฟร์ 2025 ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และมีบทบาทสำคัญในการนำสินค้าจากอังกฤษมาใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทย โรดโชว์พิเศษนี้ไม่เพียงเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยาวนานระหว่างสองประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และความยั่งยืนอีกด้วย” 

Cr.ฝ่ายสื่อสาร สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ กรุงเทพฯ
อีเมล: commsthailand @gmail.com

‘ดร.อธิป’ อธิปไตยดิจิทัลไทยกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง หลังพบตัวเลขการใช้ Chat GPT พุ่ง 4 เท่าในปีเดียว ขณะที่ข้อมูลที่คนไทยถาม AI ทั้งหมดถูกเก็บในต่างประเทศ หวั่นถูกใช้ชี้นำความคิดคนทั้งประเทศ

(2 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ลงคลิปวิดีโอทางช่อง YouTube ของตนเอง โดยระบุว่า ผู้บริหาร OpenAI เพิ่งมาไทยครั้งแรก และสิ่งที่เขาเปิดเผยน่าตกใจมาก เขาบอกว่าคนไทยใช้ Chat GPT เพิ่มขึ้น 4 เท่าในปีเดียว ที่ช็อกกว่านั้นก็คือคนไทยถาม AI ทุกเรื่อง ตั้งแต่จะใส่เสื้อสีอะไร หรือจะเกิดอะไรขึ้นในวันเกิด พฤติกรรมแบบนี้แทบไม่มีในอเมริกา ผู้บริหารคนนี้ถึงกับทึ่ง

แต่ทราบไหมครับว่าเบื้องหลังของความทึ่งนี้คืออะไร เขากำลังบอกว่า OpenAI รู้จักคนไทยลึกซึ้งขนาดไหน

ทุกคำถามที่ท่านถามทุกความลับที่ท่านบอก ถูกเก็บในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศนอกเหนืออำนาจกฎหมายของไทยทั้งหมด วันนี้พวกเขารู้ว่าคนไทยคิดอะไร กลัวอะไร ต้องการอะไร มากกว่ารัฐบาลของไทยเองด้วยซ้ำ ถ้าวันหนึ่งต้องการบิดเบือนความคิดของคนไทย แค่ปรับอัลกอริทึมนิดเดียว ก็ชี้นำความเชื่อของคนทั้งประเทศได้ทันที สหภาพยุโรปเพิ่งรู้ตัวหลังจากที่ปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาครองตลาด 20 ปี ตอนนี้กำลังสร้างอธิปไตยดิจิทัลของตัวเอง

“แต่ประเทศไทยล่ะ การมาของผู้บริหาร OpenAI ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนหรือเปล่า ข้อมูลของท่าน ความคิดของท่าน อนาคตของลูกหลานของท่าน จะอยู่ในมือของต่างชาติไปอีกนานแค่ไหน และนี่คือคำถามที่คนไทยทุกคนจะต้องตอบ ก่อนที่จะสายเกินไป ขอฝากไว้ให้กับรัฐบาลใหม่ด้วยครับ”

เชียงใหม่-เตรียมจัดงานเทศกาล Yi Peng Lanna Light Festival 2025 “ล้านนา บูชา และแสงไฟ”

“ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ล้านนาในงาน Yi Peng Lanna Light Festival 2025 – ล้านนา บูชา และแสงไฟ งานเทศกาลโคมไฟยี่เป็งสุดยิ่งใหญ่ ภายใต้โครงการ Chiang Mai Two Moon 2025 แสงแห่งศรัทธา ส่องสว่างเชียงใหม่สู่สายตาทั่วโลก”

สมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาเพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Social Lab เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และหน่วยงานภาครัฐ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันจัดงานเทศกาล “Yi Peng Lanna Light Festival 2025 – ล้านนา บูชา และแสงไฟ” ภายใต้โครงการ “Chiang Mai Two Moon 2025” เพื่อสืบสานประเพณียี่เป็งที่สะท้อนศรัทธาและความงดงามทางวัฒนธรรมล้านนา พร้อมต่อยอดเป็น Soft Power และยกระดับเชียงใหม่สู่เมืองแห่งวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ มุ่งพัฒนางานท้องถิ่นศักยภาพสูงไปสู่เทศกาลระดับนานาชาติ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการตามแผน roadmap 5 ปี ระหว่าง 2565-2569 

จากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา ยังได้รับ รางวัล Asia Festival Award 2025 ในสาขา “Asia World Heritage City and Festival” และรางวัล “Asia Pinnacle Awards” จาก ”เทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่” อีกถึง 2 รางวัล ได้แก่ ด้าน “Best Event Program” และ ด้าน “Best PR & Marketing” อีกทั้ง เชียงใหม่ ยังได้รับให้เป็นเจ้าภาพ ในการจัดงาน IFEA Asia Pinnacle Awards & ASIA Festival City Conference 2026 อีกด้วย

งานแถลงข่าว “Yi Peng Lanna Light Festival 2025” และกิจกรรม Networking จัดขึ้น วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ โดยมีนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการแถลงข่าว การเสวนาจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ อาทิ ผู้แทนผู้อำนวยการ สสปน. ภาคเหนือ ผู้อำนวยการททท. สำนักงานเชียงใหม่ นายกสมาคมการค้าวิศิษฏ์ล้านนาฯ ผู้แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์การยกระดับเทศกาลยี่เป็งสู่ Soft Power และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค พร้อมกิจกรรม Networking (Business Matching) การแนะนำเส้นทางท่องเที่ยว แพ็กเกจเทศกาล กิจกรรม Workshop และการแนะนำเมนูอาหารพิเศษยี่เป็งจากโรงแรม และร้านอาหารชื่อดัง ก่อนปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารบรรยากาศ “Yi Peng Market”

“ยี่เป็ง” ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของชาวล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 12 ตามปฏิทินเหนือ หรือวันลอยกระทงของไทย ผู้คนจะร่วมกันสักการะพระธาตุ บูชาพระจันทร์ ลอยกระทง จุดผางประทีปเพื่อสะเดาะเคราะห์และอธิษฐานสิ่งมงคล เชียงใหม่จึงได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งแสงไฟ” จากทัศนียภาพโคมล้านนา ขบวนแห่ยี่เป็ง และประทีปรอบคูเมืองที่ส่องสว่างอย่างตระการตา โดยกำหนดจัดงานเทศกาล ตั้งแต่ 3-6 พฤศจิกายน 2568

ไฮไลท์กิจกรรมเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ 2568
• Yi Peng Market & Networking | วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ : เวที Business Matching 60 คู่ พร้อม Table Talk และ Product Showcase

• Yi Peng Journey Package & Yi Peng Passport | ตลอดเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 : รวมโปรโมชั่นพิเศษจากโรงแรม ร้านอาหาร สปา และงานหัตถกรรม พร้อมแผนที่ท่องเที่ยวล่ารางวัล

• Yi Peng Cultural Night Walk | วันที่ 3–5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป : เดินชมเส้นทางกลางเมืองเชียงใหม่ในธีม “ล้านนา บูชา และแสงไฟ” 
และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 18.00 น. เป็นต้นไป พบเส้นทางชมขบวนรถยี่เป็งสุดยิ่งใหญ่ โดยเทศบาลนครเชียงใหม่

• กิจกรรม “ต๋ามผางปะตี้ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ครั้งที่ 14 | วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และ 4 แจ่งเมืองเชียงใหม่ ด้วยการจุดผางประทีปนับหมื่นดวงรอบคูเมือง พร้อมทั้ง พิธีเปิดและชมขบวน แห่ช่างฟ้อนกว่า 500 คน จากประตูท่าแพ เดินตามถนนราชดำเนินไปยังถนนพระปกเกล้า ถึงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และ วันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2568 กิจกรรมการจุดผางประทีปบูชา พร้อมกิจกรรม Workshop เชื่อมโยงชุมชน ณ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ยี่เป็งเชียงใหม่สุดยิ่งใหญ่ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างเฝ้ารอชมความสวยงามกันอย่างคึกคัก

ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน “ต๋ามผางปะตี้ด ส่องฟ้า ฮักษาเมือง” ฟรี ได้ที่
👉 https://forms.gle/AQSACkaKAtdnFRX26

อย่าลืมติด Hashtag เพื่อลุ้นรับของรางวัลจากเทศกาล #YiPengChiangMai2025 #YiPengNightWalk #YiPengPassport #TCEB #TAT #visitlanna

ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ จัดพิธีส่งทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,977 นาย ไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ

เมื่อวานนี้ (1 ต.ค.68) น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีส่งนักเรียนพลกองประจำการ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,977 นาย ให้แก่หน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ จำนวน 33 หน่วย โดยมีคณะผู้บังคับบัญชา ครูฝึกและครูประจำหมวดวิชา เข้าร่วมพิธีฯ ณ ลานสวนสนาม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

พิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจ และให้แนวทางในการนำความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปใช้ในการปฏิบัติงาน รวมถึงเน้นย้ำการประพฤติตนให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมทหาร  การเป็นแบบอย่างของความเป็นสุภาพบุรุษ สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ให้สมกับปณิธานที่ว่า "ทหารเรือจะอยู่เคียงข้างประชาชน"

ทั้งนี้กองทัพเรือได้มอบหมายให้ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ฯ ผลัดที่ 2/68 ตั้งแต่ 1 ส.ค.68 - 30 ก.ย.68 รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์ บัดนี้การฝึกอบรมได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว นักเรียนพลกองประจำการผ่านมาตรฐานการฝึกอบรมทุกนาย พร้อมส่งมอบให้แก่หน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ เพื่อไปปฏิบัติราชการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายต่อไป

ทั้งนี้ตลอดการฝึกอบรมฯ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ฯ ได้ปฏิบัติตามกรอบของนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ 'Navy-Safety 2025' อย่างเคร่งครัดทุกด้าน

ทัพเรือเร่งยกระดับขีดความสามารถ ส่งคณะเยือนสเปน ติดตามโครงการปรับปรุงเรือ ร.ล.ปัตตานี

เมื่อวันที่ 18–25 กันยายน 2568 พลเรือโท ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการปรับปรุงขีดความสามารถเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุด ร.ล.ปัตตานี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังประเทศสเปน เพื่อร่วมประชุมทบทวนและติดตามความก้าวหน้าของโครงการดังกล่าว โดยมี นาวาเอก ยุทธนาวี มุ่งธัญญา ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือไทยประจำกรุงมาดริด และกำลังพลในสำนักงานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ระหว่างการเยือน คณะได้เข้าชมศูนย์ฝึกอบรมกำลังพลเรือ (NTC) ของบริษัท Navantia เมืองกาดิซ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการปรับปรุงขีดความสามารถ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อเสริมความเข้าใจด้านการดำเนินงานและการพัฒนาศักยภาพกำลังพลทางเรือ

นอกจากนี้ คณะยังได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตเรดาร์และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท Indra ในกรุงมาดริด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพของกองทัพเรือไทย เพื่อให้โครงการปรับปรุงเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ร.ล.ปัตตานี ดำเนินไปตามแผนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลต่อไป

“เศรษฐกิจสีเขียวสู่โอกาสใหม่ประเทศไทยภายใต้โลกเดือด”ในมุมมองของ“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ”

(1 ต.ค. 68) นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์ ประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation
บรรยายพิเศษในงานFarm Expo 2025 ที่อิมแพค เมืองทองฯ.เมื่อเร็วๆนี้ในหัวข้อ ”เศรษฐกิจสีเขียว: พลิกฟื้นธุรกิจไทย ท่ามกลางโลกใหม่ที่เดือดระอุ“ เป็นเรื่องที่น่าสนใจในการสร้างระบบเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อเผชิญกับบริบทโลกใหม่ตอบโจทย์อนาคตของธุรกิจไทยในมุมของโอกาสและความท้าทายโดยมีเนื้อหาดังนี้

โลกใหม่: วิกฤตภูมิอากาศและเศรษฐกิจที่ท้าทาย

วิกฤตภูมิอากาศได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด และได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกไปแล้วเกือบ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่าง ปี 1993-2022 นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ประกาศว่า "ยุคของโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น" เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า "ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็น ตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน“

วิกฤตนี้กำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกตกอยู่ในความเสี่ยงทุกประเทศทุกครัวเรือนได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันแบบสุดขั้ว(Extreme climate change)

ในส่วนของประเทศไทยกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่2ลูกได้แก่ระบบเศรษฐกิจที่อ่อนแอหมดกำลังโตต่ำโตช้าและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย  การจัดอันดับของ IMD ปีล่าสุด ไทยอยู่อันดับที่ 30 จาก 64 เขตเศรษฐกิจ ลดลง 5 อันดับ จากปีก่อน โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ลดลงถึง 8 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 32 ประสบปัญหางบประมาณขาดดุลติดต่อกันถึง 19 ปี และมีหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 90% ของ GDP และการเผชิญกับมาตรการภาษีคาร์บอนระหว่างประเทศเพราะไทยปล่อย GHGประมาณ 280.73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) คิดเป็นประมาณ 0.7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลกจึงกำหนดเป้าหมายการเป็น Net Zero ของประเทศไทยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก120 ล้านตันภายในปี2065

นี่คือภาพรวมของกับดักความท้าทายที่เราต้องก้าวข้ามพร้อมกับเผชิญกับโจทย์ใหม่จากภัยคุกคามของโลกเดือดและการแสวงหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมาขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) จึงไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือความจำเป็นเร่งด่วนและเป็น "กลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่" เพื่อพลิกฟื้นประเทศและสร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน 
เพราะนี่คือโอกาสที่มูลค่าเศรษฐกินสีเขียวของโลกสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 300 ล้านล้านบาท ภายในปี ค.ศ. 2050 และกองทุนระหว่างประเทศก็ให้คำมั่นจะลงทุนกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในธุรกิจที่คำนึงถึง ESG(Environmental-Social-Governance) ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อสีเขียวรวมกันสูงเกือบ 5 แสนล้านบาทเพื่อรับมือกับความท้าทายของโลกใหม่ที่ถูกกำกับด้วยกฎสีเขียว (Green Regulation)ซึ่งคือบริบทใหม่ของกฎหมายและการเงินระหว่างประเทศที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขในการค้าและการลงทุน

เศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่คำนึงถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างให้เกิด “การเติบโตสีเขียว”Green Growth)การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมและรู้คุณค่า ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(GHG-Green House Gas)ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย และตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในบริบทประเทศไทยนั้นเศรษฐกิจสีเขียวอย่างน้อยวางอยู่บน 4 เสาหลักได้แก่ 
1. เทคโนโลยีเกษตรและอาหารแห่งอนาคต
 MarketsandMarketsรายงานว่าตลาดเทคโนโลยีเกษตร(Agri-Tech)ทั่วโลกมีมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 
ในขณะที่การใช้โดรนทางการเกษตรในไทยเพิ่มขึ้น 300% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตรสะท้อนถึงโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรสู่ตลาดโลกและการยกระดับการผลิตด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ส่วนอาหารแห่งอนาคต(Future Food)นั้นเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ลดโลกร้อนในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเป็นอาหาร อาหารเสริม Functional  food อาหารสัตว์ เวชสำอางค์ เภสัชภัณฑ์ และน้ำมันชีวภาพตอบโจทย์
เทรนด์ของโลกยุคNext Normalที่สนใจสุขภาพมากขึ้นหลังจากเกิดโควิดแพร่ระบาดไปทั่วโลก(Covid Pandemic)ได้แก่ โปรตีนจากแมลง(Edible Inseat base Protein)    โปรตีนจากพืช(Plant base Protein)เช่น ผำ เห็ด ถั่วเหลืองถั่วเขียว แหนแดง ฯลฯโดยเฉพาะสาหร่ายเป็นพืชแห่งอนาคตที่ช่วยลดโลกร้อนซึ่งมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท(WCF:Worldview Climate Foundation)ที่ผมเป็นประธานกำลังส่งเสริมร่วมกับกรมประมงและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของโครงการBlue Carbonในช่วง5ปีที่ผ่านมาจนมีผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปสาหร่ายวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งโดยบริษัทสตาร์ทอัพภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนล(WIF:Worldview International)และWCF

กระทรวงพาณิชย์รายงานสถานการณ์การส่งออกอาหาร Functional Food ของไทยมีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2024 และเติบโต 15% ต่อปี

ดังนั้นภาคเกษตรต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ให้บริการด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Service Provider) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากตลาดคาร์บอนเครดิต   
2. พลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2037 ส่งผลให้ตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ในไทยเติบโตขึ้น 40% ต่อปี

นอกจากนี้ยังมีการผลิตพลังงานหมุนเวียนประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพ(Bio-Fuel)เช่น น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ (SAF:Sustainable Aviation Fuel) รวมถึงเอทานอลและใบโอดีเซลแปรรูปจากเช่น อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันมาอย่างยาวนาน เนื่องจากสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญซึ่งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทยที่ผมก่อตั้งได้สนับสนุนส่งเสริมมากว่า25ปี
ทางด้านไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O)
3. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเชิงสุขภาพเชิงธรรมชาติ(Low carbon Tourism)

ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกมีมูลค่า 919,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 ซึ่งเป็นรายงานของGlobal Wellness Institute)
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรายงานว่าการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในไทยสร้างรายได้ 120,000 ล้านบาท ในปี 2024 
และจำนวนที่พัก Eco-Friendly ในไทยเพิ่มขึ้น 25% ต่อปีตามรายงานของกรมการท่องเที่ยว
แนวโน้มใหม่ของการท่องเที่ยวทั้งในไทยและระดับโลกล้วนมุ่งสู่ Low carbon Tourism

4. อุตสาหกรรมสีเขียว
อุตสาหกรรมสีเขียวคืออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าอุตสาหกรรม BCG จะสร้างมูลค่า 4.4 ล้านล้านบาท ให้กับเศรษฐกิจไทยภายในปี 2030 

ขณะที่สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเปิดเผยว่ายานยนต์ไฟฟ้าในไทยมีอัตราการเติบโต 400% ในปี 2024 
สถาบันบรรจุภัณฑ์ไทย)รายงานว่าตลาดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน(Sustainable packaging)ในไทยมีมูลค่า 45,000 ล้านบาท ในปี 2024 
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: บทเรียนจากนานาประเทศ
ตัวอย่างความสำเร็จจากหลากหลายภูมิภาคสามารถให้บทเรียนอันมีค่าได้ดังนี้
1. เอเชีย: จากมลพิษสู่ต้นแบบเมืองยั่งยืน
ญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองคิตะคิวชู เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หลังจากเคยเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรมรุนแรงจนได้ชื่อว่า "เมืองแห่งฝนดำ" คิตะคิวชูสามารถฟื้นตัวได้สำเร็จด้วยโมเดล "ความร่วมมือร่วมกัน" ระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน รัฐบาลท้องถิ่น และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสมาคมสตรีเป็นแรงผลักดันให้เกิดการรวบรวมขยะรีไซเคิล ภาครัฐออกกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต จนกลายเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมต้นแบบของโลก
ขณะที่ จีน ซึ่งเคยพึ่งพาถ่านหินอย่างหนัก กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกเทคโนโลยีสีเขียวรายใหญ่ของโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่ขับเคลื่อนโดยนโยบายอุตสาหกรรมและตลาดส่งออก

2. ยุโรป: ความมุ่งมั่นในระดับนโยบายและนวัตกรรม
กลุ่มประเทศนอร์ดิกถือเป็นผู้นำระดับโลกในด้านนี้ 
สวีเดน ตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่ปลอดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในปี 2045 
นอร์เวย์ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 95% และเป็นประเทศที่มีอัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เดนมาร์ก เป็นผู้นำด้านพลังงานลม และพัฒนาเมืองหลวงอย่างโคเปนเฮเกนให้เป็นแบบอย่างของการออกแบบเมืองที่ยั่งยืน 
เยอรมนีจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนา (KfW) เพื่อให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานในอาคารและโรงงาน ซึ่งช่วยให้ SME สามารถลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดได้โดยไม่เป็นภาระต้นทุนสูง
    สหภาพยุโรป (EU) 
มีนโบายEuropean Green Deal โดยตั้งเป้าที่จะทำให้ทวีปยุโรปมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050 ซึ่งสนับสนุนโดยการลงทุนจำนวนมหาศาลเกินหนึ่งล้านล้านยูโร เพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน
3. ละตินอเมริกาและอเมริกาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
    คอสตาริกา เป็นตัวอย่างที่น่าทึ่งของประเทศเล็กๆ ที่มีวิสัยทัศน์ใหญ่ ด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและป่าอย่างมีประสิทธิภาพ คอสตาริกาสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้เกือบ 100% และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050
รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการติดตั้ง BESS (Battery Energy Storage System) 
    4.ตะวันออกกลางจากฮับน้ำมันฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด
ประเทศที่ร่ำรวยจากน้ำมันอย่าง
ซาอุดิอาระเบีย มีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 12 กิกะวัตต์
   สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาดและการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลก ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคตะวันออกกลางจะมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
     จากตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ประสบความสำเร็จล้วนมีองค์ประกอบสำคัญร่วมกัน ได้แก่
1.ความเป็นผู้นำและวิสัยทัศนย์ที่ชัดเจน ของรัฐบาล
2.ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน อย่างแท้จริง
3.การลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยี ใหม่ๆ
4.การออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับจุดแข็ง และบริบทของแต่ละประเทศ
    
ตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU)จัดทำโครงการ "Just Transition" เพื่อฝึกอบรมแรงงานในอุตสาหกรรมถ่านหินให้เปลี่ยนไปทำงานในภาคพลังงานหมุนเวียน เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์สีเขียวที่จะสร้างงานใหม่และลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง

สรุป

โลกกำลังเปลี่ยนไป ถ้าเราไม่ปรับตัวเราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ถ้าเราก้าวไปข้างหน้า โอกาสทางธุรกิจจะเปิดกว้าง
ซึ่งมีผลการวิจัยที่น่าสนใจสรุปว่าธุรกิจที่ดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG มีผลประกอบการดีกว่าธุรกิจทั่วไปถึง 15-20% และการประหยัดพลังงานก็สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ 10-30% เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ได้กลายเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ในการสร้างงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  “Green Economy ไม่ใช่ "ต้นทุน" แต่คือการ "ลงทุน"ที่เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องเร่งคว้าไว้เพื่ออนาคตที่ยั่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top