Tuesday, 7 July 2026
NEWS

ยันเลือดรวมไทยสร้างชาติ 100% ย้ำไม่ย้ายพรรคแน่นอน เชื่อมั่น ‘พีระพันธุ์’ ได้ใจคนรุ่นใหม่ พร้อม ‘ไปต่อ’ กับพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อพี่น้องชาวพัทลุง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง เขต 2 พรรครวมไทยสร้างชาติ ปฏิเสธกระแสข่าวเกี่ยวกับการย้ายพรรค โดยยืนยันว่า ตนและคุณพ่อ (นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร) ยังคงอยู่ในคณะทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ และพร้อมที่จะทำงานตามอุดมการณ์ของพรรคเช่นเดิม ด้วยความเชื่อมั่นในตัวของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค  ซึ่งเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต และได้รับการยอมรับจากคนรุ่นใหม่ในจังหวัดพัทลุงและทั่วประเทศ

"สบายใจได้เลยครับ ผมเลือดรวมไทยสร้างชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ในวันนี้คุณพ่อของผมดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ส่วนตัวผมเองได้รับโอกาสให้เป็นรองเลขาธิการพรรค  ขอให้ความมั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกหนึ่งถึงสองเดือนข้างหน้านี้ เรายืนเคียงข้างพรรครวมไทยสร้างชาติแน่นอน วันนี้ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ ซึ่งทุกคนให้การตอบรับที่ผมจะเดินหน้าทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป” นายนิติศักดิ์ กล่าว

นายนิติศักดิ์ยังเปิดเผยถึงกรณีการเข้าร่วมต้อนรับคณะรองนายกรัฐมนตรี ตรวจราชการเพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากผู้นำท้องถิ่นและเกษตรกรใน 11 อำเภอว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นไปในบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่  ซึ่งมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในจังหวัดพัทลุงเท่านั้น

ชวนรู้จัก “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้พิทักษ์ “พันธุ์พืช-สัตว์ป่า” ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อส่งต่อเป็นมรดกล้ำค่าให้ลูกหลานไทย

ผืนป่าไทยคือทรัพยรสำคัญยิ่งของชาติ เป็นต้นน้ำหล่อเลี้ยงชุมชน เมือง และเกษตรกรรม ทำหน้าที่เสมือนกำแพงธรรมชาติ ช่วยชะลอและลดความรุนแรงของภัยแล้ง น้ำท่วม และดินถล่ม ป่าใหญ่ยังเป็นคลังดูดซับคาร์บอนและปรับสมดุลภูมิอากาศ อีกทั้งเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาพันธุ์ เมื่อผืนป่าอุดมสมบูรณ์ แข็งแรง สัตว์ป่าก็อยู่ได้ ระบบนิเวศของประเทศจึงเดินหน้าด้วยความเสถียรและยั่งยืน

ความสำคัญของผืนป่านี้ ยังคงดังก้องในหัวใจของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้ที่มีภาพของนักบริหารเชิงอนุรักษ์ที่ชัดเจนขึ้นทุกปี

เมื่อพูดถึง “อรรถพล เจริญชันษา” ก็จะต้องนึกถึงภาพของนักอนุรักษ์ที่เติบโตมาจากรากฐานวิชาวนศาสตร์อย่างมั่นคง ก่อนไต่ระดับงานอนุรักษ์ในภาคสนามสู่การบริหารเชิงนโยบาย เขาสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะวนศาสตร์ (รุ่น 49) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผ่านหลักสูตรนักบริหารระดับสูง (นบส.1) ก่อนเริ่มงานในสายป่าไม้ตั้งแต่นักวิชาการป่าไม้ชำนาญพิเศษ งานป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า จนเป็นผู้อำนวยการหลายสำนัก 

“อรรถพล” ก้าวสู่ตำแหน่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ ก่อนจะได้เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ในพ.ศ. 2561–2563 จากนั้นก็ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมควบคุมมลพิษในปี พ.ศ. 2564 ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในปี พ.ศ. 2565 และเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อย่างเป็นทางการในปี 2566 ซึ่งเป็นหมุดหมายที่ยืนยันทั้งประสบการณ์และความมุ่งมั่นของเขาในงานพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

บนเส้นทางการทำงานในสายนี้ เขาเป็นที่รู้จักจากบทบาท “ลุยจริง” ที่ต่อต้านขบวนการบุกรุกทำลายป่า ตั้งแต่สมัยกรมป่าไม้ที่เดินหน้าปราบปรามการบุกรุกพื้นที่อย่างเป็นระบบ และกรณีตรวจสอบบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.ในราชบุรี ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมอย่างมาก กระทั่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้อย่างจริงจัง 

ชื่อของ “อรรถพล” จึงถูกจดจำในฐานะข้าราชการที่เดินหน้าชน เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองผืนป่าเกิดผลในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงบนกระดาษ

หากพูดถึงผลงานภายในปี 2568 ของ “อรรถพล” ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อเริ่มปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567-ก.ย. 2568) เป็นต้นมา กรมอุทยานฯ ภายใต้การนำของเขา ได้ขับเคลื่อนทั้ง “อนุรักษ์” และ “บริการประชาชน” ไปพร้อมกัน 

ด้านหนึ่งได้เข้ามาจัดระเบียบและบริหารการท่องเที่ยวอุทยานฯ ให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “รวดเร็ว-โปร่งใส-ประทับใจประชาชน” ด้วยการยกเครื่องประสบการณ์ท่องอุทยานสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านโครงการ E-National Park และ “E-Ticket” แทนการฉีกตั๋ว รับเงินสด เพื่ออุดช่องทุจริต เพิ่มความโปร่งใส ความเร็ว และตรวจสอบได้จริง

อีกด้านหนึ่งก็เดินหน้ายกระดับการจัดการอุทยานฯ ให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การผลักดันแนวคิด Zero Food Waste ในอุทยานทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนได้สัมผัสและเรียนรู้คุณค่าของป่าอนุรักษ์ผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เห็นได้จากรายได้ค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่และที่พักปี 2568 รวมกว่า 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สะท้อนว่าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเลือก “เยือนธรรมชาติ” มากขึ้น 

ในมิติ “พิทักษ์ป่า พิทักษ์ชีวิต” ก็ถูกยกระดับด้วยเช่นกัน กรมอุทยานฯ มีการนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ตรวจจับพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกแบบ Real time แจ้งเตือนผ่านพัฒนาระบบ iForMS เพื่อประมวลผลภาพการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้โดยอัตโนมัติ ลาดตระเวนเชิงคุณภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 19 กลุ่มป่า รวมระยะทางประมาณ 3 ล้านกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 58 ล้านไร่ เพื่อหยุดยั้งการตัดไม้ ล่าสัตว์ป่า และบุกรุกพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดการเชื้อเพลิง ตั้งจุดเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า ส่งผลให้ Hotspot ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 43.51

ในเรื่องของ “คน–ช้าง–ป่า” ซึ่งถือเป็นสมการหินของประเทศ กรมอุทยานฯ พยายามหาแนวทางที่สามารถทำให้คนและช้างอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย โดยออกมาตรการเพิ่มพื้นที่ป่า เติมแหล่งอาหาร ​แหล่งน้ำ เพื่อดึงให้ช้างอยู่ในป่า และบูรณาการเครือข่ายชาวบ้านร่วมติดตามและผลักดันช้างให้กลับป่า

รวมทั้งการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาทดสอบเพื่อสนับสนุนการผลักดันช้างป่าโดยการใช้เสียง เช่น เสียงเสือ เสียงผึ้งบิน และเสียงที่ใช้ควบคุมฝูงชน (Warning Sound) รวมถึงการบรรเทาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่าด้วย

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังร่วมมือกับภาคเอกชนในเรื่องอาหารเพื่อสัตว์ป่า โดยได้รับการสนับสนุนมอบอาหารส่วนเกินจากการจำหน่ายแต่ยังสามารถรับประทานได้จากห้าง Makro และ Lotus’s แก่หน่วยงานของกรมอุทยานฯ ที่อยู่ในการดูแลของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า 22 สถานี และ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า 4 ศูนย์ ทั่วประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ. 2567-2568 มีหน่วยงานเข้ารับอาหารส่วนเกินเพื่อนำไปให้สัตว์ป่า จำนวน 16 แห่ง เฉลี่ยเดือนละ 60 ตัน รวมอาหารที่รับมาแล้วมากกว่า 1,000 ตัน

นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากความพยายามของ “อรรถพล เจริญชันษา” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชคนปัจจุบัน ที่ทำงานพิทักษ์ป่าด้วยความรัก ดูแลผืนป่าและสัตว์ป่าของไทยให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อ “ส่งต่อ” ผืนป่าที่แข็งแรงไปสู่ลูกหลานไทย

บทเรียนจากเคส “หมอนทองวิทยา” หยุดวงจร “อัดฉีดตอนดัง” เปลี่ยนกระแสนิยม “วันเดียว” ให้กลายเป็นทุนสนับสนุนระยะยาว

ต้นพฤศจิกายน 2568 “หมอนทองวิทยา” จากบางน้ำเปรี้ยว กลายเป็นทีมม้ามืดในฟุตบอลนักเรียน 7 คน 7HD 2025 กระแส “รถขนฝัน” ทำให้คนดังและแบรนด์แห่อัดฉีด ตั้งแต่เงินสดรวมก่อนนัดชิงราว 1.79 ล้านบาท ไปจนถึงการสนับสนุน รถบัสไฟฟ้า (EV) มูลค่า 4.5 ล้านบาทให้โรงเรียนโดยตรง กรณีนี้สะท้อนพฤติกรรมสังคมไทยที่คุ้นเคย: “อัดฉีดตอนดังแล้ว” แล้วเงียบหายเมื่อกระแสจาง บทความนี้ชวนมองให้ลึกว่าเหตุใดจึงเกิดซ้ำ และจะแปลงกระแสวันเดียว ให้เป็นเงินทุนระยะยาวได้อย่างไร
ทำไม “อัดฉี.ดตอนดัง” ถึงเกิดซ้ำ?

• ROI สื่อสูงสุดตอนพีค: ช่วงที่ทั้งประเทศจับตา ทุกบาทที่สนับสนุน = ข่าวฟรี ภาพลักษณ์ไว จ่ายปลายทางให้ผลทันทีมากกว่าลงทุนเงียบ ๆ ตอนยังไม่เป็นข่าว
• วัฒนธรรมอุปถัมภ์ + รางวัลความสำเร็จ: สังคมคุ้นกับ “โบนัสหลังชนะ/หลังดัง” มากกว่าทุนระยะยาวก่อนสำเร็จ จึงเห็นเงินไปกองช่วงปลาย
• ลดความเสี่ยง (Herding/Social Proof): ผู้สนับสนุนรอสัญญาณว่า “ปังจริง” แล้วค่อยขึ้นรถไฟขบวนสุดท้าย
• ข้อจำกัดโครงสร้างงบประมาณ/ระเบียบ: เงิน “พัฒนา” ต้องทำแผน-ติดตามยาว แต่เงิน “ขวัญกำลังใจ” หลังจบเกมทำง่ายและได้ข่าวเร็ว
• พฤติกรรมแพลตฟอร์ม: โอน/ทิป/บูสต์ได้ทันที แชร์ได้ทันที ทำให้ยอดพุ่งในวันเดียวเป็นเรื่องปกติ

แล้วทำไมเราไม่ทำให้ “ปกติ ไม่อิงกระแส” สักที?
• ขาดกลไกกลางที่ทำให้ทุนรายเดือน/หลายปี “โปร่งใส-ติดตามง่าย-ผู้ให้ได้เครดิตจริง”
• KPI พัฒนาการกระจัดกระจาย ทีมเล็กไม่มีระบบรายงานผลที่อ่านง่ายสำหรับผู้สนับสนุน
• งบ CSR/สปอนเซอร์มักเป็นปีต่อปี จังหวะลงทุน “ก่อนดัง” จึงยาก
• ยังไม่มีตลาดจับคู่ (matching marketplace) ระหว่าง “ผู้ให้ระยะยาว ↔ โครงการเยาวชน” อย่างเป็นระบบ

จากโบนัสวูบเดียว → ทุนถาวร: พิมพ์เขียว 6 ข้อ
1. แยก “กำลังใจ” ออกจาก “งบพัฒนา”: บัญชีคู่—โบนัสวันพีคไม่ปนงบโค้ช/โภชนาการ/อุปกรณ์/สเก๊าต์
2. สูตร 50/30/20 สำหรับเงินก้อนช่วงกระแส: 50% โครงสร้างพื้นฐาน, 30% โค้ชและวิทยาศาสตร์การกีฬา, 20% สวัสดิการการเรียน-เดินทาง (ล็อกใช้ 24–36 เดือน)
3. Matching Fund รายเดือน: แฟนคลับ/ศิษย์เก่าสมทบ 99–199 บาท/เดือน คู่กับ อปท./เอกชนแมตช์ 1:1 ให้ตรา “ผู้สนับสนุนระยะยาว” เด่นกว่าป้ายวันพีค
4. Pledge ล่วงหน้าแบบมีเงื่อนไข: จองการสนับสนุนตั้งแต่พรีซีซัน (เช่น เข้ารอบ 8 ทีม → จ่ายเพิ่ม X) แต่เงินตั้งสำรองในกองกลางแล้ว เพื่อให้ทีมวางแผนได้จริง
5. แดชบอร์ด KPI รายไตรมาส: ชั่วโมงซ้อม/อัตราเข้าเรียน/ผลการแข่งขัน/สุขภาพนักกีฬา/งบที่ใช้ รวมถึง “ทุนทักษะชีวิต”
6. เกียรติยศคนที่ “ให้ก่อนดัง”: Hall of Early Backers ปีละครั้ง พลิกค่านิยมสื่อให้คนให้ล่วงหน้ามีพื้นที่มากกว่า

เคสหมอนทองฯ: กระแสมีพลัง—ถ้าจัดโครงสร้างถูก
• สรุปยอดอัดฉีดก่อนนัดชิงรวมประมาณ 1.79 ล้านบาท (สื่อกระแสหลักหลายเจ้ายืนยัน)
• บริษัทเอกชนด้านขนส่งสาธารณะมอบ “รถบัสไฟฟ้า (EV)” มูลค่า 4.5 ล้านบาท ให้โรงเรียน เพื่อใช้เป็น “ห้องเรียนเคลื่อนที่” และการเดินทางแข่งขัน
• เคสการอัดฉีดจากคนดัง/ผู้มีชื่อเสียง เช่น กลุ่มดาราฉะเชิงเทรารวม 350,000 บาท, ผู้ประกอบการ/อินฟลูเอนเซอร์บางราย 100,000 บาท พร้อมคำมั่นสร้างสนามหากได้แชมป์ ฯลฯ
ใจความสำคัญ: กระแส “วันเดียว” ดึงทรัพยากรขนาดใหญ่เข้ามาได้จริง แต่ถ้าไม่มี “เขื่อน” (กติกา/กองทุน) กระแสก็ระเหย—แปลงเป็น “อ่างเก็บน้ำทุนระยะยาว” ได้ด้วยโครงสร้างที่ชัด โปร่งใส และให้เครดิตคนที่สนับสนุนตั้งแต่ก่อนดัง

แนวทางปฏิบัติสำหรับทีม/โรงเรียนที่อยากยั่งยืน
• ตั้ง “กองทุนพัฒนา 3 ปี” พร้อมธรรมนูญการใช้เงิน ผู้รับผิดชอบ และรอบรายงาน
• เปิดระดมทุนรายเดือน (QR/เดบิต) เชื่อมแดชบอร์ด KPI สาธารณะ
• ทำ MOU Matching กับภาคเอกชน/ท้องถิ่น รายปี
• ตั้งคณะกรรมการอิสระกำกับดูแล (ครู–ผู้ปกครอง–ศิษย์เก่า–เอกชน) เผยรายงานทุกไตรมาส
• จัด Open Training Day รายเดือน เปลี่ยนผู้บริจาคให้เป็นแผนระยะยาว
.
อ้างอิง (คัดสรร)
• เดลินิวส์. (8 พ.ย. 2568). ปาฏิหาริย์รถขนฝัน! สรุปยอดเงินอัดฉีดทะลุ 1.7 ล้านบาท ก่อน “หมอนทองวิทยา” ชิงแชมป์ https://www.dailynews.co.th/news/5280619/
• สยามสปอร์ต. (8 พ.ย. 2568). TSB มอบรถบัสไฟฟ้า 4.5 ล้าน สนับสนุนหมอนทองวิทยา ก่อนลุยชิงแชมป์กีฬา 7 สี 2025 https://www.siamsport.co.th/football-thailand/th-other/93875/
• เดลินิวส์. (8 พ.ย. 2568). TSB นัดมอบ 11 พ.ย.นี้ ‘รถบัสไฟฟ้า’ 4.5 ล้าน สานฝันให้ ‘หมอนทองวิทยา’ https://www.dailynews.co.th/news/5283833/
• มติชนออนไลน์. (7 พ.ย. 2568). เปิดยอดเงินอัดฉีด แข้งหมอนทองวิทยา ถ้าคว้าแชมป์ได้โกยอีกเพียบ. https://www.matichon.co.th/sport/news_5445580
• ไทยรัฐออนไลน์. (9 พ.ย. 2568). ยินดีด้วย เปิดเงินอัดฉีด “หมอนทองวิทยา” ล่าสุด หลังคว้ารองแชมป์ฟุตบอล 7 สี https://www.thairath.co.th/sport/thaifootball/2894040
• ไทยรัฐออนไลน์. (8 พ.ย. 2568). เปิดยอดเงิน อั้ม พัชราภา แท็กทีมเพื่อนอัดฉีดให้ทีมฟุตบอล รร.หมอนทองวิทยา https://www.thairath.co.th/entertain/news/2894221

9–20 ธ.ค. นี้ รวมพลนักกีฬาทั่วอาเซียน ยกขบวนลุ้นเหรียญที่ราชมังฯ–ชลบุรี–สงขลา พิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน พร้อมสิงคโปร์ส่งนักกีฬามากสุด 930 คน

(10 พ.ย. 68) SEA Games 2025 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา โดยพิธีเปิดและปิดจะจัดที่ราชมังคลากีฬาสถาน เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคง

งานออกแบบอัตลักษณ์ในปีนี้ ได้รับหน้าที่โดย TNOP Design ที่ออกแบบโลโก้และมาสคอต สื่อถึงการก้าวไปข้างหน้าของภูมิภาคอาเซียน ด้วยมอตโต้ "Ever Forward" ตามที่ The Beat Asia ระบุ

สิงคโปร์ส่งนักกีฬาจำนวน 930 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ พร้อมตั้ง ลอว์เรนซ์ เลียว เป็นหัวหน้าคณะนักกีฬาและเน้นกรีฑาเป็นไฮไลต์สำคัญ

ไทยผลักดันแนวคิด "Green SEA Games" ลดคาร์บอนและใช้พลังงานสะอาดควบคู่มาตรการความปลอดภัยเข้มข้น ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของซีเกมส์ยุคหลังโควิด นอกจากนี้การแข่งขันจะกระจายสนามในสามจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่เข้มข้นให้แฟนกีฬาเข้าถึงง่าย

ที่มา : https://mothership.sg/2025/11/sea-games-team-sg/?utm_source
https://www.lifestyleasia.com/bk/whats-on/events-whats-on/sea-games-thailand-2025-dates-schedule-and-details/?utm_source
https://sportingbites.com/sports-news/sea-games-2025-dates-host-participating-schedule-game-list/?utm_source

กรมอุทยานฯ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระดมทีมสัตวแพทย์-เครือข่ายช่วยชีวิต ดูแล “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง เตรียมถ่ายเลือด รักษาโรคติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์

(10 พ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง ซึ่งป่วยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้างชนิดที่ 4 (EEHV Type 4) ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร

สพ.ญ.ณฐนน ปานเพ็ชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก และศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก รายงานความคืบหน้าในการดูแลลูกช้างป่าเพศเมีย ชื่อ “ข้าวต้ม” ที่พลัดหลงจากโขลง ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงาน โดยตลอด 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา ยังไม่พบภาวะวิกฤต แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ก่อนหน้า เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 68 ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. ทีมสัตวแพทย์ได้รายงานว่า ลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงกินนมและน้ำข้าวต้มได้ แต่ปริมาณยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่คำนวณไว้ ทั้งยังมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวสลับกับลักษณะเนื้อครีม อย่างไรก็ตาม ปัสสาวะยังคงใส ไม่มีสัญญาณชี้ถึงภาวะขาดน้ำรุนแรง

เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทีมสัตวแพทย์ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตลอดทั้งวัน ควบคู่กับการให้ยาปฏิชีวนะ ยาลดการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร วิตามิน และยาต้านไวรัส พร้อมดูแลรักษาแผลและแผลกดทับอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการล้างทำความสะอาดและพ่นยารักษาแผล

ที่สำคัญ ทีมสัตวแพทย์ได้วางแผนจะทำการถ่ายเลือดให้กับลูกช้าง “ข้าวต้ม” ในคืนนี้ (10 พ.ย. 68) โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากวังช้างอยุธยา แล เพนียด และ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งกำลังดำเนินการตรวจความเข้ากันได้ของเลือดและวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจากผู้บริจาค เพื่อให้การถ่ายเลือดมีความปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด

ทั้งนี้ น.สพ.ปุญญพัฒน์ สาระแขวีระกุล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) และสพ.ญ.กานต์พิชชาหาญอาษา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ย้ำว่า อาการของลูกช้าง “ข้าวต้ม” ยังคงต้องประเมินเป็นรายวัน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงวิกฤต แต่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคีเครือข่ายยังคงร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือลูกช้างป่าตัวนี้ให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรง และพร้อมกลับคืนสู่ธรรมชาติในอนาคต

กรมอุทยานฯ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอเชิญชวนประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้ “ข้าวต้ม” ผ่านการติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมย้ำว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าคือหน้าที่ของทุกคน ภายใต้แนวคิด “อยู่ร่วมกันอย่างสมดุลกับธรรมชาติ”

โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘การบินไทย’ หลังถูกพาดพิงด้วยข้อมูลไม่ถูกต้อง ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนกระทบความเชื่อมั่น หวั่นหานักลงทุนซื้อหุ้นยากหลังพ้น lock up period

(9 พ.ย. 68) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เนื่องจากมีสื่อบางสำนักได้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการบินไทยและมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและพาดพิงถึงผม จึงขออธิบายดังนี้

ประเด็นที่ 1 พอใกล้การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของการบินไทยในเดือนธันวาคมก็มีคนเริ่มป่วนว่าจะมีกรรมการใหม่มาแทนกรรมการเดิมที่ครบวาระและต้องยุติการทำหน้าที่ตามหลักเกณฑ์

แม้ว่าคณะกรรมการการบินไทยกำหนดให้การประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นการประชุมใหญ่ “สามัญ” แต่ก็มีนักกฎหมายที่เห็นว่าได้ว่ามีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ไปแล้ว ดังนั้นการประชุมในเดือนธันวาคมจึงต้องเป็นการประชุม “วิสามัญ” ทำให้มีผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งยื่นคัดค้านการจัดประชุมใหญ่ “สามัญ”ในช่วงที่อยู่ในแผนฟื้นฟู อำนาจของผู้ถือหุ้นถูกโอนไปให้ผู้บริหารแผนตามกฎหมายล้มละลาย

โดยกฎหมายมหาชนกำหนดให้เรื่องการอนุมัติงบการเงินของปีก่อน การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และการจ่ายเงินปันผลเป็นอำนาจของผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงได้อนุมัติเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยแล้วในฐานะผู้ถือหุ้น รวมทั้งผู้บริหารแผนได้จัดการประชุมผู้ถือหุ้นให้ผู้ถือหุ้นได้กำหนดจำนวนกรรมการ แต่งตั้งถอดถอนกรรมการในวันที่ 18 เมษายน 2568 จึงถือว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการวาระที่พึงกระทำในการประชุม “สามัญ” ผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ไปครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการประชุมผู้ถือหุ้นหลังจากนี้หากจะจัดให้มีขึ้นคงเป็นการประชุม “วิสามัญ” เท่านั้น

ประเด็นที่ 2 คนที่รู้ทันหัวเราะลั่นว่าถ้าบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูไม่ถูกเสนอชื่อกลับมาแล้วก็จะเป็นสัญญาณอันตรายของการถอยหลังกลับสู่วังวนเดิม ปิยสวัสดิ์เองก็หมดหน้าที่แล้วตั้งแต่การบินไทยออกจากแผน

ปิยสวัสดิ์ยังไม่ได้หมดหน้าที่เมื่อการบินไทยออกจากแผนฟื้นฟูเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 เพราะปิยสวัสดิ์ และชาญศิลป์เป็นกรรมการเดิมของการบินไทย ส่วนผู้บริหารแผนที่ไม่ได้เป็นกรรมการ คือคุณพรชัย ได้หมดหน้าที่เมื่อออกจากแผน

แผนฟื้นฟูต้องการให้เกิดความต่อเนื่องจึงกำหนดให้การประชุมเพื่อเลือกกรรมการเพิ่มเติมเป็นการประชุม “วิสามัญ” เพื่อให้กรรมการเดิมซึ่งบางคนเป็นผู้บริหารแผนสามารถเป็นกรรมการต่อไปได้จนการประชุมใหญ่ “สามัญ” ประจำปีในปีถัดไป (เมษายน 2569) และในการประชุม “วิสามัญ” เพื่อเลือกกรรมการใหม่เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารแผนก็เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถยื่นเสนอวาระได้ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นไม่ต้องการให้กรรมการเดิมเป็นกรรมการต่อไปก็สามารถยื่นวาระถอดถอนกรรมการเดิมได้

ประเด็นที่ 3 การปลุกปั่นให้คนการบินไทยและคนอื่น ๆ รู้สึกเกลียดชังรังเกียจกรรมการใหม่ซึ่งจะต้องไปทำหน้าที่แทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ไม่มีใครเกลียดชังกรรมการใหม่หรอกครับถ้าหากกรรมการใหม่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ พนักงานและประชาชนทั่วไป

ประเด็นที่ 4 คนมากมายจึงฝากบอกว่าที่ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ควรทำให้ครั้งสุดท้ายก่อนพ้นหน้าที่คือช่วยหาวิธีหยุดทุกเรื่องที่ทำให้เกิดผลกระทบจนบริษัทเสียหายทั้งภาพพจน์และความมั่นใจต่อผู้ถือหุ้นและประชาชน

ถ้าจะแก้ไขปัญหาก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาเพราะต้นตอของปัญหาก็คือข่าวที่ออกมาว่าจะมีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งที่การประชุมใหญ่ “สามัญ” ครั้งต่อไปควรจะเป็นเดือนเมษายน 2569 ข่าวที่ออกมาจึงทำให้ราคาหุ้นการบินไทยลดลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดจาก 13 บาทต่อหุ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ลงมาเหลือจุดต่ำสุด 9 บาทกว่า ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ลงทุน โดยเฉพาะวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะหมด lock up period ระยะแรกแล้ว บริษัทจำเป็นต้องการนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นรองรับการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นที่ได้หุ้นในราคาต่ำจากการแปลงหนี้เป็นทุน แต่ข่าวที่ออกไปทำให้ไม่สามารถหานักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นได้

ประเด็นที่ 5 ก่อนล้มละลายก็มีปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของการบินไทยร่วมอยู่ด้วย

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการบินไทยหลังจากที่การบินไทยพ้นสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วให้การบินไทยยื่นฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย เพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นผู้ทำแผนได้

ประเด็นที่ 6 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 40,000 ล้านบาทรักษาการบินไทยไว้พร้อมเอาธนาคารรัฐร่วมใส่เงินด้วยเนื่องจากแบงก์พาณิชย์ทั้งไทยและเทศไม่ปล่อยเงินกู้ให้

การบินไทยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้จากรัฐหรือธนาคารใด ๆ แม้แต่บาทเดียว แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิม กระทรวงการคลังได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของการบินไทยในราคา 4.48 บาท จำนวน 4,701 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท

หากเทียบกับราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 9.45 บาท (หลังจากปรับลดลงมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา) กระทรวงการคลังยังมี กำไรกว่า 23,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้สิทธิ์ในการแปลงหนี้จำนวน 13,398 ล้านบาท เป็นหุ้นจำนวน 5,264 ล้านหุ้น ในราคา 2.5452 บาท ซึ่งทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 36,000 ล้านบาท

ธนาคารของรัฐ สถาบันการเงินเอกชน และผู้ถือหุ้นกู้ทั้งหลายก็ได้กำไรจากการแปลงหนี้เป็นทุนและการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกัน

หากกระทรวงการคลังไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเมื่อปลายปี 2567 ทุนของการบินไทยก็ยังคงเป็นลบ และไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ในปี 2568 แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานในปี 2568 การบินไทยจะมีทุนเป็นบวกภายในปลายปี และสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในกลางปี 2569 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายล้มละลาย และอาจจะเป็นผลดีต่อการบินไทยด้วยซ้ำ เพราะยังมีระยะเวลาในการบริหารงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกหนึ่งปี

ประเด็นที่ 7 กัปตันรุ่นเก๋าคัดค้านการเช่าเครื่องบิน A330- 200 และถามว่าถ้าเครื่องรุ่นนี้ดีจริงทำไมเจ้าของไม่ใช้ต่อแต่การบินไทยกลับใช้เงินถึง 13,000 ล้านบาทไปเช่ามา

ขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความจำเป็นในการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติม เพื่อทดแทนเครื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้า หลังไม่สามารถจัดหาเครื่องใหม่ได้ครบ 9 ทำตามแผนเดิม

ทั้งนี้มีเครื่องบินที่จะออกจากฝูงบินในปี 2569 ดังนี้
• Boeing 777-200ER จำนวน 6 ลำ (อายุเฉลี่ยราว 20 ปี)
• Boeing 787-8 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
• Airbus A350-900 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
รวมทั้งหมด 10 ลำ โดยยังไม่รวมเครื่องที่มีปัญหาเครื่องยนต์ Trent 1000 และ Trent XWB ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขในระดับอุตสาหกรรม

ตลาดเครื่องบินโลกปัจจุบันมีความต้องการสูงหลังการเดินทางฟื้นตัวหลังโควิด หากลงนามจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างที่ผลิตใหม่ จะได้รับมอบตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป ส่วนเครื่องมือสองก็มีจำกัด เนื่องจากสายการบินทั่วโลกยังคงต้องการใช้งานเอง
.
สิ่งที่การบินไทยพยายามทำคือการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นถึงกลาง (1–5 ปี) โดยไม่จำกัดแบบ ขอเพียงตอบโจทย์ด้านต้นทุน ความพร้อมใช้งาน ประสบการณ์ผู้โดยสาร และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาว A330 จึงไม่ได้เป็น “เครื่องที่ถูกผลักดันเป็นพิเศษ” แต่เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ในตลาด และสามารถส่งมอบได้เร็วที่สุด ทั้งนี้การได้มาซึ่งเครื่องบินมือสองต้องมีการลงทุนปรับปรุงภายใน ทั้งเก้าอี้ ระบบสื่อสาร และการตกแต่ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของบริษัทและสร้างประสบการณ์ผู้โดยสารที่เป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น A330 หรือ B787 ต่างต้องลงทุนในส่วนนี้เช่นกัน

ประเด็นที่ 8 ปิยสวัสดิ์จัดหาเครื่องบิน A320 ซึ่งไม่มี crew rest ทำให้ไทยสมายล์ต้องบินในประเทศและระยะใกล้อันเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดทุนของไทยสมายล์

ในช่วงที่ปิยสวัสดิ์ เป็น DD การบินไทยได้มีการจัดหาเครื่องบินทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบหลายลำเครื่องบินลำตัวแคบคือ A320 จัดหามาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นซึ่งเก่ามากได้แก่ B737 ซึ่งใช้บินในประเทศและบนเส้นทางในภูมิภาค รวมทั้ง A300-600 ซึ่งเก่ามากและต้องปลดออกจากฝูงบินเช่นกัน สมรรถนะของเครื่องบิน A320 ไม่สามารถบินได้ไกลได้ ไม่สามารถไป Perth ได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมี crew rest และเครื่องบิน A320 ของทุกสายการบินทั่วโลกก็ไม่มี crew rest

สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 เอชดี เผยสถิติถ่ายทอดสดออนไลน์ แชมป์กีฬา 7 สีนัดชิง หมอนทอง-ชัยนาท ยอดชมพร้อมกันสูงสุด 4.2 ล้านคน ยอดชมออนไลน์ทะลุ 45 ล้านวิว

(9 พ.ย. 68) จากกระแสความนิยมทีมฟุตบอลเยาวชนโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่กลายเป็นไวรัลผู้ชมเต็มสนามศุภชลาศัย ในการแข่งขันฟุตบอล 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี นัดชิงชนะเลิศ พบกับ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท เมื่อบ่ายวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา แม้หมอนทองจะแพ้ให้กับชัยนาท 1-2 ก็ตาม

เฟซบุ๊ก Ch7HD โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ปรากฏการณ์สานฝันบอลเยาวชน ! อบจ.ชัยนาท - หมอนทอง สู้สุดใจ 'สมศักดิ์ศรีคู่ชิง' พิสูจน์แล้วว่าเก่งทั้งคู่ พร้อมกับเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจว่า 

ยอดชมพร้อมกันสูงสุด 4.2 ล้านคน ยอดชมออนไลน์ ทะลุ 45 ล้านวิว

ติด Google Trends"ถ่ายทอดสด บอล 7 สี วันนี้" / "หมอนทองวิทยา"/ "บอล7สีรอบชิง" / "ช่อง7HD"

ติด Trends X อันดับ 1 #บอล7สี

ยอดชมสูงสุดกีฬาในไทยทาง Facebook

"เขมร" ละเมิด MOU 43 ชัดเจน หลังพบเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร ในพื้นที่ 'ปราสาทตาควาย-คนา' เรียกร้องไทยใช้สิทธิ์ยกเลิก - คืนทันที

(9 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 
.
“ผมขอแนะนําโดยด่วนไปยังรัฐบาลและกองทัพว่า กรณีที่กัมพูชา เร่งเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและปราสาทคนา ด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร อาทิ บันได, กระเช้า, และบังเกอร์ ถือเป็นการ ละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ข้อ 5 ที่ระบุว่าห้ามทั้งสองฝ่ายดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน ซึ่งข้อนี้มีเจตนาให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพพื้นที่ไว้ก่อนการสำรวจปักปันเขตแดน

ดังนั้น การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทำให้ ประเทศไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยอ้างอิงตาม มาตรา 60 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี 1969

นอกจากนี้รัฐบาลและกองทัพมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด นั่นคือการใช้ "การป้องกันตนเองล่วงหน้า" (Anticipatory Self-Defence) ตาม มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของรัฐสมาชิกในการป้องกันตนเอง หากมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น ซึ่งการตีความตามมาตรา 51 นี้ อนุญาตให้ไทยสามารถใช้กำลังเข้า ยึดคืนพื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งได้ทันที 

โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อ "ป้องกัน" ไม่ให้กัมพูชาดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนหรือแสดงท่าทีคุกคามอธิปไตยของไทยได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นการหยุดยั้งการรุกรานที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างถาวร

ผมขอให้รัฐบาลและกองทัพพิจารณาใช้ช่องทางตามกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น เข้าจัดการปัญหากรณีพิพาทชายแดนที่ตึงเครียดนี้โดยไม่รอช้า ด้วยความปรารถนาดี”

ผบ.ตร.ร่วมประชุมกองอำนวยการร่วม เตรียมพร้อมรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจร ดูแลประชาชนร่วมถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2568) เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการร่วมฝ่ายรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจร งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และตรวจพื้นที่บริเวณท้องสนามหลวง ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และผู้แทนหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม เพื่อเตรียมความพร้อมการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เวลา 09.00 – 21.00 น. เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบท้องสนามหลวงและเส้นทางที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหารือแนวทางการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติสูงสุด

ประธานการประชุมได้มีข้อสั่งการกำชับให้ทุกหน่วยที่ประจำอยู่ในกองอำนวยการร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อย เคร่งครัด ขอให้มีการซักซ้อมการปฏิบัติและมอบหมายภารกิจให้ชัดเจน พร้อมกำชับให้หน่วยต่าง ๆ ที่เข้าร่วมกองอำนวยการร่วมต้องบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และใช้กลไกของกองอำนวยการร่วมให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติภารกิจ 

นอกจากนี้ ได้หารือถึงแนวทางการบริหารจัดการการเดินทางของประชาชน ทั้งทางบกและทางน้ำ เน้นย้ำให้ประชาชนใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อความสะดวกและปลอดภัย รวมถึงการจัดเตรียมเส้นทางรถรับส่ง การจัดระเบียบจราจร และพื้นที่จอดรถอย่างเป็นระบบ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และการจัดการจราจร อีกทั้งได้กำชับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้จัดทีมเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวก แนะนำขั้นตอน และการแต่งกาย ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

ผบ.ตร.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่อย่างเพียงพอ เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาสักการะพระบรมศพฯ พร้อมกำชับให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ในการติดตามสถานการณ์น้ำท่วม รวมทั้งประสานกระทรวงสาธารณสุขในการดูแลด้านบุคคลที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างเคร่งครัด เพื่อความสงบเรียบร้อยและปลอดภัย 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การดูแลประชาชนให้สามารถเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างเรียบร้อย ถือเป็นภารกิจสำคัญของตำรวจทุกนาย จึงขอให้ทุกหน่วยร่วมมือกันอย่างเต็มกำลัง และดำเนินการด้วยความระมัดระวังในทุกขั้นตอน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสำรวม เรียบร้อย และมีจิตสำนึกแห่งความจงรักภักดี เพื่อถวายงานด้วยหัวใจแห่งความภักดีสูงสุด ให้การจัดงานพระราชพิธีครั้งประวัติศาสตร์ของแผ่นดินเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ และสะท้อนถึงความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจของปวงชนชาวไทย ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมมาตรการด้านความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้อย่างสงบเรียบร้อย และสมพระเกียรติสูงสุด
 

ติดตามแผนปรับปรุงโรงไฟฟ้าเขื่อนสิริกิติ์ หลังใช้งานมา 30 ปี หวังเดินเครื่องปี 2572 เสริมเสถียรภาพไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด พร้อมสั่งการ กฟผ. ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

(7 พ.ย. 68) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์นับพันคน ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ เขื่อนสิริกิติ์ จัดขึ้นเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ 

โดยกิจกรรมประกอบด้วยการแปรอักษร “เรารักพระพันปีหลวง” บนสันเขื่อนสิริกิติ์ ตักบาตรพระสงฆ์ 48 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” แสดงพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จเยือนเขื่อนสิริกิติ์ และการประดับไฟบริเวณสวนสุมาลัย ที่ กฟผ. สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535

ทั้งนี้ เขื่อนสิริกิติ์ได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นชื่อเขื่อน ซึ่งยังประโยชน์ให้แก่ประเทศ ทั้งด้านชลประทานและการผลิตไฟฟ้า เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กั้นแม่น้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 3 รองจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนภูมิพล 

โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 และเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดเขื่อนสิริกิติ์และโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2520 จวบจนปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เขื่อนสิริกิติ์ ยังสนองพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” โดย กฟผ. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชน ปลูกป่าเทิดพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมในพื้นที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อปี 2565 จำนวน 400 ไร่ 900,000 ต้น และสร้างฝายชะลอน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ยืดอายุแหล่งน้ำ ดักตะกอนและวัสดุต่าง ๆ ไม่ให้ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินด้วย

กระทรวงพลังงาน กฟผ. และประชาชนชาวอุตรดิตถ์  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ณ เขื่อนสิริกิติ์ ทั้งกิจกรรมการแปรอักษร กิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” และที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เช่น การปลูกป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ การสร้างฝาย การปลูกหญ้าแฝก รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนรอบเขื่อนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกัน กฟผ. ได้จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหาร กฟผ. ผู้บริหารบริษัทในกลุ่ม กฟผ. และผู้ปฏิบัติงาน ร่วมแสดงความอาลัยกว่า 600 คน ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานกลาง กฟผ. พร้อมทั้งทุกเขต เขื่อน โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ 

’เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้ ‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร

‘แม่ทัพกุ้ง’ เผย 6 ชั่วโมงแรกหลังฟเปิดฉากปะทะเขมร มีคำสั่งให้ ‘หยุดยิง’ แต่ไม่ยอม ลั่นถ้าหยุดจะเปิดเผยใครสั่ง โทษถึงประหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ชุมชนปฐมอโศก คุณอัญชะลี ไพรีรัก สัมภาษณ์ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ช่วงหนึ่ง พล.ท.บุญสิน เปิดเผยเหตุการณ์ปะทะกับทหารกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า มีคำสั่งให้หยุดตั้งแต่ 6 ชั่วโมงแรก

“6 ชั่วโมงแรกให้หยุดเลยครับ ตั้งแต่เริ่มปะทะกันปุ๊บ ให้หยุดเลย 6 ทุ่ม วันแรกที่ปะทะกัน เขาบอก ขอร้องให้หยุดเลย แต่ผมขอไม่หยุดครับ เพราะผมสตาร์ทแล้ว” พล.ท.บุญสิน กล่าว

พล.ท.บุญสิน กล่าวต่อว่า “ผมขอร้องผู้บังคับบัญชาว่าไม่หยุดครับ ผมขอต่อรองไปหลายวัน บวกลบคูณหารบอกว่าเท่านี้ได้มั้ย ได้มั้ย ไม่ได้ครับ ผมไปต่อก่อน เพราะผมเข้าเกียร์ 1 แล้ว”

คุณอัญชะลี ถามว่า พอไม่หยุด คนที่สั่งเขาไม่ว่าเหรอ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “เขาไปตั้งหลักใหม่ครับ ก็แค่นั้นแหละครับ ถ้าหยุด ผมต้องออกมาพูดว่าใครสั่งให้หยุด แล้วเขาจะอยู่ไม่ได้ครับ เพราะว่าผมจะเอาแผ่นดินคืน แล้วคุณไม่หยุดนี่ นั่นคือโทษประหารคุณเลยทีเดียวนะครับ”

คุณอัญชะลี ถามต่อว่าได้ถามเหตุผลที่สั่งให้หยุดหรือไม่ พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า “ผมคิดว่าผิดแผนเขมรครับ ผมว่าเขมรเขาเคยทำแบบนี้แล้วเข้าทางเขาไงครับ เขาจะเอาเรื่องนี้ขึ้นศาลโลก ขึ้นศาลโลกเสร็จ ประเทศไทยบุกเขาใช่มั้ย ตายไป 3 คนแล้วนี่ งั้นเขาขอประท้วงเอาแผ่นดินคืน 3 ปราสาทกับ 1 พื้นที่ นี่สูตรของเขา แม่ทัพกุ้งก็เสือกไปรู้อีก รู้แผนเขาอีก ก็เลยไหน ๆ 3 พื้นที่นี้กูก็ไม่ให้ กูเอาคืนอีกเพิ่มเติมแล้วกัน”
 

หนองคาย “นบ.ยส.24” สกัดยาเสพติดล๊อตใหญ่ ขบวนการค้ายา 3 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,760,000 เม็ด รถยนต์ 2 คัน

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 68 เวลา 0300 กองทัพบก โดย พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/สกัดกั้น ฯ ตอนบน/ บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) นรข.เขตหนองคาย โดย หน่วยเรือโพนพิสัย (หน่วยงานหลัก) ขณะปฏิบัติหน้าที่ซุ่มเฝ้าตรวจพื้นที่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หลังโรงเรียนบ้านพวก บ.พวก ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยและรถยนต์ จำนวน 2 คัน กำลังลำเลียงสิ่งของขึ้นจากริมฝั่งแม่น้ำโขง จนท.จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวเมื่อเห็นว่าเป็น เจ้าหน้าที่ จึงได้ทิ้งสิ่งของและขับรถหลบหนีไป เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่พบกระเป๋าต้องสงสัยและกระสอบรวม 6 ห่อ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 1,760,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงเร่งประสาน สภ.บ้านเดื่อ และสภ.โพนพิสัย ให้ไล่ติดตามจับกุมรถยนต์ต้องสงสัยที่หลบหนีไป จนสามารถสืบสวนและติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 3 ของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน ประมาณ 1,760,000 เม็ด พร้อมรถยนต์ จำนวน 2 คัน ได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางมาไว้ที่ หน่วยเรือโพนพิสัย เพื่อสอบสวนขยายผลและตรวจนับของกลางโดยละเอียด และจะนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเดื่อ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

โดยวันที่ 8 พ.ย. 68 เวลา 1000 ที่ฐานปฏิบัติการ นร.โพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย  พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 มอบหมายให้ พล.ร.ต. ณรงค์  เอมดี ผบ.นรข.และ นายไพฑูรย์ มหาชื่นใจ รอง ผวจ.น.ค. เป็นประธานร่วมในการแถลงข่าวพร้อมหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย และในโอกาสเดียวกัน เสธ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ได้มอบงบประมาณบำรุงขวัญให้กับ นร.โพนพิสัย ในนาม กกล.สุรศักดิ์มนตรี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ในการปฏิบัติงานต่อไป

ภาพประทับใจหลังเกม!! อบจ.ชัยนาท ชนะทั้งในและนอกสนาม น้อง ๆ นักเรียนช่วยกันเก็บขยะหลังเกม มุมเล็ก ๆ ที่น่าชื่นชมของเยาวชนรุ่นใหม่ ปิดฉากฟุตบอล 7HD 2025 อย่างอบอุ่น

บอลจบแต่เรื่องราวยังไม่จบ

ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7HD 2025 ได้บทสรุปสุดท้ายไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดย 'โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยนาท' แซงชนะ 'โรงเรียนหมอนทองวิทยา' 2-1 ประตู คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ท่ามกลางเรื่องราวให้กล่าวขานได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ‘รถขนฝัน’ ของทีมหมอนทอง รวมไปถึงผู้แฟนบอลที่หลั่งไหลมาชมเกม จนล้นทะลักสนามศุภชลาศัย ปลุกกระแสวงการฟุตบอลไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

แม้จะมีเรื่องราวให้พูดถึงมากมาย แต่ยังมีอีกหนึ่งจุดเล็ก ๆ ที่น่าชื่นชม และอยากยกขึ้นมาเป็นแบบอย่างให้กับน้อง ๆ เยาวชน ด้วยปรากฏภาพของเด็กนักเรียนจากโรงเรียน อบจ.ชัยนาท ที่ไม่ปล่อยให้สนามกีฬาแห่งชาติต้องสกปรก หลังจากแมตช์การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจบลง 

ในห้วงเวลาที่หลายคนอาจกำลังเฉลิมฉลองกับชัยชนะ บางคนกำลังเสียใจที่พลาดถ้วยรางวัล บางคนกำลังเดินทางกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่มีทั้งสมหวังและผิดหวังระคนกัน แต่ในช่วงเวลานั้น น้อง ๆ นักเรียนจากอบจ. ชัยนาท หลายคน ได้ร่วมมือช่วยกันเก็บขยะรวบรวมให้ผู้ดูแลความสะอาดของสนามศุภชลาศัยได้เก็บกวาดง่ายขึ้น นี่คือตัวอย่างของเยาวชนกับการทำประโยชน์ง่าย ๆ ที่แสดงให้เป็นถึงการอบรมอันดีงาม และน่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

อยากเห็นแฟนบอลช่วยกันรักษาความสะอาดแบบนี้ ในแมตช์การแข่งขันต่าง ๆ เพื่อยกระดับการชมฟุตบอลในบ้านเราให้ดีด้วยระเบียบวินัยเช่นเดียวกับน้อง ๆ กลุ่มนี้
 

กองทัพอากาศ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในส่วนของกองทัพอากาศ วาระครบ15 วัน (ปัณรสมวาร)


เมื่อวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วยคุณอภิษฎา  คันธา เป็นประธาน ในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในส่วนของกองทัพอากาศ วาระครบ15 วัน (ปัณรสมวาร) เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความไว้อาลัยด้วยความจงรักภักดี โดยมี นายทหารชั้นผู้ใหญ่กองทัพอากาศ หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองทัพอากาศ และสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ร่วมพิธี ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ

โดยพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วาระครบ15 วัน (ปัณรสมวาร) นั้น ประกอบด้วยพิธีทำบุญตักบาตรโดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ณ บริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพอากาศ และพิธีบำเพ็ญกุศลฯ ณ ห้องรับรองจักรพงษ์ กองบัญชาการกองทัพอากาศ

“หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน มุ่งมั่นปกป้องอธิปไตย พิทักษ์อ่าวไทยฝั่งตะวันออก และดูแลชาวประมงไทยให้ปลอดภัย”

ในห้วงวันที่ 1-7 พฤศจิกายน 2568 หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 (มชด./1) ประกอบด้วย เรือตรวจการณ์ 996 และ เรือตรวจการณ์ 265 ของหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน (มชด.) ที่ทัพเรือภาคที่ 1(ทรภ.1) จัดกำลังไปปฏิบัติภารกิจ ภายใต้การควบคุมทางยุทธการกับกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)

การลาดตระเวนในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติในน่านน้ำไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชายแดนทางทะเลด้านตะวันออก ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศและเศรษฐกิจทางทะเลของไทย อีกทั้งยังเป็นการแสดงสิทธิ์ของไทยในเขตแดนทางทะเล ตามประกาศ พ.ศ. 2516 (แนวเส้นแบริ่ง 211 จากหลักเขตที่ 73)

พร้อมกันนี้ หมู่เรือลาดตระเวนชายแดนส่วนที่ 1 ยังได้ดูแลความปลอดภัยให้กับชาวประมงไทย ที่ออกทำการประมงในเขตน่านน้ำของประเทศ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยจากภัยคุกคามและการละเมิดกฎหมายทางทะเล รวมถึงให้การสนับสนุนหน่วยงานด้านความมั่นคงทางทะเลในพื้นที่ในการตรวจสอบและป้องปรามการกระทำผิดกฎหมายทางทะเล

ภารกิจดังกล่าวสะท้อนถึง ความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการพิทักษ์อธิปไตย รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และคุ้มครองประชาชนที่ประกอบอาชีพประมงโดยสุจริตให้มีความมั่นคงและปลอดภัย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top