Tuesday, 7 July 2026
NEWS

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ครั้งที่ 15/2568 

(12 พ.ย. 68) เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุม CB311  ชั้น 3 อาคารรัฐสภา โดยมีนายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะอนุกรรมาธิการ 
มีเรื่องพิจารณา 2 เรื่อง ดังนี้ 

1. พิจารณาปรึกษาหารือประเด็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายด้านความมั่นคงและการพิจารณาหน้าที่และอำนาจของพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 โดยได้เชิญผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกระทรวงมหาดไทย  มาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมได้ให้ข้อสังเกตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกสาบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งรวบรวมข้อมูลต่างและจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาเพื่อเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาในลำดับถัดไป 

2. พิจารณากรอบการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้จัดทำแผนงานและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานด้านความมั่นคง โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา

‘มาลี’ แสดงความเสียใจ!! กลาโหมกัมพูชาขอโทษเหตุ ทหารไทยเหยียบกับระเบิด PMN-2 ปฏิเสธข้อกล่าวหาวางระเบิดใหม่ ย้ำปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาเคร่งครัด

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) กระทรวงกลาโหมกัมพูชาเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ระบุว่า เสียใจต่อเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสื่อและเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิด “ใหม่” บริเวณจังหวัดพระวิหาร โดยย้ำว่าเหตุเกิดในพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดเก่าจากความขัดแย้งในอดีต

กัมพูชายืนยันปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ใช้หรือติดตั้งทุ่นระเบิดใหม่ใด ๆ พร้อมชี้ว่าแม้จะเร่งเก็บกู้มาหลายทศวรรษ ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิดยังเป็นภัยคงค้างตลอดแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทย จึงขอให้ฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงการลาดตระเวนในพื้นที่ที่รับรู้ร่วมกันว่าเป็นเขตปนเปื้อน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายและความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าว กำลังทหารด่านหน้าไทย–กัมพูชาได้สื่อสารกัน ไม่มีสัญญาณปะทะ ขณะเดียวกัน กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาติดตามใกล้ชิดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

ทั้งนี้ กลาโหมกัมพูชาย้ำความมุ่งมั่นทำงานกับไทยเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพชายแดน โดยเฉพาะการคุ้มครองพลเรือน ตามปฏิญญาร่วมกัมพูชา–ไทยที่ลงนามเมื่อ 26 ต.ค. 2568 พร้อมยินดีประสานความร่วมมือด้านเก็บกู้ทุ่นระเบิดและมาตรการลดความเสี่ยงในพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวพรมแดนร่วมกัน

อ่างทอง- “นายกฯ หนู” ห่วงผู้ประสบภัย รับปากจะดูแลและช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย 

(12 พ.ย. 68) เวลา 13.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ  ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอ่างทองและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก โดยได้แจกถุงยังชีพให้ประชาชนจำนวน 1,500 ชุด และมอบเกียรติบัตรให้แก่อาสาสมัครที่ช่วยเหลือในการป้องกันและแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอ่างทองมาเป็นอย่างดีด้วย

ระหว่างการลงพื้นที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้กำลังใจกับผู้ประสบอุทกภัยว่า ขอขอบคุณประชาชนด้วยหัวใจที่ได้เสียสละพื้นที่ให้เป็นที่รับน้ำ สัญญาว่าจะดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด และรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน ยืนยันว่าจะพยายามหาทางระบายน้ำให้มากที่สุด และจะนำงบประมาณมาดูแล ผู้ที่เสียสละพื้นที่ทางการเกษตรเป็นรายเดือน จนกว่าสถานการณ์จะบรรเทาลง“ขอใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะหาเงินมาทดแทนโอกาสของชาวไร่ชาวนาที่เสียสละพื้นที่ไร่นาให้เป็นพื้นที่รับน้ำ จะนำงบประมาณมาดูแลรายเดือนจนกว่าน้ำจะหมดไป”

ด้านนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้รายงานภาพสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดอ่างทองตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดจำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองอ่างทองอำเภอวิเศษชัยชาญ อำเภอป่าโมก และอำเภอไชโย ได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/เขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 45 ฉบับ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ 31 ตำบล 147 หมู่บ้าน 14 ชุมชน 3,024 ครัวเรือน  ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 11,572 ราย จังหวัดอ่างทองได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 แล้วจำนวนทั้งสิ้น 2,845 ครัวเรือน วงเงิน 25,605,000 บาท และด้านการเกษตร 71 รายวงเงิน 505,000 บาท รวมทั้งสิ้น 26,110,000 บาท ขณะที่ปัจจุบัน เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

‘กองทัพเรือ’ เข้ม!! มาตรการควบคุมชายแดนจันทบุรี–ตราด สกัดเครือข่ายผิดกฎหมายข้ามชาติ จับแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 108 ราย สะท้อนวิกฤตปัญหาปากท้องคนฝั่งกัมพูชา

กองทัพเรือเข้มงวดมาตรการควบคุมชายแดน จันทบุรี – ตราด จับกุมแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองกว่า 100 ราย

(12 พ.ย.68) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดย หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ชค.ทพ.นย.2) ภายใต้การควบคุมของ นาวาเอก วีระเชษฐ์ ขยันทำ ได้บูรณาการร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรสะตอน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และ ตำรวจสันติบาล จังหวัดจันทบุรี ได้ดำเนินการจับกุมผู้นำพาแรงงานต่างด้าวและแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาจำนวน 108 คน บริเวณบ้านสวนส้ม ตำบลสะตอน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า กลุ่มแรงงานทั้งหมดมีความประสงค์จะเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่ส่วนหลังของประเทศ เช่น จังหวัดจันทบุรี ระยอง ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยจ่ายค่าเดินทางให้กับผู้นำพาตั้งแต่ 5,500–7,000 บาทต่อคน จากการสอบปากคำเพิ่มเติมทราบว่า แรงงานจำนวนมากได้อพยพกลับประเทศกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้หลายพื้นที่ฝั่งกัมพูชามีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ขาดแคลนรายได้และโอกาสในการทำงาน แรงงานบางส่วนจึงพยายาม ลักลอบกลับเข้ามายังประเทศไทยเพื่อหางานทำ แม้จะทราบถึงความเสี่ยงและการเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย

การจับกุมในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการเข้มงวดมาตรการควบคุมและปิดช่องทางเข้าออกตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพเรือ เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานผิดกฎหมาย การลักลอบข้ามแดน และการย้ายฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่าย Cyber Scam ซึ่งกองทัพเรือได้ให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

หมอเหรียญทอง เปิด รพ.มงกุฎวัฒนะ รับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ที่ป่วยมะเร็งทุกราย สามารถมาแอดมิทได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว-ไม่เสียค่าใช้จ่าย

เมื่อวันที่ (11 พ.ย. 68) พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ โพสต์แจ้งเปิดรับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ที่ป่วยมะเร็งทุกรายให้สามารถมาแอดมิทได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัวจากคลินิกหรือโรงพยาบาลต้นสังกัด และไม่เสียค่าใช้จ่าย รพ.จะเป็นฝ่ายประสานส่งต่อไปยัง รพ.ตามสิทธิของ สปสช. หรือ รพ.ที่รักษาอยู่ในโอกาสต่อไป

ผอ.รพ.ระบุเพิ่มเติมว่า ได้ตั้ง “ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ” ของศูนย์รังสีรักษาและมะเร็งวิทยา เพื่อเร่งกระบวนการรักษา ผู้ป่วยที่ติดต่อเข้ามาจะได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายใน 7 วัน และหลังตรวจไม่เกิน 10 วัน จะเริ่มฉายรังสีรักษาทันที กรณีฉุกเฉิน เช่น ภาวะกดไขสันหลังหรือกดหลอดเลือด รพ.พร้อมรับย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และจัดฉายรังสีเร่งด่วนภายใน 1 วัน

นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาภาระผู้ป่วยฐานะยากจนจากพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะเพื่อผู้ป่วยโรคร้ายแรง จัดหอพักฟรี (ห้องพัดลม ห้องน้ำส่วนตัว) สนับสนุนการฉายรังสีรายวันต่อเนื่อง พร้อมบริการรถรับ–ส่งฟรีจากสถานีรถไฟหรือสถานีขนส่งมายังโรงพยาบาล ศูนย์รังสีรักษาฯ ให้บริการทุกวัน ไม่เว้นเสาร์–อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

อย่างไรก็ดี มาตรการนี้เริ่มเร่งด่วนกับผู้ป่วย “สิทธิบัตรทอง” ก่อน ส่วนผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมและสิทธิข้าราชการให้รอติดตามความคืบหน้า ผู้ป่วยสามารถติดต่อ “ศูนย์โรคมะเร็ง รพ.มงกุฎวัฒนะ” โทร. 02-574-5000 ต่อศูนย์โรคมะเร็ง หรือ LINE ID: @831emylb เพื่อประสานการเข้ารับบริการล่วงหน้า

สตม.รับลูก สร.1 สั่ง 4 มาตรการสกัดฟรีวีซ่ารัน แฝงธุรกิจเทา

ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร.ที่ประกาศสงครามกับอาชญากรรมไซเบอร์ 

ล่าสุด พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ โฆษก สตม.เปิดเผยว่า  วันนี้ ( 12 พ.ย.2568 ) เวลา 08.30 น. พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.ได้เรียกประชุม รอง ผบช.สตม. และ ผบก.ในสังกัด สตม.ทุกนาย เป็นการด่วน

โดยได้ชี้แจงนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร.ที่มอบหมายให้ สตม.เพิ่มความเข้มในการสกัดกั้นการเดินทางของคนต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวเข้าออกราชอาณาจักรไทย เพื่อทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะ อาชญากรรมไซเบอร์ ทั้งในรูปแบบกลุ่มแก๊งขบวนการ ผู้สนับสนุน กลุ่มฟอกเงินรวมทั้งกลุ่มที่อาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อที่ถูกลวงมา 

โดย สตม. ได้วาง 4 มาตรการสำคัญ  ดังนี้ 

1. ยกระดับ และเพิ่มความเข้มในการตรวจคัดกรองบุคคลที่มีการใช้ ฟรีวีซ่า เข้า-ออก ( in out ) บ่อยครั้งในลักษณะ visa run โดยไม่ได้กลับประเทศภูมิลำเนา ผิดวิสัยนักท่องเที่ยวทั่วไป  เพื่อสกัดกั้นบุคคลที่แฝงมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว โดยพบว่า คนต่างชาติกลุ่มนี้ ใช้สิทธิยกเว้นวีซ่า เพื่อเข้าไทยได้รวมสูงสุดครั้งละ 90 วัน เข้าออกได้หลายครั้งในรอบปี จึงเป็นโอกาสที่คนต่างชาติบางกลุ่มอาศัยโอกาสแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเพื่อทำธุรกรรมต่างๆแทนที่จะขอวีซ่ามาให้ถูกประเภทตามเจตนา ทำให้ มีจุดอ่อนในการควบคุมพฤติกรรมในระบบ ดังนั้น ด่าน ตม.ทุกด่าน ทั้งสนามบิน และชายแดน จะใช้มาตรการเข้มคุมการเข้าออกของคนต่างชาติ หากรายใดใช้สิทธิวีซ่ารันซ้ำเกินกว่า 2 รอบ โดยไม่มีเหตุผลที่ชี้แจงได้  ตม. จะพิจารณาปฏิเสธการเข้าเมือง เพื่อให้ไปยื่นขอวีซ่าให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงต่อไป 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา สตม. มีการปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลต่างด้าวกลุ่มที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว ทางสนามบิน
ไปแล้วประมาณ 2,900 ราย 

2. กำชับการสกัดคนต่างชาติที่เคยมีประวัติในระบบบัญชีเฝ้าดูในเขตพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งสแกมเมอร์ เช่น ที่แม่สอด จว.ตาก โดยตั้งสมมุติฐานว่า คนต่างชาติกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเข้าร่วมกระทำผิด หรือตกเป็นเหยื่อ ซึ่ง สตม.เห็นว่า ไม่มีเหตุผลใดที่คนกลุ่มนี้จะต้องเดินทางกลับเข้าไทยอีก นอกจากนั้น คนต่างชาติที่ถูกผลักดันส่งกลับจากไทยในพื้นที่ชายแดนแม่สอด-เมียวดี ซึ่งถูกลงระบบไว้แล้ว หากพบว่า มีการเดินทางเข้าไทยอีก ก็จะถูกปฏิเสธการเข้าเมือง โดยไม่มีข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน

3. กำชับ ทุก ตม.จว. ที่รับผิดชอบพื้นที่ชั้นใน  ให้เพิ่มความเข้มในการอนุญาตให้ขออยู่ต่อเป็นการชั่วคราว สำหรับกลุ่มคนต่างด้าวที่มีพฤติการณ์ เข้า - ออก ในลักษณะ Visa run แล้วมายื่นขออยู่ต่อโดยหากพบคนต่างด้าวที่มีข้อมูล หรือ พฤติการณ์ดังกล่าว จะไม่อนุญาตให้ต่อวีซ่า  หรือ เพิกถอนวีซ่าภายหลังการอนุญาต แล้วผลักดันส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

4. ให้ ตม.ทุก บก.ระดมกวาดล้างคนต่างชาติ ที่อยู่เกินกำหนด overstay โดยให้เกิดผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และจะสรุปผลการปฏิบัติแก่สาธารณชนต่อไป

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.เชิงรณฯ ได้ชี้แจงว่า มาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการตรวจหนังสือเดินทางสำหรับคนต่างชาติไปบ้าง โดยเฉพาะสนามบินในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น แต่ยืนยันว่า ใช้เวลาในการตรวจคัดกรองต่อรายอย่างช้าไม่เกิน 45 วินาทีต่อคน โดยเวลารอคิวเข้ารับการตรวจไม่เกิน 40 นาที ซึ่งทาง ตม.สนามบิน จะระดมกำลังเข้าประจำช่องตรวจเต็มทุกช่อง ส่วนคนไทย สามารถเข้าช่องทางตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติได้เลย ใช้เวลาไม่เกิน 20 วินาที โดยยืนยันว่า ไม่ส่งกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับเป็นการคัดสรรนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพในการสร้างรายได้ให้กับประเทศด้วยความมั่นใจมากขึ้น

เชียงใหม่- ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงการณ์จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญจำนวน 4 คดี

ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมของกลางยาบ้าทั้งหมด จำนวน 13,468,000 เม็ด 

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 น.ตามนโยบายรัฐบาล สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดบูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.วรเทพ บุญญะ มทภ.3 ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย, พล.ต.ต.สุทธิพงษ์ เป๊กทอง, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.จิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.ส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่,
พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผบก.ภ.จว.แพร่ และ พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.วรเทพ บุญญะ มทภ.3 ฝ่ายปกครอง โดย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.เชียงราย นายทศพล เผื่อนอุดม ผวจ.เชียงใหม่ นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผวจ.แพร่ นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผวจ.ลำปาง สำนักงาน ปปส.ภาค 5 โดย พ.ต.ท.นริช สอนดิษฐ ผอ.ปปส.ภาค 5

แถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 4 คดี รวมผู้ต้องหา 10 คน ของกลางยาบ้ารวม จำนวน 13,468,000 เม็ด สภ.สบปราบ จว.ลำปาง บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 200,000 เม็ด สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 698,000 เม็ด กก.สส.ภ.จว.เชียงราย บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 5 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 10,000,000 เม็ดกก.สส.ภ.จว.เชียงใหม่ บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกมผู้ต้องหา 2 คน พร้อมยาบ้า จำนวน 2,570,000 เม็ด

คดีที่ 1
สภ.สบปราบ จว.ลำปาง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
9 พ.ย.68 เวลาประมาณ 19.00 น. สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดสบปราบ ถนนพหลโยธิน กม.654-655 หมู่15 ต.สบปราบ อ.สบปราบ จว.ลำปาง

คดีที่ 2
สภ.ห้วยไร่ จว.แพร่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 04.30 น. สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่ ม.2 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จว.แพร่

คดีที่ 3
กก.สส.ภ.จว.เชียงราย, บก.สส.ภ.5, ศอ.ปส.ภ.5, สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 13.35 น. สถานที่จับกุม โกดังเลขที่ 393/76 ม.3 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย

คดีที่ 4
กก.สส.ภ.จว.ชียงใหม่, ตำรวจทางหลวง, สภ.สารภี จว.เชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 พ.ย.68 เวลาประมาณ 16.35 น. สถานที่จับกุม บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง หน้าหมวดทางหลวงเชียงใหม่ ต.ไชยสถาน อ.สารภี จวเชียงใหม่ ต่อเนื่อง บริเวณริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง หน้าวัดมิ่งมงคลสันทราย ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วง ตั้งแต่ 1 ต.ค.68 ถึง 11 พ.ย.68 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 2,919 คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 40 คดี 

ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 49 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 1,100 กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 67 กิโลกรัมเศษ เคตามีน 169  กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 2 กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 23 ล้านบาทเศษ

สาวลาวลายมือสวย เขียนภาษาไทยงามคม เนี้ยบทุกเส้น โซเชียลชม—อ่านง่าย—เป็นระเบียบ มอบคะแนนให้เกือบเต็ม 10 ถามเคล็ดลับ ฝึกยังไงให้สวยเป๊ะ?

โพสต์จากเพจ ตุ๊กตาสาวลาว - Toukta Lao เผยภาพตนเองเขียนตัวหนังสือภาษาไทย ลายมือสวยเป็นระเบียบ ตัวอักษรเอียงเท่ากัน ระยะห่างสม่ำเสมอ และเส้นหมึกคมชัด แม้แคปชันจะระบุว่าเขียนด้วยความรีบ จนกลายเป็นไวรัลในเวลาไม่นาน หลังเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ยอดไลก์แล้วกว่า 1,200 ไลก์ 

ใต้โพสต์ ชาวเน็ตทั้งไทย–ลาวแห่ชื่นชมลายมือของสาวนิสิตลาวว่า “อ่านง่าย สบายตา” หลายคนขอเคล็ดลับการฝึก ตั้งแต่การจับปากกา การกำหนดเส้นบรรทัด ไปจนถึงการซ้อมเขียนตัวอักษรซ้ำๆ บางคอมเมนต์เล่าว่าเห็นแล้วอยากกลับมา “คัดลายมือ” อีกครั้ง เพราะช่วยทั้งสมาธิและความเรียบร้อยของงานเขียน 

‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ ร่วมงาน รมช.กลาโหม แต่งตั้งเป็นคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ชูการสื่อสารพิทักษ์ชาติ ย้ำภูมิใจปกป้องอธิปไตยของชาติ

(12 พ.ย. 68) กรรมการช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่งตั้ง ร้อยเอก สมบัติ บัญชาเมฆ หรือบัวขาว บัญชาเมฆ ร่วมเป็นคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารภารกิจของกระทรวงกลาโหมในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ณ กรุงเทพมหานคร

บัวขาวกล่าวผ่านโพสต์ว่า “ภูมิใจครับที่ได้รับหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอีกรูปแบบหนึ่ง” สะท้อนจุดยืนในการใช้บทบาทประชาสัมพันธ์เป็นความต่อเนื่องของการปกป้องผลประโยชน์ชาติ แม้ไม่ใช่หน้าที่ปฏิบัติการโดยตรง

บัวขาวซึ่งมียศร้อยเอกในกองทัพบก มีประวัติการรับราชการและปรากฏในกิจกรรมสนับสนุนทหารชายแดนและการสื่อสารเรื่องอธิปไตยต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง การใช้บุคลากรสาธารณะในตำแหน่งนี้เหมาะสมกับนโยบายหน่วยงานความมั่นคงที่ต้องการขยายการสื่อสารให้ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนมากขึ้น

การแต่งตั้งบัวขาวสะท้อนบทบาทใหม่ของการปกป้องชาติผ่านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการแจ้งข่าวสารภารกิจด้านความมั่นคงให้ประชาชนรับรู้และเข้าใจมากขึ้น

(สุรินทร์) ผบ.มทบ.25 เป็นประธานพิธีมอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25/ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคงในเขตพื้นที่ มณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธีมอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิกศูนย์ฯ ณ ห้องรับรอง กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ ตามที่ เจ้าหน้าที่ชุดประสานงานศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาพระราชดำริ และความมั่นคงเขตพื้นที่มณฑลทหารบกที่ 25 และเจ้าหน้าที่ชุดประสานงานศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ รวบรวมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของสมาชิกนำส่งจำหน่ายยัง กองศิลปาชีพฯ เมื่อ 26 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 9 บัญชี 

มีสมาชิกส่งผลิตภัตภัณฑ์ จำนวน 126 คน ผ้าไหม จำนวน 401 ชิ้น(ตรวจรับ 395 ชิ้น นำส่งคืน 6 ชิ้นเรียบร้อยแล้วนั้น เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 กระทำพิธีจ่ายเงินค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิกบัญชี 2,3,5 และบัญชี 9 เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,474,840 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนเจ็ดหมื่นสี่พันแปดร้อยสี่สิบบาทถ้วน) ในการนี้ กองศิลปาชีพฯ ได้ประเมินราคา บัญชี 1,4,6,7 และบัญชี 8 เสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมโอนเงินค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 2,256,502.50 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นหกพันห้าร้อยสองบาทห้าสิบสตางค์) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้มอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมให้กับสมาชิก และเก็บรวบรวมเอกสาร หลักฐานการจ่ายเงินให้เรียบร้อย นำส่งคืน กองศิลปาชีพฯต่อไป โดยมี ผู้บังคับบัญชา, คณะสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, จิตอาสาพระราชทาน และ สมาชิกศูนย์ฯ ร่วมกิจกรรมฯ โดยมี ผู้บังคับหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

รัฐสภาไทยร่วมประชุมลูกเสือรัฐสภาโลกที่เคนยา” เสริมพลังเครือข่ายเยาวชน-ผู้นำรุ่นใหม่ เชื่อมสัมพันธ์นานาชาติ 

เมื่อวานนี้ (11 พ.ย.68) ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะกรรมการบริหารชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐสภาไทย พร้อมด้วยนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, นายนิคม มากรุ่งแจ้ง สมาชิกวุฒิสภา, นายอาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษาชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และนางสาวสตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์กรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก (World Scout Parliamentary Union : WSPU) ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นที่ Safari Park Hotel

ในช่วงเช้าคณะผู้แทนร่วมกิจกรรม “ซาฟารีสานสัมพันธ์” ที่เจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่พิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยมี Hon. Prof. Wilberforce Oundo สมาชิกรัฐสภาและประธานคณะกรรมการจัดการประชุม กล่าวต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลก และ Hon. Boss Gladys Jepkosgei รองประธานสภาผู้แทนราษฎรเคนยา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวสุนทรพจน์แสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือระหว่างรัฐสภาและองค์กรลูกเสือทั่วโลก

ช่วงบ่าย คณะผู้แทนไทยเดินทางเข้าเยี่ยมชมรัฐสภาเคนยา รับฟังการประชุมภายในสภา และร่วมงานเลี้ยงค็อกเทลซึ่งจัดขึ้นโดยรัฐสภาเคนยา เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ

นอกจากนี้ นางสาวสตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารประจำปี 2568 โดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญหลายเรื่อง อาทิ รายงานผลการดำเนินงานของสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลกในรอบปีที่ผ่านมา การรับรองระเบียบวาระและกำหนดการประชุมสมัชชาใหญ่ WSPU ครั้งที่ 11 การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ แทนกรรมการเดิมที่จะครบวาระภายหลังการประชุมครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงนางสาวสตีจิตรที่ครบวาระในโอกาสเดียวกัน การพิจารณาตำแหน่งประธานและรองประธานสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก ลำดับที่ 1-3 และการพิจารณาประเทศเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งที่ประชุมยังอยู่ระหว่างการหารือ

การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของรัฐสภาไทยในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐสภาทั่วโลกผ่านกิจกรรมลูกเสือ เพื่อปลูกฝังภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ และจิตอาสาในหมู่เยาวชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมในระดับสากล

ผบ.ตร. ย้ำ ตำรวจพร้อมสนับสนุนทหารป้องกันประเทศ พร้อมเสริมกองทัพรักษาอธิปไตยชายแดนไทย - กัมพูชา ดูแลพื้นที่ส่วนหลัง สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

(12 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า วานนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.) พร้อมคณะผู้บริหาร อาจารย์ และนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วปอ. รุ่นที่ 68 จำนวน 299 นาย ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  

ผบ.ตร.ได้กล่าวต้อนรับคณะฯ บรรยายสรุปภารกิจและผลการปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ตอบข้อซักถามถึงภารกิจต่าง ๆ ของตำรวจในหลายประเด็น เกี่ยวกับเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน โดย ผบ.ตร.กล่าวย้ำในตอนหนึ่งว่า ได้นำเรียนท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกตลอดว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมสนับสนุนภารกิจของทหาร ในการป้องกันประเทศ พร้อมย้ำว่าในส่วนการรักษาอธิปไตยชายแดนไทย – กัมพูชา นั้น มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคง เตรียมความพร้อมในทุกส่วนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหากได้รับการร้องขอจากกองทัพ และเน้นในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ส่วนหลัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การเข้าดูงานของคณะ วปอ.ครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตอกย้ำความเป็นหนึ่งเดียวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพ และหน่วยงานความมั่นคง

แม่ทัพภาคที่ 2 เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิดชายแดน

(11 พ.ย. 68) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมอาการและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 4 นาย ได้แก่

- จ่าสิบเอก เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บ ข้อเท้าขวาท่อนล่างขาด
- พลทหาร วชิระ พันธนา ได้รับบาดเจ็บ จากแรงอัดจากระเบิด มีอาการแน่นหน้าอก
- พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด บริเวณขาขวาท่อนล่าง
- พลทหาร อนุชา สุจารี ได้รับบาดเจ็บ โดนสะเก็ดระเบิด ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ถนัด

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบเงินบำรุงขวัญจากกองทัพบก และมอบเงินบำรุงขวัญในนามกองทัพภาคที่ 2 เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่กำลังพลและครัว

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมดูแลกำลังพลและครอบครัวอย่างดีที่สุด พร้อมย้ำชัดเจนว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้วิธีการที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สนใจข้อตกลงที่ให้ไว้ และได้สั่งการกำชับให้ทุกหน่วยตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง และเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

รู้จัก “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้ยกระดับแรงงานไทยให้เข้มแข็ง ท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการรุกคืบของเทคโนโลยีในทุกอุตสาหกรรม การพัฒนา “ทักษะ” คือทางออกที่จะทำให้แรงงานไทยยังเป็นที่ต้องการและไม่ถูกเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และนี่ก็คือภารกิจอันสำคัญของ “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” (กพร.) หน่วยงานที่ทำหน้าที่พัฒนาแรงงานให้เดินคู่มาตรฐานสากล ตั้งแต่วางแผนยุทธศาสตร์ จัดทำมาตรฐานฝีมือ ทดสอบ-รับรองความรู้ความสามารถ ไปจนถึงบริหารกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้สถานประกอบการและแรงงานไทยพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

และผู้ที่ขับเคลื่อนภารกิจอันสำคัญนี้ให้เป็นจริงในปี 2568 คือ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน คนปัจจุบัน นั่นเอง

สำหรับประวัติของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” เป็นข้าราชการสายแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน “นโยบายสาธารณะ” และ “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” โดยพื้นฐานการศึกษาครอบคลุมทั้งรัฐศาสตร์และการบริหารการพัฒนา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (บริหารรัฐกิจ) จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อยอดความรู้ระดับปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งทำให้มีมุมมองรอบด้าน ทั้งในเชิงโครงสร้างนโยบายและการพัฒนาคนในระบบเศรษฐกิจ-สังคม

ในเส้นทางราชการ เริ่มต้นจากการทำงานในหน่วยงานระดับพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน ก่อนเติบโตสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงที่หลากหลาย สะท้อนประสบการณ์ที่รอบด้านในระบบแรงงานไทย โดยเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารงานจัดหางานจังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการจัดหางาน ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็น รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และก้าวขึ้นเป็น ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน และ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

ตลอดเส้นทางกว่า 30 ปีในระบบราชการ นายเดชาได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งด้าน “การพัฒนาฝีมือ” “การคุ้มครองแรงงาน” และ “การจัดหางาน” ครบทุกมิติ จึงเข้าใจห่วงโซ่แรงงานไทยอย่างลึกซึ้ง สามารถออกแบบนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เท่าทันเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21

ในปี 2568 ภายใต้การนำของ เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ในฐานะอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หนึ่งในผลงานชูเด่นคือการเปิดหลักสูตรฝึกอบรมด้าน “ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” เพื่อเตรียมแรงงานรองรับอุตสาหกรรมใหม่ในเขต EEC ที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยตั้งเป้าฝึกให้ได้ 3,000 คน และจนถึงเวลารายงานได้ดำเนินการแล้วครบ 3,001 คน สะท้อนถึงการยกระดับขีดความสามารถของกรมฯ ให้ก้าวทันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยมีทักษะที่ตลาดต้องการจริง

อีกผลงานที่ไม่อาจมองข้ามคือโครงการฝึกอบรมด้าน “Soft Power” ที่มุ่งยกระดับทักษะแรงงานและขยายแนวคิดการพัฒนาแรงงานจาก ‘ช่างฝีมือ’ สู่ ‘แรงงานสร้างสรรค์’ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ภายใต้เป้าหมายฝึกกว่า 70,000 คนทั่วประเทศในปีนี้ หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน การสร้างสื่อมัลติมีเดีย นวดแผนไทย สปา บาริสต้า ฯลฯ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ว่า “แรงงานไทยต้องมีทั้งฝีมือและ Soft Skills ที่สร้างมูลค่า”

นอกจากนี้กรมฯ ภายใต้การนำของอธิบดีเดชายังได้รับรางวัล “Best Performance Award” จาก สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในฐานะองค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่า ภายใต้การนำของ “เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ไม่เพียงพัฒนาแรงงาน แต่ยังยกระดับระบบองค์กรให้พร้อมรับความเสี่ยงทางดิจิทัล เป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมพร้อมต่อยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง

72 ชั่วโมงเพื่อความจริง เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่นระเบิด PMN-2 ของเล่นทหารเขมร ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข

เปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ ทุ่น PMN-2” เคลียร์โลก–เคลียร์ชายแดน บทความเชิงกระแส สำหรับสื่อไทย

5 มุม “จุดติดกระแส” ที่น่าหยิบขึ้นมาเล่น
1. “72 ชั่วโมงเพื่อความจริง” – กดดันรัฐเปิดผลนิติวิทยาศาสตร์ทุ่นระเบิด PMN-2 แบบโปร่งใส (ที่มา–ชนิด–เวลาการฝัง) พร้อมเชิญผู้สังเกตการณ์กลางร่วมตรวจสอบ (UNMAS/ICRC/ISU ของอนุสัญญาออตตาวา)
2. “หยุดยิงที่มีรูรั่ว” – หลังเหตุ 10 พ.ย. ไทย “พักข้อตกลง/ความร่วมมือ” โฟกัสว่าช่องโหว่ไหนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และมาตรการคุ้มครองชาวบ้านชายแดนควรเป็นอย่างไรทันที
3. “ออตตาวาไม่ใช่กระดาษ” – อธิบายข้อผูกพันตามอนุสัญญา (ห้ามใช้/เก็บ/ผลิต/ถ่ายโอน + หน้าที่กู้เก็บ–ช่วยเหลือเหยื่อ) แล้วชี้ว่าเหตุครั้งนี้ท้าทายพันธกรณีอย่างไรทั้งสองฝ่าย
4. “ข้อมูลลวงชายแดน” – Fact-check คลิป/โพสต์ไวรัลเรื่องทุ่นระเบิด สอนประชาชนเช็กข่าวก่อนแชร์ ลดโหมโรงเกลียดชังข้ามพรมแดน
5. “ดีลสันติภาพฉบับมีเงื่อนไข” – เสนอเช็กลิสต์ตัวชี้วัดความจริงใจ (หยุดวางทุ่น–แผนกู้เก็บร่วม–คืนความปลอดภัยชุมชน) ก่อนจะปลดล็อกความร่วมมือทีละเฟส

บทความตัวอย่าง (เลือกมุมที่ 1)
ภาพรวมเหตุการณ์ (What happened?)
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ทหารไทย 2 นายบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณชายแดน จ.ศรีสะเกษ รัฐบาลไทยประกาศ “พัก/ระงับ” ความร่วมมือ/ข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาทันที ให้เหตุผลว่าความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลงและต้องการเห็นความจริงใจที่ชัดเจนก่อนเดินหน้าต่อ นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงการเมืองความมั่นคงแบบวันต่อวันของไทย–กัมพูชาในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

ประเด็นชี้ขาด (Why it matters?)
หัวใจของข้อพิพาทคือ มันเป็น “ทุ่นใหม่” หรือ “ทุ่นเก่า”? หากเป็น PMN-2 ที่เพิ่งวางใหม่จริง ย่อมกระทบต่ออนุสัญญาออตตาวาที่ห้ามการใช้/เก็บ/ผลิต/โอนทุ่นสังหารบุคคลโดยเด็ดขาด และจะกระทบเครดิตทางการทูตของฝ่ายที่ละเมิดอย่างหนัก ฝ่ายไทยอ้างหลักฐานภาพ–ชิ้นส่วน–สภาพทุ่นที่ “ใหม่” ขัดกับคำปฏิเสธของกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้วางทุ่นใหม่และเหตุอาจเกิดจากทุ่นหลงเหลือยุคสงครามเก่า

ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในสาธารณะ (What we know so far)
• ผู้เชี่ยวชาญและสื่อหลักหลายสำนักระบุว่า ทุ่นที่จุดชนวนความตึงเครียดคือ PMN-2 ซึ่งอยู่ในข่ายห้ามของอนุสัญญาออตตาวา ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคีสนธิสัญญานี้เหมือนกัน
• ฝ่ายความมั่นคงไทยชี้ว่าทุ่นที่เจอ “สภาพใหม่ มีมาร์กกิ้งชัดเจน ไม่ใช่คลังของไทย” และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่อชั้นอนุสัญญาออตตาวา.
• ด้านกัมพูชาปฏิเสธการวางทุ่นใหม่ แต่ย้ำภาพลักษณ์ประเทศผู้กู้ทุ่นมายาวนาน และขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง

ทำไม “72 ชั่วโมง” สำคัญ (Why now?)
หน้าต่างเวลา 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุคือช่วงทองของนิติวิทยาศาสตร์ระเบิด:
• เก็บสารตกค้าง (explosive residues) และลายนิ้วมือโลหะ/โพลิเมอร์ เพื่อระบุรุ่น–ล็อตการผลิต
• ตรวจการสึกกร่อน–คราบดิน–อายุการฝัง เทียบฐานข้อมูลตัวอย่างมาตรฐาน
• ผังพิกัด (geotag) และห่วงโซ่การครอบครอง (chain-of-custody) ที่ต้องครบตั้งแต่นาทีแรก เพื่อให้ผลสอบยืนได้ทั้งในทางการทูต–กฎหมายระหว่างประเทศ
• การเปิดผลสอบเบื้องต้นอย่างโปร่งใส พร้อมเชิญบุคคลที่สามร่วมยืนยัน จะล็อกกระแสไปที่ข้อเท็จจริง และสร้างแรงกดดันเชิงบวกให้กลับสู่ข้อตกลงที่เชื่อถือได้
4 สิ่งที่รัฐไทยควรทำ “เดี๋ยวนี้”
6. เผยแพร่รายงานนิติวิทยาศาสตร์ระเบิดฉบับย่อ (ภาพชิ้นส่วน/มาร์กกิ้ง/ผลแล็บที่ตรวจได้แล้ว) พร้อมไทม์ไลน์การเก็บหลักฐาน ตั้งแต่ที่เกิดเหตุถึงห้องแล็บ เพื่อยืนบนหลักฐาน ไม่ใช่คำพูด.
7. เชิญผู้สังเกตการณ์เป็นกลาง (เช่น UNMAS/ICRC/คณะเลขานุการอนุสัญญาออตตาวา) เข้าร่วมดูหลักฐานบางส่วนในประเทศ และอนุญาตการตรวจซ้ำเฉพาะจุดที่ไม่กระทบความมั่นคง.
8. ตั้ง “แผนฟื้นความปลอดภัยชายแดน 14 วัน” เพิ่มรอบลาดตระเวน–เก็บกู้ทุ่นในพื้นที่เสี่ยง ปรับช่องทางสัญจรชั่วคราว พร้อมชุดสื่อสารชุมชน (ภาษาไทย–ท้องถิ่น–กัมพูชา).
9. ส่งคำร้องอย่างเป็นทางการภายใต้อนุสัญญาออตตาวา หากหลักฐานชี้ชัดว่าเป็น “ทุ่นใหม่” เพื่อให้กลไกระหว่างประเทศกดดันภาคีที่ละเมิด และให้โรดแมปเคลียร์ทุ่นร่วมที่ตรวจสอบได้.
ประชาชน/สื่อควรทำอะไร
• เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง–แจ้ง 191/หน่วย EOD หากพบวัตถุต้องสงสัย ห้ามแตะต้อง
• ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์ โดยเฉพาะคลิป/แคปชันที่อ้างว่า “ฝ่ายไหนวางทุ่น” ซึ่งมักถูกตัดต่อหรือบิดเบือน
• เรียกร้อง “ข้อมูลมาก่อนดราม่า” ให้ทุกพรรคการเมือง–สื่อใหญ่ยึดข้อเท็จจริงจากเอกสาร–ผลตรวจ มากกว่าแค่ถ้อยแถลง

บทสรุป

ถ้าไทยชูธงความจริงเชิงหลักฐานภายใน 72 ชั่วโมง เราจะยึดพื้นที่ข่าวคืนจากโซเชียลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ สร้างแรงกดดันที่ถูกทิศทางต่อทุกฝ่าย และพาประเทศกลับสู่โต๊ะความร่วมมือบนฐานความไว้วางใจใหม่ ไม่ใช่เพราะใครพูดเสียงดัง แต่เพราะหลักฐานพูดเอง เหตุ 10 พ.ย. ไม่ควรจบที่การพักข้อตกลงเท่านั้น แต่ต้องกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใส เรื่องทุ่นระเบิดในไทย–อาเซียน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top