Tuesday, 7 July 2026
NEWS

สตูล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่าง ๆ ของทัพเรือภาคที่ ๓ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓

(11 พ.ย.68) พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ พร้อมด้วย พลเรือตรี บรรณวิตร์ เฉลิมทอง รองผู้อำนวยการ ศรชล.ภาค ๓ และคณะ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับกำลังพล รวมทั้งรับทราบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของหน่วยงานใน ศรชล.ภาค ๓ พื้นที่จังหวัดสตูลโดยมีน.อ.รัฐพล แก้วกระจาย ร.น. หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดสตูล พร้อมศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดสตูล,นาวาโท คงฤทธิ์ บุญทอง ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝังที่ 452,นาวาตรีปรัชญ์ ขำเจริญ หัวหน้าสถานีเรือละงู/รองผู้บังคับหน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเลเกาะหลีเป๊ะ,เรือ ต.273 ,เรือ ต.994ที่ออกปฏิบัติราชการในพื้นที่ทะเลฝั่งอันดามัน,พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานใน ศรชล.จว.สตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

พลเรือโท วีรุดม  ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ ๓ และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับกำลังพลและท่านพูดคุยถามความเป็นอยู่ของกำลังพลและถามถึงการเดินทางของกำลังพลด้วยความหว่งใยและรวมทั้งรับทราบปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของหน่วยงานใน ศรชล.ภาค ๓ พื้นที่จังหวัดสตูล และตรวจเยี่ยมชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเฉพาะกิจพื้นที่ตอนใต้ ศรชล.ภาค ๓ และดูความพร้อมของเรือ ท่าเทียบเรือ และสถานที่ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ณ ท่าเทียบเรือตำมะลัง ต.ตำมะลัง อ.เมืองสตูล จังหวัดสตูล 

ทั้งนี้พื้นที่จังหวัดสตูลนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ ๓ และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค ๓ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มที่อาจจะเกิดภัยธรรมชาติต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ อาทิเช่น อุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม นอกจากนี้ยังมีภัยที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ เช่น ภัยจากการคมนาคม ภัยจากการขนส่ง และภัยจากการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งล้วนจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นการเตรียมพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ของทัพเรือภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 ในพื้นที่จังหวัดสตูล จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดตัวกระเช้าปีใหม่ “สุขชุมชน” รวมสุดยอดสินค้า GI ไทย 9 รายการ ส่งเสริมบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน

(11 พ.ย. 68) ที่ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเปิดตัวกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” ว่า กรมมุ่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า GI อย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ผ่านการส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI รายการใหม่ ๆ และผลักดันการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ พร้อมขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อต่อยอดสินค้า GI ไทยสู่ตลาดอย่างมั่นคงและยั่งยืนโดยปัจจุบันมีสินค้า GI ไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 243 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 114,329 ล้านบาท

นางอรมนกล่าวว่า สำหรับต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 กรมฯ ร่วมกับ ท็อปส์ เครือเซ็นทรัล รีเทล ได้คัดเลือกสุดยอดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 9 รายการ จัดทำเป็นกระเช้าปีใหม่จีไอ “สุขชุมชน” เพื่อส่งเสริมการบริโภคสินค้าท้องถิ่น สร้างรายได้สู่ชุมชน และส่งต่อความสุขความปรารถนาดีจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึง โดย GI 9 รายการ ประกอบด้วย สินค้า GI ในกลุ่มอาหาร 6 รายการ ได้แก่ 

1.ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 
2.ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ 
3.พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืดและใช้เป็นสมุนไพรไล่ลม 
4.สับปะรดภูแลเชียงราย ให้วิตามินซีสูงช่วยต้านอนุมูลอิสระและดีต่อระบบขับถ่าย 
5.ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน มีคุณสมบัติช่วยลดความเครียด ให้พลังงานและบำรุงเลือด 
6.ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ที่ผ่านกระบวนการคั่วด้วยเกลือแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น รสชาติหวานมันปนเค็มอ่อนๆ เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดี และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นอกจากนี้ มีสินค้า GI ในกลุ่มเครื่องดื่ม 3 รายการ ได้แก่ 

1.ชาเชียงราย ใบชามีกลิ่นหอมละมุน มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มความผ่อนคลาย 
2.น้ำหมากเม่าสกลนคร อุดมด้วยสารอาหาร มีปริมาณสารแอนโธไซยานินสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
3.กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) กาแฟพันธุ์อาราบิก้า ที่ปลูกแบบธรรมชาติร่วมกับไม้ป่า

“สินค้า GI ทั้ง 9 รายการ ล้วนเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 469 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในปี 2569 จะมีการผลักดันสินค้าท้องถิ่นจดทะเบียนจีไออีกกว่า 20 รายการ และจะมีการต่อยอดความร่วมมือนำสินค้าจีไอไปจัดเป็นชุดกระเช้าหรือจำหน่ายในเทศกาลอื่น ๆ ต่อไป กับทั้งที่ท็อปส์ และห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทุกราย” นางอรมน กล่าว

ด้านนายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า ท็อปส์ให้สนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยของไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า GI ที่ท็อปส์มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกกว่า 90 รายการ สำหรับกระเช้า “สุขชุมชน” เป็นความต่อเนื่องปีที่สอง โดยจัดเตรียมให้เลือก 2,000 ชุด ราคาประมาณ 1,799 บาท เพิ่มจากปีก่อนที่มียอดขาย 1,000 ชุด ซึ่งประเมินว่าตลาดกระเช้าปีใหม่ ช่วงปีใหม่น่าจะยังขยายตัวได้เกิน 2 หลัก และยอดซื้อเริ่มเข้ามาแล้ว

(สุรินทร์) มทบ.25 ร่วมงาน "ชาวช้างร่วมใจ ถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน"เพื่อน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พันเอก บุญส่ง พรมนิล รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมงาน "ชาวช้างร่วมใจ ถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน"เพื่อน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ จัดกิจกรรม "ชาวช้างร่วมใจ ถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน" เพื่อน้อมถวายอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บริเวณปะรำพิธี หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีช้างร่วมกิจกกรมดังกล่าวกว่า 300  เชือก  

โดยมี นายประภาส ศรีจันทร์เวียง และนางธัญพร มุ่งเจริญพร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ บุคลากรในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย 

ตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

(11 พ.ย. 68) เวลา 08.00 น. ข้าราชการตำรวจในสังกัด ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมเพรียงกันเข้าแถวเคารพธงชาติ และยืนถวายน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที พร้อมร่วมกล่าวอุดมคติ 9 ข้อ และกล่าวคำปฏิญาณตนว่า “พวกเราจะจงรักภักดี ปกป้อง เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างเคร่งครัด พวกเราเป็นตำรวจของประชาชน และพวกเราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม”

การปฏิบัติดังกล่าวเป็นไปด้วยความพร้อมเพรียง เต็มเปี่ยมด้วยจิตสำนึกแห่งความจงรักภักดี และปฏิบัติด้วยความจริงใจจากข้าราชการตำรวจทุกนาย เพื่อแสดงออกถึงอุดมการณ์ ความสามัคคี และความมุ่งมั่นในการเป็น “ตำรวจของประชาชน” อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และร่วมเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติอย่างต่อเนื่อง

ปลุกไฟช้างศึก!! ทีมชาติไทยประเดิมอุ่นเครื่องเจอสิงคโปร์ เปิดยุคโค้ช ‘แอนโธนี ฮัดสัน’ เตรียมทีมคัดเอเชียนคัพ 2027 ทดสอบระบบใหม่ก่อนบุกศรีลังกา

(11 พ.ย. 68) ทีมชาติไทยชุดใหญ่เตรียมเปิดฉากยุคใหม่ภายใต้การคุมทีมของ แอนโธนี ฮัดสัน กุนซือชาวอังกฤษ ด้วยนัดอุ่นเครื่องพบกับทีมชาติสิงคโปร์ วันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 19:30 น. ที่ธรรมศาสตร์ สเตเดียม จังหวัดปทุมธานี นับเป็นบททดสอบสำคัญก่อนลุยศึกคัดเลือกเอเชียนคัพ 2027 ที่ศรีลังกาในเดือนถัดไป

แอนโธนี ฮัดสัน กล่าวผ่านสื่อว่า "สมาคมฟุตบอลฯ ต้องการความต่อเนื่องและเตรียมทีมทันที" โดยเกมนี้ถือเป็นโอกาสให้โค้ชใหม่ทดลองระบบและผสมผสานนักเตะรุ่นเก๋ากับดาวรุ่ง เพื่อสร้างความสมดุลในทีม

รายชื่อผู้เล่นชุดแรกประเดิมยุคฮัดสัน มี ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน และสารัช อยู่เย็น ซึ่งถือเป็นการเรียกคืนประสบการณ์ที่สำคัญ รวมถึงการวางแทคติกเน้นเกมรุกที่ไลน์สุดท้าย และการทรานซิชันที่รวดเร็วเพื่อรับมือกับสิงคโปร์ที่มักครองบอลได้มากในอดีต

ไทยมีสถิติที่เหนือกว่าสิงคโปร์ในการพบกัน 5 นัดหลังสุด ด้วยการชนะรวด ทำให้แฟนบอลคาดหวังมาตรฐานผลการแข่งขันจากทีมชาติไทยต่อไป ด้านแฟนบอลที่ต้องการเชียร์ติดขอบสนามยังสามารถซื้อบัตรผ่านช่องทาง ThaiTicketMajor พร้อมเปิดประตูสนามตั้งแต่ 1 ชม.ก่อนการแข่งขัน

โปรแกรมต่อไปทีมช้างศึกจะลงสนามเยือนศรีลังกาในวันที่ 18 พ.ย. 2568 เพื่อเก็บสามคะแนนแรกในศึกคัดเอเชียนคัพ 2027 ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญต่อเส้นทางรอบคัดเลือกในกลุ่มนี้

รรท.พตร. นำบุคลากรทางการแพทย์ร่วมแสดงพลัง ประกาศเจตนารมณ์ เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม พร้อมปฎิญานตน ความจงรักภักดี อุดมคติตำรวจ 9 ข้อ 

เมื่อวานนี้ (10 พ.ย. 68) ที่บริเวณลานจอดรถ อาคารศรียานนท์ รพ.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาตื พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นพ.(สบ 8) รพ.ตร. รรท.พตร.เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยพล.ต.ต.เกษม รัตนสุมาวงศ์ รอง พตร.พล.ต.ต.หญิง พิมพรรณ ทรัพย์ขำ รอง พตร.,พล.ต.ต.สามารถ ม่วงศิริ  รอง พตร.พล.ต.ต.หญิง รชยา บุรพลพิมาน รอง พตร.พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แพทย์พยาบาล สหวิชาชีพ ข้าราชการตำรวจ และบุคลากร รพ.ตร. 

โดยบุคลากรทางการแพทย์ ได้เปล่งว่าจาในการร่วมแสดง พลังแห่งความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมกล่าวอุดมคติตำรวจ 9 ข้อ และ “ประกาศเจตนารมณ์เราไม่ใช่องค์กรอาชญากรรม” อย่างพร้อมเพียง เสียงดังสนั่นบริเวณ บริเวณดังกล่าว ”รรท.พตร.กล่าว“

สำหรับ อุดมคติตํารวจ 9 ข้อคือ จริยธรรม แนวทางการปฏิบัติตนที่ตำรวจต้องพึงระลึก ยึดมั่น และนำไปใช้ในอาชีพตำรวจ เพื่อให้มีพื้นฐานในการเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดี มีวินัย เที่ยงธรรมในอาชีพ และการรับใช้ประชาชน โดยอุดมคติตํารวจ มีที่มาจากบทร้อยกรองที่นิพนธ์ในพ.ศ. 2499 โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฎฐายีมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 16  ซึ่งได้กลายมาเป็น อุดมคติตํารวจ 9 ข้อที่ประกอบด้วย เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่, กรุณาปรานีต่อประชาชน, อดทนต่อความเจ็บใจ, ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก, ไม่มักมากในลาภผล, มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน, ดำรงตนในยุติธรรม, กระทำการด้วยปัญญา และรักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต เราจะมาอธิบายอุดมคติตํารวจ 9 ข้อ พร้อมความหมาย ดังต่อไปนี้

1.เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
เพราะหน้าที่ของตำรวจมีหน้าที่ป้องกัน และปราบปรามให้เกิดความสงบสุขในสังคม บ้านเมือง ให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีปลอดภัย เมื่อดำรงอาชีพตำรวจก็คือข้าราชการคนหนึ่งที่รับเอางานของพระราชามาทำ ซึ่งการรับงานเหล่านี้มาทำต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มที่มีความรับผิดชอบเท่ากับมีความเคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่

2.กรุณาปราณีต่อประชาชน
ตำรวจเป็นอาชีพที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมาก รับรู้ความทุกข์ยากของประชาชนจากการเผชิญเรื่องเดือดร้อนต่างๆ ในทุกวัน เช่น ขโมยขึ้นบ้าน ถูกจี้ ถูกชิง ถูกทำร้าย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ที่ประชาชนพบเจอเป็นเรื่องที่ประชาชนได้รับความทุกข์ เมื่อเราเป็นตำรวจไม่ควรมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ เราควรที่จะช่วยเหลือ และแก้ไขความทุกข์ เพื่อความเป็นอยู่อาศัยของประชาชน

3.อดทนต่อความเจ็บใจ
อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องเจอกับความเหนื่อยในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะคำพูดไม่ดี คำบ่น คำว่าร้าย เพราะคำพูดจาทั้งหลายเหล่านี้จะทำให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในอาชีพนี้ต้องรู้สึกแย่ เกิดความเจ็บใจ ฉะนั้นต้องมีความอดทนอดกลั้นให้มากกับสิ่งที่ต้องเผชิญในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่

4.ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ความยากลำบากในที่นี้คือความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะหน้าที่ทั้งหลายในอาชีพนี้มีทั้งหนัก ทั้งเบา ซึ่งเมื่อเริ่มต้นเส้นทางในอาชีพตำรวจแล้ว เริ่มต้นด้วยความตั้งใจมักจะทำสิ่งต่างๆ ที่ตั้งใจไว้ได้ดี ฉะนั้นจงอย่าย่อท้อต่อความยากลำบากที่เผชิญในหน้าที่

5.ไม่มักมากในลาภผล
คนที่เป็นตำรวจต้องยึดมั่นในความพอดี ไม่สร้างเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เช่น การกลั่นแกล้งประชาชนเพื่อรีดไถ หรือหวังผลประโยชน์ของประชาชน เป็นต้น ฉะนั้นการห้ามใจตัวเองไม่ได้ และเปราะบางต่อความโลภไม่ควรเป็นสิ่งที่มีในคนที่ดำรงอาชีพตำรวจ

6.มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
การทำประโยชน์ สร้างความอบอุ่น ความสงบสุขให้ประชาชนคือหน้าที่ของตำรวจที่ปฏิบัติ ซึ่งหน้าที่เหล่านั้นก็เปรียบได้ว่าเป็นการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

7.ดำรงตนในยุติธรรม
ตำรวจคือผู้รักษากฎหมาย เป็นผู้ที่ทำดำรงให้เกิดความยุติธรรมในสังคม ซึ่งต้องรักษาทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย กติกาที่สังคมกำหนด และที่สำคัญตำรวจไม่ควรทำตัวเองเป็นกฎหมาย

8.กระทำการด้วยปัญญา
อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องพิสูจน์ความจริง ต้องอยู่กับความจริงเสมอ ทำอะไรต้องใช้ปัญญา ฉะนั้นตำรวจต้องหมั่นหาความรู้ให้ตัวตลอดเวลา เรียนรู้เพิ่มเติม เรียนรู้อยู่เรื่อยๆ เสมอ และไม่ควรทำอะไรด้วยการคาดเดา หรือการรู้เท่าไม่ถึงการณ์

9.รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต ข้อสุดท้ายคนที่ดำรงอาชีพตำรวจต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่ควรเป็นคนกล้าบ้าบิ่นในการทำสิ่งต่างๆ รวมถึงในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เพราะคนที่กล้าบ้าบิ่นคือคนที่มีความประมาท ขอให้ยึดมั่นไว้ว่าการเป็นตำรวจต้องมีความไม่ประมาทให้ชีวิตอยู่รอดอย่างปลอดภัย อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีความรับผิดชอบ และยังทำให้เป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น ทำให้หลายๆ คนอยากที่จะเลือกเดินเส้นทางนี้ ใครที่มุ่งมั่นตั้งใจย่อมเป็นไปได้ เมื่อเป็นได้ และได้ดำรงอาชีพนี้แล้วก็อย่าลืมที่จะยึดมั่นในอุดมคติตํารวจ 9 ข้อด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากใครมีความต้องการอยากจะเป็นตำรวจและต้องการคำปรึกษาในการเตรียมตัวสอบตำรวจ หรือมีความสนใจติวสอบตำรวจเพื่อพิชิตความฝัน 

กระบี่-ภัยเงียบ ที่ชาวสวนปาล์มต้องระวัง !! หลังชาวสวนปาล์มกระบี่ พบโรคลำต้นเน่าในต้นปาล์ม พบเชื้อราในดิน เกษตรกระบี่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทำลายเห็ด และแนะนำวิธีป้องกันและรักษา

(11 พ.ย. 68) เกษตรจังหวัดกระบี่ ลงพื้นตรวจสอบ พื้นที่แปลงสวนปาล์มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.คลองท่อมจ.กระบี่ พบโรคลำต้นเน่าในปาล์ม ในพื้นที่แปลงปลูกปาล์มของนายมโนธรรม ใจหาญ เป็นเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งได้ไปแจ้ง นส.ชวนคนึง วัจฉวียกุล เกษตรอำเภอคลองท่อม ได้ประสานงานไปยัง สนง.เกษตรจังหวัดกระบี่ โดยมี นายวงศกร เอียดเอื้อ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช ได้เดินทางพร้อม จนท มาตรวจสอบในพื้นที่ ม.9 ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่  ได้พบเชื้อรา โรคลำต้นเน่าในปาล์ม ซึ่งมีสภาพลำต้นโคนหักโค่นลงมา เป็นจำนวน 2 ต้น และ 1 ต้นพบดอกเห็ดมีสภาพลำต้นมีดอกเห็ดแล้ว ซึ่งเป็นเชื้อ  Ganoderma sp. พร้อมได้แนะนำทำลายเห็ด โดยวิธีการเผา และแนะนำวิธีป้องกันและรักษา 

โรคดังกล่าว มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาศัตรูพืช โดยเฉพาะโรคลำต้นเน่าสาเหตุจากเชื้อ Ganoderma sp. พบแพร่กระจายในสวนเป็นบางจุด ปาล์มน้ำมันโดยเฉพาะในทางภาคใต้ โดยเชื้อราจะเข้าทำลายจากรากสู่ลำต้นผ่านทางท่อลำเลียงอาหารและน้ำ ทำให้เนื้อเยื่อภายในลำต้นเกิดแผลเน่าสีน้ำตาล อาการผิดปกติภายนอกที่พบคือ ใบมีสีซีดจางกว่าปกติ ทางใบแก่ล่างจะหักพับทิ้งตัวห้อยลงรอบๆ ลำต้น ยอดที่ยังไม่คลี่มีสีเหลือง หรือมีจำนวนมากกว่าปกติ ในระยะรุนแรงเชื้อราจะพัฒนาและเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ดบริเวณโคนต้น รากและเนื้อเยื่อภายในลำต้นจะเปื่อยแห้งเป็นผง จนเกิดเป็นโพรงในที่สุด ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันยืนต้นตายหรือหักล้มลง การระบาดเกิดจากการแพร่กระจายทางลมของสปอร์ดอกเห็ดที่เกิดบริเวณโคนต้น ตอหรือซากปาล์มเก่า หรือจากการสัมผัสกันของรากต้นที่เป็นโรคและรากของต้นปกติในดินที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกันจึงทำให้การควบคุมโรคยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร

นายวงศกร เอียดเอื้อ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช เกษตรจ.กระบี่ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาจัดการโรคลำต้นเน่าของปาล์มน้ำมัน  และให้คำแนะนำโดยเปรียบเทียบการควบคุมด้วยสารเคมี การควบคุมด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา 2 สายพันธุ์ จากหน่วยงานรัฐ และเอกชน ว่าหากพบดอกเห็ดบนต้นปาล์ม ให้ถากเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นโรคออกเพราะเชื้อราก่อโรคจะอยู่ที่บริเวณเนื้อตายและใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาในการจัดการเชื้อก่อโรค จะให้ผลดีที่สุด แต่เชื้อราไตรโคเดอร์มาสามารถทำลายได้เฉพาะส่วนที่สัมผัส ถ้าไม่ถากเนื้อเยื่อที่เป็นโรคออกก็จะทำให้การทำลายเชื้อก่อโรคไม่ได้ผล

นอกจากนี้  กล่าวว่า เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่จะเกิดขึ้น จึงขอแนะนำดังนี้ ในการเตรียมพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ ให้กำจัดซากต้นปาล์มเก่า และทำความสะอาดเพื่อป้องกันกำจัดเชื้อเห็ดที่ติดอยู่กับซากพืช และพื้นที่ควรจัดการให้มีการระบายน้ำให้ดี ซึ่งวิธีการป้องกันกำจัด คืออย่าเคลื่อนย้ายต้นปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคผ่านไปในแปลงปาล์มน้ำมัน ขุดร่อง หรือคูรอบบริเวณต้นปาล์มน้ำมันที่เป็นโรคเพื่อป้องกันการสัมผัสของราก

“นอกจากนี้ ยังแนะนำเกษตรกรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อควบคุมโรคพืช โดย 1. ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมกับรำละเอียด 4 กิโลกรัม และปุ๋ยอินทรีย์ 50 กิโลกรัม หว่านรอบทรงพุ่มในอัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น และใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20-100 ลิตร กรองเอาเฉพาะน้ำนำไปฉีดพ่นอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันโรคในส่วนบนของต้นปาล์มน้ำมัน”

“รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” แผลงฤทธิ์ทันที ตำรวจภูธรภาค 4 ยึด Sim box กลางเมืองมุกดาหาร

(11 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากงาน “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาไทย และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เข้าร่วมเพื่อยกระดับภาครัฐและเอกชนในการปราบสแกมเมอร์ โดยมีวอร์รูม (Warroom) สู้ภัยออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 4 (ศปอส.ภ.4) มีผลการปฏิบัติทันที จากการประสานข้อมูลจาก Warroom ให้ตรวจสอบจุดมีพฤติกรรมน่าจะติดตั้ง SIM Box (เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นสถานที่ดังกล่าว โดย พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผบช.ภ.4)/ผอ.ศปอส.ภ.4 สั่งการให้ พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4/รอง ผอ.ศปอส.ภ.4 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุด ศปอส.ภ.4, กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.4, กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร, สส.สภ.เมืองมุกดาหาร และพิสูจน์หลักฐาน นำหมายค้นศาลจังหวัดมุกดาหาร ที่ จ.200/2568 ลงวันที่ 10 พ.ย.68 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 33/127 ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

ผลการตรวจค้น ตรวจยึดของกลาง ได้หลายรายการ ได้แก่ เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด (Sim box) จำนวน 4 เครื่อง (32 ช่อง/เครื่อง), เครื่องกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย (Router wifi) จำนวน 2 เครื่อง, เครื่องสำรองไฟ (UPS) จำนวน 1 เครื่อง และกล้องวงจรปิด จำนวน 1 ตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึด จัดทำบันทึกร่วมกับชุดพิสูจน์หลักฐาน เพื่อเก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติได้ยกระดับดำเนินการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และมิจฉาชีพทางออนไลน์ ซึ่ง ศปอส.ภ.4 สามารถตรวจพบ SIM Box สามารถหยุดยั้งการกระทำความผิดของคนร้ายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้เกิดจากความมุ่งมั่นของชุดสืบสวน บก.สส.ภ.4,  กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ที่ได้ทำงานเชิงรุก รวดเร็ว และจะเร่งขยายผลจับกุมคนร้ายทั้งหมดที่นำ SIM Box มาติดตั้งทั้งขบวนการ โดยให้ประสานการทำงานกับ Warroom สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เข้มแข็ง และทุ่มเท เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ และขอให้พี่น้องประชาชนทุกคนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย หรือตกเป็นผู้เสียหายถูกหลอกลวงออนไลน์ สามารถแจ้งเบาะแส หรือขอความช่วยเหลือ ได้ที่สายด่วนศูนย์ 1441 หรือแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง

เปิด 6 ปัจจัย ที่ทำให้ข่าวพีค ในสัปดาห์น้ำหนุน ‘ชน’ ความใกล้ตัวของคนเมือง

ทำไมสื่อเพิ่งสนใจน้ำท่วม? 6 เงื่อนไขที่ทำให้ข่าวพีคในสัปดาห์น้ำหนุน
วิเคราะห์เชิงสื่อ: เมื่อข่าวจากต้นน้ำ ‘ชน’ความใกล้ตัวของคนเมืองและจังหวะเทศกาล

ช่วง 6–12 พฤศจิกายน 2025 กระแสน้ำเหนือไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาและเจอช่วงน้ำทะเลหนุน ทำให้พื้นที่ชั้นในของภาคกลางและปริมณฑล—โดยเฉพาะกรุงเทพฯ—เสี่ยงต่อระดับน้ำสูงทันที คำเตือนและปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม (เขื่อนเพิ่มการระบายน้ำ, แนวกระสอบทราย, ปั๊มเร่งระบาย, ผู้นำลงพื้นที่) 

ขณะเดียวกันก็ชนกับสัปดาห์ลอยกระทงพอดี จึงเกิดภาพ ข่าว และแคปชันที่เล่าเรื่องได้ง่าย ผลลัพธ์คือสื่อ “เพิ่งสนใจพร้อมกัน” ทั้งที่น้ำท่วมค่อย ๆ ลามจากภาคเหนือมาก่อนหน้านั้นหลายสัปดาห์

1) Proximity bias: ถึงกรุงเทพฯ คนเมืองอินทันที
เมื่อกรุงเทพฯ และลุ่มเจ้าพระยาเสี่ยงโดยตรง ห้องข่าวเร่งไลฟ์และลงพื้นที่ เพราะฐานผู้ชมจำนวนมากอาศัยและทำงานในโซนนี้ ผลคือความสนใจสาธารณะพุ่งแบบก้าวกระโดด ต่างจากช่วงที่ท่วมภาคเหนือซึ่งมักถูกมองเป็น “เหตุประจำฤดู” และห่างไกลชีวิตประจำวันของคนเมือง

2) ภาพปฏิบัติการที่เล่าเรื่องได้ใน 3 วินาที
ประกาศเตือน แนวกระสอบทราย ปั๊มเร่งระบาย จุดอ่อนริมแม่น้ำ—ทั้งหมดคือ visual ที่ตีความได้ภายในไม่กี่วินาที หัวข่าวและหน้าปกคลิปทำได้ทันที เช่น “คาดระดับน้ำแตะคันกั้นน้ำ” หรือ “วางกระสอบทรายปิดช่องโหว่”

3) สูตรข่าวเข้าใจง่าย: “น้ำหลาก + น้ำหนุน”
การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเพื่อรับน้ำหลากจากต้นน้ำ ตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุน ทำให้กรอบการเล่าเรื่องชัดและไม่ซับซ้อน สื่อสามารถอธิบายด้วยสูตรจำง่าย “น้ำหลาก + น้ำหนุน = ระบายลงทะเลยากชั่วคราว”

4) News peg จากเทศกาล: ลอยกระทง 5–6 พ.ย.
สัปดาห์ลอยกระทงเป็นกิจกรรมริมน้ำทั่วประเทศ โดยเฉพาะริมเจ้าพระยา เมื่อมีคำเตือนระดับน้ำสูง ข่าวจึงแทรกเข้าสู่วาระสังคมได้รวดเร็ว ผู้จัดงาน–ผู้ประกอบการ–ประชาชนต้องการข้อมูลตัดสินใจ ทำให้บทความเชิงป้องกันและคู่มือรับมือถูกเสพมากขึ้น

5) ตัวเลขผลกระทบชัด—พาดหัวได้แรง
เมื่อมีตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ พื้นที่ และความเสียหายที่ชัดเจน ห้องข่าวมี “hard number” สำหรับพาดหัว กราฟิก และการเปรียบเทียบวันต่อวัน ความรู้สึกเร่งด่วน (urgency) จึงเกิดทันที มากกว่าข่าวกระจายย่อย ๆ ช่วงก่อนหน้า

6) Authority cue: ผู้นำ–หน่วยงาน ‘พูดพร้อมกัน’
สัญญาณจากหน่วยงานหลัก (เช่น กรมชลประทาน กทม. ปภ.) ออกมาถี่และสอดคล้อง—ตั้งเวร 24 ชม., เร่งสูบ-ผันน้ำ, แจ้งเตือนจุดเสี่ยง—ทำให้สำนักข่าวทุกสาย (สังคม การท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์) หยิบไปต่อยอดเป็นข่าวบริการประชาชนได้ทันที

บทเรียนสำหรับห้องข่าว (และแพลตฟอร์มสื่อไทย)
• ตั้ง KPI: Attention Lead Time (ALT) — วัดว่าเราแจ้งเตือนเชิงความหมายได้ก่อนพื้นที่เสี่ยงจริงกี่วัน ลดอคติ “ดังเมื่อถึงเมืองหลวง”
• ตั้ง “โต๊ะเหนือ–โต๊ะน้ำ” ถาวร — ทำเครือข่ายผู้สื่อข่าวประจำลุ่มน้ำ (ปิง–วัง–ยม–น่าน–ป่าสัก) เล่า “ท่อส่งน้ำ” จากต้นน้ำถึงเจ้าพระยาเป็นซีรีส์
• กราฟิกกลางเดียวกัน — แผนที่แนวคันกันน้ำ/จุดอ่อน + อัตราระบายจากหน่วยงานรัฐ อัปเดตรายวัน เพื่อให้ทุกสำนักใช้ข้อมูลเดียว ลดความคลาดเคลื่อน
• เตรียม news peg ล่วงหน้า — ปฏิทิน “หน้าต่างน้ำหนุน–เทศกาล–กิจกรรมริมน้ำ” เพื่อทำสกู๊ปเชิงป้องกันก่อนวันจริง
• ภาษาคนดูมากกว่าภาษาเขื่อน — แปลง “ม³/วิ” และ “MSL” เป็นผลกระทบที่จับต้องได้: ชุมชนใด–เวลาไหน–สูงแค่ไหน–ควรทำอะไร

‘ดร.บลู’ นำทีมเยาวชนยุวกาชาด ร่วมอาสาปฐมพยาบาล ณ สนามหลวง สร้างจิตสำนึกแห่งการให้และเสียสละ น้อมถวายสักการะพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘ดร.บลู’ รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ นำทีมอาสายุวกาชาด ร่วมกิจกรรมจิตอาสาปฐมพยาบาลช่วยเหลือประชาชน ณ สนามหลวง สร้างจิตสำนึกแห่งการให้ พร้อมร่วมถวายสักการะพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ‘ครูพี่บลู’ ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ในฐานะกุลบุตรกาชาดดีเด่นและอาสายุวกาชาดดีเด่น สภากาชาดไทย พร้อมด้วยคณะเยาวชนร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เป็นอาสาสมัครปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับประชาชนผู้ที่เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ ถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร 

กิจกรรมดังกล่าวนอกจากจะเป็นการร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว

การเข้าร่วมในครั้งนี้เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้และอาสาสมัครแก่เยาวชน ตลอดจนเป็นโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การทำงานจิตอาสา การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตใจที่เสียสละ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนภัย แผนประทุษกรรมใหม่แก๊งสแกมเมอร์ AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย

(11 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการติดตามจับกุมแกะรอยแผนประทุษกรรมของขบวนการสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบกลวิธีใหม่ขบวนการสแกมเมอร์ล่อลวงเหยื่อ ใช้เทคโนโลยี AI หลอก AI เปลี่ยนเหยื่อให้ตกเป็นผู้ร้าย โดยทำให้เหยื่อกลายเป็นบัญชีม้าทางผ่านเงินที่ได้จากการหลอกลวง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล พบกลวิธี AI หลอก AI จากปฏิบัติการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังเข้าทลายรังวอร์รูมของหน่วยการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ ที่หนีจากประเทศเพื่อนบ้าน เพิ่งย้ายมาเช่าห้องในกรุงเทพมหานครด้วยยุทธวิธีบุกจับอย่างฉับพลัน ทำให้สามารถจับกุมชาวจีน 4 ราย พร้อมคอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง และโทรศัพท์ 60 เครื่อง ตรวจข้อมูลคอมพิวเตอร์ พบการใช้ AI หลอก AI ซึ่งทันทีที่ทราบว่าแก๊งมิจฉาชีพนำกลวิธีใหม่มาหลอกลวงผู้อื่น แม้จะเป็นการหลอกลวงเหยื่อในต่างประเทศ แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติห่วงใย ย้ำว่าตำรวจต้องออกมาเตือนภัย สร้างวัคซีนให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อจากกลวิธีนี้

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขั้นตอนการหลอกลวง AI หลอก AI มีดังนี้
1. คนร้ายหาเหยื่อผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน Telegram หรือในแพลตฟอร์โซเชียลมีเดียอื่น ๆ 
2. คนร้ายชักชวน ออกอุบายให้เหยื่อส่งภาพถ่ายใบหน้าตรง และข้อมูลส่วนตัว แลกกับเงิน 100-150 หยวน หรือ 460 - 700 บาท
3. คนร้ายนำภาพของเหยื่อ ใช้ AI เจนเนอเรทให้เป็นภาพเคลื่อนไหว หันซ้าย หันขวา กระพริบตา และอ้าปาก
4. คนร้ายนำคลิปวิดีโอที่ได้จากการเจนเนอเรทโดย AI ไปสมัครบัญชีธนาคารทางออนไลน์ โดยนำไปหลอกกับระบบ AI การ KYC หรือการยืนยันตัวตนลูกค้าของธนาคารหรือแอปพลิเคชันเงินดิจิทัล 
5. เมื่อจะทำการรับโอนเงินหรือโอนเงินออก คนร้ายใช้วิธีตั้งกล้องโทรศัพท์ที่เปิดแอปพลิเคชันการ KYC ของธนาคาร แล้วหันกล้องไปที่คอมพิวเตอร์ซึ่งกำลังเปิดคลิปวิดีโอภาพเคลื่อนไหวใบหน้าผู้เสียหาย ทำให้สามารถผ่านระบบยืนยันตัวตนของธนาคารได้

พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า กลวิธีนี้ทำให้แก๊งสแกมเมอร์สามารถโยกเงินได้โดยที่ไม่ต้องให้เหล่าบัญชีม้าไปรอสแกนใบหน้า และกลวิธีนี้จะทำให้เหยื่อตกเป็นผู้ต้องหาได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น หากมีโทรศัพท์ ไลน์ แชต ติดต่อมาอ้างว่าตัวท่านมีคดีเกี่ยวพันสิ่งผิดกฎหมาย ชักชวนหารายได้เสริม หรือชวนลงทุน แล้วพยายามขอข้อมูลส่วนตัว ขอภาพถ่ายหน้าตรง ต้องระวัง ขออย่าส่งให้เด็ดขาด เพราะอาจเป็นกลวิธีที่หลอกลวงโดยนำ AI มาสร้างภาพ แล้วนำไปใช้เปิดบัญชี เป็นทางผ่านเงินของแก๊งสแกมเมอร์ได้

อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยต้องการสอบถาม หรือแจ้งความ โทร.1441 หรือแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th  เท่านั้น

นักเรียนนายเรืออากาศไทยสร้างชื่อบนเวทีนานาชาติ ร่วมงาน “PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นาวาอากาศเอก อธิราช ศิริทรัพย์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ได้นำนักเรียนนายเรืออากาศ รชต  เพียรเสมอ (เฟีย) และนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์  จิรวีระ (มอส) นักเรียนนายเรืออากาศชั้นปีที่ 5 ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้แทนนักเรียนนายเรืออากาศ เข้าร่วมงาน PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6 ณ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 2 - 8 พฤศจิกายน 2568 ที่จัดโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ภายใต้วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มพูนทักษะทางทหาร และ ทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม ให้แก่ผู้เข้าร่วมทั้งจากจีนและประเทศอื่น ๆ ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ ฝึกอบรม แลกเปลี่ยนทางวิชาการ และกิจกรรมวัฒนธรรม รวมทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน และกองทัพอากาศต่างประเทศ

ในครั้งนี้ นักเรียนนายเรืออากาศ รชต  เพียรเสมอ และนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์  จิรวีระ ได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมทักษะและความรู้ ในกิจกรรมที่เรียกว่า Model United Nations คือ กิจกรรมที่จำลองให้นักเรียนนายเรืออากาศเป็นตัวแทนแต่ละประเทศที่กำหนดให้ และให้กล่าว speech ในการประกาศจุดยืนและแก้ปัญหาในหัวข้อที่ได้รับมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ปูพื้นฐานในด้านความรู้ ภาษา และโดยเฉพาะการทูตได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งสองคนทำออกมาได้ดีและได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจีนเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม (cultural exchange) ด้วยการแต่งกายชุดไทย โดยนักเรียนนายเรืออากาศ ศรวีร์ฯ ได้บรรเลงเปียโนในบทเพลงจันทร์ และ ออเจ้าเอย ปิดท้ายด้วยการบรรเลงเพลง “jumping machine” ของ LBI ที่กำลังได้รับความนิยม สร้างความประทับใจให้ผู้ชมและทำให้ได้รับเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมาก 

สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมงาน PLAAF International Cadets Week ครั้งที่ 6 นี้ คือได้รับความรู้เกี่ยวกับระบบการศึกษาของโรงเรียนทหารในแต่ละประเทศ การแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นการฝึกทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการ สร้างการเรียนรู้มารยาทสังคมพื้นฐานในระดับสากล อีกทั้งยังสามารถนำประสบการณ์ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการเรียน ถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับให้แก่นักเรียนนายเรืออากาศในรุ่นต่อ ๆ ไป และใช้ในการปฏิบัติงานในอนาคตได้อีกด้วย

กองประชาสัมพันธ์ 
สำนักกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์ 
กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ 

11 พฤศจิกายน 2568 

 

บิ๊กปู รับลูก สร.1 สั่งเข้มคุมต่างชาติทะลักแม่สอดลงระบบ ตม. สกัดกลับเข้าไทยซ้ำ

จากกรณี ที่ทางรัฐบาลเมียนมาร์ ได้เข้าปราบปรามและทำลาย แหล่ง สแกมเมอร์ ในเขตพื้นที่ เมียวดี โดยเฉพาะการเข้าทำลายอาคาร KK Paek ซึ่งเป็นแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ เป็นผลให้ มีคนต่างชาติที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ต่างหนีตาย ข้ามแม่น้ำเมย ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทยจำนวนมาก โดยมีกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าสกัดจับกุม เพื่อตรวจสอบ คัดกรอง และส่งกลับประเทศ

(11 พ.ย.68 ) พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯโฆษก สตม.เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ( 10 พ.ย.2568) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รอง ผบช.สตม.นำคณะบินเข้า พื้นที่ อ.แม่สอด จว.ตาก เพื่อร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่เข้าพื้นที่แม่สอด เพื่อติดตามสถานการณ์การควบคุมส่งกลับของต่างชาติดังกล่าว 

โดยพบว่า มีคนต่างชาติที่ลักลอบหนีเข้าเมือง ตั้งแต่ 22 ต.ค.2568 ประมาณ 1,440 คน ส่วนใหญ่เป็นชาติอินเดียถึง 465 คน รองลงมาเป็นชาติแอฟริกา 270 คน ฟิลิปปินส์ 220 คน จีน 187 คน ตามลำดับ โดยทุกราย จะมีการควบคุมตัวเพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 

ทั้งนี้ ทุกรายจะต้องมีการคัดกรองสัมภาษณ์ตามกระบวนการ NRM หรือ National Referral Mechanism  กลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งเป็นระบบในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานตามมาตรฐานสากล

นอกจากนั้น พล.ต.ท.ภาณุมาศ ฯ ได้สั่งให้ ตม.จว.ตาก ดำเนินการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ Biometric คนต่างชาติทุกรายลงในระบบ สตม. เพื่อป้องกันคนต่างชาติเหล่านี้ เปลี่ยนแปลงตัวตนในเอกสารเดินทาง แล้วกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการแฝงตนเข้าไทย เพื่อหาโอกาสเดินทางกลับไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านซ้ำรอยอีก 

โดยสั่งการให้ ตม.สนามบิน ทุกแห่งเพิ่มความเข้มในการสกัด ตรวจสอบ คนต่างชาติที่มีประวัติการถูกนำตัวส่งกลับจากแหล่งสแกมเมอร์ในเมียนมาร์ ให้ปฏิเสธการเข้าเมืองทุกราย เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับการร่วมกระทำผิด โดยเฉพาะ กลุ่มชาติเอเซียใต้  แอฟริกาตะวันออก รวมถึงการช่วยเตือนคนต่างชาติที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคนที่เดินทางมาคนเดียว แต่ไม่มีแผนการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ไม่มีการซื้อตั๋วเดินทางกลับ และโรงแรมที่พัก จะถูกสัมภาษณ์แจ้งเตือนว่าอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลอกให้มาทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ทาง ตม.สนามบิน มีการแจ้งเตือนไปแล้วกว่า 3,384 ราย

คณะผู้แทนรัฐสภาไทยรำลึกบิดา “ลูกเสือโลก” – ผู้ว่าฯ “เนียรี” ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น สะท้อนสายสัมพันธ์มิตรภาพไทย–เคนยา

เมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) คณะผู้แทนรัฐสภาไทยนำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะกรรมการบริหารชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และหัวหน้าคณะผู้แทนฯ พร้อมด้วย นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส., นายนิคม มากรุ่งแจ้ง ส.ว., นายอาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษาชมรมลูกเสือรัฐสภาไทย และ น.ส.สตีจิตร ไตรพิบูลย์สุข รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมการบริหารสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมทัศนศึกษา ณ เมืองเนียรี สาธารณรัฐเคนยา

คณะผู้แทนฯ ได้เยี่ยมชม Paxtu ที่พำนักสุดท้ายของ Lord Baden Powell ผู้ก่อตั้งลูกเสือโลก ก่อนร่วมขบวนวางดอกไม้หน้าอนุสรณ์สถานและหลุมศพ เพื่อแสดงความคารวะและรำลึกถึงคุณูปการสำคัญที่มีต่อขบวนการลูกเสือทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเชื่อมสายสัมพันธ์ลูกเสือรัฐสภาประเทศต่าง ๆ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี คณะผู้แทนรัฐสภาไทยได้เดินทางไปยังศาลาว่าการจังหวัดเนียรี โดยมี Mr. Mutahi Kahiga ผู้ว่าราชการจังหวัดเนียรี ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมร่วมถ่ายภาพกับผู้แทนจากหลายประเทศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือด้านกิจการลูกเสือในระดับนานาชาติ

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภาไทยกับสหภาพลูกเสือรัฐสภาโลก พร้อมยกระดับบทบาทของไทยในเวทีลูกเสือสากลอย่างเด่นชัด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ยืนยัน “น้ำนมดิบไทย” ปลอดภัยทุกหยด สะอาด-มีคุณค่าทางโภชนาการ รับรองมาตรฐานการผลิตทุกขั้นตอน

(10 พ.ย. 68) นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องน้ำนมโคที่มีการผสมสารอื่น ๆ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า “น้ำนมดิบ” ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลทุกขั้นตอน โดยกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับสหกรณ์ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและภาคเอกชน ดูแลคุณภาพน้ำนมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มนมสดแท้ สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ

กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมและตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบในทุกระดับ เริ่มจากการดูแลสุขภาพและการเลี้ยงโคนมในฟาร์ม โดยเกษตรกรได้รับคำแนะนำและบริการวัคซีนป้องกันโรคระบาดประจำปี รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง แม่โคให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ

ก่อนรีดนมทุกครั้ง ได้แนะนำให้เกษตรกรตรวจสุขภาพแม่โคเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเต้านมอักเสบ เมื่อน้ำนมดิบถูกส่งไปยังศูนย์รวบรวม จะมีการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียด ทั้งการปนเปื้อนของยา สารเคมี เชื้อโรค และค่ามาตรฐานทางกายภาพ ก่อนส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูป ซึ่งทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบรับรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำว่า กรมปศุสัตว์มีหน้าที่กำกับ ดูแล และส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศผลิตน้ำนมที่มีมาตรฐานและปลอดภัย โดยเป็นไปตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์นมคุณภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมโคนมไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

“น้ำนมโคทุกหยดจากฟาร์มเกษตรกรไทยสะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวย้ำ

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top