Sunday, 23 August 2026
NEWS

ภารกิจใหญ่ “ศักดิ์ศรีทัพลูกยางไทย” สมาคมฯ เคาะ 20 สาวตบ ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คน ลุยมหกรรม “ซีเกมส์ 2025”

(3 ธ.ค. 68) สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อนักตบลูกยางสาวทีมชาติไทย จำนวน 20 คนชุดแรกสำหรับแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ "ป้องกันเหรียญทอง" ในสนามบ้านตัวเอง

ทีมภายใต้การคุมทัพของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จะเก็บตัวฝึกซ้อมเข้มข้นที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กกท. พร้อมตรวจความพร้อมร่างกายและแท็กติก ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คนที่คาดว่าจะประกาศในวันที่ 7 ธันวาคม 2568

รายชื่อ 20 คนประกอบด้วยแกนหลักซึ่งผ่านประสบการณ์ระดับโลก เช่น 'ชัชชุอร โมกศรี', 'อัจฉราพร คงยศ' และ 'พิมพิชยา ก๊กรัมย์' รวมทั้งดาวรุ่งไฟแรงที่ผ่านสนามแข่งนานาชาติในปีนี้ จุดมุ่งหมายคือสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์กับความสด พร้อมรับมือโปรแกรมแข่งขันที่เข้มข้น

ซีเกมส์ 2025 คือเวทีสำคัญที่ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจะเผชิญความกดดันสูงสุดจากการเป็นเจ้าภาพ และการพัฒนาทีมคู่แข่งในภูมิภาค แฟนกีฬาไทยจึงหวังว่า "ไทยต้องเก็บเหรียญทองให้ได้" เพราะเป็นทั้งศักดิ์ศรีและอนาคตของวงการวอลเลย์บอลไทย

โดยภาพรวม ทีมดังกล่าวถือเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์ในบ้าน หากการเตรียมพร้อมลงตัวและสภาพร่างกายของผู้เล่นหลักดีเพียงพอ ความสำเร็จที่รออยู่จึงไม่ไกลเกินเอื้อม

ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ถูก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท” ย้ำงานข่าวยืนบนข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

(3 ธ.ค. 68) นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กว่าเมื่อฉันถูกผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท”

สามทศวรรษในวิชาชีพสื่อมวลชนสอนดิฉันว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อำนาจรัฐ

แต่คือ ‘ความกลัว’ ที่ทำให้สื่อไม่กล้าพูดความจริง

วันนี้ ดิฉันเผชิญคดีหมิ่นประมาทจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดิฉันเคารพสิทธิของทุกคนที่จะดำเนินคดี หากเห็นว่าตนเสียหาย เพราะกฎหมายคือกลไกพิสูจน์ความจริงในสังคมประชาธิปไตย

และดิฉันก็พร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความเชื่อมั่น เชื่อมั่นว่า งานข่าวต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เชื่อมั่นว่าการนำเสนอเพื่อประโยชน์สาธารณะคือหัวใจของสื่อ เชื่อมั่นว่าการคุ้มครองแหล่งข่าวคือเส้นแดงที่สื่ออาชีพไม่มีวันข้าม และเชื่อมั่นว่าความสุจริตจะยืนยงกว่าความหวาดกลัวทุกชนิด

บทความทุกชิ้นที่ดิฉันเขียน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เขียนทุกบรรทัดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยหลักคิดที่ยึดมั่นเสมอมาว่า

‘สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่เป็นบริวารของอำนาจ’

คดีนี้จะไม่ทำให้ดิฉันถอย ตรงกันข้าม มันย้ำให้จำว่า อิสระของสื่อคือหนึ่งในเสาหลักของสังคมประชาธิปไตย และตราบใดที่ดิฉันยังอยู่ในวิชาชีพนี้ จะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยศักดิ์ศรีมและไม่ปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความกลัว จากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอบคุณทนายเชาว์ มีขวด ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยว่าความคดีนี้



 

ภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ของ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ รวมหน่วยงานรัฐ-จิตอาสา เป็นหนึ่งเดียว อยู่กับผู้ประสบอุทกภัยตลอดทั้งวันทั้งคืน

(3 ธ.ค. 68) “เสธ.หิ” ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกฯ เล่าเบื้องหลังภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พ.ย. 2568 ให้ดูแลสถานการณ์น้ำท่วมสงขลา เพียงวันถัดมา 25 พ.ย. ก็รีบลงพื้นที่ทันที ขณะที่ “เสธ.หิ” เดินทางล่วงหน้าไปจัดเตรียมการประชุมทางไกลระหว่างหาดใหญ่กับทำเนียบรัฐบาล เพื่อประสานงานรับมือเหตุการณ์

เมื่อถึงหาดใหญ่กลับพบว่าหน่วยงานจังหวัดยังไม่ได้เตรียมระบบประชุมทางไกลไว้พร้อมที่สุด กลายเป็นฝ่ายทหาร โดยกองบิน 56 หาดใหญ่ ที่จัดห้องประชุมออนไลน์เชื่อมกับทำเนียบฯ ไว้เรียบร้อย มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กห. เป็นประธาน เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางมาถึงจึงตัดสินใจเข้าร่วมประชุมที่ บน.56 พร้อมนำข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าพูดคุยวางแผนร่วมกับฝ่ายทหารทันที

ข้อมูลก่อนประชุมสะท้อนปัญหาว่าแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพสั่งการกลาง ร.อ.ธรรมนัส จึงขออนุญาตนายกรัฐมนตรีรับหน้าที่กำกับสั่งการเอง ก่อนออกคำสั่งจัดโครงสร้างบัญชาการใหม่ ใช้แนวทางรถไฟแบ่งหาดใหญ่ออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก มอบ มทภ.4 เป็นผบ.เหตุการณ์ฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งตะวันตกรวมสนามบินหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส กำกับเอง โดยมีหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ เป็นลูกมือ พร้อมเร่งให้กองทัพภาค 4 หน่วยทหารพัฒนา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเร่งด่วน

หลังสั่งการโครงสร้างกลางเรียบร้อย ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ทันทีตั้งแต่ก่อนเที่ยงจนถึงเที่ยงคืน โดยตั้งศูนย์อำนวยการกรมชลประทานที่ รร.ซิกเนเจอร์ หาดใหญ่ ขณะตัวเขาเองลุยภาคสนามต่อเนื่องจนสามารถอพยพประชาชนในโซนสนามบินนอก ซึ่งรถเข้าไปถึงได้ยาก ออกมาได้ราว 550 คน นำส่งศูนย์พักพิง รร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ และส่งผู้ป่วยต่อไปยัง รพ.สนามหน้าสนามบินหาดใหญ่ พร้อมประสานฝนหลวง–เฮลิคอปเตอร์–เครื่อง C-130 ลำเลียงอาหาร อุปกรณ์แพทย์ และสับเปลี่ยนบุคลากรให้โรงพยาบาลที่ถูกตัดขาด

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์อำนวยการยังพยายามเจาะเข้าเขต 8 พื้นที่ชั้นในที่กระแสน้ำเชี่ยวจัดจนเข้าไม่ถึง โดยได้รับการสนับสนุนทีมเจ็ตสกีจากสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย และทีมของ รมว.วัฒนธรรม ที่ลงพื้นที่ช่วยสำรวจเส้นทางและนำอาหารเข้าไป แม้หลายจุดยังเข้าไม่ได้เพราะน้ำแรงและมืดค่ำ แต่ก็ได้ข้อมูลสำคัญไปวางแผนวันต่อไป ภารกิจของ ร.อ.ธรรมนัส ในวันนั้นจบลงด้วยมื้ออาหารแรกเวลาประมาณ 01.00 น. ก่อนเตรียมประชุมต่อเช้าวันที่ 26 พ.ย. ซึ่ง “เสธ.หิ” ทิ้งท้ายว่าจะเล่าตอนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นดราม่าหน่วยซีลที่ถูกวิจารณ์ในโซเชียลอย่างหนัก

คณะนักเรียนผู้แทนประเทศไทย คว้า 1 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประเทศรัสเซีย

(3 ธ.ค. 68) การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568​ (IJSO 2025) ระหว่างวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน - วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมีนักศึกษาจาก 24 ประเทศเข้าร่วม

สำหรับการแข่งขันประกอบด้วย 3 รอบ (แบบเลือกตอบ ทฤษฎี และปฏิบัติ) ในรอบเลือกตอบ ผู้เข้าแข่งขันต้องตอบคำถาม 30 ข้อ (ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ข้อละ 10 ข้อ) ในรอบทฤษฎี ผู้เข้าแข่งขันต้องสอบวัดความรู้ทั้งสามวิชา ส่วนในรอบปฏิบัติ (ทดลอง) ผู้เข้าแข่งขันต้องดำเนินโครงการวิจัยที่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานทางฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา

โดยประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันจะส่งนักเรียนและครูผู้สอนสูงสุด 6 คน การแข่งขันนี้เป็นหนึ่งในการแข่งขัน วิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติที่สำคัญสำหรับเยาวชน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและวิชาการ ค้นพบและบ่มเพาะเยาวชนผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ผลงานของนักเรียนที่เป็นผู้แทนประเทศไทย ได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง และ 5 เหรียญเงิน จากการแข่งขันในครั้งนี้ 


 

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST_TEST_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน เตรียมนำ “แท็กซี่บินได้” ไร้คนขับ เข้ามาเปิดบริการในไทย พร้อมนำร่อง ปี 2569 ทดลองบิน 100 ลำ ใน 20 พื้นที่

(3 ธ.ค. 68) อี้หาง อินเทลลิเจนต์ (EHang Intelligent) บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และพันธมิตรท้องถิ่น ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง (AAM) ในพื้นที่ทดลองในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ โดยพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นทดสอบการบินด้วยตนเองบนยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่ง (eVTOL) หรือ "แท็กซี่บินได้" ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส (EH216-S) ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำระบบการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงมาใช้เชิงพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส ผลิตภัณฑ์เรือธงของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ได้รับใบรับรองประเภทอากาศยาน (TC) ใบอนุญาตการผลิต (PC) และใบรับรองสมควรเดินอากาศมาตรฐาน (AC) สำหรับยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่งขนส่งผู้โดยสารแบบไร้คนขับฉบับแรกของโลกจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) โดยในปี 2025 สายการบินที่ให้บริการอากาศยานรุ่นดังกล่าวได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (OC) สำหรับอากาศยานพลเรือนบรรทุกผู้โดยสารไร้คนขับล็อตแรกของประเทศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน

อี้หาง อินเทลลิเจนต์ ดำเนินการพัฒนาในตลาดไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การบินโดยสารครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยการบินในพื้นที่ทดลองครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความก้าวหน้าในฉากทัศน์การบินภายในเมือง แต่ยังเน้นย้ำถึงจุดเด่นเฉพาะของแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส เหมาะสมต่อการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวเพื่อการชมวิวในไทย

ในอนาคต อี้หาง อินเทลลิเจนต์จะร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ขยายพื้นที่ทดลองบินไปยังปลายทางยอดนิยมอย่างพัทยา ภูเก็ต และเกาะสมุย เพื่อสร้างเครือข่ายเส้นทางการบินระดับต่ำที่หลากหลาย

หลังการทดลองบิน มนัทเปิดเผยว่าแท็กซี่บินได้ไร้คนขับสามารถรับผู้โดยสารจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมือง และยังสามารถให้บริการแบบจุดต่อจุดได้ และยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวหรือการเดินทางแม้ในพื้นที่ท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ของไทย มอบตัวเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และสบายยิ่งขึ้นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสำนักงานฯ จะยึดหลักกำกับดูแลควบคู่การบริการ เปิดพื้นที่ทดลองบินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบด้านการดำเนินงานของการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีและการกำกับดูแลอุตสาหกรรมให้พัฒนาไปพร้อมกัน

เลือง ฟาม (Luong Pham) ผู้ก่อตั้งแอเรียล ซี เวนเจอร์ส (Aerial Sea Ventures) ผู้ให้บริการแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอสในไทย กล่าวว่าบริษัทมีแผนจะส่งอากาศยานไร้คนขับของอี้หาง อินเทลลิเจนต์มากกว่า 100 ลำบินในพื้นที่ทดลองบินกว่า 20 แห่งทั่วไทยภายในสิ้นปี 2569 ผ่านการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสำนักงานฯ พร้อมคาดหวังว่าการเปิดเส้นทางบินจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมืองจะสำเร็จในเร็ววัน เพื่อผลักดันการพาณิชย์และการขยายขนาดของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง

หยาง เจียหง ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ระบุว่าอี้หางจะสนับสนุนรัฐบาลไทยและสำนักงานฯ ในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงในไทยต่อไป ผ่านการบินโดยสารในพื้นที่ทดลองภายใต้ฉากทัศน์การใช้งานที่สำคัญในเมืองต่างๆ อย่างกรุงเทพฯ

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน เตรียมนำ “แท็กซี่บินได้” ไร้คนขับ เข้ามาเปิดบริการในไทย พร้อมนำร่อง ปี 2569 ทดลองบิน 100 ลำ ใน 20 พื้นที่

(3 ธ.ค. 68) อี้หาง อินเทลลิเจนต์ (EHang Intelligent) บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และพันธมิตรท้องถิ่น ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง (AAM) ในพื้นที่ทดลองในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ โดยพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นทดสอบการบินด้วยตนเองบนยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่ง (eVTOL) หรือ "แท็กซี่บินได้" ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส (EH216-S) ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำระบบการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงมาใช้เชิงพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส ผลิตภัณฑ์เรือธงของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ได้รับใบรับรองประเภทอากาศยาน (TC) ใบอนุญาตการผลิต (PC) และใบรับรองสมควรเดินอากาศมาตรฐาน (AC) สำหรับยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่งขนส่งผู้โดยสารแบบไร้คนขับฉบับแรกของโลกจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) โดยในปี 2025 สายการบินที่ให้บริการอากาศยานรุ่นดังกล่าวได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (OC) สำหรับอากาศยานพลเรือนบรรทุกผู้โดยสารไร้คนขับล็อตแรกของประเทศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน

อี้หาง อินเทลลิเจนต์ ดำเนินการพัฒนาในตลาดไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การบินโดยสารครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยการบินในพื้นที่ทดลองครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความก้าวหน้าในฉากทัศน์การบินภายในเมือง แต่ยังเน้นย้ำถึงจุดเด่นเฉพาะของแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส เหมาะสมต่อการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวเพื่อการชมวิวในไทย

ในอนาคต อี้หาง อินเทลลิเจนต์จะร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ขยายพื้นที่ทดลองบินไปยังปลายทางยอดนิยมอย่างพัทยา ภูเก็ต และเกาะสมุย เพื่อสร้างเครือข่ายเส้นทางการบินระดับต่ำที่หลากหลาย

หลังการทดลองบิน มนัทเปิดเผยว่าแท็กซี่บินได้ไร้คนขับสามารถรับผู้โดยสารจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมือง และยังสามารถให้บริการแบบจุดต่อจุดได้ และยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวหรือการเดินทางแม้ในพื้นที่ท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ของไทย มอบตัวเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และสบายยิ่งขึ้นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสำนักงานฯ จะยึดหลักกำกับดูแลควบคู่การบริการ เปิดพื้นที่ทดลองบินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบด้านการดำเนินงานของการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีและการกำกับดูแลอุตสาหกรรมให้พัฒนาไปพร้อมกัน

เลือง ฟาม (Luong Pham) ผู้ก่อตั้งแอเรียล ซี เวนเจอร์ส (Aerial Sea Ventures) ผู้ให้บริการแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอสในไทย กล่าวว่าบริษัทมีแผนจะส่งอากาศยานไร้คนขับของอี้หาง อินเทลลิเจนต์มากกว่า 100 ลำบินในพื้นที่ทดลองบินกว่า 20 แห่งทั่วไทยภายในสิ้นปี 2569 ผ่านการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสำนักงานฯ พร้อมคาดหวังว่าการเปิดเส้นทางบินจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมืองจะสำเร็จในเร็ววัน เพื่อผลักดันการพาณิชย์และการขยายขนาดของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง

หยาง เจียหง ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ระบุว่าอี้หางจะสนับสนุนรัฐบาลไทยและสำนักงานฯ ในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงในไทยต่อไป ผ่านการบินโดยสารในพื้นที่ทดลองภายใต้ฉากทัศน์การใช้งานที่สำคัญในเมืองต่างๆ อย่างกรุงเทพฯ

คว้ารางวัลระดับโลก Clark R. Bavin Wildlife Law Enforcement Award สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสัตว์ป่า ต่อสู้กับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ในระหว่างการประชุม CITES CoP20 ที่เมืองซามาร์คานด์ ประเทศอุซเบกิสถาน นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รับรางวัล Clark R. Bavin Wildlife Law Enforcement Award เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกที่มอบให้แก่ผู้มีผลงานโดดเด่นในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า

อธิบดีอรรถพลฯ ได้รับการยกย่องจากผลงานสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การสลายเครือข่ายอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม การปราบปรามการลักลอบตัดไม้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่า บทบาทสำคัญในการส่งสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์กลับคืนถิ่นกำเนิด

พร้อมคำยกย่องจากคณะกรรมการว่า “For his visionary leadership, innovative enforcement strategies, success in dismantling environmental crime networks and suppressing illegal logging, dedication to resolving human-wildlife conflicts, and trailblazing work in endangered species repatriation.”

รางวัลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเจ้าหน้าที่ด่านหน้าผู้ทุ่มเททำงาน ยกย่องความกล้าหาญในภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง สนับสนุนการปกป้องสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ ส่งเสริมประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และสร้างแรงบันดาลใจให้ประเทศต่าง ๆ ยกระดับมาตรการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในระดับสากล

พิธีมอบรางวัลครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอธิบดีอรรถพลฯ ในการปกป้องสัตว์ป่าและต่อสู้กับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ค้างค่านมโรงเรียน ทำเอกชนเดือดร้อนหนัก ขาดสภาพคล่อง จี้ ‘ดร.นฤมล’ รีบแก้ปัญหา

(3 ธ.ค. 68) นายเฉลียว คงตุก หรือ “นายหัวแมน” หรือที่รู้จักกันในนาม “นายหัวไทร” โพสต์เฟซบุ๊กว่า รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตนมโรงเรียนเปิดเผยว่า จนถึงขณะสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ยังไม่จ่ายเงินเพื่อชำระค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการเป็นอย่างยิ่ง

“การที่ สพฐ. และ สช.ไม่จ่ายค่านมโรงเรียนให้กับผู้ประกอบการ ทำให้ผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดสภาพคล่อง และบางรายที่กู้เงินมาก็ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก”

ผู้ประกอบการโรงนมโรงเรียนรายหนึ่ง กล่าววิงวอนไปยังนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล และ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึึกษาธิการสั่งการ เร่งรัดให้หน่วยงานรับผิดชอบจ่ายเงินค่านมโรงเรียนเป็นการด่วน

 “ค้างค่านมโรงเรียน” สำหรับโรงเรียนเอกชน (สังกัด สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน — สช. และโรงเรียนรัฐสังกัด สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน — สพฐ.) มีข้อกำหนดตามระเบียบของ โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน (school-milk) ค่อนข้างชัดเจน แต่ “ยอดค้าง” ที่เป็นตัวเลขแน่นอนอาจขึ้นกับแต่ละโรงเรียน/จังหวัด 

ทั้งนี้โรงเรียน ไม่ว่าของรัฐ (สพฐ.) หรือเอกชน (สช.) ที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับงบอุดหนุนเพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับนมตามสิทธิ 260 วันต่อปีการศึกษา (200 วันเรียน + 60 วันช่วงปิดภาค) ตามเกณฑ์ของโครงการ   

งบประมาณเพื่อจ่ายค่านมจะถูก “โอน” ไปยังบัญชีเงินอุดหนุนของโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเปิดบัญชีเฉพาะ และเมื่อได้รับโอนแล้ว ภายใน 5 วันทำการ โรงเรียนต้องออก “ใบสำคัญรับเงินในนามโรงเรียน” และเก็บเป็นหลักฐานการรับงบอุดหนุนไว้   
 
โรงเรียนจึงใช้เงินนั้นซื้อ “ผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน”และแจกจ่ายให้เด็กตามจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ  

การที่มีข่าว “โรงเรียนเอกชน/รัฐ ค้างค่านม” มักมาจากปัญหาการเบิกจ่ายงบ, การโอนงบที่ล่าช้า, หรือความยุ่งยากด้านเอกสาร มากกว่าปัญหาเชิงมาตรฐานของโครงการเอง

สาเหตุอาจรวมถึง:
 -งบอุดหนุนยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชีโรงเรียน ทำให้โรงเรียนไม่สามารถซื้อและแจกจ่ายนมได้ตามกำหนด
 -โรงเรียน อาจไม่ยื่นเอกสารตามแบบฟอร์ม (เช่น แบบ นม.1 / นม.2 / นม.5) หรือยื่นล่าช้า ทำให้เงิน “ค้าง” จนกว่าจะดำเนินการครบถ้วนตามระเบียบ

เพราะฉะนั้น “ค้างค่านมโรงเรียน” ต่าง ๆ มักเป็นประเด็นเฉพาะโรง ไม่ได้มีฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมว่า “ค้างรวมกี่บาททั่วประเทศ”

ช่วงเวลาที่ปกติต้องจ่าย / โอนเงินอุดหนุน

สำหรับโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการอุดหนุนจาก สช.:
 -การขอรับงบอุดหนุนปีละ 2 ครั้ง — โดยขอครั้งที่ 1 ภายใน 10 กรกฎาคม และครั้งที่ 2 ภายใน 10 กุมภาพันธ์ของแต่ละปีการศึกษา   
 -หลังจากหน่วยงานโอนงบมาให้โรงเรียน โรงเรียนต้องออกใบสำคัญรับเงินภายใน 5 วัน
 
นำเรียนไปยัง ดร.นฤมล ช่วยตอบคำถามผู้ประกอบการโรงนมด้วยว่า ทำไมเบิกจ่ายล่าช้า และเมื่อไหร่จะได้ เพราะยิ่งนานวันเข้าผู้ประกอบการก็ยิ่งเดือดร้อน ขาดสภาพคล่อง ผู้ประกอบการก็ต้องใช้เงินสดหมุนเวียน เพื่อซื้อน้ำนมดิบเช่นเดียวกัน

#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#นายหัวไทร
#ทำเฒ่าเรื่องเพื่อน
#นมโรงเรียน
#นฤมลภิญโญสินวัฒน์
#กระทรวงศึกษาธิการ

PULO ยก “เสียงร้องไห้แห่งปาตานี” ขึ้นสหประชาชาติ (UN) สะท้อนสิทธิชนกลุ่มน้อย ที่ถูกละเลยกว่า 240 ปี

เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 68 ความขัดแย้งยืดเยื้อในพื้นที่ปาตานี หรือจังหวัดชายแดนใต้ของไทย แม้จะถูกลดทอนในสื่อกระแสหลักภายในประเทศ แต่ความพยายามเรียกร้องสิทธิ ความยุติธรรม และการยอมรับตัวตนของชาวมลายูปาตานีก็ยังคงเดินหน้าบนเวทีระหว่างประเทศ 

ล่าสุด ประเด็นนี้ถูกนำเสนออย่างเป็นทางการใน เวทีสหประชาชาติที่นครเจนีวา เมื่อวันที่ 27–28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในการประชุม 18th Session of the UN Forum on Minority Issues ภายใต้การนำของ กัสตูรี มะห์โกตา ประธาน PULO (Patani United Liberation Organisation) 

คณะผู้แทนได้เสนอเอกสารและถ้อยแถลงในนาม “เสียงร้องไห้แห่งปาตานี (The Cry from Patani)” ซึ่งสะท้อนความเจ็บปวดสะสมของชาวมลายูในพื้นที่กว่า 240 ปี ตั้งแต่การเสียดินแดนปาตานีจนถึงปัจจุบัน
ในสุนทรพจน์ของกัสตูรี เน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่ยังเผชิญอยู่ ได้แก่

- การถูกจำกัดภาษาและอัตลักษณ์ Bahasa Melayu Patani ไม่ได้รับความเป็นธรรมในระบบการศึกษา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมปาตานีถูกลดทอนจากเรื่องเล่าของรัฐ
- การควบคุมด้านความมั่นคง พื้นที่ยังเต็มไปด้วยกฎหมายพิเศษ การซ้อมทรมาน การหายตัวไป และการเสียชีวิตที่ยังไม่คลี่คลาย
- สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ประชาชนจำนวนมากเติบโตท่ามกลางความกลัว การตรวจค้น และการควบคุมจากหน่วยความมั่นคง

กัสตูรีระบุว่า ชาวปาตานี “ไม่ใช่ภัยความมั่นคง” หากแต่เป็นประชาชนที่ต้องการ ศักดิ์ศรี การยอมรับ และสิทธิในการดำรงอยู่ตามอัตลักษณ์ของตนเอง

PULO เสนอ 3 ข้อเรียกร้องหลักในเวที UN ได้แก่
1.ให้รับรองปัญหาปาตานีในฐานะเรื่องสิทธิชนกลุ่มน้อยที่ต้องได้รับการคุ้มครองสากล
2.ให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพมีความครอบคลุม รับฟังเสียงตัวแทนชาวปาตานีอย่างแท้จริง
3.ให้รัฐบาลไทยเคารพมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และแก้ไขปัญหาความรุนแรง การลอยนวลพ้นผิด และการเลือกปฏิบัติ

กัสตูรีกล่าวทิ้งท้ายว่า“เสียงร้องไห้จากปาตานีไม่ใช่เสียงแห่งความเกลียดชัง แต่เป็นเสียงเรียกร้องศักดิ์ศรีและสันติภาพสำหรับคนรุ่นต่อไป”

การผลักดันประเด็นปาตานีสู่สหประชาชาติครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญของ PULO และขบวนการชาวปาตานี เพราะเป็นการเน้น “การต่อสู้ทางการทูต” มากกว่าการเผชิญหน้าเชิงความมั่นคง
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การเคลื่อนไหวเช่นนี้จะช่วยให้ประชาคมโลกมองปัญหาปาตานีในกรอบสิทธิชนกลุ่มน้อยและความยุติธรรมสากลมากขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการสันติภาพ

ในท้ายที่สุด “เสียงร้องไห้แห่งปาตานี” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำบนกระดาษ แต่คือความหวังใหม่ว่า วันหนึ่งสันติภาพในพื้นที่ปาตานีจะไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่เป็นความจริงของชาวบ้านที่รอคอยมายาวนาน
 

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ผลักดัน Soft Power ไทยเป็นระบบ บูรณาการงานอนุรักษ์-ต่อยอด-เศรษฐกิจวัฒนธรรม ยกระดับ “วัฒนธรรมไทย” สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ

สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม อาจเป็นชื่อที่คนทั่วไป “คุ้นตาในหนังสือราชการ” แต่มีความสงสัยว่าทำหน้าที่อะไร แล้วมีผลอะไรต่อชีวิตประจำวันของคนไทย แท้จริงแล้วสำนักงานฯ แห่งนี้คือ “ศูนย์บัญชาการ” ที่แปลงวิสัยทัศน์ของกระทรวงวัฒนธรรมให้กลายเป็นนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงานจริงในพื้นที่ เป็นหน่วยงานกลางที่ขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมของประเทศ กำกับดูแลหน่วยงานระดับกรมในสังกัด รวมถึงนิเทศ ติดตาม และบังคับบัญชาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ

เมื่อมองลึกลงไป สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมยังเป็น “กลไกเบื้องหลัง” ของหลายภารกิจที่คนไทยคุ้นเคย ทั้งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์วัฒนธรรมชาติ การผลักดันเศรษฐกิจวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การสนับสนุนงานภาพยนตร์และสื่อร่วมสมัยของไทยในระดับนานาชาติ การประสานเครือข่ายวัฒนธรรมกับจังหวัดและองค์กรต่างประเทศ ตลอดจนการบริหารงบประมาณและทรัพยากรบุคคลของกระทรวงฯ บนฐานงบประมาณหลายพันล้านบาทต่อปี

ภายใต้โครงสร้างที่ซับซ้อนเช่นนี้ บทบาทของ “ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม” ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้กำหนดทิศทาง เชื่อมโยงทุกหน่วยให้ทำงานสอดประสานกัน

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ตั้งแต่ปลายปี 2567 ตามพระบรมราชโองการที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นการดัน “ลูกหม้อวัฒนธรรม” ที่เติบโตจากภายในกระทรวง มาทำหน้าที่นำทัพในจังหวะที่ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับ Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างจริงจัง เขาได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีวัฒนธรรมและคณะรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลด้านความเข้าใจหน้างาน ความสามารถในการบริหารจัดการ และประสบการณ์ต่อเนื่องในตำแหน่งสำคัญแทบทุกระดับของกระทรวงวัฒนธรรมตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

>>ประวัติการศึกษา
-ปริญญาตรี สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (พ.ศ. 2534)
-ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น (พ.ศ. 2540)

เส้นทางการทำงานในกระทรวงวัฒนธรรม (โดยสรุป)
-พ.ศ. 2540 - 2554 ข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
-18 พ.ค. 2555 - 25 มี.ค. 2556 ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม
-26 มี.ค. 2556 - 4 พ.ย. 2561 ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรม
-5 พ.ย. 2561 - 17 ม.ค. 2563 ผู้ช่วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-18 ม.ค. 2563 - 30 ก.ย. 2563 ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2563 - 22 ก.พ. 2565 รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
-23 ก.พ. 2565 - 30 ก.ย. 2565 หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม
-1 ต.ค. 2565 - 3 มิ.ย. 2567 ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)
-4 มิ.ย. 2567 - 28 ธ.ค. 2567 อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.)
-28 ธ.ค. 2567 เป็นต้นมา ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) และดำรงตำแหน่งกรรมการ/ผู้บริหารในคณะกรรมการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD)

หลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ได้ประกาศกรอบนโยบายการทำงาน “3+1” ของตนเองทันที สอดรับกับนโยบาย “4-3-2-1” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยเน้น 3 ด้านหลัก คือ

(1) การใช้ศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายวัฒนธรรมทั่วประเทศให้เข้มแข็ง สามารถต่อยอดรากเหง้าวัฒนธรรมไปสู่มูลค่าเศรษฐกิจและเกียรติภูมิในเวทีโลก 

(2) การปรับบทบาทกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็น “กระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ” ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมอย่างจริงจัง ตั้งแต่ฐานรากถึงระดับนานาชาติ 

(3) การขับเคลื่อน Soft Power ไทยในอย่างน้อย 11 สาขาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ด้วยพลังของเครือข่ายศิลปิน ผู้ประกอบการ และพันธมิตรทั้งในและนอกกระทรวงฯ 

ส่วน “อีก 1 เรื่องสำคัญ” คือ การพัฒนาสมรรถนะองค์กรและการบริหารจัดการเครือข่ายให้เข้มแข็ง โดยตั้งเป้าประเมินการทำงานทุก 3 เดือน เพื่อให้สังคมเห็นผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง

บนภารกิจระดับประเทศ เขายังต้องกำกับดูแลการบูรณาการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนงานระดับนานาชาติ เช่น มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Phuket 2025 ที่กระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานปลัดฯ ทำหน้าที่ประสานทุกภาคส่วนให้การจัดงานศิลปะร่วมสมัยของไทยสะท้อนศักยภาพวัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลกอย่างงดงาม เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

เมื่อพิจารณาจากเส้นทางชีวิตราชการ นายประสพ เรียงเงิน จึงไม่ใช่เพียง “ข้าราชการอาวุโส” แต่คือผู้นำที่เติบโตมาจากทุกระดับในกระทรวงวัฒนธรรม ผ่านงานเชิงนโยบาย งานวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ งานตรวจราชการในพื้นที่ และงานขับเคลื่อนโครงการศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจ เขาถูกมองว่าเป็นผู้บริหารที่ “เข้าใจทั้งระบบและหน้างาน” สามารถประสานผลประโยชน์ของภาครัฐ ชุมชน ศิลปิน และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน ภายใต้กรอบกฎหมายและคุณธรรมราชการที่เคร่งครัด จึงได้รับความไว้วางใจจากทั้งฝ่ายการเมือง ผู้บริหารในกระทรวง และเครือข่ายวัฒนธรรมในจังหวัดต่าง ๆ ว่าจะนำพากระทรวงวัฒนธรรมก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่

การได้ “นายประสพ เรียงเงิน” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงวัฒนธรรมในวันนี้ จึงเปรียบเสมือนได้ผู้นำที่รู้ทั้ง “รากเหง้า” และ “โอกาสใหม่” ของวัฒนธรรมไทย เขามีประสบการณ์เต็มมือจากการทำงานด้านวัฒนธรรมมาตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับนโยบาย เข้าใจว่าอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องต่อยอดให้เป็นพลังเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมกันนั้นยังยืนยันความมุ่งมั่นในการทำให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็น “กระทรวงกึ่งเศรษฐกิจ” ที่คนทั้งประเทศจับตามอง ด้วยระบบบริหารจัดการโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากเดินตามกรอบนโยบายที่วางไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีความหวังว่าภายใต้การนำของเขา สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะสามารถประสานพลังทุกภาคส่วน ให้วัฒนธรรมไทยกลายเป็นพลังสร้างสังคมที่ดี และสร้างอนาคตเศรษฐกิจชาติได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

Co-Payment โครงการจ้างงานเด็กจบใหม่ในยุคโควิด-19 ความพยายามกระตุ้นตลาดแรงงานยุควิกฤต ที่ต้อง “ปรับเงื่อนไข” ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งนายจ้าง-ลูกจ้าง

ช่วงโควิด-19 ไม่ได้กระทบแค่ยอดขายธุรกิจ แต่ยัง “ชะงักชีวิต” ของคนทั้งรุ่น โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาเจอตลาดงานเงียบสนิทพอดี

หนึ่งในมาตรการที่ออกมาแก้โจทย์นี้ คือโครงการลักษณะ “Co-Payment การจ้างงานเด็กจบใหม่” ที่รัฐช่วยแบกรับค่าจ้างบางส่วน เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนเปิดประตูรับคนรุ่นใหม่เข้าทำงานในช่วงวิกฤต 

ถ้ามองจากไอเดียภาพใหญ่ ต้องบอกว่าเป็นนโยบายที่ “ทิศทางถูก” แต่เมื่อดูการใช้งานจริง หลายเสียงก็ยอมรับว่า “ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มศักยภาพ”

บทความนี้เลยอยากชวนผู้อ่าน TST BIZ มองโครงการนี้แบบใจเย็น ๆ ในเชิง “ติ-ชม-แนะนำ” เพื่อเก็บเป็นบทเรียนสำหรับรอบหน้า มากกว่าจะไปโฟกัสว่า “ใครผิด” หรือ “ใครถูก”

>>ภาพรวมไอเดีย: สะพานเชื่อมคนรุ่นใหม่-นายจ้าง ในวันที่ใคร ๆ ก็ไม่กล้าจ้าง

โจทย์ตอนโควิดค่อนข้างชัด คือ…
- เด็กจบใหม่จำนวนมากกำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน  
- ธุรกิจจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะรอดปีหน้าไหม จะให้ “เพิ่มคน” ก็กลัวแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว  

โครงการ Co-Payment จึงถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่างสองฝั่ง หลักการแบบง่าย ๆ คือ…
- รัฐช่วยจ่ายเงินเดือนบางส่วนให้เด็กจบใหม่  
- นายจ้างจ่ายอีกส่วนหนึ่ง  
- เด็กจบใหม่ได้งาน-ได้ประสบการณ์  
- ธุรกิจลดต้นทุนช่วงวิกฤต-ได้แรงงานรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทีม  

ในเชิงแนวคิด ถือเป็นมาตรการแบบ win-win-win
- เด็กไม่ตกงาน  
- นายจ้างมีแรงจูงใจจ้างเพิ่ม  
- รัฐชะลอปัญหาว่างงานและผลกระทบทางสังคมในระยะยาว  

ทิศทางนี้ “ดี” และ “จำเป็น” สำหรับประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และต้องการให้คนรุ่นใหม่ “ไม่หลุดจากตลาดแรงงาน” ตั้งแต่ก้าวแรก

>>สิ่งที่ทำได้ดี: ส่งสัญญาณว่ารัฐเห็นความสำคัญของ “วัยแรกเข้า”

ถึงแม้ตัวเลขการเข้าร่วมอาจต่ำกว่าที่ตั้งใจ แต่ต้องยอมรับว่า โครงการลักษณะนี้ส่งสัญญาณที่ดีหลายอย่างออกมาสู่ตลาด

1) บอกกับเด็กจบใหม่ว่า “คุณไม่ได้ถูกลืม” มีมาตรการเฉพาะกลุ่มที่ตั้งใจมองมาที่คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่วิธีคิดแบบ “ช่วยรวม ๆ ทั้งระบบแล้วเดี๋ยวทุกคนได้ประโยชน์ไปเอง”

2) ทำให้ภาคธุรกิจเห็นโอกาสใช้เครื่องมือจากรัฐ หลายบริษัทที่เข้าร่วม เริ่มมองว่า ถ้าเราอยู่ในระบบ มีเอกสาร-โครงสร้าง HR พร้อม เราจะ “เชื่อมต่อกับมาตรการรัฐ” ได้ง่ายกว่าคู่แข่งเวลามีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นอีก

3) วางฐานข้อมูลตลาดงานได้ในระดับหนึ่ง แม้ไม่สมบูรณ์ แต่ฐานข้อมูลการจับคู่เด็กจบใหม่-นายจ้าง ก็เป็นต้นทุนข้อมูลที่ต่อยอดไปสู่การวางนโยบายด้านแรงงานในอนาคตได้

พูดง่าย ๆ คือ ในมุม “เจตนาและสัญญาณ” โครงการ Co-Payment จับแกนปัญหาได้ถูก และสะท้อนว่าเราเริ่มให้ความสำคัญกับ “จุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน” มากขึ้น

>>จุดที่ติดขัด: โลกงานเปลี่ยนไปเร็วกว่ารูปแบบมาตรการ

แต่เมื่อมองจากมุมคนทำธุรกิจและเด็กจบใหม่ จะเห็นจุดสะดุดชัด ๆ อยู่ 3 เรื่องใหญ่ ๆ

(1) รูปแบบการจ้างงาน “ยุคใหม่” vs เงื่อนไข “ยุคเก่า”  
ตลาดงานหลังโควิด เต็มไปด้วยรูปแบบการจ้างงานหลากหลาย:
- งาน project-based  
- งานชั่วคราว  
- ฟรีแลนซ์  
- hybrid / remote  

แต่โครงการเน้นไปที่การจ้างแบบงานประจำเต็มเวลา (full-time) ในกรอบค่อนข้างแข็ง เช่น ตำแหน่งประจำในธุรกิจที่ลงทะเบียนอยู่ในระบบประกันสังคมชัดเจน

ผลคือ ธุรกิจที่ “อยากลองรับเด็กมาช่วยงานเป็นโปรเจกต์” อาจรู้สึกว่าโครงการไม่ตอบโจทย์ ในขณะที่เด็กที่อยากลองงานหลายแบบ หรืออยากสำรวจสายงานดิจิทัล-สตาร์ตอัป ก็รู้สึกว่าตัวเลือกในโครงการไม่หลากหลายนัก

(2) SMEs ตัวเล็ก “อยากร่วม แต่กลัวเหนื่อย-กลัวเสี่ยง” เงื่อนไขบางข้อออกแบบมาเพื่อกันความเสี่ยงในภาพใหญ่ เช่น  
- ห้ามเลิกจ้างพนักงานเดิมเกินเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด  
- ต้องมีเอกสาร-ระบบประกันสังคมครบถ้วน  

ในมุมความรับผิดชอบด้านนโยบาย เข้าใจได้ว่าต้องมีเกณฑ์ป้องกันการ “เอาเปรียบระบบ” แต่ในมุมของ SMEs ที่กำลังหายใจรวยรินช่วงโควิด เงื่อนไขเหล่านี้อาจถูกมองว่า “เราอยากช่วยรับเด็กนะ แต่ถ้าวันหนึ่งยอดไม่ดี ต้องลดพนักงานบางส่วน จะผิดเงื่อนไขไหม?”

เมื่อนายจ้างรู้สึกว่า “ข้อผูกมัดสูงกว่าความสบายใจ” หลายรายจึงเลือกไม่เข้าร่วม แม้ชอบไอเดียโครงการก็ตาม

(3) Mismatch ระหว่างงานที่มี กับงานที่เด็กอยากทำ อีกจุดหนึ่งที่สะท้อนจากประสบการณ์จริงคือ ความไม่ตรงกันระหว่าง  
- ตำแหน่งที่นายจ้างต้องการ (เช่น งานภาคผลิต/บริการ)  
- งานที่เด็กจบใหม่จำนวนมากอยากทำ (งานออฟฟิศ งานด้านคอนเทนต์ งานดิจิทัล ฯลฯ)

เมื่อดีมานด์-ซัพพลายไม่เจอกันเต็มที่ โครงการที่ตั้งใจจะให้ “จับคู่กันง่ายขึ้น” ก็กลายเป็น “แพลตฟอร์มที่มีตำแหน่งและคน แต่จับคู่สำเร็จน้อยกว่าที่ควร”

>>บทเรียนสำหรับรอบหน้า: ทำให้ยืดหยุ่นขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ SMEs เข้าถึงได้ง่ายจริง ๆ

ตรงนี้คือหัวใจสำคัญ ที่อยากชวนคิดต่อแบบสร้างสรรค์ ไม่โทษใครคนเดียว แต่ใช้เป็น “คู่มือ” สำหรับออกแบบมาตรการครั้งต่อไป

(1) ออกแบบให้ “ยืดหยุ่น” รับรูปแบบงานยุคใหม่  

ถ้ามี Co-Payment รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะสำหรับเด็กจบใหม่หรือแรงงานกลุ่มอื่น ๆ สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ…

- จ้างแบบโครงการ (6-9 เดือน)
- จ้าง part-time พร้อมเส้นทางพัฒนาเป็น full-time
- จ้าง remote ในสายงานดิจิทัล

ใช้เทคโนโลยีช่วยลดภาระเอกสาร เช่น ระบบลงทะเบียน-ยืนยันตัวตน-อัปโหลดเอกสารที่ใช้ง่าย  

Dashboard ให้ทั้งหน่วยงานรัฐ-ธุรกิจ-เด็กจบใหม่เห็นสถานะตรงกัน

ยิ่งมาตรการ “ใกล้ชีวิตจริงของคนทำงานยุคนี้” มากเท่าไร โอกาสสำเร็จก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

(2) ออกแบบให้ SMEs เข้าได้ “จริง” ไม่ใช่แค่ในหลักการ  

ถ้าอยากให้โครงการแบบนี้มีผลในเศรษฐกิจจริง ต้องให้ SMEs ที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เข้าถึงได้จริง ๆ

คำถามที่อาจใช้เป็นตัวชี้นำ คือ…
- SMEs ที่มีพนักงาน 5-20 คน ถ้าอยากเข้าร่วม ต้องผ่านกี่ขั้นตอน?  
- มีวิธีลดความเสี่ยงให้รัฐ โดยไม่เพิ่ม “ความกลัว” ให้ผู้ประกอบการหรือไม่? เช่น ใช้ระบบแจ้งเปลี่ยนแปลงสถานะที่ยืดหยุ่น หรือ ให้ที่ปรึกษา/เจ้าหน้าที่ช่วยแนะนำแบบ 1:1 กับกลุ่ม SMEs  

ถ้า SMEs รู้สึกว่า “ไม่ยากเกินไป-ไม่เสี่ยงเกินไป-มีคนช่วยดู” ตัวเลขการเข้าร่วมจะสูงขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบเพิ่มมากนัก

(3) ใช้โครงการเป็น “ห้องทดลองนโยบายแรงงาน” ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ครั้งเดียวจบ แทนที่จะมอง Co-Payment เป็นมาตรการแบบ “ครั้งเดียวแล้วจบ” เราอาจมองมันเป็นห้องทดลอง (sandbox) ด้านนโยบายแรงงานได้ด้วย
- ทดลองรูปแบบการจ้างงานใหม่ ๆ  
- ทดลองวิธีวัดผลด้านทักษะ-ผลิตภาพของแรงงานรุ่นใหม่
- ทดลองความร่วมมือระหว่างรัฐ-มหาวิทยาลัย-เอกชน ในการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดงาน แล้วนำบทเรียนทั้งที่สำเร็จและที่ไม่สำเร็จ มาปรับปรุงรุ่นถัดไปเป็นวงจรต่อเนื่อง

>>ข้อคิดทิ้งท้าย: จาก “Co-Payment” สู่ “Co-Responsibility”

ท้ายที่สุด โครงการ Co-Payment ช่วงโควิดอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ และหลายฝ่ายก็มองว่าช่วยได้ไม่เต็มเป้าที่ตั้งใจไว้ แต่ถ้ามองในมุมบวก มันคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดสำคัญอย่างหนึ่งคือ “การร่วมรับผิดชอบตลาดแรงงาน” (Co-Responsibility)  
- รัฐ: วางกรอบ-สนับสนุน-ลดความเสี่ยงเชิงระบบ  
- ธุรกิจ: เปิดโอกาส-ให้พื้นที่เรียนรู้แก่คนรุ่นใหม่  
- เด็กจบใหม่: พัฒนาตัวเองให้พร้อมรับโอกาสที่เข้ามา  

ถ้ารอบหน้าเราสามารถออกแบบมาตรการที่ยืดหยุ่นขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และสอดคล้องกับโลกการทำงานใหม่มากขึ้น  

แพ็กเกจใหญ่ที่ไม่เคยบอกคุณ รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน พร้อมคำสวยๆ ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%

Quick Big Win ที่ไม่เคยบอกคุณ: รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน…แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%
รัฐบาลเคาะมาตรการ “Quick Big Win เพื่อ SMEs ไทย” พร้อมคำสวย ๆ ว่า  
> “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

ตั้งเป้าทุ่มวงเงินสินเชื่อและค้ำประกันผ่านสถาบันการเงินของรัฐ 7 แห่ง รวม **267,000 ล้านบาท**  
ประกาศชัดว่าจะช่วยเติมสภาพคล่องให้ SMEs ฟื้นตัว ดันเศรษฐกิจปี 2569 ให้โตขึ้น แถมยังช่วยเยียวยาภาคใต้ที่เจออุทกภัยซ้ำเติม

บนกระดาษ มาตรการนี้ดู “ใหญ่และเร็ว”  
แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบความจริงอีกด้านว่า **นี่คือแพ็กเกจที่ช่วยได้จริงแค่ SMEs ส่วนน้อย**  
และแทบไม่แตะ “ตัวเล็ก–ตัวนอกระบบ–ตัวสะบักสะบอม” ที่กำลังจะล้มเป็นโดมิโนอยู่แล้ว

2.67 แสนล้าน vs 107,000 ราย: ตัวเลขที่บอกเองว่า “ช่วยไม่กว้าง”
ในรายละเอียดของมาตรการ รัฐบาลประเมินเองว่า  
- จะทำให้ **SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ราว 270,000 ล้านบาท**  
- และคาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ **ประมาณ 107,000 ราย**
ลองเทียบกับความจริงง่าย ๆ:  
- ประเทศไทยมี SMEs **หลักแสนถึงหลักล้านราย** (แล้วแต่จะนับเฉพาะที่อยู่ในระบบหรือรวมกึ่งไม่เป็นทางการ)  
- ตัวเลข 107,000 ราย หมายความว่า **มาตรการนี้แตะได้เพียงส่วนเล็ก ๆ ของภูเขา SMEs ทั้งลูก**
ถามตรง ๆ ว่า “Quick Big Win” ของใคร?  
คำตอบคือ: ของ **SMEs กลุ่มที่เข้าเงื่อนไขของระบบเครดิตธนาคาร** เท่านั้น  
ไม่ใช่ “SMEs ทั้งประเทศ” อย่างที่วาทกรรมทางการเมืองพยายามขาย

ช่วย “คนที่ยังยืนได้” มากกว่าชุบชีวิต “คนที่กำลังจะล้ม”
ถ้าไล่ดูโครงการย่อยแต่ละตัว จะเห็น Pattern เดียวกันชัดมาก:
- ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ **เข้าถึงธนาคารได้อยู่แล้ว**  
- ต้องมี **เอกสาร / งบการเงิน / ภาษี / เครดิต** พอให้แบงก์เอาไปวิเคราะห์ได้  
- หลายโครงการเน้น **คนในซัพพลายเชนของรัฐ หรือบริษัทใหญ่**  
- บางส่วนเน้นธุรกิจที่ “พร้อมลงทุนต่อ” เช่น ท่องเที่ยว, Transformation, Reinvent Thailand

แปลไทยเป็นไทยก็คือ  
> **ถ้าคุณเป็น SMEs ที่ยังไม่เจ๊ง ยังเดินได้ แต่อึดอัดเรื่องดอกเบี้ย–สภาพคล่อง**  
> คุณมีสิทธิ์ได้ออกซิเจนชุดนี้

แต่ถ้าคุณคือกลุ่มนี้:  
- รายได้ผันผวนหนัก แทบไม่มีงบการเงินเป็นเรื่องเป็นราว  
- เคยเป็นหนี้เสีย หรือมีประวัติเคยค้าง  
- พึ่งหนี้นอกระบบ / พึ่งเจ้าหนี้ค้าส่ง มากกว่าพึ่งธนาคาร
คุณเกือบจะ **ถูกทิ้งไว้นอกสนาม** โดยอัตโนมัติ  
เพราะต่อให้รัฐการันตี หรือมี บสย. ค้ำประกัน แบงก์ก็ยังดู “ความเสี่ยง” เป็นหลัก  
และความเสี่ยงของ SMEs กลุ่มนี้ “แดง” ตั้งแต่บรรทัดแรกของรายงานเครดิตแล้ว

ปัญหาไม่ใช่แค่ “ไม่มีเงินกู้” แต่คือ “ระบบไม่รับ”
รัฐบาลพูดเองว่า **มากกว่าครึ่งของ SMEs ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ**  
แล้วคำตอบคือ… อัดสินเชื่อเพิ่ม 2.67 แสนล้าน ผ่าน “ระบบเดิม” นี่แหละ

คำถามคือ ถ้า “ระบบเดิม” ไม่เคยรับเขาอยู่แล้ว  
วันนี้เติมเงินเข้าระบบอีกกี่แสนล้าน คนกลุ่มนั้นก็ยังถูกกันอยู่ข้างนอกเหมือนเดิม
ความจริงที่ต้องพูดให้ชัดคือ  
> ปัญหาของ SMEs ไทยตอนนี้ **ไม่ใช่แค่ “ไม่มีวงเงินกู้”**  
> แต่คือ **“ไม่มีคุณสมบัติในสายตาแบงก์”**

ซึ่งเกิดจากหลายอย่างสะสมกันมานาน:
- ทำธุรกิจแบบกึ่งนอกระบบ ไม่มีงบ ไม่มีบัญชี ไม่มีเครดิต  
- รายได้ไม่สม่ำเสมอ หลังโควิดโดนดอกเบี้ย–ต้นทุน–ยอดขายบีบพร้อมกัน  
- พึ่งหนี้นอกระบบมานาน แบงก์ไม่เห็นประวัติจริงของการจ่ายเงิน  
- ขาดทักษะจัดการตัวเลข / ขาดคนทำบัญชี / ขาดการวางระบบบริหารเงิน
มาตรการ Quick Big Win ไม่ได้แตะ “โครงสร้างจริง” เหล่านี้เลย  
มันแค่เอาเงินก้อนใหญ่ไปวางในระบบเดิม แล้วหวังว่า “ใครปีนถึงก็หยิบเอาไปใช้เอง”

Quick จริงไหม? Big แค่ไหน? Win ของใคร?
รัฐบาลขาย Narrative ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”  
แต่ถ้าดูในทางปฏิบัติ ต้องผ่านหลายด่านมาก:
- แบงก์รัฐต้องออกระเบียบ–คู่มือผลิตภัณฑ์ใหม่  
- ระบบ IT, การเทรนพนักงานสาขา, การสื่อสารลูกค้า  
- และด่านใหญ่ที่สุด: **ใจของสถาบันการเงิน** ว่าพร้อมเสี่ยงแค่ไหน
ในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง แบงก์ไทยระวังตัวมากกับลูกค้ารายเล็ก  
เพราะหนี้เสีย SMEs ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ในงบดุลของธนาคาร

ดังนั้น “Quick” ในสายตารัฐบาล  
อาจกลายเป็น **“ช้าแบบเดิม”** ในสายตา SMEs  
และ “Big” ที่เขียนในข่าว  
อาจเป็นแค่ **“ใหญ่บนกระดาษ แตะไม่ถึงในชีวิตจริง”**

เมื่อ “กระจายตัว” กลายเป็น “กระจายไม่ถึง”
รัฐบาลบอกว่าเป้าคือ **ช่วย SMEs 107,000 ราย**  
ฟังดูเหมือนเยอะ แต่เมื่อวางทับกับโครงสร้างจริงของ SMEs ไทย ตัวเลขนี้ฟ้องเองว่า:
- ส่วนที่จะได้ประโยชน์จริงคือ  
- ธุรกิจที่อยู่ในสายตารัฐ–แบงก์อยู่แล้ว  
- คู่ค้าภาครัฐในระบบ e-GP และ PromptBiz  
- ผู้ประกอบการที่พร้อมลงทุนปรับตัว (ดิจิทัล, ท่องเที่ยว, Reinvent ฯลฯ)
- ส่วนที่จะ “แทบไม่ได้แตะ” คือ  
- ร้านเล็ก ๆ หน้า neighborhood, ร้านอาหารครอบครัว, ร้านโชห่วย, ร้านซ่อม, ร้านบริการที่อยู่ในกึ่งนอกระบบ  
- ผู้ประกอบการที่หนี้ล้นมือ แต่ยังไม่รู้จะจัดการอย่างไร  
- คนที่กำลัง “กลัวจะปิดกิจการ” มากกว่าจะ “กล้าขยายกิจการ”

สุดท้ายคำว่า “กระจายตัว” เลยกลายเป็นแค่  
> **กระจายไปหากลุ่มที่ระบบเลือกแล้วว่า “สมควรได้รับเงินกู้”**  
ไม่ใช่ “กระจายไปช่วยคนที่กำลังจมน้ำมากที่สุด”

ถ้ารัฐอยากช่วย SMEs ส่วนใหญ่จริง ๆ ต้องทำมากกว่าปล่อยกู้
ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านี้  
> **เงินกู้ 2.67 แสนล้าน = เครื่องมือช่วย SMEs “ชั้นบน” ของพีระมิด**  
> แต่ “ฐาน” ของพีระมิดยังแทบไม่ได้อะไร
สิ่งที่ควรเดินคู่กัน ถ้ารัฐบาลจริงใจจะช่วย SMEs ส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่สร้างภาพ “Quick Big Win” คือ:
1. **มาตรการฟื้นฟูหนี้เชิงรุก (ไม่ใช่แค่รีไฟแนนซ์เฉพาะราย)**  
   - กลไกรวมศูนย์ช่วยเจรจาหนี้ให้ SMEs รายย่อย  
   - แพ็กเกจ “หนี้เก่า–แผนธุรกิจใหม่” ที่แบงก์และรัฐแชร์ความเสี่ยงร่วมกัน  
   - ให้โอกาสคนที่เคยล้มกลับเข้าสู่ระบบได้ ไม่ใช่ติด “ตราบาปเครดิต” ไปตลอดชีวิตธุรกิจ
2. **ทุนกึ่งให้เปล่า / Matching Grant สำหรับการปรับตัว**  
   - SMEs ที่อยากลงทุนเรื่องดิจิทัล, AI, ระบบบัญชี, ระบบโลจิสติกส์ ฯลฯ  
   - รัฐไม่ควรให้แต่ “หนี้” แต่ควรใส่ “ทุนร่วม” เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดจริง
3. **ศูนย์ช่วย SMEs รายเล็กแบบ One Stop**  
   - จัดการทั้งเรื่องบัญชี, ภาษี, การเงิน, การตลาด, การเข้าถึงแพลตฟอร์ม e-commerce  
   - เปลี่ยนจาก “คุณต้องพร้อมก่อนแล้วค่อยมากู้” เป็น “เดี๋ยวเราช่วยให้พร้อม แล้วค่อยเชื่อมไปหาเงินทุน”
4. **ยอมรับความจริงเรื่องหนี้นอกระบบ และดึงเข้ามาอยู่ในเกม**  
   - SMEs จำนวนมากไม่มีเครดิตในสายตาแบงก์ แต่มี “ประวัติการจ่ายดอกหนี้นอกระบบ” หนักมหาศาล  
   - ถ้าไม่มีเครื่องมือแปลงข้อมูลพวกนี้ให้กลายเป็น “เครดิตเชิงบวก” ในระบบการเงิน  
     คนกลุ่มนี้ก็จะติดอยู่ในหลุมเดิมไม่รู้จบ

สรุป: Quick Big Win หรือ Quick Big PR?
ในมุมการเมืองและการสื่อสาร มาตรการนี้คือ **“ชัยชนะเชิงภาพลักษณ์”**  
รัฐบาลได้จังหวะประกาศตัวเลขใหญ่ ๆ วงเงินอลังการ รายชื่อโครงการยาวเหยียด  
พูดได้เต็มปากว่า “เราไม่ทอดทิ้ง SMEs”
แต่ถ้ามองจากพื้นร้านอาหารเล็ก ๆ, โรงงาน 20–30 คน, ร้านบริการรายย่อย,  
คำถามยังคงเดิมว่า

> **“แล้วฉันล่ะ ได้อะไรจาก Quick Big Win นอกจากข่าวดีบนหน้าจอ?”**
คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดในตอนนี้คือ:
- ถ้าคุณยังเดินได้ ยังมีเอกสารครบ ยังมีเครดิตพอไหว คุณมีสิทธิ์ได้ “ออกซิเจนเพิ่ม”  
- แต่ถ้าคุณคือ SMEs ส่วนใหญ่ที่เปราะบางที่สุด  
  **Quick Big Win อาจเป็นแค่ Quick Big PR**  
  ที่เดินผ่านหน้าร้านคุณไป… โดยไม่ได้แวะเข้า
และนี่คือความจริงที่มาตรการนี้ “ไม่เคยบอกคุณ” ตั้งแต่ต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top