Monday, 24 August 2026
NEWS

จีนเดินเกมใหญ่!! ปั้นหุ่นยนต์มนุษย์ยุคใหม่ ตั้งเป้าให้ฉลาดระดับ ChatGPT โดยมีบิ๊กเทคฯ Xiaomi–Huawei–Baidu ร่วมปั้นให้กลายเป็นแรงงานหลักในอนาคต

(25 พ.ย. 68) หวัง ซิงซิง (Wang Xingxing) ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Unitree Robotics ระบุในเวทีประชุมเศรษฐกิจนานาชาติหงเฉียว ที่นครเซี่ยงไฮ้ ว่า “โมเมนต์ ChatGPT” สำหรับวงการหุ่นยนต์มนุษย์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ราว 80% ตามคำสั่งที่คนพูดหรือพิมพ์ให้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมจริงที่ไม่คุ้นเคย นั่นจึงจะนับว่าเป็นการแจ้งเกิดของ “ปัญญาประดิษฐ์ในร่างหุ่นยนต์” อย่างแท้จริง

เขาเสริมว่า หากใครทำได้ถึงจุดนี้ในปีหน้า หรือปีถัดไป ก็แทบจะการันตีว่าขึ้นนำโลกด้านปัญญาประดิษฐ์ในหุ่นยนต์ทันที โดยงานเสวนาครั้งนี้ได้รวมตัวผู้ประกอบการ นักวิทยาศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบายด้านเอไอและหุ่นยนต์จากจีนและต่างประเทศกว่า 10 ราย รวมถึงบริษัทชั้นนำอย่าง UBTECH และศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์มนุษย์ระดับชาติและท้องถิ่น

หวัง ซิงซิง เผยด้วยว่า Unitree ได้อัปเกรดอัลกอริทึมให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น และสามารถลุกขึ้นยืนได้เองไม่ว่าจะล้มในรูปแบบใด เขาเชื่อว่าในอนาคต “ความทรงตัวและลุกขึ้นได้” จะกลายเป็นสเปกพื้นฐานของหุ่นยนต์มนุษย์ทุกตัว พร้อมคาดการณ์ว่าธุรกิจหุ่นยนต์อัจฉริยะในจีนโดยเฉลี่ยจะโต 50–100% ในปีนี้ ซึ่งหลายฝ่ายยกให้ปีนี้เป็น “ปีแรกของหุ่นยนต์มนุษย์”

ฝั่งนักวิชาการ เจิ้ง เฟิง ประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์มนุษย์แห่งจีน ระบุว่าหุ่นยนต์มนุษย์กำลังถูกนำมาใช้ในงานผลิตและชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพเปลี่ยนโฉมโครงสร้างอุตสาหกรรมและสังคม ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ระบุว่าตลาดหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ของจีนอาจแตะ 870,000 ล้านหยวนภายในปี 2030 และทั่วโลกอาจโตได้ถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งภายในปี 2050 โลกจะมีหุ่นยนต์มนุษย์ใช้งานมากกว่าพันล้านตัว โดยจีนถูกมองว่าจะเป็นตลาดใหญ่สุด ตามด้วยสหรัฐฯ

เจียง เล่ย หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์มนุษย์ บอกว่าทุกวันนี้เราเริ่มคุ้นเคยกับหุ่นยนต์ที่เดินอยู่ในห้าง งานคอนเสิร์ต หรือแม้แต่โชว์ในกาล่าตรุษจีนแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่ด้านอารมณ์และความบันเทิง มากกว่าจะสร้าง “ผลงาน” ในเชิงประสิทธิภาพจริง ๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมของจีนอย่าง เหยา เจีย ชี้ว่าถึงเวลาโฟกัสมุมปฏิบัติได้จริง เพื่อให้วงการหุ่นยนต์เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ขณะที่ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันคือ “มาตรฐานข้อมูล” หวัง เสี้ยวกัง ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO (Chief Technology Officer) ของ SenseTime เปรียบการพัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์กับรถยนต์พลังงานใหม่ โดยยกตัวอย่างว่า รถเทสลา (Tesla) หลายล้านคันใช้เซนเซอร์และรูปแบบเก็บข้อมูลแบบเดียวกัน ทำให้ได้ข้อมูลจำนวนมหาศาลมาพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ เขามองว่าหุ่นยนต์ก็ควรมีมาตรฐานรูปแบบข้อมูล ฉากการใช้งาน และดีไซน์อ้างอิงร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนและเร่งนวัตกรรม

เลิ่ง เสี้ยวกุน ประธาน Leju Robotics เสริมว่า หากแต่ละบริษัทเก็บข้อมูลคนละรูปแบบ การสร้างโมเดลเอไอขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริงแทบเป็นไปไม่ได้ การรวมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข้ามบริษัทจึงอาจเป็นจุดพลิกเกมสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์มนุษย์

อีกด้านหนึ่งของปัญหาใหญ่คือ “มาตรฐานฮาร์ดแวร์” ไมเคิล สวี ซีอีโอ PaXini Tech เล่าว่า เวลาทำงานกับลูกค้า มักต้องปรับอินเทอร์เฟซและส่วนเชื่อมต่อใหม่ แม้ความต่างเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้การวิจัยและผลิตล่าช้าอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจีนจึงเตรียมตั้งคณะกรรมการมาตรฐานระดับชาติสำหรับหุ่นยนต์มนุษย์ภายในสิ้นปี

และล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมและไอทีของจีนแต่งตั้งหวัง ซิงซิง จาก Unitree และเผิง จื่อหุย ผู้ร่วมก่อตั้ง AgiBot ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “คู่ดาวแฝด” แห่งวงการหุ่นยนต์ เป็นรองประธานคณะกรรมการมาตรฐานด้านหุ่นยนต์มนุษย์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอีก 65 คน จากบริษัทอย่าง UBTECH, Leju Robotics รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ Xiaomi, Huawei, Baidu และผู้เล่นใหม่อย่าง Xpeng โดยหวังว่าการมีมาตรฐานร่วมกันจะช่วยดันให้หุ่นยนต์มนุษย์ก้าวออกจากห้องทดลอง เข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ปั้นเด็กไทยพูดจีน สพฐ. เปิดประชุมคณะผู้บริหาร หารือยกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน หวังใช้ AI ช่วยประเมินผล-ฝึกการออกเสียง ปูพื้นฐานเด็กไทยสู่ทักษะภาษา-การเรียนรู้ยุคใหม่

(25 พ.ย. 68) นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 43/2568 พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยในที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าภารกิจสำคัญด้านคุณภาพการศึกษา และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการเข้าร่วมประชุม World Chinese Language Conference 2025 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่ง นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของการประเมินผลภาษาจีนด้วยระบบอัจฉริยะ AI” พร้อมชี้ถึงบทบาทของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการวัดและประเมินผลในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมองว่า AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ได้มาแทนที่ครู และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบผสมผสานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล

อีกทั้ง สพฐ. ยังเดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน โดยใช้มาตรฐาน HSK และ YCT ในการพัฒนาหลักสูตร การวัดผล และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมทั้งห้องเรียนทั่วไปที่เรียนภาษาจีนเป็นรายวิชาเพิ่มเติมและเน้นทักษะสื่อสารพื้นฐาน และห้องเรียนพิเศษภาษาจีนที่ใช้ภาษาจีนสอนวิชาคณิตศาสตร์/วิทยาศาสตร์ เตรียมพร้อมศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ โดยเน้นพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินได้ โดยเฉพาะด้านการออกเสียง ความคล่องแคล่ว และการปรับข้อสอบตามระดับผู้เรียน และยังมีศึกษานิเทศก์ให้การสนับสนุน ครอบคลุมทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ
 

‘ตรีนุช’ มอบ 5 เสือแรงงาน เร่งบูรณาการช่วยน้ำท่วมภาคใต้ จ่ายเยียวยา 50% พร้อมจ้างงานเร่งด่วน ตั้งศูนย์ซ่อม–ฝึกอาชีพเสริมรายได้หลังน้ำลด ช่วยผู้ประสบภัยฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

‘ตรีนุช’ สั่งศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงานติดตามความเสียหายจากอุทกภัย 24 ชั่วโมง บูรณาการ 5 เสือแรงงานทุกจังหวัดภาคใต้ มอบประกันสังคมเร่งจ่ายเงินเยียวยาว่างงานเหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการของกระทรวงแรงงานในสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ขณะนี้ ว่า ได้สั่งการให้ 5 เสือแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัดบูรณาการงานร่วมกัน ผ่านศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน ติดตามความเสียหายและผลกระทบตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับรายงานล่าสุด คือ มีจังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด ในจำนวนนี้มี 10 จังหวัดที่ยังคงอยู่ในสถานการณ์ของฝนตกหนักและระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน ประชุมติดตามสถานการณ์และดำเนินการตามแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยของศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน พร้อมสำรวจความเสียหาย และความต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมถึงขอรับการสนับสนุนกิจกรรมจ้างงานเร่งด่วน

ในส่วนของกรมการจัดหางานให้เตรียมพร้อมในการสนับสนุนการจัดหางานในตำแหน่งที่ว่างหลังน้ำลด ในกรณีที่ไม่สามารถกลับเข้าไปทำงานในสถานประกอบการได้ รวมถึงให้สนับสนุนการรับงานไปทำที่บ้านเพื่อทดแทนการขาดรายได้อย่างเร่งด่วนที่สุด

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เตรียมจัดตั้งศูนย์บริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า พาหนะและเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมถึงเตรียมพร้อมฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเสริมรายได้หลังน้ำลด 

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้สำรวจความเสียหายสถานประกอบการ ลูกจ้างที่ประสบภัย ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการกู้เงินกองทุนความปลอดภัยฯ ช่วยเหลือด้านการคุ้มครองสิทธิที่พึงได้ตามกฎหมายแรงงาน 

ส่วนสำนักงานประกันสังคมให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ประกันตนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย จากภัยธรรมชาติ โดยลูกจ้างได้รับเงินทดแทน 50% ของค่าจ้างรายวัน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน พร้อมจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้นายจ้างและให้บริการสิทธิประโยชน์ต่างๆแก่ผู้ประกันตน รวมทั้งประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเพื่อให้การรักษาผู้ประกันตนที่บาดเจ็บจากน้ำท่วมอย่างเต็มที่
 

ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 สานต่อมอเตอร์เวย์-โครงข่ายถนนทั่วไทย ยกระดับความปลอดภัย-คุณภาพงานทาง ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานหนุนเศรษฐกิจชาติ

กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่วางแผน ออกแบบ ก่อสร้าง ปรับปรุง และบำรุงรักษาทางหลวงและทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เชื่อมโยงเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนทั่วประเทศให้เดินทางได้สะดวกและปลอดภัย พร้อมทั้งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าในทุกภูมิภาคของไทย 

การที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทางหลวง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 และนับเป็นอธิบดีกรมทางหลวงคนที่ 35 ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์กรมทางหลวง จึงถูกจับตามองว่าเป็น “แม่ทัพรุ่นใหม่” ที่จะเข้ามาสานต่องานเดิมและยกระดับโครงข่ายทางหลวงไทยให้ก้าวทันความท้าทายในอนาคต 

ในด้านการศึกษา นายปิยพงษ์มีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแรงด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) จาก Imperial College London สาขาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรม/นโยบายคมนาคม งานวิทยานิพนธ์หัวข้อ The impact of transport infrastructure investment on regional employment: an empirical investigation ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมกับการจ้างงานในระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบ 

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานในวารสารนานาชาติ เช่น บทความ “Marginal productivity of expanding highway capacity” ซึ่งวิเคราะห์ผลผลิตส่วนเพิ่มจากการขยายขีดความสามารถของทางหลวงต่อเศรษฐกิจเอกชน ประสบการณ์วิจัยเชิงลึกเหล่านี้ทำให้เขาเป็นข้าราชการที่มอง “ถนน” ไม่ใช่แค่โครงสร้างกายภาพ แต่เป็นการลงทุนที่ต้องคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ-สังคมอย่างแท้จริง

เส้นทางราชการของนายปิยพงษ์ถือได้ว่าเป็น “ลูกหม้อกรมทางหลวง” อย่างเต็มตัว เขาเติบโตมาจากสายงานวางแผนและพัฒนาระบบทางหลวง ก่อนมารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ดูแลโครงการมอเตอร์เวย์สายสำคัญหลายสายของประเทศ รวมถึงมีบทบาทในการผลักดันการลงทุนมอเตอร์เวย์รูปแบบใหม่ ๆ ผ่านกลไกให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) 

ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมทางหลวง ดูแลงานด้านมาตรฐานวิศวกรรม ระบบข้อมูล และการบูรณาการความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในโครงการพัฒนามาตรฐานและระบบบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศของกรมทางหลวง หรือระบบ DOH One Map ที่รวบรวมข้อมูลโครงข่ายทางหลวงให้อยู่ในรูปแบบ Open Geospatial Data รองรับการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอกและภาคเอกชน ก่อนจะถูกโยกไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ของประเทศอย่างใกล้ชิด 

ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดี นายปิยพงษ์เป็นหนึ่งใน “ตัวหลัก” ที่ผลักดันแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์ระยะยาวของไทย โดยเฉพาะแผนพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์เชื่อมโยงโครงข่ายราง (โครงการ Motorway-Rail Map หรือ MR-MAP) และแผน 20 ปีในการพัฒนาทางหลวงและมอเตอร์เวย์เชื่อมภูมิภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 

เขามีบทบาทสำคัญในการนำเสนอแผนลงทุนโครงข่ายถนนใหม่ ๆ ต่อสาธารณะและคณะรัฐมนตรี รวมถึงการผลักดันโครงการมอเตอร์เวย์ขนาดใหญ่หลายโครงการให้เดินหน้าจากระดับการศึกษา ความเป็นไปได้ สู่การอนุมัติงบประมาณและเตรียมก่อสร้างจริง งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานเชิงบูรณาการ ทั้งด้านวิชาการ การวางแผนยุทธศาสตร์ และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายปิยพงษ์ได้มอบนโยบายการบริหารกรมทางหลวง 9 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับความปลอดภัยในเขตก่อสร้าง การจัดการอุบัติเหตุและความปลอดภัยสาธารณะ การยกระดับคุณภาพงานทางและการบริการประชาชน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาบุคลากรในองค์กร 

เขายังประกาศเร่งรัดให้ มอเตอร์เวย์ 3 สายสำคัญ เปิดให้บริการภายในปี 2569 ได้แก่ M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) M6 (บางปะอิน-โคราช) และ M82 (บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว) ควบคู่กับการเดินหน้าโครงการ “เรือธง” เช่น มอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ปากท่อ (M8) และการเตรียมเปิดประมูลที่พักริมทาง รวมถึงสัญญาบริหารและบำรุงรักษา (O&M) มอเตอร์เวย์ เพื่อให้โครงข่ายมอเตอร์เวย์ของไทยสมบูรณ์ทั้งด้านโครงสร้างและบริการผู้ใช้ทาง 

อีกด้านหนึ่ง อธิบดีปิยพงษ์ให้น้ำหนักกับ “ความปลอดภัยและความโปร่งใส” อย่างชัดเจน ทั้งการกำชับให้ปรับปรุงเงื่อนไขในสัญญาก่อสร้างให้รัดกุมขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่ก่อสร้างและบนโครงสร้างพื้นฐานที่มีอายุใช้งานนาน รวมถึงการใช้ข้อมูลอุบัติเหตุและสภาพโครงสร้างมาเป็นฐานในการวางแผนบำรุงรักษาเชิงรุก เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันบนทางหลวง 

ประสบการณ์ด้านวิจัยคมนาคมในเวทีนานาชาติ ประกอบกับบทบาทในฐานะรองอธิบดีฝ่ายวิชาการและผู้ตรวจราชการ ทำให้เขาเป็นผู้นำที่ “คิดบนฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่าใช่เพียงความเคยชินหรือประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อผนวกกับการเป็นลูกหม้อกรมทางหลวงที่รู้เท่าทันทั้งข้อจำกัดและศักยภาพขององค์กร ก็ยิ่งทำให้ภาพของ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ในวันนี้ ชัดเจนในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงที่มีความรู้ ความสามารถ และได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบ “ทุกกิโลเมตร” ของทางหลวงไทย เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในระยะยาว

สหรัฐฯ ปรับแผน!! ลดแผนสันติภาพเหลือ 19 ข้อ จาก 28 ข้อ…หวังยุติสงคราม ‘ยูเครน’ ยุโรปโล่งใจ ถอดเงื่อนไขยึดทรัพย์รัสเซีย แต่ขู่เคียฟ หากไม่รับแผนจะสั่งงดช่วยเหลือทั้งหมด

(25 พ.ย. 68) แผนยุติความขัดแย้งยูเครนของสหรัฐฯ เดิมมี 28 ข้อ แต่ล่าสุดถูกลดเหลือ 19 ข้อ หลังการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนในกรุงเจนีวา โดยยังเป็นการทำงานต่อจากร่างฉบับเดิมของสหรัฐฯ ไม่ใช่ร่างทางเลือกจากยุโรป และจำนวนข้อสุดท้ายก็ยังไม่สรุปแน่ชัด

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า เขายังไม่เห็นข้อเสนอของยุโรป ขณะเดียวกันสื่อบลูมเบิร์กรายงานว่า ร่างล่าสุดได้ตัดข้อเสนอเรื่องนำทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกแช่แข็งกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ไปใช้ฟื้นฟูยูเครนออกไป ทำให้หลายประเทศยุโรปรู้สึกเบาใจขึ้น เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นที่เห็นต่างกันมานาน

ส่วนเนื้อหาเดิมของแผนสหรัฐฯ เช่น การลดความช่วยเหลือทางทหาร การให้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการในยูเครน การลดกำลังทหารยูเครน รวมถึงการยอมรับไครเมียและดอนบาสเป็นดินแดนของรัสเซีย ยังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงต่อ ซึ่งผู้นำรัสเซียก็ส่งสัญญาณว่าแผนใหม่ของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเจรจาปิดฉากสงครามได้

อย่างไรก็ตาม จากรายงานข่าวเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขู่ยูเครนหากไม่ยอมรับแผนนี้ อาจถูกตัดความช่วยเหลือทั้งหมด ตั้งแต่ระบบป้องกันทางอากาศ ไปจนถึงการแชร์ข่าวกรองและการสนับสนุนทางทหารอื่น ๆ ทำให้ความกดดันต่อรัฐบาลเคียฟเพิ่มขึ้นท่ามกลางการเจรจาที่กำลังเข้มข้น

ญี่ปุ่นยืนยันแผนติดตั้งขีปนาวุธ บนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ด้านจีนซัด! เป็นการก่อความตึงเครียดในภูมิภาค ซ้ำยังยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

ญี่ปุ่น ยืนยันแผนการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ใกล้ไต้หวัน ท่ามกลางความขัดแย้งทางวาทะกับจีน

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวในระหว่างการเยือนฐานทัพใกล้ไต้หวันเมื่อ 23 พฤศจิกายนว่า แผนการติดตั้งขีปนาวุธที่ฐานทัพบนเกาะโยนากุนิจะดำเนินต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะถูกโจมตีด้วยอาวุธ ขณะที่ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนเกี่ยวกับไต้หวันยังคงคุกรุ่นอยู่

ย้อนไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นายเก็น นากาตานิ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าญี่ปุ่นต้องการติดตั้งขีปนาวุธ Type 03 Chu-SAM บนเกาะโยนากุนิ ในจังหวัดโอกินาวา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ขีปนาวุธที่ยิงจากรถบรรทุกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศที่อยู่ห่างออกไปถึงราว 48 กิโลเมตร

“ทุกวันนี้ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เลวร้ายและซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง” โคอิซูมิกล่าว และระบุอีกว่า “เพื่อปกป้องวิถีชีวิตที่สงบสุขของชาวญี่ปุ่น รวมถึงทุกคนที่เกาะโยนากุนิ เราต้องเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันตนเอง”

นายโคอิซูมิ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อเดือนที่แล้วกล่าวว่า กระทรวงยังคงดำเนินการตามแผนดังกล่าวอยู่ และจะแจ้งรายละเอียดกับรัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในเมืองโยนากุนิ เมื่อรายละเอียดเสร็จสิ้นแล้ว

แผนการติดตั้งขีปนาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยกลางบนเกาะโยนากุนิ ซึ่งอยู่ห่างจากไต้หวันไปทางตะวันออกประมาณ 110 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของการขยายกำลังทหารบนเกาะทางตอนใต้ของประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับอำนาจทางทหารที่กำลังเติบโตของจีน และความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันในประเด็นไต้หวัน

ความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในไต้หวันทวีความรุนแรงขึ้น จากความคิดเห็นล่าสุดของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ว่าญี่ปุ่นอาจส่งกำลังทหารไปร่วมกับประเทศอื่น ๆ หากจีนโจมตีไต้หวัน ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงและการตอบโต้ทางเศรษฐกิจจากจีน ซึ่งจีนนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งที่ต้องรวมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยกำลังหากจำเป็น

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกาะโยนากุนิจากวิกฤตไต้หวัน โคอิซูมิกล่าวว่า เขาจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์สมมติ

ก่อนหน้านี้กระทรวงการต่างประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น อ้างประชาชนไม่พอใจต่อคำพูดของทาคาอิจิ และต้องการให้ถอนคำพูด

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกแผนติดตั้งขีปนาวุธนี้ของญี่ปุ่นว่า จะสร้างตึงเครียดในภูมิภาค และยั่วยุการเผชิญหน้าทางทหาร

“พลังฝ่ายขวาในญี่ปุ่น… กำลังนำญี่ปุ่นและภูมิภาคสู่หายนะ” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าว

นายหวัง อี้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศประจำพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อ 23 พฤศจิกายน กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าตกใจที่ผู้นำญี่ปุ่นส่งสัญญาณที่ผิดพลาดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่าความพยายามแทรกแซงทางทหารในไต้หวัน

“ญี่ปุ่นกำลังข้ามเส้นแดงที่ไม่ควรแตะต้อง” หวัง อี้กล่าว

โครงการ “MUAYTHAI FOR ALL” สร้างคน งาน และรายได้ทั่วประเทศ ปั้นครูมวย–ค่ายมวยมาตรฐาน ยกระดับมวยไทยเป็นอุตสาหกรรม Soft Power

(24 พ.ย. 68) สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินโครงการ "MUAYTHAI FOR ALL" ตามนโยบาย One Family One Soft Power เพื่อผลักดันมวยไทยจากกีฬาประจำชาติสู่การเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่สร้างงานและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดปี 2568 โครงการได้อบรมครูมวยกว่า 500 คนในค่ายมวยและโรงเรียน 30 แห่ง มีผู้เข้าร่วมฝึกกว่า 100,000 คน ได้รับการสอนทั้งแม่ไม้มวยไทย การป้องกันตัว และพิธีการรำมวย พร้อมใบประกาศนียบัตรรับรอง นอกจากนี้ยังมีการยกระดับค่ายมวยเข้าสู่มาตรฐาน Standard Muaythai Gym (SMG) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นรองรับนักท่องเที่ยวกีฬา โดยค่ายต่างประเทศที่ได้รับการรับรองอยู่ที่ร้อยค่าย

ในด้านเศรษฐกิจ กกท.ประเมินว่าโครงการสร้างมูลค่าหมุนเวียนในระบบมวยไทยไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งการแข่งขันและอุปกรณ์กีฬา โครงการยังสนับสนุนสร้างห่วงโซ่อาชีพครบวงจรทั้งครูมวย นักมวย โปรโมเตอร์ และผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยว พร้อมการมอบรางวัล MUAYTHAI FOR ALL GROW AWARD เพื่อยกย่องคนวงการมวยไทย

เป้าหมายปี 2569 คือเพิ่มประชากรมวยไทยเป็น 250,000 คน และขยายค่ายมวยมาตรฐานเป็น 600–700 แห่งทั่วประเทศ พร้อมดันมวยไทยเป็นอุตสาหกรรม Soft Power หลักของไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกผ่านวัฒนธรรมและกีฬาไทย "มวยไทยไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรม"
 


 

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ลุยปราบละเมิด-ปกป้องแบรนด์ไทยในต่างแดน พร้อมผลักดันไอเดียสร้างสรรค์ สู่ “ทุนทางเศรษฐกิจ” หนุนธุรกิจ-สินค้าชุมชนท้องถิ่นไทยเติบโต

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่ “คุ้มครอง-ส่งเสริม-ต่อยอด” ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการปราบปรามการละเมิด และการผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์ของคนไทยถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างคุ้มค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน 

การที่กรมฯ ได้ “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญ เพราะเธอเป็นข้าราชการสายเศรษฐกิจที่มีทั้งประสบการณ์การเจรจาการค้าและงานทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ทำให้ได้รับความไว้วางใจว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้เดินหน้าอย่างเข้มแข็งบนเวทีทั้งในและต่างประเทศ

เส้นทางของเธอเริ่มต้นจากสายเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Bachelor of Commerce and Administration สาขา Accounting และ Economics จาก Victoria University of Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ จากนั้นศึกษาต่อด้าน Economic Development and International Trade ที่ University of Reading สหราชอาณาจักร ก่อนจบการศึกษาระดับปริญญาโท Master of Business Administration (MBA) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีทั้งฐานความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ การพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และมุมมองการบริหารจัดการสมัยใหม่ควบคู่กัน

ในด้านการทำงานราชการ เธอเริ่มต้นอาชีพเมื่อปี 2533 ในตำแหน่งนักเศรษฐกรและนักเจรจาการค้าที่กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ (ปัจจุบันคือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมเจรจาการค้าของไทยในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) และการเจรจาทวิภาคีหลายชุด ช่วงปี 2546-2550 เธอได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง Minister Counselor ประจำคณะผู้แทนถาวรไทย ณ WTO ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าของไทยในเวทีพหุภาคีอย่างใกล้ชิด ประสบการณ์ในช่วงนี้ทำให้เธอเข้าใจลึกทั้งกติกาการค้าโลกและผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบการไทยในโลกจริง

ปี 2550 เธอย้ายเข้ามาร่วมงานกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ในตำแหน่งหัวหน้าหน่วย FTA/WTO ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการกองส่งเสริมการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา ดูแลงานส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงงานความร่วมมือระหว่างประเทศกับ WIPO, WTO และการเจรจาประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาในกรอบ FTA ต่าง ๆ 

เดือนกุมภาพันธ์ 2558 เธอได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพการคุ้มครองและการจดทะเบียนสิทธิ และผลักดันให้ภาคธุรกิจนำผลงาน IP ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น ช่วงเดียวกัน เธอยังได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท./NRSA) ระหว่างเดือนตุลาคม 2558-กรกฎาคม 2560 ทำงานด้านข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ก่อนจะขยับขึ้นเป็นรองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 เพื่อสานต่อภารกิจด้านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่สำคัญของไทย

ต่อมา ภายหลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 มีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงพาณิชย์ นางอรมนได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูแลงานด้านโครงสร้างธุรกิจ การส่งเสริมธรรมาภิบาล และการใช้ข้อมูลธุรกิจสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ประสบการณ์ทั้งในบทบาทนักเจรจาการค้า ผู้บริหารกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้เธอ “เห็นภาพครบ” ตั้งแต่ระดับนโยบายการเปิดตลาดการค้าโลก โครงสร้างธุรกิจในประเทศ ไปจนถึงการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอจึงเปรียบเปรยว่าการกลับมาครั้งนี้ “เหมือนได้กลับบ้านหลังเดิม” แต่เป็นบ้านที่ต้องรับมือกับโจทย์ใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เธอประกาศเดินหน้านโยบาย “ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อธุรกิจ” ภายใต้กรอบ IP 4 All และ IP for Business โดยให้ความสำคัญกับการทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็น “ทุนทางเศรษฐกิจ” ที่ใช้ได้จริง โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ “IP Financing” ซึ่งมุ่งประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เป็นทุนหรือหลักประกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ผ่านความร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. และภาคการเงิน ในขณะเดียวกัน เธอสานต่อความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมฯ ทำร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และศุลกากร โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลเพื่อเข้าถึงทั้งแหล่งผลิต แหล่งเก็บ และแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิด ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง กรมฯ ภายใต้การนำของนางอรมนยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกบนเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการสานต่อและต่อยอดโครงการ “Trademark Monitor” ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อเฝ้าระวังการจดทะเบียนยี่ห้อไทยในต่างประเทศล่วงหน้า ช่วยเตือนและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยยื่นคัดค้านได้ทันเวลา ปกป้องแบรนด์ไทยจากการถูก “จดตัดหน้า” โดยต่างชาติ พร้อมวางทิศทางขยายความร่วมมือไปยังตลาดสำคัญอย่างจีนและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เธอยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” (GI) ในฐานะเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยชี้ว่าผลิตภัณฑ์ GI ไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เป็นหลักฐานสำคัญว่าคุณภาพและอัตลักษณ์ท้องถิ่นของไทยสามารถแข่งขันในตลาดนานาชาติได้อย่างภาคภูมิ และสามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

จากเส้นทางการทำงานกว่า 3 ทศวรรษ ทั้งในฐานะนักเจรจาการค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา และผู้บริหารระดับสูงหลายกรม “นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” จึงเป็นภาพสะท้อนของ “ข้าราชการมืออาชีพ” ที่ผสานมุมมองเชิงกติกาการค้าโลกเข้ากับการออกแบบนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีวิสัยทัศน์ เธอไม่ได้มองทรัพย์สินทางปัญญาเพียงในมิติของกฎหมายและการบังคับใช้ แต่ยกระดับให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้ธุรกิจไทยและสินค้าชุมชนท้องถิ่นเติบโตได้จริง ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน และการสร้างสภาพแวดล้อมการค้า-การลงทุนที่เป็นธรรม เมื่อประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายเดิมให้ไม่สะดุด ต่อยอดแนวคิดใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเปิดพื้นที่ความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทำให้เธอเป็นผู้นำกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสามารถไว้วางใจได้ว่า “เสียงของนักคิด-นักสร้างสรรค์ไทย” จะได้รับการปกป้อง และถูกแปลงเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพ

เทศกาลกิน ‘ปลาท่องเที่ยว’ ของดีหายาก ความอร่อยแห่งทะเลสาบสงขลา กับเอกลักษณ์ สดหวาน เนื้อนุ่ม เด็ดทุกเมนู หนึ่งปีมีครั้งเดียวสายชิมไม่ควรพลาด

เทศกาลกิน “ปลาท่องเที่ยว” แห่งทะเลสาบสงขลา ของอร่อยที่มีให้ชิมเฉพาะฤดูกาล

หากพูดถึงของดีประจำทะเลสาบสงขลา หลายคนต้องนึกถึง “กุ้ง-ปลาท่องเที่ยว” ปลาท่องเที่ยวเป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด หวาน เนื้อนุ่ม และจะมีให้ลิ้มลองเฉพาะช่วง หน้าน้ำหลาก หรือช่วงที่ปลา “ท่องเที่ยว” เข้าสู่ทะเลสาบตามวิถีธรรมชาติ ทำให้แต่ละปีมีช่วงเวลาให้ชิมไม่ยาวนัก ใครเป็นสายอาหารพื้นบ้านสายปลา ถือว่าพลาดไม่ได้

ทำไมปลาท่องเที่ยวถึงอร่อยที่สุด?

ปลาท่องเที่ยวในทะเลสาบสงขลาเติบโตตามธรรมชาติ เนื้อปลามีความแน่นหวาน ไม่มีกลิ่นคาวมาก และเมื่อนำมาปรุงอาหารจึงให้รสชาติที่เข้มข้นแบบดั้งเดิม ทั้งแบบแกงร้อน ๆ หรือทอดกรอบก็อร่อยไม่แพ้กัน

เมนูเด็ดจากปลาท่องเที่ยว

หนึ่งในเสน่ห์ของปลาท่องเที่ยวคือ “ทำอะไรก็อร่อย” และปรับได้หลายสไตล์ เช่น
    •แกงส้มปลาท่องเที่ยว
รสจัดจ้าน หอมพริกแกง ผสมความหวานธรรมชาติของเนื้อปลา กินกับข้าวสวยร้อน ๆ ฟินสุด
    •ต้มส้มมะขาม
น้ำซุปหวานอมเปรี้ยวแบบโบราณ เนื้อปลานุ่มชุ่มซุป เหมาะกับคนที่ชอบรสละมุน
    •ปลาท่องเที่ยวแดดเดียวทอด เนื้อปลาเค็มนิด ๆ แห้งกำลังดี ทอดกรอบหอม กินกับข้าวต้มยามเช้าหรือข้าวสวยก็เข้าที
    •ปลาท่องเที่ยวทอดขมิ้น เมนูบ้าน ๆ แต่รสชาติเฉียบ ขมิ้นและกระเทียมพริกไทยช่วยดึงรสปลาให้เด่นขึ้นไปอีกขั้น สายดื่มก็จะเหมาะที่จะเป็นกับแกล้มได้อย่างดี

ช่วงนี้หากอยากลอง…มีให้กินแล้ว!

ช่วงนี้ปลาท่องเที่ยวกำลังออกสู่ตลาดสดและร้านอาหารหลายแห่ง โดยเฉพาะ ร้านมะม่วงเบา อำเภอสิงหนคร ที่นำปลาท่องเที่ยวมาปรุงเป็นเมนูตามฤดูกาล สดใหม่ทุกวัน ใครผ่านแถวนั้นบอกเลยว่าห้ามพลาด หรือร้านอาหารที่เกาะยอก็มีให้ลิ้มลอง

ใครกำลังวางแผนทริป กินเที่ยวในสงขลา ช่วงนี้คือเวลาทองของ “เทศกาลกินปลาท่องเที่ยว” ของดีหายาก ปีหนึ่งมีครั้งเดียว อร่อย สด และสะท้อนวิถีอาหารพื้นบ้านแท้ ๆ ลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วจะรู้ว่าทำไมคนพื้นที่ถึงรอคอยทุกปี!

กล่าวสำหรับร้านมะม่วงเบา ตั้งอยู่ใน อ.สิงหนครในบรรยากาศแบบบ้านๆ แต่ฝีมืออาหารไม่ธรรมดา ใหม่ สด โดยเชฟในหมู่บ้าน เจ้าของร้านก็ใจดี ใจถึง เด็กเสิร์ฟสุภาพเรียบร้อย

ใกล้ปีใหม่แล้ว ถ้าจะไปจัดเลี้ยงเป็นหมู่คณะ ก็มีห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง หรือจะเลือกบรรยากาศแบบโอเพ่นก็มีให้เลือกหลายมุม สัมผัสกับบทเพลงจากนักร้องสาวเสียงหวาน

 

สสส. จับมือ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รณรงค์ “งานบ้านไม่เลือกเพศ” ชวนทุกเพศแชร์งานบ้านร่วมกัน ลด-ป้องกันความรุนแรงในครอบครัว

(23 พ.ย. 67) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2568 “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการแสดงละครเชิงสัญลักษณ์ “WE TO ME ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” โดยทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญของการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายทำงานเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนประเด็น สะท้อนปัญหา และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพราะความรุนแรงในครอบครัว เสี่ยงต่อการมีสุขภาวะไม่ดี หากไม่ได้รับการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะปัจจุบันที่ปัญหามีความซับซ้อนขึ้น ผู้ถูกกระทำมีทุกเพศ ทุกวัย 

โดยมีปัจจัยกระตุ้นการก่อเหตุคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสิ่งเสพติด ข้อมูลล่าสุดที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 มีมากถึง 1,529 ข่าว เพิ่มจากปี 2566 ประมาณ 40% โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 448 ข่าว คิดเป็น 29.3% และยาเสพติด 412 ข่าว คิดเป็น 26.9% แบ่งเป็น ข่าวทำร้ายกัน 638 ข่าว คิดเป็น 41.7% ฆ่ากันในครอบครัว 562 ข่าว คิดเป็น 36.8% ฆ่าตัวตาย 235 ข่าว คิดเป็น 15.4% ความรุนแรงทางเพศของคนในครอบครัว 75 ข่าว คิดเป็น 4.9% และความรุนแรงในครอบครัวอื่น ๆ 19 ข่าว คิดเป็น 1.2% เช่น ข่มขู่ เผาบ้าน ทำลายทรัพย์สิน

“การจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างความเสมอภาควันนี้ ให้ความสำคัญกับประเด็นงานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว เพราะการทำงานบ้านร่วมกันของคนในครอบครัว จะเป็นฐานสำคัญในการนำไปสู่การเคารพกันทั้งในมิติภายในครอบครัวและสังคม เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก การเอาเวลาที่เสียไปจากวงเหล้า วงพนัน เปลี่ยนมาทำงานบ้านรับผิดชอบครอบครัวจึงมีความสำคัญและเป็นการเริ่มต้นที่ทำได้ทันที” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ด้าน น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นต่อการทำงานบ้านของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,750 คน วันที่ 9-30 ต.ค.2568 เป็นผู้หญิง 48.8% ผู้ชาย 41.2% และกลุ่ม LGBTQ+ 10% ซึ่งกว่า 50% มีประสบการณ์ในชีวิตคู่ โดยกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยให้ปลูกฝังการทำงานบ้านและฝึกให้เด็กทุกเพศทำงานบ้าน 90.7% ระบบการศึกษาควรปลูกฝังงานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคน 89% พ่อ แม่ ผู้ปกครองช่วยกันทำงานบ้านเป็นแบบอย่าง 86.2% ควรให้สิทธิพ่อลาเลี้ยงลูกได้ 15 วัน 85.3% เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ และส่งผลดีต่อความผูกพันในครอบครัว

น.ส.จรีย์ กล่าวต่อว่า ส่วนความเห็นที่สะท้อนความคิดชายเป็นใหญ่ ระบุว่า ผู้ชายมีหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว 48% โตมาเห็นแต่แม่ น้องสาว พี่สาวเป็นคนทำงานบ้าน 41.7% ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือน 36.9% ผู้หญิงทำงานนอกบ้านต้องทำงานในบ้านด้วย 30.4% งานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายแต่เป็นหน้าที่ของผู้หญิง 28.9% ทั้งนี้ ผู้หญิงกว่า 50% เห็นด้วยกับ 2 ประเด็น คือ 1.หากแฟน ภรรยาทำงานทั้งในบ้าน หรือนอกบ้านคนเดียวจะเกิดความเครียด หงุดหงิด เหนื่อยล้า 2.หากผู้หญิงทำงานบ้านฝ่ายเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบาง ทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวได้

“ยังมีบางส่วนที่มีความเชื่อว่างานบ้านเป็นหน้าที่ผู้หญิง สาเหตุมาจากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ถูกสอนว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด อย่ามองว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การที่ทุกเพศรับผิดชอบงานบ้านจะช่วยลดช่องว่าง สร้างความเข้าใจที่ดีในครอบครัว นำไปสู่ความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างเป็นรูปธรรมได้ เมื่อทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วม เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้ง ป้องกันการเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้” น.ส.จรีย์ กล่าว

ด้าน พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า จากผลสำรวจของมูลนิธิฯ ทำให้เข้าใจค่านิยมของคนไทย และส่วนใหญ่พร้อมสำหรับความเท่าเทียมโดยการสนับสนุนว่างานบ้านเป็นงานของทุกคน และต้องช่วยกันสอนเด็กทุกเพศให้ทำ แต่เกือบ 1 ใน 3 เห็นว่าสุดท้ายผู้หญิงควรเป็นหลักในการทำงานบ้านอยู่ดี สะท้อนว่าคนไทยยอมรับความคิดใหม่ สำหรับคู่รักที่ไม่เข้าใจกันเรื่องงานบ้านนั้น ตนแนะนำใช้การสื่อสารอย่างซื่อสัตย์ ชัดเจน และเคารพกันและกัน ช่วยลดความขัดแย้ง ลดการปะทะ และสร้างความเข้าใจที่ลึกขึ้น มี 4 ขั้นตอน 

1.สังเกตโดยไม่ตัดสิน 
2.ระบุความรู้สึกของเราต่อสถานการณ์นั้นโดยไม่ใช้อารมณ์ 
3.บอกความต้องการของเราอย่างตรงไปตรงมา
 4.การขอร้องอย่างชัดเจน เป็นคำพูดเชิงบวก และทำได้จริง 

ทั้งนี้ เมื่อนำมาใช้กับการทำงานบ้าน จะกลายเป็นโอกาสสร้างความเท่าเทียม ความร่วมมือ และความใกล้ชิดมากขึ้น

นายทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer BBDO Bangkok กล่าวว่า ครอบครัวตนเป็นครอบครัวขนาดกลาง ตั้งแต่เล็กจนโตที่บ้านจะสอนให้ทำความสะอาดหรือช่วยทำงานบ้าน ไม่เคยปล่อยให้คุณแม่ หรือคุณยายทำ เพราะรู้สึกว่า งานบ้านมันเป็นงานของทุกคน ตนแต่งงานมา 7 ปี เราอยู่ในบ้านที่มีคนงาน ทำความสะอาด แต่เราทั้งคู่ก็ยังทำงานบ้านอยู่ตลอด ฝึกให้ลูกทั้งสองคนค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะช่วยทำงานบ้านผม ตนมีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิมาสิบกว่าปี ตั้งแต่แคมเปญแรก #WomenAgainstAbuse #แชร์ช้ำช่วยชั้น ชวนผู้หญิงทุกคนเอาลิปสติกทาใต้ตา เพื่อให้เหยื่อความรุนแรง กล้าแชร์รอยช้ำบนหน้าตัวเอง เราจะได้เข้าไปช่วย

นายทสร กล่าวว่า ต่อมาแคมเปญ #บ้านไม่ใช่เวทีมวย ส่งเมสเซจบอกผู้ชายที่ชอบความรุนแรง ชอบดูมวย โดยเราไป Hijack Ring Girl ที่สนามมวย เปลี่ยนผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงมาเดินถือป้ายตอนพักยกแทน หรือ #MuseumOfFirstTime แคมเปญรณรงค์ให้ยุติความรุนแรงในบ้านตอนช่วงโควิด ที่เราสร้าง Virtual Museum ให้คนสัมผัสประสบการณ์จริงของเหยื่อความรุนแรง ที่เคยให้โอกาสแฟนครั้งที่สอง จนกระทั่งมาแคมเปญล่าสุด #SecondChance ที่เราพาจีจี้ สุพิชชาให้กลับมา เตือนผู้หญิงทุกคนที่ให้โอกาสความรุนแรงเป็นครั้งที่สอง จนได้ทำให้ตนเข้าใจ ความหมายของคำว่า Domestic Violence มากขึ้นทุกปี ๆ ตนมองว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องการความเข้าใจ รับฟัง และร่วมกันแก้ปัญหาภายในครอบครัวอย่างจริงจัง แต่ปัญหานี้จะไม่มีทางถูกแก้ ถ้าคนในครอบครัวไม่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ผู้มีประสบการณ์ “หน้างานจริง-นโยบาย” สานต่อภารกิจวิชาการ-บริการตติยภูมิทั่วประเทศ ขับเคลื่อน “I+DMS” ยกระดับการแพทย์ไทยยุคดิจิทัล

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็น “กรมวิชาการ” ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศ ทำหน้าที่พัฒนาวิชาการด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบบริการทางการแพทย์ และให้บริการรักษาพยาบาลระดับตติยภูมิในโรงพยาบาลสังกัดกรมฯ นอกจากนี้ยังมีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence : CoE) 19 สาขา ดูแลโรคซับซ้อนและโรคสำคัญของประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานของประชาชนไทยทั่วประเทศ 

การที่นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมฯ ในการเดินหน้าตามนโยบายกระทรวงสาธารณสุข “ยกระดับระบบสุขภาพไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ” 

ในปี 2567 นายแพทย์ณัฐพงศ์ได้รับรางวัล “ศ.เกียรติคุณ นพ.นที รักษ์พลเมือง” (ด้านบริหาร) ในงาน Siriraj Orthopaedics Alumni 2024 ซึ่งมอบให้ศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราชที่มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและการบริหาร ถือเป็นการยืนยันทั้งความรู้ลึกด้านวิชาชีพและความสามารถในการบริหารจัดการในเวลาเดียวกัน 

ในเส้นทางราชการ นายแพทย์ณัฐพงศ์เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมการแพทย์ในปี 2561 ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นจังหวะสำคัญของการพัฒนาระบบบริการเฉพาะทางของกรมการแพทย์ ทั้งการยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และการนำเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในโรงพยาบาลเครือข่าย เช่น การผ่าตัดกระดูกและข้อแบบแผลเล็กด้วยกล้องและเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้นและเข้าถึงการรักษาที่มีมาตรฐานมากขึ้น 

บทบาทของเขาในช่วงนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกำกับนโยบาย แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับบริการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการจริง

เมื่อประเทศไทยเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงปี 2563-2565 นายแพทย์ณัฐพงศ์ ในฐานะรองอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นหนึ่งในทีม “คีย์แมน” ที่ทำงานเบื้องหลังหลายมิติ ทั้งการสื่อสารข้อมูลการแพทย์กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดระบบรับ-ส่งต่อผู้ป่วย การสนับสนุนวิชาการให้โรงพยาบาลเครือข่าย รวมถึงการประสานการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ให้เพียงพอในภาวะวิกฤต ประสบการณ์ในวิกฤตครั้งนั้นหล่อหลอมให้เขาเข้าใจทั้งข้อจำกัดของระบบ และศักยภาพของบุคลากรด่านหน้าทั่วประเทศ ทำให้มุมมองด้านนโยบายของเขายึดโยงกับ “หน้างานจริง” อย่างชัดเจน

ต่อมาในปี 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งนายแพทย์ณัฐพงศ์ จากตำแหน่งรองอธิบดีกรมการแพทย์ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข กำกับเขตสุขภาพที่ 8 ซึ่งครอบคลุม 7 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ทำหน้าที่เสมือน “CEO เขตสุขภาพ” ดูแลภาพรวมบริการสาธารณสุขทั้งเครือข่าย 

บทบาทนี้ทำให้เขาได้ลงพื้นที่ใกล้ชิดโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์ เข้าใจปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการรักษาที่ซับซ้อน รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากรในภูมิภาค ก่อนที่การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 จะมีมติแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2568 

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ นายแพทย์ณัฐพงศ์ประกาศแนวคิดการทำงาน “I + DMS” เพื่อกำหนดทิศทางองค์กรในยุคใหม่ ประกอบด้วย 

I – Integrity เน้นคุณธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้
D – Digital ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ Digital Transformation ยกระดับบริการ
M – Mindset พัฒนากรอบคิดเชิงระบบที่ปรับตัวได้ 
S – Social Impact มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

จากแนวคิดนี้ เขามอบนโยบายให้กรมการแพทย์ “ทำให้การแพทย์ไทยก้าวหน้า พัฒนาสู่ภูมิภาค ตอบสนอง health need และสร้าง impact สูงสุด” ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ 

1) เพื่อประชาชน – ขยายบริการแพทย์ขั้นสูง เช่น การปลูกถ่ายอวัยวะและไขกระดูก การรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันด้วยสายสวน การฉายรังสีรักษามะเร็ง และการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ไปยังภูมิภาคมากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 

2) เพื่อบุคลากรสาธารณสุข – สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้แพทย์เฉพาะทาง วิจัยและนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 

3) เพื่อองค์กรและเครือข่าย – กำหนดมาตรฐานระบบบริการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้าง New S-Curve เช่น Precision & Genomic Medicine, การแพทย์ฟื้นฟูและผู้สูงอายุ และ Digital Health & AI ให้กรมการแพทย์เป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่ทันสมัยในระดับนานาชาติ 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ สู่บทบาทผู้บริหารโรงพยาบาล รองอธิบดี ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพ และอธิบดีกรมการแพทย์ในปัจจุบัน จะเห็นว่านายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ เป็นผู้นำที่ผสมผสาน “ประสบการณ์หน้างาน” กับ “วิสัยทัศน์เชิงนโยบาย” ได้อย่างกลมกลืน ผลงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 รางวัลด้านการบริหารจากชมรมศิษย์เก่าแพทย์ออร์โธปิดิกส์ศิริราช และแนวคิด I + DMS ที่ให้ความสำคัญทั้งคุณธรรม ดิจิทัล มายด์เซ็ต และผลลัพธ์ต่อสังคม ล้วนสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะทำให้กรมการแพทย์เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง 

ในสายตาของบุคลากรสาธารณสุขและประชาชน นายแพทย์ณัฐพงศ์จึงไม่ได้เป็นเพียงอธิบดีกรมการแพทย์คนใหม่ แต่เป็นผู้นำทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม โปร่งใส พร้อมพา “กรมการแพทย์” ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเป็นที่ไว้วางใจของสังคมไทย

ไทยลุยซีเกมส์ 33!! เจ้าภาพตั้งเป้าทองสูงสุด 241 เหรียญจาก 50 สมาคมกีฬา 8 สมาคมกีฬาหลักประกาศชัด เป้าหมายต้อง ‘เหรียญทอง’ เท่านั้น

(23 พ.ย. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยจัดขึ้นใน 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา พร้อมตั้งเป้าคว้าเหรียญทองสูงสุด 241 เหรียญทองจาก 50 สมาคมกีฬาในประเทศ

ผ่านเวทีแถลงข่าว "มีต เดอะ เพรส ซีเกมส์ 2025" ถึง 9 ครั้ง ก่อนรวมเป้าเหรียญทองทั้งสิ้น 241 เหรียญทอง ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของทัพนักกีฬาไทยที่จะครองเจ้าซีเกมส์บนแผ่นดินของตนเอง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายงบประมาณล่าช้า แต่ยืนยันความพร้อมสนามแข่ง ระบบการจัดการ และการถ่ายทอดสดเต็มที่

8 สมาคมกีฬาหลักที่ประกาศเป้าอย่างชัดเจน ได้แก่ ฟุตบอลและฟุตซอลที่ตั้งเป้าคว้า 4 เหรียญทอง เรือพาย 18 เหรียญทอง คริกเกตทีมหญิง 2 เหรียญทอง ยิงธนู 3 เหรียญทอง และรักบี้ทีมหญิงที่มั่นใจว่าจะคว้าทองแน่นอน "เป้า 241 เหรียญทองนี้ไม่เพียงสะท้อนความมั่นใจ แต่ยังเพิ่มแรงกดดันต่อทัพไทยให้ทำผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด" กล่าวในงานแถลงข่าว

ซีเกมส์ครั้งนี้ถือเป็นเวทีทดสอบศักยภาพและความพร้อมของกีฬาไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหารและพัฒนานักกีฬา ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศผ่านกีฬา รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในฐานะเจ้าภาพที่ต้องตอบโจทย์ทุกด้านอย่างครบถ้วน

ทีมนักวิชาการ มธ.วิจัยพัฒนาผ้าไทยชุมชน “ตำบลก้อ แม่ปิง ลำพูน” สืบสานพระราชปณิธานฯ พระพันปีหลวง ต่อยอดลวดลาย-การตัดเย็บ-เทคนิคใหม่ให้สินค้าชุมชน สร้างรายได้-ความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ผศ. ดร.วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 2567 พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากกว่า 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และยังสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมแฟชั่น และวงการผ้าไทยเติบโต ที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเติบโตของวงการผ้าไทย ถือเป็นมรดกจากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ทั้งการสร้างบรรยากาศที่ดีต่อผ้าไทย การใช้งานผ้าไทย ทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ผ้าไทย และที่สำคัญสร้างให้เป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับคนไทย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานตามแนวทางพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบกับโอกาสทางเศรษฐกิจ และความต้องการในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทีมวิจัยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยการพัฒนาแนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม เพื่อการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมชุมชน กรณีศึกษาสิ่งทอของ ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ชุมชนแห่งเดียวในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชน

สำหรับโครงการวิจัยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของ ผศ. ดร.วุฒิไกร และ ดร. นลินี เนติธรรมากร หัวหน้าสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนมีมูลค่าสูงขึ้น และใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการเกิดไฟป่า อันจะนำไปสู่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงในแง่ของวิชาการก็จะเป็นการพัฒนากรอบแนวคิด (Framework) ในการทำงานด้านการออกแบบร่วมกับชุมชน เพื่อให้ในอนาคตสามารถถูกนำไปใช้ต่อยอด และสร้างประโยชน์ในวงกว้างเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีความพิเศษคือกระบวนการผลิตที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำภายในชุมชนเอง ทั้งการปลูกฝ้าย การทำให้เป็นเส้นใย การทอ การตัดเย็บ ไปจนถึงการจำหน่าย ด้วยกระบวนการผลิตนี้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ส่วนหนึ่ง ทีมวิจัยจึงเข้าไปให้ความรู้และพัฒนาทักษะคนในชุมชน เช่น การอบรมในการทำลวดลายผ้า การตัดเย็บ เทคนิคการทำแบบใหม่ ฯลฯ และอีกส่วนคือการออกแบบผลิตภัณฑ์ของชุมชน ได้แก่ การย้อมสีโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ เปลือกต้นประดู่ เปลือกต้นเพกา ฯลฯ จากนั้นนำไปแปรรูปเป็นผ้าทอ ก่อนพัฒนาเป็นเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ชุมชนมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีการมอบอุปกรณ์อย่างจักรเย็บผ้า และอุปกรณ์ย้อมผ้าให้ด้วย

ผศ. ดร.วุฒิไกร กล่าวว่า ผลจากการดำเนินการดังกล่าวได้ทำให้คนในชุมชน ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน มีทักษะในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เพิ่มขึ้น ภายใต้การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ในเป้าหมายที่ 11 เมืองและชุมชนยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และเป้าหมายที่ 15 การปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมาก็มีการนำผลงานเครื่องแต่งกายจากงานวิจัยชิ้นนี้ไปจัดแสดงในหลายๆ แห่งแล้ว เช่น Bangkok Design Week งานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ และช่วงปลายปีนี้ก็จะมีไปจัดแสดงที่งาน Chiangmai Design Week ส่วนปัจจุบันมีการจัดแสดงอยู่ที่ธรรมศาสตร์” ผศ. ดร.วุฒิไกร ระบุ

อนึ่ง ปัจจุบันผลงานเครื่องแต่งกายจากการวิจัยดังกล่าว ถูกจัดแสดงรวมกับอีกกว่า 40 ผลงานจากหลากหลายคณะสายสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในงานนิทรรศการหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน (SDGs) Phase 2 ในธีม “เมืองและชุมชนยั่งยืน” ที่จัดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568-ก.พ. 2569 ณ SDG Lab อุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. โดยผู้ที่สนใจสามารถจองเพื่อเข้าชมนิทรรศการได้ที่ https://forms.gle/n9a4z3HYqzskLeLh8

สำหรับงานนิทรรศการครั้งนี้ เป็นการจัดแสดงผลงานเพื่อถ่ายทอดแนวคิดความยั่งยืน ผ่านมุมมองของมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม โดยแบ่งเป็น 5 โซนสำคัญ ได้แก่ 

1. โซนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งด้าน Mitigation และ Adaptation 
2. โซนเกี่ยวกับเมืองและชุมชนยั่งยืน 
3. โซนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน 
4. โซนด้านความยั่งยืนด้านเกษตร อาหาร และสุขภาพ 
5. โซนความหลากหลาย ความเป็นธรรม ความครอบคลุม ประเด็นด้านมนุษยศาสตร์ศิลปวัฒนธรรม ชาติพันธุ์

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง คนที่ 19 ผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายระลอก ขับเคลื่อนปฏิรูปภาษี-การคลังให้ยั่งยืน ใช้ดิจิทัล-Big Data แก้โจทย์เศรษฐกิจไทย

กระทรวงการคลังเป็น “มันสมองการคลังของประเทศ” ทำหน้าที่วางและขับเคลื่อนนโยบายการคลัง การจัดเก็บรายได้ การบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว 

หัวใจสำคัญของการทำงานเหล่านี้คือ “ปลัดกระทรวงการคลัง” ข้าราชการประจำสูงสุดที่ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายและผลักดันให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเดินไปในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซับซ้อน และท้าทายมากขึ้น การที่ประเทศไทยได้ “นายลวรณ แสงสนิท” มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังคนที่ 19 จึงถือเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะช่วยพาระบบการคลังไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและมีวินัยมากขึ้น 

นายลวรณ แสงสนิท หรือ “บั๊ด” เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2510 เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของพลเอกวิโรจน์ แสงสนิท อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคุณหญิงลักขณา แสงสนิท เติบโตในครอบครัวข้าราชการที่ให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยและการทำงานเพื่อส่วนรวม 

ด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจด้วยปริญญาโท M.S. in Economic Policy and Planning จาก Northeastern University สหรัฐอเมริกา ทำให้มีทั้งพื้นฐานเศรษฐศาสตร์มหภาคและมุมมองเชิงนโยบายในระดับสากลตั้งแต่เริ่มต้นรับราชการ 

เส้นทางราชการของนายลวรณ เริ่มและเติบโตจาก “สายเศรษฐกิจการคลัง” โดยตรง เขาไต่เต้าในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนักนโยบายระบบการเงินและสถาบันการเงิน จากนั้นเป็นรองผู้อำนวยการ สศค. ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน และผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในปี 2561 ช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะในระหว่างวิกฤตโควิด-19 สศค. ภายใต้การนำของเขาเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญในการออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนหลายโครงการ อาทิ “ชิมช้อปใช้” “คนละครึ่ง” และ “เราไม่ทิ้งกัน” ซึ่งช่วยประคับประคองกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก บทบาทในช่วงนี้ทำให้นายลวรณได้ทำงานใกล้ชิดกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ และการออกแบบมาตรการทางการคลังเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนหลายระลอก

จาก “มันสมองด้านนโยบาย” นายลวรณก้าวสู่บทบาท “แม่ทัพภาคสนาม” ใน 2 กรมสำคัญของกระทรวงการคลัง คือ อธิบดีกรมสรรพสามิต (2563-2565) และอธิบดีกรมสรรพากร (2565-2566)

ที่กรมสรรพสามิต เขามีบทบาทผลักดันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ของประเทศ 

ส่วนที่กรมสรรพากร นายลวรณให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบภาษีเข้าสู่ดิจิทัล ทั้งการออกประกาศเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านภาษีให้ทันกับพฤติกรรมเศรษฐกิจยุคออนไลน์ ช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการและพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐไปพร้อมกัน 

เมื่อก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา นายลวรณได้รับมอบหมายภารกิจใหญ่หลายด้าน ทั้งการปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีจากระดับราว 12–13% ให้ขยับขึ้นสู่ 18% อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเสริมความยั่งยืนทางการคลัง และลดการพึ่งพาการกู้เงินเกินจำเป็น 

เขาผลักดันให้กระทรวงการคลังใช้ศักยภาพของ “Data Lake” และข้อมูลขนาดใหญ่ในการทำ Digital Transformation ทางการคลัง คิดค้น “อารีย์ สกอร์” ระบบประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตโดยใช้ข้อมูลและ AI เพื่อช่วยให้คนตัวเล็กและผู้มีรายได้นอกระบบสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น เป็นอีกเครื่องมือในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเพื่อจัดการหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคาร ผ่านการผลักดันให้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพถูกโอนออกไปบริหารในบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพื่อคืนสภาพคล่องให้ระบบการเงินและช่วยให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนและจ้างงานต่อ 

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย ประธานกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และบริษัท พีทีที จำกัด (มหาชน) ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ 

อีกด้านหนึ่ง เขายังเป็นผู้นำในการสื่อสารบทบาทของกระทรวงการคลังต่อสาธารณะ เช่น การเตรียมจัดงานครบรอบ 150 ปี กระทรวงการคลังในแนวคิด “MOF Journey: 150 Years of Thai Fiscal Development” สะท้อนบทบาททางการคลังตลอดประวัติศาสตร์ไทยไปจนถึงอนาคต 

เมื่อมองย้อนจากเส้นทางการศึกษาที่แน่นทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ประสบการณ์ทำงานในทุกมิติของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่คิดนโยบาย วางยุทธศาสตร์ ตรวจราชการ ไปจนถึงบริหารกรมจัดเก็บรายได้หลักของประเทศ และบทบาทล่าสุดในฐานะปลัดกระทรวงการคลังและประธานบอร์ดหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญ จะเห็นภาพ “นายลวรณ แสงสนิท” ในฐานะข้าราชการมืออาชีพที่เข้าใจทั้งตัวเลขมหภาคและความเดือดร้อนของประชาชนจริง ๆ 

เขาไม่เพียงมองโจทย์การคลังในกรอบวินัยและความยั่งยืน แต่ยังพยายามออกแบบมาตรการที่ช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงโอกาสในระบบการเงินมากขึ้น เดินหน้าปฏิรูปภาษีและงบประมาณบนฐานข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่เพียง populism ระยะสั้น ผลงานและบทบาทเหล่านี้ทำให้นายลวรณเป็น “ผู้นำด้านการคลัง” ที่ได้รับความเชื่อมั่นทั้งจากแวดวงเศรษฐกิจ ข้าราชการ และประชาชนในฐานะผู้ดูแลการเงินการคลังของประเทศให้เดินหน้าอย่างมั่นคง โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top