Sunday, 30 August 2026
NEWS

‘LINE’ เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Combination Sticker’ ส่งสติกเกอร์รวมกันได้สูงสุด 6 ตัว ภายในคราวเดียว

เมื่อวานนี้ (8 พ.ค.67) ที่ผ่านมา LINE STICKERS จัดเป็นหนึ่งในฟีเจอร์เด็ดมัดใจผู้ใช้งานแชต ด้วยการสร้างสีสันให้บทสนทนามากกว่าการส่งข้อความตัวหนังสือ และยังช่วยสื่ออารมณ์หรือความรู้สึก จึงทำให้มีการใช้สติกเกอร์ในการสนทนากันอย่างแพร่หลาย จนวันนี้มีสติกเกอร์อยู่ในระบบเพื่อให้ผู้ใช้งานทั่วโลกได้เลือกใช้กว่า 20 ล้านชุด

ล่าสุด ฟีเจอร์คอมบิเนชันสติกเกอร์ (Combination Sticker / Sticker Arranging*) ได้ถูกเปิดตัวขึ้นเพื่อตอบโจทย์ใหม่ ๆ ของผู้ใช้งานให้ทุกการแชต สนุก มีสีสัน และสื่อสารได้มากขึ้น โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกผสมผสานสติกเกอร์ประเภทต่าง ๆ ได้สูงสุด 6 ตัวต่อการส่งหนึ่งครั้ง ทั้งจากเซตเดียวกันหรือต่างเซต พร้อมเลือกจัดวาง หมุน หรือปรับขนาดได้ตามใจ

โดยฟีเจอร์นี้จะทยอยครอบคลุมสติกเกอร์ที่ใช้งานได้ โดยเริ่มจากสติกเกอร์ทางการ (Official Stickers) ก่อนขยายสู่สติกเกอร์ครีเอเตอร์ (Creators’ Stickers) ในการใช้งานเวอร์ชันเต็มรูปแบบในวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นี้

สำหรับการใช้งานฟีเจอร์คอมบิเนชัน สติกเกอร์ จะเข้ามาช่วยให้ ‘ขยาย’ สติกเกอร์ให้ใหญ่มากขึ้นกว่าปกติ ‘เพิ่มจำนวน’ สติกเกอร์ในรูปเดียวแบบซ้ำ ๆ ได้ตามใจ และ ‘รวม’ สติกเกอร์หลายตัวเข้าด้วยกัน

เริ่มต้นด้วยการกดค้างตัวสติกเกอร์ที่อยากนำมาทำคอมบิเนชันสติกเกอร์ จากนั้นจะมีแถบพื้นที่สีขาวใหญ่ปรากฏขึ้น ให้ลากสติกเกอร์ที่ต้องการเข้ามาวางในแถบขาวนั้น โดยสามารถหมุน เพิ่มขนาด และเพิ่มจำนวนได้อย่างอิสระ

เมื่อได้คอมบิเนชันสติกเกอร์ที่ต้องการ ผู้ใช้งานสามารถกดส่งสติกเกอร์ที่ครีเอตใหม่นั้นได้เลยทันที และเพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป LINE ยังช่วยเก็บคอมบิเนชันสติกเกอร์ที่ผู้ใช้งานสร้างและเคยใช้แล้วไว้ใน History Tab

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ” พบปะนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 โครงการเรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ยืนยันสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญในการสนับสนุนด้านการศึกษาเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน

วันนี้ (9 พฤษภาคม 2567) เวลา 07.45 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมพบปะนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ โซนซี ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ ปลาทอง ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 นำผู้เข้าร่วมโครงการ “เรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2” ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2567 โดยมีนักเรียนจำนวน 61 คน และครู จำนวน 20 คน จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 จำนวน 53 แห่ง 

ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 กล่าวว่า การศึกษานับเป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน การจัดการศึกษาของประเทศไทยได้มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ได้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง จากประสบการณ์ของตนเองที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังมุ่งเน้นการเรียนรู้ในลักษณะของการบูรณาการสาระความรู้ต่างๆอย่างสมดุล สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งการศึกษานอกสถานที่เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีความสำคัญมากอย่างหนึ่ง จะช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้ได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาอย่างแท้จริง ถือเป็นวิธีการทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาผู้เรียนในด้านร่างกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้านสติปัญญา และด้านสังคม ได้เป็นอย่างดี กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 จึงจัดทำโครงการเรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา เพื่อให้เด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 ได้รับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ปฏิบัติจริง และเกิดความพร้อมทั้ง 4 ด้านดังกล่าว และเพื่อเป็นการมอบโอกาสอันดี เป็นรางวัลให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในสังกัด ที่มีผลการเรียนดี ประพฤติดี หรือมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านที่มีผลงานดีเด่น

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ให้โอวาทแก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ว่า นักเรียนทุกคนเป็นตัวแทนของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในสังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 และเป็นโรงเรียนที่ดำเนินงานตามโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดังนั้น เมื่อทราบว่าทางกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 จัดโครงการเรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ขึ้น จึงได้ขอให้ผู้จัดโครงการได้จัดตารางเวลาให้มีโอกาสมาพบปะ สนทนากับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการด้วย เพื่อแสดงความตั้งใจ และยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการดำเนินโครงการด้านการศึกษา และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมในการเรียนรู้นอกสถานที่ เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของนักเรียนทุกคน ที่ได้พบ ได้ยิน ได้ฟัง รวมถึงมีข้อสังเกต มีคำถามต่างๆ เกิดขึ้นในใจ เพื่อนำไปต่อยอดการเรียนรู้ การค้นคว้าเพิ่มพูนความรู้ต่างๆในชีวิตของนักเรียนทุกคน

จากนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ และ พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ฯ ได้พูดคุยกับนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ พร้อมจัดการเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับนักเรียนในเรื่อง การสังเกต จดจำลักษณะ ใบหน้า เพื่อการสเก็ตช์ภาพคนร้าย โดยมี พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ บูรณะ อดีตรอง ผบก.ศพฐ.1 ผู้ชำนาญการสเก็ตช์ภาพใบหน้าคนร้าย เป็นวิทยากร

นอกจากนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการเรียนรู้สู่โลกกว้าง แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ของนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 จะได้มีโอกาสไปเรียนรู้นอกสถานที่ ณ ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพมหานคร , ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ และชมเรือหลวงจักรีนฤเบศร ณ ฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี , เรียนรู้เยี่ยมชมสวนนงนุช และฟังการบรรยาธรรมจากพระอาจารย์เอกชัย ศิริญาโณ ณ สวนนงนุช จ.ชลบุรี

ทั้งนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการต่างขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2 ที่เปิดโอกาสให้ได้เข้าร่วมโครงการดีๆ สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่อยากเป็นตำรวจ และครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โดยส่วนใหญ่กล่าวว่า ได้เห็นตัวอย่างและได้รับแรงบันดาลใจที่ดีจากครูตำรวจตระเวนชายแดน และผู้บังคับบัญชาทุกท่าน

“อลงกรณ์”เห็นตรง“ดร.ธรณ์”ไทยเผชิญวิกฤติโลกร้อนทะเลเดือด ชี้โลกรวน คือวิกฤตการณ์แห่งศตวรรษที่21

เร่งผนึกทุกภาคีเดินหน้าโครงการคาร์บอนสีน้ำเงิน(Blue Carbon)หวังฟื้นฟูป่าชายเลนลดคาร์บอน110 ล้านตันสู่เป้าหมายเน็ทซีโร่(Net Zero)

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท โพสต์บทความวันนี้เกี่ยวกับปัญหาวิกฤตโลกร้อนกับผลกระทบต่อประเทศไทยและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินในหัวข้อ“โลกรวน คือวิกฤตแห่งศตวรรษที่21 :ก้าวต่อไปของประเทศไทยในการลดโลกร้อนทะเลเดือด”โดยมีข้อความว่า

อ่านเรื่อง โลกเดือด ทะเลเดือดของดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ น้องที่เคยร่วมงานขบวนการปฏิรูปประเทศก็เห็นตรงกัน100%และขอร่วมแชร์ปัญหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแบบสุดขั้ว(Extreme)ที่ทำให้เกิดภาวะ“โลกรวน”ในหัวข้อ “โลกรวน คือวิกฤติการณ์แห่งศตวรรษที่21 :ก้าวต่อไปของประเทศไทยในการลดโลกร้อนทะเลเดือด”

ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อนทะเลเดือดเป็นวิกฤตแห่งศตวรรษที่21ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกทำให้มีความพยายามที่จะลดก๊าซเรือนกระจกด้วยมาตรการต่างๆภายใต้กรอบการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติหรือ (COP) เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ตัวอย่างเช่นสหภาพยุโรปเริ่มใช้ระบบภาษีคาร์บอนในรูปมาตรการCBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) กับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป สำหรับประเทศไทยของเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 0.8 ของโลกมากเป็นอันดับที่ 19 ของโลก โดยปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิกว่า 240ล้านตันต่อปี เฉพาะด้านการใช้พลังงาน

โดยภาพรวมในปี 2565ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น1.5% “หากจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ภาคพลังงานจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ปีละ 86 ล้านตันคาร์บอนฯ และป่าไม้ต้องดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ปีละ 120 ล้านตันคาร์บอน” แต่ถ้าทำไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น องค์การสหประชาชาติคาดว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ ฯลฯ ที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งกว่านั้นคือจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติรุนแรงที่สุด10อันดับแรกของโลก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยทั้งการลดปริมาณการปล่อยและเพิ่มศักยภาพในการดูดกลับหรือกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์รวมทั้งต้องผนึกความร่วมมือทุกฝ่ายทำงานเชิงรุกทุกหน้างาน

ดังนั้นการเดินหน้าเศรษฐกิจสีน้ำเงิน(Blue Economy)เช่นโครงการปลูกโกงกางในพื้นที่ป่าชายเลนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยอธิบดีคนใหม่นายปิ่นสักก์ สุรัสวดีที่ช่วยปลดล็อคปมส่อทุจริตของโครงการนี้ในอดีตพร้อมกับขยายความร่วมมือทุกภาคส่วนทำให้เกิดเครือข่ายพันธมิตรโกงกางประเทศไทย(TMA: Thailand Mangrove Alliance)เป็นครั้งแรกถือเป็นตัวอย่างที่ดีของโครงการลดคาร์บอนเนื่องจากป่าชายเลนของประเทศไทยมีศักยภาพลดคาร์บอนได้ถึง 110 ล้านตันในระยะเวลา 10 ปี ทั้งนี้เป็นรายงานของดร.สนใจ หะวานนท์ ผู้เชี่ยวชาญป่าชายเลนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งได้ศึกษาวิจัยเรื่องป่าชายเลนในหลายประเทศมากว่า 40 ปี ระบุว่า “…การสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ของป่าชายเลนโดยกระบวนการสังเคราะห์แสงที่ต้องใช้คาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจนออกมา พบว่าป่าชายเลนของประเทศไทยสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหนือพื้นดินได้ 27.1 ตันต่อเฮกตาร์ (6.25 ไร่) และสะสมในดิน 16.9 ตันต่อเฮกตาร์ รวมแล้ว 44.0 ตันต่อเฮกตาร์ ประมาณการณ์ได้ว่าป่าชายเลนของประเทศไทยประมาณ 1.5 ล้านไร่ หรือประมาณ 0.24 ล้านเฮกแตร์ สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 11 ล้านตันต่อปี…“ เพื่อระดมพลังทุกภาคส่วนในการเร่งทำงานลดโลกร้อนลดคาร์บอน ทางมูลนิธิฯ.ได้หารือกับผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรโกงกางประเทศไทย(TMA: Thailand Mangrove Alliance)และกรมทช.เกี่ยวกับการจัดสัมนาเรื่อง  “ป่าโกงกาง สู่เป้าหมายซีโร่คาร์บอน(Zero Carbon)ของประเทศไทย”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน(Blue Economy)ลดโลกร้อนในเร็วๆนี้

โดยต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามูลนิธิฯ.ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MoU)กับ32 องค์กรภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย (Thailand Mangrove Alliance) และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งนับเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตามหลักการ 3 เสาหลักของมิติความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านเศรษฐกิจ ในการปกป้อง ฟื้นฟู และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชายเลน ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ การจัดการป่าชายเลนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) และการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนของชุมชนป่าชายเลน ในพื้นที่เป้าหมาย 24 จังหวัดชายทะเลของประเทศไทยซึ่งจะมีการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือภาคีเครือข่ายป่าชายเลนประเทศไทย (Thailand Mangrove Alliance) ในงานวันป่าชายเลนแห่งชาติ 10 พฤษภาคม 2567 ที่ห้องประชุมช้างเผือก องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไทยในการแก้ปัญหาโลกร้อน “มูลนิธิจะสนับสนุนการพัฒนาและการอนุรักษ์ป่าโกงกาง รวมไปถึงการเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนและคนรุ่นต่อไปเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรป่าชายเลนและจะดำเนินการปลูกต้นโกงกางเพื่อการพัฒนาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การทำโครงการคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) การพัฒนาองค์ความรู้ว่าด้วยเรื่องบลูคาร์บอน (Blue Carbon) รวมถึงการศึกษาและการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูป่าชายเลนด้วยความร่วมมือระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หน่วยราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น รวมถึงชุมชนในพื้นที่ในการปลูกและขยายพันธุ์เมล็ดและฝักโกงกางในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย”

มุกดาหาร -ฉก.ทหารพรานมุกดาหาร ตรวจยึดรถยนต์ 2 คันขณะเตรียมนำขึ้นแพข้ามแม่น้ำโขงไปฝั่ง สปป.ลาว

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2105 (ร้อย.ฉก.ทพ.2105) ฉก.ทพ.21 กองกำลังสุรศักดิิ์มนตรี  บูรณาการร่วมกับ ร้อย.ฉก.ทพ.23 กองกำลังสุรนารี  และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ได้สนธิกำลังร่วมกันทำการลาดตะเวนเฝ้าตรวจการกระทำความผิดกฎหมายริมฝั่งแม่น้ำโขงในพื้นที่บริเวณ บ.ตาลใหม่ รอยต่อระหว่าง บ.นาห้วยกอก  ต.ห้วยกอก  อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร กับ บ.นาสีดา ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคล จำนวนประมาณ 5 - 10 คน กำลังทำการลักลอบนำรถยนต์ ขึ้นเรือแพเตรียมนำข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่ง สปป.ลาว ชุดลาดตระเวนจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้กระโดดน้ำหลบหนีไป  จากการตรวจสอบพบรถยนต์ ยี่ห้อ ISUZU รุ่น d-max สีขาว ทะเบียน  กล 6810 ราชบุรี และรถยนต์ ยี่ห้อ ISUZU รุ่น d-max  สีเทา ทะเบียน บต 5130 พังงา จอดอยู่บนแพดัดแปลงขับเคลื่อนด้วยเรือเหล็กหางยาว 2 ลำ  เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดรถยนต์จำนวน 2 คัน  และเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ ไว้เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดอนตาล ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259777

พังงา-ศรชล.ภาค 3 จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การสร้างความตระหนักรู้ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลพื้นที่ฝั่งอันดามัน

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ที่โรงแรมภูงา ตำบลตากแดด อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา โดยมี พล.ร.ต.จักรกฤษณ์ กลีบจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานฝ่ายอำนวยการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาการสร้างความตระหนักรู้ ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2567 เรื่องการขับเคลื่อนองค์ความรู้ ทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล สู่การเรียนการสอนในสถานศึกษา ของจังหวัดชายทะเลฝั่งอันดามัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ สร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทะเลให้กับครูผู้สอนในสถานศึกษาของจังหวัดชายทะเลฝั่งอันดามัน ให้มีความรู้อย่างท่องแท้ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการสัมมนา ใช้ประกอบควบคู่กับหนังสือทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล นำไปสอนกับนักเรียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การสัมมนาครั้งนี้ ในทางปฏิบัติแล้วได้เริ่มดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 ประกอบด้วยการประชุมเตรียมการจำนวน 3 ครั้ง การอบรมความรู้ผ่านระบบการเรียนการสอนทางไกล จำนวน 6 วัน วันละ 1 หัวข้อ มีครูลงทะเบียนเข้ารับการอบรมทางไกลจำนวน 601อบรมครบ 6 ชั่วโมงจำนวน 200 คน และมี ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการระดับจังหวัดและครูตัวแทนจากจังหวัดชายทะเล 6 จังหวัด เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการในวันนี้จำนวน 50 คน 

'กลาโหม' เตรียมปรับค่ายทหาร บำบัดผู้ติดยาที่มีอาการจิตเวช สร้างความหวัง ไม่ให้ตกอยู่ในภาวะ 'อกหัก-หลักลอย-คอยงาน'

(9 พ.ค. 67) ที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดจะนำผู้ติดยาเสพติด และมีอาการจิตเวช ให้หน่วยทหารดูแล ว่า สถานการณ์ยาเสพติดในขณะนี้ ผู้ติดยาเสพติดมักจะเป็นเด็ก และจะมีอาการทางจิตเวชอยู่หลายระดับ ซึ่งอาการทางจิตมักจะรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ นอกจากการนำไปบำบัด  โดยวิธีที่ทหารทำได้คือจัดตั้งค่ายบำบัด ซึ่งอาจต้องปรับวิธีการมากขึ้นกว่าเดิม 

เช่น การนำตัวผู้มีอาการทางจิตไปขัง ไปฝึก หรือไม่ให้ผู้ติดยาเสพติดได้เสพยาอีก ซึ่งค่ายทหารจะต้องมีเรื่องทางการแพทย์ กิจกรรมต่าง ๆ และจิตวิทยาด้านอาชีพเพิ่มเติม เพื่อรองรับการบำบัดผู้ติดยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเหล่านี้ด้วย เพื่อสร้างความหวังให้ผู้เข้ารับการบำบัดไม่ตกอยู่ในภาวะ ‘อกหัก หลักลอย คอยงาน’

เพราะฉะนั้นสิ่งที่กองทัพจะต้องทำต่อไป คือ จัดตั้งค่ายบำบัดในค่ายทหาร โดยการดูแลในค่ายจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะแต่ก่อนคนติดยา ไม่ถึงกับมีอาการทางจิตเวช เพียงจับมาขังไว้ไม่ให้เสพ ลงโทษเล็กน้อย หรือใช้วิธีขู่ก็เลิกเสพแล้ว แต่การรักษาในลักษณะที่ว่ามา ไม่อาจใช้กับทุกวันนี้ได้แล้ว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำ 7 ข้อควรปฏิบัติ ในการจอด และขึ้น-ลงรถ ภายในที่จอดรถห้างสรรพสินค้า

วันนี้ (9 พฤษภาคม 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ และจากกรณีเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีดพยายามชิงทรัพย์หญิงรายหนึ่งบริเวณที่จอดรถห้างสรรพสินค้า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยายาล ซึ่งต่อมาในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ขณะกำลังหลบซ่อนตัวภายในที่จอดรถของห้างสรรพสินค้า

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแนะข้อควรปฏิบัติ เพื่อป้องกันและลดโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะถูกคนร้ายก่อเหตุในลักษณะดังกล่าว ดังนี้

1. ควรเลือกจอดรถในบริเวณที่ใกล้เคียงกับทางเข้า-ออก หรือบริเวณที่มีผู้คนเดินผ่านไปมา เนื่องจากอาชญากรมักจะเลือกก่อเหตุในบริเวณที่ลับตาคน

2. ควรเลือกจอดรถในบริเวณที่มีไฟส่องสว่าง เพื่อให้เราสามารถมองเห็นบริเวณพื้นที่โดยรอบ ขณะขึ้น - ลงจากรถ เพื่อความปลอดภัย

3. ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ล็อคประตูรถยนต์ทุกครั้ง ก่อนที่จะเดินเข้าห้างสรรพสินค้า

4. ควรเก็บของมีค่าให้มิดชิด เพื่อไม่ให้เป็นการล่อเป้ามิจฉาชีพ ที่อาจก่อเหตุประสงค์ต่อทรัพย์

5. ขณะเดินกลับมาที่รถ ควรให้ความสนใจสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ หากมีผู้ไม่หวังดีเดินตามมา หรือหลบซ่อนอยู่บริเวณรถ จะสามารถสังเกตเห็นได้ทัน

6. ก่อนขึ้นรถ ควรสังเกตก่อนว่ามีใครหลบอยู่ภายในรถหรือไม่ และเมื่อขึ้นรถแล้วให้รีบล็อคประตูรถทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีแอบขึ้นมาบนรถ

7. กรณีที่ห้างสรรพสินค้าได้จัดพื้นที่จอดรถพิเศษ เช่น ที่จอดรถสำหรับผู้หญิง หากเป็นไปได้ควรที่จะเลือกจอดในบริเวณดังกล่าว

ทั้งนี้ หากท่านต้องการความช่วยเหลือ หรือพบเห็นการก่ออาชญากรรม สามารถแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจหนองคาย สกัดเฮโรอีนล็อตใหญ่กว่า 1.4 ตัน หลังขนข้ามโขงเข้าไทย

ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ให้ปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดน และเพิ่มความเด็ดขาดในการปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่มีปัญหา พล.ต.ท.สรายุทธ  สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 ได้สั่งการให้ตำรวจภาค 4 ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พ.ค.67  เวลาประมาณ 22.00 น. ตำรวจ สภ.นางิ้ว  ภ.จว.หนองคาย นำโดย พ.ต.ท.พญา บุญโสดากร สวญ.สภ.นางิ้ว ร่วมกับชุดปฏิบัติการด้านการข่าว ตชด.244 และ ตชด. 245 ร่วมกันสกัดจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ พร้อมด้วยเฮโรอีน 1,404 กิโลกรัม ผู้ต้องหา 4 คน ขณะกำลังลำเลียงเฮโรอีนไปส่งให้กับเครือข่ายที่ จ.หนองคาย  

โดยตำรวจ สภ.นางิ้ว, ตชด.244 และ ตชด. 245 ชุดจับกุมได้สืบสวนทราบว่า จะมีการลอบนำยาเสพติดจำนวนมากเข้ามาใน จ.หนองคาย จึงร่วมกันนำกำลังติดตามจับกุม ต่อมาวันที่ 8 พ.ค.67 เวลาประมาณ 22.00.น. ตำรวจชุดจับกุมได้นำกำลังไปที่บ้านเลขที่ 48 ม.7 บ้านภูเขาทอง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย พบผู้ต้องหาทั้ง 4 ทราบชื่อภายหลังว่า นายนิยม, นายศราวุธ, นายประสิทธิ์ และ นายประโท กำลังช่วยกันยกลังกระดาษรวม 20 ลัง จึงแสดงตัวขอตรวจค้น พบว่าเป็นเฮโรอีน ซึ่งผู้ต้องหารับว่ายังมีเฮโรอีนอยู่ในสวนยางอีก ตำรวจชุดจับกุมจึงติดตามไปค้นที่กระท่อมไม่มีเลขที่ ในสวนยาง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย พบเฮโรอีนบรรจุในลังอีก 9 ลัง จึงยึดไว้เป็นของกลาง จากการตรวจสอบทั้ง 29 ลัง พบว่าเป็นเฮโรอีน รวม 208 ก้อน น้ำหนัก 1,404 กก.  สอบถามได้ความว่า ผู้ต้องหาร่วมกัน ขนเฮโรอีนทั้งหมดมาขึ้นริมฝั่งบริเวณบ้านภูเขาทอง หมู่ 7 ต.บ้านม่วง โดยมีชาวลาวนำใส่เรือกีบหางเครื่องมาให้ ก่อนจะมาซุกซ่อนไว้ที่บ้านหลังดังกล่าว เบื้องต้นแจ้งข้อหานำเข้ายาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน)เข้ามาในราชอาณาจักร  มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน)ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำหน่าย หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จากนั้นจึงจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยเฮโรอีนของกลาง นำส่ง พงส.สภ.นางิ้ว ดำเนินคดีต่อไป

ภายหลังการจับกุม พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 ได้สั่งการให้ ชุดปราบปรามยาเสพติดของ บก.สส.ภ.4 ประสานงานกับ ภ.จว.หนองคาย เร่งสืบสวนขยายผล กวาดล้างจับกุมผู้สั่งการและผู้ร่วมขบวนการอย่างเด็ดขาด รวมทั้งใช้มาตรการยึดทรัพย์กับเครือข่ายยาเสพติดทุกรายต่อไป

'อาเรวัช' รับ!! ฟังคลิปโน้สเต็มๆ แล้ว ไม่ได้มีคำพูดผิดกฎหมายอะไร แต่เจ้าตัวรู้ตัวเองอยู่แล้ว ว่าเจตนาต้องการแขวะใคร

จากกรณีที่ ‘โน้ส อุดม’ พูดทอล์กโชว์ ถึงเรื่องพอเพียงที่ฉายแบบเต็มผ่านแอปฯ สตรีมมิ่ง Netflix กระทั่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย 

ซึ่ง 1 ในผู้ที่ออกมาแอ็กชันรวดเร็ว คือ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด ที่ตอกกลับตอนหนึ่งว่า “เจตนามึงไม่ดี เรามันชาวบ้าน มึงกับกูเกิดมาครบ 32 นี่มีบุญเก่าปะ มึงอาจจะจมูกใหญ่กว่ากูหน่อย แต่ปากมึงน่ะเสียกว่ากู ไม่ควรอย่างยิ่ง เล่นไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ลืมตัว อีโก้สูง คิดว่าตัวเองเป็นดาราดังแล้วเหรอ ต้องดัดสันดานมันครับ อย่าไปซื้อบัตรดูมัน ถ้าไปนั่งดูด้วยวันนั้น จะขึ้นไปถีบบนเวที ไม่งั้นก็เอารองเท้าปาใส่เวที”

ล่าสุด (8 พ.ค. 67) พล.ต.ท.เรวัช ได้ไลฟ์เฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ความว่า ตอบประเด็นเรื่องรถทัวร์ลงไปวิพากษ์วิจารณ์คุณโน้ส ผมไปดูคลิปเต็มแล้ว ไปดูคลิปเต็มทั้งหมดของเขาแล้วนะครับ ก็เป็นศิลปินที่เขาเหนือกว่าผมเยอะ คือเขามีเอฟซีเยอะและร่ำรวยกว่า มีคนติดตามเยอะ ตัวเขาอายุ 55 ปี ผมอายุ 69 ปี เขารู้อยู่แล้วว่าพวกเราพูดถึงเรื่องพอเพียงนี้หมายถึงใคร ไปแขวะ จริง ๆ พอไปฟังคลิปเต็ม ๆ แล้วเขาไม่ได้ทำหรือมีคำพูดผิดกฎหมายอะไร แต่ว่าเขารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเจตนาต้องการแขวะใคร 

“ผมเองไม่ได้อยากจะลงการเมือง ไม่ลงการเมือง และไม่เชียร์พรรคการเมืองไหน ไม่เป็นสาวกของวัดไหน พอพูดว่าพอเพียงแต่เขาไม่พอ มันเลยปรี๊ดขึ้นมา ส่วนคำพูดอื่นตลกอื่น เป็นเรื่องของเขาที่จะหาคอนเทนต์มาทำมาหากิน ผมไม่ได้โยง เพียงแต่อยากจะบอกเขาว่าช่องทางทำมาหากินมีตั้งเยอะ คอนเทนต์ที่จะสร้างเยอะแยะ ขอหน่อยได้ไหมครับ”

“ขอบคุณเอฟซีที่ไม่ทิ้งกัน คนเราร่วมเป็นร่วมตายกันก็ตอนมีวิกฤต เดิมผมยอดผู้ติดตามยูทูบ 4 แสน หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น มีคนติดตามเพิ่มขึ้น 1 หมื่นคน และเลิกติดตามไปประมาณ 170 คน เพราะเห็นว่าผมไปว่าคุณโน้ส ผมไม่ได้ซีเรียสครับ เหลือคนติดตามแค่พันคนผมก็ภูมิใจ เป็นครอบครัวเล็ก ๆ” พล.ต.ท.เรวัชกล่าว

พล.ต.ท.เรวัช เผยด้วยว่า โดยส่วนตัวผมก็ฟังคุณโน้สตลอด ตลกดีครับ เขาจะแขวะคนนู้นแซวคนนี้ ผมก็มองว่าเป็นศิลปินตลกครับ ก็ต้องหามุขมาเล่น ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่มาปรี๊ดแตกตรงพูดคำว่า พอเพียงแต่กูไม่พอ ส่วนที่ว่าผมไปนั่งดูแล้วจะขึ้นไปถีบไปขว้าง มันได้แต่คิดแต่ทำไม่ได้ ใจมันไม่ได้หยาบช้าที่จะไปคิดอย่างนั้น ผมจะสู้แต่กับคนที่มาทำร้ายประเทศ”

“ตอนนี้สถานภาพผมก็เป็นคนแก่คนหนึ่ง ที่เกษียณอายุราชการมาแล้ว แต่ผมเคารพนับถือของผม ผมไม่ยอม หรือผมอาจจะคิดผิดไปก็ได้ ใจคุณโน้สอาจจะไม่คิดถึงเรื่องนี้ก็ได้ อาจจะเป็นกลอนพาไป ผมก็กลอนพาไปเหมือนกัน ผมไม่ได้ไปดูถูกดูแคลนใคร ผมเจียมตัวเสมอ เป็นลูกชาวนาที่มีโอกาสได้รับราชการทหาร” อดีตผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติดทิ้งท้าย 

เพชรบูรณ์ มทบ.36 จัดงานครบรอบวันสถาปนา 40 ปี เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและเชิดชูเกียรตินายทหารผู้กล้า

วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตรีวัชรพงศ์ แก้วแจ้ง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 พร้อมด้วยประธานชมรมแม่บ้านกองทัพบก มณฑลทหารบกที่ 36 นำคณะข้าราชการนายทหาร และ กำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 36 จัดงานวันสถาปนาหน่วยครบรอบปีที่ 40 ซึ่งตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม ของทุกปี โดยมีพล.ต.วิทยา แก้วพรม รองแม่ทัพภาค 3 เป็นประธานในพิธี มีพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับกำลังพลผู้ล่วงลับไปแล้วและเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วย รวมทั้งมอบทุนการศึกษาแก่บุตรกำลังพลในสังกัด ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36 ค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีนายชนก มากพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ ดร.ประทิน นาคสำราญ นายก อบต.สะเดียง หัวหน้าส่วนราชการและกำลังพลร่วมในพิธี

สำหรับ มณฑลทหารบกที่ 36 จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2523 ตามคำสั่ง ทบ. (เฉพาะ) ลับที่ 98/23 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2523 โดยแยกกำลังบางส่วนจากจังหวัดทหารบกพิษณุโลก จัดตั้งเป็น "จังหวัดทหารบกส่วนแยก” บรรจุกำลังพลและยุทโธปกรณ์ตาม อฉก. หมายเลข 6010 เรียกนามหน่วยว่า "จังหวัดทหารบกพิษณุโลก (ส่วนแยกที่ 2 เพชรบูรณ์)” เป็นหน่วยในอัตราของจังหวัดทหารบกพิษณุโลก มีภารกิจสนับสนุนทางการส่งกำลังบำรุงต่อหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดพิจิตร มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 เป็นต้นมา ต่อมาในปี พ.ศ.2527 ได้แปรสภาพหน่วยเป็น "จังหวัดทหารบก” ตามคำสั่ง ทบ. (เฉพาะ) ลับ 116/27 ลงวันที่ 9 พ.ค.2527 บรรจุกำลังพล และยุทโธปกรณ์ตาม อฉก. หมายเลข 5440 เรียกนามหน่วยว่า "จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์” คำย่อ "จทบ.พ.ช.” จนกระทั่งในปี พ.ศ.2533 ทบ. ได้มีคำสั่ง ทบ. (เฉพาะ) ลับ ที่ 103/33 ลง 12 ก.ค. 2533 ให้ปรับจากหน่วยใช้ อฉก. เป็นหน่วยใช้ อจย.บรรจุกำลังพลและยุทโธปกรณ์ตาม อจย.หมายเลข 51-301 (ลง 5 ส.ค. 2531) ประเภท จังหวัดทหารบก ชั้น 1 เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อ มทบ.31 ปัจจุบันตั้งเป็น มณฑลทหารบกที่ 36 มีที่ตั้งหน่วยอยู่ภายในค่ายพ่อขุนผาเมือง ตำบล สะเดียง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยให้รับผิดชอบพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดพิจิตร ปัจจุบันมี พลตรีวัชรพงศ์ แก้วแจ้ง เป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36

‘ดร.คณิศ’ เผย เหตุผลที่ ‘OKMD’ อยู่รอดมา 20 ปี เพราะการทำงานขององค์กรมีประโยชน์ต่อสังคม

เมื่อวานนี้ (8 พ.ค. 67) ที่ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) หรือ OKMD จัดงาน 20 years of Thailand Knowledge Creation: Past and Future

โดยบรรยากาศเวลา 13.00 น. น.ส.ปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ OKMD โดยมี ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD พร้อมด้วย นายราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ร่วมให้การต้อนรับ ท่ามแขกผู้มีเกียรติคับคั่ง

ต่อมาเวลา 14.10 น. เริ่มเสวนา หัวข้อ ‘20 years of Thailand knowledge creation: Past’ นำโดย พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตรองนายกรัฐมนตรี,พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพล อดีตผู้อำนวยการ OKMD, ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ อดีตประธานกรรมการ OKMD

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ อดีตประธานกรรมการ OKMD กล่าวว่า Brain Based Learning หรือขบวนการการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ไม่ใช่การศึกษาโดยตรง การเรียนรู้เป็น Alternative (ทางเลือก) ประคองระบบการศึกษา การเรียนรู้ตอนนี้และในอนาคต จะไม่ใช่การเข้าห้อง การพัฒนาสมองของคนแต่ละยุคไม่เหมือนกัน อย่าหวังให้เด็กเก่งเหมือนผู้ใหญ่เป็นไปไม่ได้ เลยไปทำโครงการอบรมกับแรงงานในโรงงาน และเกษตรกร

ดร.คณิศ กล่าวว่า งานของ OKMD มีอยู่ 3-4 ขั้นตอน 1.ทำงานวิจัยเชิงวิชาการให้ผลการศึกษามาก่อน จากนั้น Crack ให้เป็นหลักสูตรที่ทำได้จริง แล้วไปทำ Sandbox แล้วนำไปขยายผล ซึ่งต้องใช้กระทรวงต่างๆ ที่เป็นองค์กรหลัก เป็นผู้ขยายผล

“เข้าใจว่าคำว่า 20 ปี ผ่านขบวนการนี้มา ทำให้ OKMD TK Park มิวเซียมสยาม อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้” ดร.คณิศ กล่าว

ดร.คณิศ กล่าวว่า พล.อ.เอก ประจิน พูดถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง ‘เขาส่งมือสังหารมานะ วันนั้นเกือบแย่แล้วนะ’ จะมีการนำ OKMD ไปอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ TK Park ไปอยู่กระทรวงวัฒนธรรม TCDC ไปอยู่กระทรวงพาณิชย์ เป็นเรื่องที่แปลกมาก ตอนที่ตนเข้ามาทำงานตรงนี้เจอกระแสการเมืองแรงมาก คุณไม่รู้ว่าอนาคตจะเจออีกหรือไม่ แต่โชคดีที่ พล.อ.เอก ประจิน อยู่ไม่งั้นจะวุ่นวายกว่านี้ รวมถึงมี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ที่ช่วยองค์กรไว้

National knowledge Center หรือศูนย์การเรียนแห่งชาติเป็นเรื่องที่น่าดีใจ เพราะทำกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จะก่อตั้งที่สามย่าน สภาพัฒน์ฯ สวนลุมพินี ก่อนที่จะมาตั้งที่กองสลาก ถ.ราชดำเนินกลาง ความต่อเนื่องเหล่านี้เป็นประวัติศาสตร์ 20 ปี ถ้าพวกเราไม่ได้ทำ ก็คงไม่มาถึงวันนี้ ‘เชื่อว่ารากยิ่งลึกต้นไม้ยิ่งสูง’

ดร.คณิศ กล่าวว่า มีเรื่องนึงที่ทำให้ OKMD หลุดพ้นมาได้ คือการทำงานกับชุมชน สิ่งที่ทำให้อยู่รอดคือ ต้องเป็นประโยชน์กับประชาชน ถ้าไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน คนก็ลืม มีการแนะนำให้มีการกระจายงานออกไปต่างจังหวัด ต้องไปทุกกลุ่ม

“วันก่อนดีใจลงไปที่โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น จ.สงขลา มีนักเที่ยวไปกันเยอะแยะ สิ่งเหล่านี้อยู่กับพวกเรา มันทำให้พวกเราได้เข้าใจว่าการอยู่ในสังคมต้องมีประโยชน์ ส่วนเรื่องการบริหารเชื่อว่าองค์กรต้องมีความต่อเนื่อง ถ้ายิ่งมีเครือข่ายมากก็ยิ่งช่วยทำงาน” ดร.คณิศกล่าว

ดร.คณิศ กล่าวว่า สำหรับความอยู่รอดของ OKMD เรารองบประมาณไม่ได้ ภารกิจที่ทำยิ่งใหญ่มาก การทำงานร่วมกับเอกชนเป็นเรื่องสำคัญ การจัดการแฟชั่นวีคที่เชียงใหม่ OKMD ใช้เงิน 30% เอกชนใช้เงิน 70% อีกทั้งการตั้งกองทุนก็ไม่เหมาะสม เพราะเมื่อมีเงินเยอะ ก็ถูกรัฐบาลดึงไปใช้ รวมถึงเทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนชีวิตพวกเรา

‘รถบรรทุก’ ชนคานกั้นความสูง ‘แยกพญาไท’ ส่งผลรถติดยาวถึง ถ.พระราม 9 แยกรามคำแหง

(9 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกชนคานจำกัดความสูง ที่ถนนศรีอยุธยา ขาเข้า จากแยกหมอเหล็ง-แยกศรีอยุธยา ที่เชิงทางขึ้นสะพานข้ามแยกพญาไท ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ปิดการจราจร 2 ช่องทาง ดำเนินการเคลื่อนย้าย การจราจรติดขัด

ต่อมาเมื่อเวลา 07.29 น. เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายรถและโครงหลังคาออกได้แล้ว และอยู่ระหว่างเก็บกวาดสิ่งของที่ตกหล่น และล้างทำความสะอาดถนน

ทั้งนี้ เพจ สวพ.91 ยังได้ระบุอีกว่า “รถชนที่กั้นความสูงแยกพญาไท ถนนศรีอยุธยา ขาเข้า
ยังไม่พ้นกีดขวาง ท้ายสะสมถนนพระราม 9 แยกรามคำแหง”

‘Gen-Y’ แบกหนี้อ่วม!! หลังปรับเกณฑ์จ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% อึ้ง!! Q1/67 หนี้เสียพุ่ง!! 6.4 หมื่นลบ. - หนี้ต้องจับตา 1.2 หมื่นลบ.

(8 พ.ค. 67) เฟซบุ๊ก ‘Surapol Opasatien’ ของนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร โพสต์ข้อความแสดงความเป็นห่วงถึงหนี้บัตรเครดิต หลังสถาบันการเงินและผู้ให้บริการบัตรเครดิต ปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระขั้นต่ำใหม่ของบัตรเครดิต จากเดิม 5% ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 8% ตั้งแต่รอบบัญชีเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา ว่า…

ข้อมูลไตรมาสที่ 1/2567 เกี่ยวกับสินเชื่อบัตรเครดิตจากฐานข้อมูล​สถิติที่ไม่มีตัวตนของเครดิตบูโร​ พบว่า ตัวเลข​ ณ​ เดือนมีนาคม​ 2567​ ยอดหนี้บัตรเครดิตทั้งหมด​ 24 ล้านใบ เป็นเงิน​ 5.5 แสนล้านบาท เติบโต​ 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) ถ้าเทียบจากสิ้นปี​ 2566​ หดตัว​ 5.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา (QoQ)

ส่วนตัวเลขบัญชีสินเชื่อบัตรเครดิตที่เป็น​หนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล (Non-Performing Loan หรือ NPLs)​ ค้างชำระเกิน​ 90 วันจะมีจำนวน​ประมาณ​ 1 ล้านบัตรเศษ คิดเป็นยอดเงิน​ 6.4 หมื่นล้านบาท เติบโต​ 14.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ตนเริ่มไม่สบายใจ พอมาดูยอดหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Special Mention Loan หรือ SM) ที่กำลังจะเป็นหนี้เสีย พบว่ามีจำนวนบัตรที่ชำระหนี้ได้แบบตะกุกตะกัก​ ติด ๆ ขัด ๆ​ 1.9 แสนบัตร​ คิดเป็นจำนวนเงิน​ 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโต​ 32.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

"มาถึงตรงนี้เริ่มตาโตแล้วครับว่า​ แค่สามเดือนแรกของการปรับเพิ่มยอดชำระขั้นต่ำ ทำไมมันเกิดการกระโดดในหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ​ ตามต่อไปดูว่าแล้วมันโตจากปลายปี​ 2566​ เท่าใดก็พบว่า​เติบโตถึง​ 20.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่ต้องระวังว่ามันจะไหลเพิ่ม​ ไหลแรงกว่าเดิมหรือไม่ นอกจากปัญหาค่าครองชีพแล้ว​ รายได้ไม่ฟื้นตัว​ เปราะบางจนนุ่มนิ่ม​ มันสะท้อนแล้วว่าชำระหนี้สินเชื่อนี้ได้ลำบากมากขึ้น​" นายสุรพล ระบุ

ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร กล่าวต่อว่า เมื่อนำข้อมูลบัตรเครดิตที่เป็นยอดหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ จำนวนเกือบ 2 แสนใบ เป็นบัตรที่เปิดมานานเท่าใด​ พบว่าเปิดบัตรมาไม่เกิน​ 2 ปี​ มีจำนวน​ 3.6 หมื่นใบ อยู่ในมือคนเจนวาย (Generation Y หรือผู้ที่เกิดปี 2524-2539) จำนวน 2.3 หมื่นใบ เปิดมามากกว่า​ 2 ปี แต่ไม่เกิน​ 4 ปี มีจำนวน​ 3.9 หมื่นใบ​ อยู่ในมือ​คนเจนวาย จำนวน 2.7 หมื่นใบ เจนเอ็กซ์ (Generation X หรือผู้ที่เกิดปี 2508-2523) จำนวน 9.2 พันใบ เปิดมามากกว่า​ 4 ปีแต่ไม่เกิน​ 6 ปี มีจำนวน​ 4.5 หมื่นใบ​ อยู่ในมือคน​เจนวาย จำนวน​ 3 หมื่นใบ​ เจนเอ็กซ์​ จำนวน 1.2 ​หมื่นใบ คำถามก็คือ​ หนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ จะไหลต่อเป็น​หนี้เสียอีกเท่าใด​ การกำหนดให้ชำระหนี้ขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจาก​ 5% เป็น​ 8% และ​ 10% ตามลำดับ​ ช่วยแก้ปัญหาหนี้ได้จริงหรือไม่ ตามเป้าประสงค์มาตรการ

"ความจริงคนเรามีบัตรเครดิตได้หลายใบ​ การเพิ่มอีก​ 3% ของยอดหนี้ในแต่ละใบ​ คนไม่เคยเป็นหนี้อาจนึกไม่ออกว่าจะหมุนหาจากไหนไปจ่ายได้​ และประการสุดท้าย ค่าใช้จ่ายทั้งหลายมันเริ่มเพิ่มอย่างชัดเจน เช่น​ ไข่ไก่​ ผักบางชนิด​ น้ำมันก็เริ่มขยับ​ เป็นต้น​ การท่องตำราแก้ปัญหากับการท่องยุทธ​จักรแบบเดินเผชิญสืบ​ มันใช้ใจที่ต่างกัน​ ตัวอย่างเรื่องนี้คือหนังชีวิตจริง​ แต่ถ้ามองเป็นหนังอานิเมะ​ มันก็อาจผิดเพี้ยน​ ต้องกลับมาดูกันเพราะแค่​ 3 เดือนกลิ่นมันแรงแบบโตขึ้น​ 32.4% เมื่อช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และ​ 20.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา มันไม่ธรรมดานะครับ​ ตั้งโจทย์ผิด​ แต่ตอบโจทย์​ที่ผิดได้ถูก​ ผลลัพธ์​ผลผลิตมันจะผิดเพี้ยนไปหรือไม่​ วันนี้ฝนตกแล้ว​ ฝนหลังฝุ่นที่ร้อนระอุย่อมสวยงามเสมอ" นายสุรพล ระบุ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ สถาบันการเงินและผู้ให้บริการบัตรเครดิต ปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระขั้นต่ำใหม่ของบัตรเครดิต จากเดิม 5% ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 8% ตั้งแต่รอบบัญชีเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา และจะเพิ่มขึ้นเป็น 10% สืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 นับตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขอความร่วมมือให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และผู้ประกอบธุรกิจพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ หนึ่งในนั้นคือปรับลดอัตราผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำ ให้ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของยอดคงค้าง กระทั่งได้ออกมาตรการลดอัตราการผ่อนชำระหนี้ขั้นต่ำของบัตรเครดิต โดยให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจกำหนดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำของยอดคงค้างทั้งสิ้น สำหรับปี 2566 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 สำหรับปี 2567 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8 และตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไปไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10

เพราะความหมาย 'พอเพียง' ที่ถูกตีความจนผิดเพี้ยน สร้างความสับสนให้ผู้คนคิด "ใครจะไปทำได้-ใครจะทำก็ทำไป"

(8 พ.ค. 67) จากเพจ 'Moneyland.biz' ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีมุก ‘พอเพียง’ ที่เป็นกระแสดรามาจากเวทีเดี่ยวสเปเชียล จนสร้างความไม่พอใจแก่คนไทยหลายๆ คนไว้ว่า...

จากกรณีที่คุณโน้ส อุดมเล่นมุกโดยมีการเอาคำว่าพอเพียงมาเล่น ทำไมถึงสร้างความโกรธเคืองไม่พอใจให้กับผู้ใหญ่หลาย ๆ คนในบ้านเมือง

ใครมาแตะคำว่า 'พอเพียง' ไม่ได้เลยเหรอ?

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ดูเดี่ยวสเปเชียลแล้ว และก็ขำสนุกพี่โน้สทั้งรายการ แต่ต้องยอมรับว่าคำว่าพอเพียง ก็ทำให้ผมไม่สบายใจเช่นกัน ที่มันไม่สบายใจนั้น ไม่ใช่ว่าแตะคำ ๆ นี้ไม่ได้ จริง ๆ คนทั้งโลกควรแตะคำ ๆ นี้ให้มากด้วยซ้ำ (เดี๋ยวจะอธิบายต่อไปว่าทำไม) 

ประเด็นคือเพราะพี่ใช้คำว่า 'พอเพียง' มาเอาฮาโดยใช้ความหมายของคำนี้แบบ 'ผิด ๆ' ซึ่งผลกระทบจากการใช้แบบผิด ๆ ของพี่ มันไม่ใช่แค่ขำแล้วจบ มันมีอิทธิพลต่อคนที่ได้ดูด้วยความไม่เข้าใจไปไกลกว่านั้น 

นอกจากนี้ คำนี้ก็เป็นคำที่คนไทยรู้กันดีว่ามาจากคำสอนของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๙ มุกนี้ของพี่จึงไม่ต่างจากการออกมาประกาศกับคนทั้งประเทศว่า ที่พระองค์สอนไว้ ใครจะทำก็ทำไป ฉันทำไม่ได้ แล้วมันสามารถส่งผลชี้นำให้คนทั้งประเทศที่ยังไม่เข้าใจคิดตามได้ว่า ฉันก็ไม่จำเป็นต้องพอเพียง (ในแบบเข้าใจผิด ๆ) เช่นกัน เพราะพี่โน้สเหมือนเป็นตัวแทนเสียงของคนในสังคมมาเป็นสิบปีแล้ว จากเดี่ยวของพี่ตั้งแต่เดี่ยว 1 ผมดูพี่ผมก็ขำ ไม่ได้โกรธ เพราะผมคิดในแง่ดีว่าพี่คงแค่คิดน้อยไป และเพราะไม่เข้าใจ คนเราพอไม่เข้าใจมันก็เอาไปใช้ผิด ๆ โดยไม่ตั้งใจ แต่พี่ก็สมควรมาก ๆ ที่จะโดนตำหนิในเรื่องนี้ เพราะความคิดน้อยของพี่

เนื่องจาก...ในหลวง ร.๙ ราชาผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก พยายามจะให้ประชาชนเข้าใจคำนี้ เพื่อการเติบโตที่แข็งแรงมั่นคงของคนไทยและทั้งประเทศ

แต่ถูกพี่เอาคำนี้มา Make Joke เพราะไม่เข้าใจ แล้วก็ส่งผลกระทบต่อในทางทัศนคติต่อบรรดาคนที่ไม่เข้าใจที่ดูพี่เป็นสิบ ๆ ล้านคน 

ซึ่งต้องยอมรับว่าพี่โน้สมีอิทธิต่อคนรุ่นนี้มากกว่าในหลวง ร.๙ ที่ทรงไม่อยู่แล้วแน่นอน

คน ๆ นึงทำงานหนักด้วยความสละตลอดชีวิต เพื่อหวังให้ประชาชนของเขาเข้าใจคำ ๆ นี้ เพื่อตัวประชาชนเองและประเทศชาติ

แต่คนอีกคนนึง เล่นมุกกับคำ ๆ นี้ 10 นาที ในวิดีโอที่คนดูได้ทั้งประเทศ แล้วสามารถส่งผลชี้นำวิธีคิดที่มีต่อคำ ๆ นี้ให้ถูกละเลยได้เลย เพราะมีพี่โน้สเป็นตัวอย่าง

คำว่า 'พอเพียง'

คือ ปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ประกอบไปด้วย...

3 ห่วง 2 เงื่อนไข

3 ห่วง คือ พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน
2 เงื่อนไข คือ ความรู้ คุณธรรม

ถ้าเอาให้สรุปแบบสั้นที่สุดก็คือ ทางสายกลาง ต้องมีความรู้และคุณธรรมอยู่ด้วย

เราทำอะไร พอประมาณกับตัวของเรา มีเหตุผลที่สมเหตุผลในการทำ มีภูมิคุ้มกันหรืออาจเรียกว่ามีแผนสำรอง แต่เราจะไม่สามารถคิดทำ 3 อย่างนี้ได้ถูกต้องเลย ถ้าเราไม่มีความรู้ แต่ความรู้อย่างเดียว แล้วไม่มีคุณธรรม เราก็จะทำโดยไม่สนว่าสิ่งที่เราทำจะส่งผลกระทบต่อคนอื่นอย่างไร สิ่งที่เราทำให้ประโยชน์ต่อเราแต่ไปทำร้ายใครหรือไม่

หนึ่งในตัวอย่างง่าย ๆ คือ ถ้าทุกคนในโลกมีความพอเพียง (มี 3 ห่วง 2 เงื่อนไข) โลกจะไม่มาถึงปัญหาการสู้รบหรือปัญหาโลกร้อนอย่างทุกวันนี้

ทั้งภาคธุรกิจ และประชาชน ถ้าแคร์ว่า สิ่งที่เราทำ ส่งผลถึงชั้นบรรยากาศโลกอย่างไร สุดท้ายจะเกิดผลอย่างไร มากกว่าการสนแค่ผลประกอบการ การเอาชนะคู่แข่งทางธุรกิจ ความสุขสบายของตัวเอง ปัญหาโลกร้อนจะไม่เกิด เป็นต้น

ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีสักคำพูดที่บอกว่าต้องอยู่อย่างจน ๆ ลำบาก ๆ หรือต้องอยู่ชนบท ไม่มีสักคำว่าให้ทำเกษตรกรรม ไม่มีคำไหนที่บอกว่า ห้ามรวย

ถ้าเข้าใจคำว่าพอเพียง ไม่ว่าทำอาชีพอะไร ถ้าคน ๆ นั้นต้องการจะร่ำรวย เขาจะร่ำรวยได้แบบมั่นคงเสียอีก และจะไม่ทำร้ายใครเพื่อความร่ำรวยของตัวเอง ไม่ทำร้ายโลกเพื่อความร่ำรวยของตัวเอง คิดดูว่าถ้าทั้งโลกเป็นแบบนี้ โลกนี้จะน่าอยู่แค่ไหน

- MONEYLAND -

*ขออนุญาตนำคำอธิบายเพิ่มเติมในคอมเมนต์มาใส่ไว้ในโพสต์ เพื่อให้คนที่เพิ่งได้มาอ่านมีความเข้าใจคำว่าพอเพียงมากขึ้นนะครับ

คนที่ไม่เข้าใจ ก็จะบอกว่า คนบางคนมีไม่พอด้วยซ้ำ แล้วจะพอเพียงได้อย่างไร?

จริง ๆ แล้ว คนมีไม่พอที่เข้าใจความพอเพียง จะสามารถทำให้ตัวเองไม่ลำบากกว่าเดิม รวมทั้งสามารถใช้ความพอเพียงช่วยเป็นฐานในการถีบด้วยเองขึ้นมาให้มีมากขึ้นจนมีพอได้ด้วย

เช่น ตัวเองหาเงินได้วันละไม่ถึงร้อย ก็จะไม่เอาเงินไปใช้จ่ายอะไรที่ฟุ้งเฟ้อ ไม่มีเหตุผล ไม่เกินตัว และเมื่อเป็นได้อย่างนี้ ก็สามารถที่จะถีบตัวเองให้ขึ้นมามีพอ ได้ง่ายกว่าคนที่มีไม่พอ แต่เอาเงินไปซื้อเหล้า ซื้อของฟุ้งเฟ้อ ทั้งที่ตัวเองไม่มีศักยภาพที่จะทำแบบนั้น 

เช่นนั้น หากเข้าใจคำว่าพอเพียงตามที่ผมได้อธิบายไว้ จะเข้าใจได้ว่า ไม่ว่าจะรวยสักแค่ไหน หรือยากจนสักแค่ไหน ก็สามารถมีความพอเพียงได้ เพราะพอเพียง คือการทำทุกอย่างในชีวิต (รวมทั้งสร้างฐานะสร้างการเติบโต) ให้สอดคล้องตามอัตภาพของตัวเอง อย่างมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน มีความรู้ มีคุณธรรม 

นั่นคือประโยชน์ของการมีความพอเพียง

และมีแต่คนที่ไม่เข้าใจเท่านั้นที่จะบอกว่า การที่ตนเองอยู่ชนบทไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันไม่ได้ คือ ตนเองไม่พอเพียง เพราะการอยู่อย่างลำบากได้ อยู่อย่างจนได้ ไม่ใช่ความหมายของคำว่า พอเพียง ตามที่อธิบายไปแล้วข้างต้น

และคนที่ไม่เข้าใจหลายคน เข้าใจว่าการหาเงินกับความพอเพียงเป็นสิ่งตรงกันข้ามกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ถ้าเข้าใจความพอเพียง จะเข้าใจครับว่าการเงินก็สามารถพอเพียงได้ จึงมีหลักปรัชญา 'เศรษฐกิจ' พอเพียง ซึ่งเป็นเรื่องการเงินล้วน ๆ

ยกตัวอย่าง การมีเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เดือน ก็ถือเป็น ภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ห่วงของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

การลงทุนขยายธุรกิจ ตามความพร้อมและศักยภาพของธุรกิจ และไม่ลงทุนเกินตัว นั่นคือ การรู้จักตน รู้จักประมาณตน และทำอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งเป็น 2 ใน 3 ห่วง หลักปรัชญาฯ

การขยายธุรกิจ โดยไม่ทำจนไปตัดทางทำมาหากินของพ่อค้าแม่ค้าตัวเล็ก ๆ คือการมีคุณธรรม ซึ่งเป็น 1 ใน 2 เงื่อนไขของหลักปรัชญาฯ

การขยายธุรกิจ โดยมีการศึกษาก่อนจนมีความรู้มากพอที่จะใช้ในการขยายธุรกิจให้สำเร็จ ก็คือ 1 ใน 2 เงื่อนไขของหลักปรัชญาฯ

คำว่า 'พอเพียง' เดี่ยว ๆ มีความหมายเดียวกับคำว่า 'พอเพียง' ใน 'เศรษฐกิจพอเพียง' กล่าวคือเป็นการนำหลักคิดความพอเพียงมาใช้ในเศรษฐกิจหรือการเงิน

ศึกษาให้เข้าใจ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการดำเนินชีวิตของเราครับ นี่คือสมบัติอันล้ำค่า ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทิ้งไว้ให้เราและโลกนี้

เพจ '2475 Dawn of Revolution' ถูกรุมรีพอร์ตโพสต์หนังสือการ์ตูน คาด!! เพราะเนื้อหาอิงหลักฐาน อาจเบิกเนตรผู้คนจากผู้แหกตา

(8 พ.ค. 67) เพจ '2475 Dawn of Revolution' ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

เปิดเฟซมา ตกใจ เจอหน้าต่างเด้งเตือน
ว่าเพจโดนลบโพสต์ เพราะมีคนไปรีพอร์ตข้อหาสแปม 
ก็เลยใช้สิทธิ ‘วีโต้’ คัดค้านกลับไป 
จนเฟซบุ๊ก คืนโพสต์กลับมา 

เฮ้ออออ ขอพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการหน่อยสิครับ 😆

📣📣📣 เปิดพรีออเดอร์ 🔥🔥🔥
หนังสือการ์ตูน ๒๔๗๕ รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ 
ดัดแปลงจาก ภาพยนตร์แอนิเมชัน
ปกแข็ง เย็บกี่ ขนาด A5  พิมพ์สี่สี ทั้งเล่ม
จำนวน 440-480 หน้า

โอนเงินสั่งจองได้ที่ 
ธนาคารกสิกรไทย 
ชื่อบัญชี  บจก.นาคราพิวัฒน์ 
เลขที่บัญชี 1518061840

💝 สั่งจองหนังสือ โดยส่งข้อมูลตามแบบฟอร์มได้ที่ 
https://forms.gle/Ls647MmQh39qmXYD8

** หากจองผ่าน Form ไม่ได้ ให้ติดต่อทาง inbox เพจนะครับ **


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top