Wednesday, 29 July 2026
TODAY SPECIAL

27 สิงหาคม พ.ศ. 2378 ‘หมอบรัดเลย์’ สร้างตำนานผ่าตัดครั้งแรกในประเทศไทย กลายเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ในสมัยรัชกาลที่ ๓

แดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley) หรือ “หมอบรัดเลย์” มิชชันนารีชาวอเมริกัน ได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญในสยาม เมื่อเขาทำการ “ผ่าตัดครั้งแรกในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2378 โดยรักษาทาสชาวจีนชื่อ “ควง” ที่มีฝีขนาดใหญ่เหนือคิ้วซ้าย การผ่าตัดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มียาสลบ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่และน่าหวาดหวั่นในสายตาชาวบ้านยุคนั้น

ฝีดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่หน้าผากและปูดออกมานานหลายปี หมอบรัดเลย์จึงตัดสินใจลงมือผ่าตัด โดยมีชาวบ้านจำนวนมากมุงดูด้วยความตื่นเต้นและกังวล เมื่อมีดกรีดลงไป เลือดทะลัก คนไข้ร้องลั่น แต่ทีมผู้ช่วยต้องช่วยกันยึดตัวเอาไว้เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินต่อไป

แม้สถานการณ์เต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่หมอบรัดเลย์ใช้เวลาราว 4–5 นาทีในการผ่าฝีออกสำเร็จ และเย็บปิดแผลเรียบร้อย ท่ามกลางเสียงโล่งใจและการชื่นชมจากผู้คนที่ได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า คนไข้รายนั้นยังนำก้อนฝีที่ถูกตัดออกกลับไปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 นับเป็นก้าวแรกของการแพทย์สมัยใหม่ในไทย ก่อนที่ยาสลบอีเทอร์จะถูกนำมาใช้จริงในอีก 13 ปีต่อมา และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อ “หมอบรัดเลย์” กลายเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ไทย

26 สิงหาคม พ.ศ. 2463 รำลึกวันคล้ายวันเกิด ‘พลเอก เปรม ติณสูลานนท์’ อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐบุรุษคนสำคัญ ผู้วางรากฐานการเมืองไทยยุคใหม่

26 สิงหาคม พ.ศ. 2463 วันคล้ายวันเกิด พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานองคมนตรี ซึ่งเกิดที่อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นบุตรคนที่ 6 ของหลวงวินิจฑัณทกรรม และนางออด ติณสูลานนท์ เส้นทางการศึกษาของท่านเริ่มตั้งแต่โรงเรียนวัดบ่อยาง โรงเรียนวชิราวุธ จังหวัดสงขลา ก่อนเข้าสู่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และสถาบันการทหารทั้งในไทยและต่างประเทศ

พลเอก เปรม เริ่มต้นรับราชการที่กรมรถรบ และก้าวหน้าตามลำดับ จนได้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการทหารบก ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและกลาโหมในรัฐบาล พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

ต่อมา เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 พลเอก เปรม ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีผลงานสำคัญ เช่น การสร้างงานในชนบท การตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อส่งเสริมการลงทุน และนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ที่ทำให้การต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ยุติลงอย่างได้ผล

หลังจากบริหารประเทศยาวนานกว่า 8 ปี พลเอก เปรม ยุติบทบาททางการเมืองในปี 2531 และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นองคมนตรี รวมถึงได้รับการถวายพระเกียรติเป็น “รัฐบุรุษ” อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีเมื่อปี 2541 ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยทั้งในยุคสงครามเย็นและการพัฒนาประเทศ

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สิริอายุ 98 ปี ขณะดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ การจากไปของท่านนับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของประเทศ ผู้มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการเมือง และการทหาร

25 สิงหาคม พ.ศ.2475 ก่อตั้ง ‘สมาคมคณะราษฎร’ พรรคการเมืองแรกของไทย ต้นแบบของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ.2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร ก็ได้เกิด 'สมาคมคณะราษฎร' ขึ้นมา ถือเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองในประเทศไทย แม้ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายรองรับก็ตาม

การก่อตั้งสมาคมคณะราษฎรมี ‘พระยานิติศาสตร์ไพศาล’ เป็นนายกสมาคม เปิดรับสมาชิกทั่วประเทศ และมีรายงานว่าสมาชิกทะลุ 10,000 คน แต่ไม่นานนัก ในสมัยรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา ได้มีคำสั่งห้ามตั้งสมาคมการเมือง ทำให้ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สโมสรราษฎร์สราญรมย์’ แทน

ต่อมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาธิปไตยเริ่มเปิดกว้าง จึงเกิดพรรคการเมืองจริงภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ โดยพรรคแรกที่เกิดขึ้นคือ พรรคก้าวหน้า นำโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผลักดัน พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.2498 ให้มีผลบังคับใช้

พรรคแรกที่จดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. ตามมาด้วยพรรคประชาธิปัตย์ แต่การเมืองในเวลานั้นเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการเลือกตั้งไม่โปร่งใส จนกระทั่งปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารและยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง ส่งผลให้พรรคทั้งหมด รวมถึงพรรคเสรีมนังคศิลา สิ้นสุดลงทันที

ปัจจุบัน การกำกับดูแลพรรคการเมืองอยู่ภายใต้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ในฐานะองค์กรอิสระ ทำหน้าที่กำกับให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ถือเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยไทยที่สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

24 สิงหาคม พ.ศ.2502 ถือกำเนิด ‘บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)’ ดำเนินธุรกิจการบินพาณิชย์ ในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย

วันนี้ในอดีต 24 สิงหาคม พ.ศ. 2502 คือวันก่อตั้ง “บริษัท การบินไทย จำกัด” สายการบินแห่งชาติของไทย โดยเกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด กับสายการบินสแกนดิเนเวียน แอร์ไลน์ ซิสเต็ม (SAS) ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 2 ล้านบาท แบ่งเป็น เดินอากาศไทยถือหุ้น 70% และ SAS ถือหุ้น 30% ก่อนจะเปิดบินเที่ยวแรก กรุงเทพฯ-ฮ่องกง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2503

ต่อมาในปี 2520 บริษัท เดินอากาศไทยได้ซื้อหุ้นทั้งหมดคืนจาก SAS ทำให้การบินไทยกลายเป็นของคนไทยอย่างสมบูรณ์ โดยมีการถือหุ้นร่วมกับกระทรวงการคลัง และในปี 2534 คณะรัฐมนตรีมีมติให้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนจากเอกชน พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)”

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การบินไทยได้รับการยอมรับในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางบินระหว่างประเทศ และยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเครือข่ายสายการบิน “สตาร์อัลไลแอนซ์” 

นอกจากนี้ การบินไทยยังถูกจัดอยู่ในระดับความปลอดภัยสูงสุด “A” จากสถิติสะสมตั้งแต่ปี 2513 และเคยได้รับการยกย่องด้านบริการติดอันดับสายการบินชั้นนำของโลกมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สร้างภาพลักษณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทย

23 สิงหาคม พ.ศ. 2483 รัชกาลที่ ๒ พระราชทานนามใหม่แก่ ‘บ้านสามโคก’ โดยใช้ชื่อ ‘เมืองประทุมธานี’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญ ที่จงรักภักดี

วันนี้ในอดีต 23 สิงหาคม พ.ศ. 2483 บ้านสามโคกซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับพระราชทานนามใหม่เป็น 'เมืองประทุมธานี' พระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาวมอญที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานและจงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย

สามโคกถือเป็นเมืองเก่า มีร่องรอยมาตั้งแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ และมีหลักฐานชัดเจนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่าเป็นเมืองขึ้นกับกรมพระกลาโหม ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้โปรดให้ชาวมอญที่อพยพหนีพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตั้งถิ่นฐานที่สามโคก ทำให้เมืองค่อย ๆ เจริญขึ้น

ในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาวมอญยังคงอพยพเข้ามาหลายครั้ง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2358 มีการอพยพครั้งใหญ่จากเมืองเมาะตะมะ พระองค์โปรดให้ตั้งบ้านเรือนที่สามโคก นนทบุรี และพระประแดง จนทำให้สามโคกกลายเป็นชุมชนมอญที่สำคัญ

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ.2483 รัชกาลที่ 2 เสด็จประพาสสามโคกในเทศกาลออกพรรษา พสกนิกรนำดอกบัวมาถวายสักการะเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงพระราชทานนามเมืองใหม่ว่า 'ประทุมธานี' หรือเมืองแห่งดอกบัว พร้อมแต่งตั้ง “พระยาพิทักษ์ทวยหาร” เป็นเจ้าเมือง ถือเป็นจุดกำเนิดชื่อจังหวัดปทุมธานีที่ใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

22 สิงหาคม พ.ศ. 2503 วันสิ้นพระชนม์ ‘พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย’ บุคคลสำคัญด้านการเงิน ทรงปูทางกระทรวงการคลัง และก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2503 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย นักการเงินการคลังคนสำคัญของไทย สิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย และหม่อมส้วน ไชยันต์ ประสูติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2442 และทรงสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนกลับมารับราชการในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ

พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการเงินของประเทศ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมศุลกากร และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งธนาคารชาติไทย จนนำไปสู่การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2485

ต่อมาในปี 2498 พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยพระองค์แรก ต้องเผชิญความท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจช่วงสงคราม และภาวะเงินเฟ้อในประเทศ พระองค์ทรงเสนอแนวทางแก้ไขแก่รัฐบาลจนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ถือเป็นบุคคลสำคัญที่วางรากฐานระบบการเงินการคลังของไทยจนถึงปัจจุบัน

21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ ประกาศกฎหมายเลิกทาสแบบผ่อนปรน จุดเริ่มต้นการปลดแอกคนไทยจากระบบทาส

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุเพียงราว 20 พรรษา โปรดเกล้าฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส ร.ศ. 93 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่เริ่มวางแนวทางการเลิกทาสแบบผ่อนปรน เพื่อลดแรงกระทบระหว่างเจ้านายเงินกับตัวทาส

ก่อนหน้านั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 สถานการณ์ในสังคมไทยมีทาสมากถึงกว่าหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย หากไม่มีเงินไถ่ตัวก็ต้องอยู่ในฐานะทาสตลอดชีวิต เพราะกฎหมายถือว่ามี “ค่าตัว” ติดตัวอยู่เสมอ

กฎหมายที่รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศครั้งนี้ กำหนดให้ลูกทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา มีการลดค่าตัวลงเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และเมื่ออายุครบ 21 ปี จะกลายเป็นไทอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังห้ามซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

ต่อมาใน พ.ศ. 2448 พระองค์จึงตรา พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 กำหนดให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นมา นับเป็นการปิดฉากระบบทาสในสังคมไทยอย่างถาวร และยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนที่พ้นจากความเป็นทาสแล้วต้องกลับไปสู่วังวนเดิมอีกด้วย

20 สิงหาคม พ.ศ. 2447 ‘นางล้วน’ นักโทษหญิงคนสุดท้ายของไทย ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ที่วัดหนองจอก

วันนี้ในอดีต 20 สิงหาคม พ.ศ. 2447 ถือเป็นวันสุดท้ายที่ประเทศไทยใช้การประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ โดยเหตุเกิดที่วัดหนองจอก ริมคลองแสนแสบ อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ผู้ถูกประหารครั้งนั้นคือ “นางล้วน” ต้องโทษด้วยข้อหาฆ่าผัวตายและเผาทั้งบ้าน กลายนักโทษหญิงคนสุดท้ายที่ต้องสูญเสียชีวิตด้วยวิธีนี้ 

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2477 ประเทศไทยได้บัญญัติในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 19 กำหนดให้การประหารชีวิตใช้วิธีการยิงเป้า โดยครั้งแรกมีการดำเนินการที่แดนประหารคุกบางขวางเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2487 การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นการปรับวิธีลงโทษให้ทันสมัยและมีมาตรฐานมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2546 การประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าได้ถูกยกเลิก และประเทศไทยหันมาใช้วิธีการฉีดยาพิษแทนตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดยุคการประหารชีวิตแบบเก่าและปรับไปสู่วิธีที่ถือว่ามนุษยธรรมมากขึ้น

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ไทยรอดพ้นสถานะผู้แพ้สงคราม หลังสหรัฐฯ ยืนยัน “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู”

19 สิงหาคม พ.ศ. 2488 สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประกาศชัด “ไม่เคยถือว่าไทยเป็นศัตรู” แม้ไทยจะเคยประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยให้เหตุผลว่า ไทยคือมิตรประเทศที่ถูกบังคับมากกว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยเจตนา

ในแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา วอชิงตันมองว่าไทยต้องได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจศัตรู และหวังว่าเมื่อสงครามสิ้นสุด ไทยจะกลับคืนสู่ประชาคมโลกในฐานะประเทศเอกราช เสรี และมีอธิปไตยเต็มที่

ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นเอง (16 สิงหาคม 2488) ไทยได้ออก “ประกาศสันติภาพ” ชี้ชัดว่าการประกาศสงครามเมื่อ 25 มกราคม 2485 เป็นโมฆะ เพราะไม่ตรงกับเจตจำนงของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ สอดรับกับการฟื้นคืนภาพลักษณ์ของไทยบนเวทีโลก

เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ไทยไม่ถูกนับเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโดยตรง และเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์กับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว

18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 รัชกาลที่ ๔ เสด็จทอดพระเนตร 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ณ หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้รับเชื้อมาลาเรียเป็นเหตุให้เสด็จสวรรคต

วันนี้ในอดีต 18 สิงหาคม 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพิสูจน์ความแม่นยำด้านดาราศาสตร์ ด้วยการคำนวณการเกิด 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ล่วงหน้าถึง 2 ปี และเกิดขึ้นจริงที่หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ยังทรงเชิญเซอร์ แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ มาร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญนี้

แม้โหรราชสำนักในเวลานั้นจะไม่เชื่อว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่เมื่อปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง ก็เป็นหลักฐานชัดเจนถึงพลังของวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การเสด็จทอดพระเนตรครั้งนี้ทำให้พระองค์ติดพระโรคไข้ป่าจากพื้นที่หว้ากอ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพระอาการประชวร

การเสด็จครั้งนั้น เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 5) ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคเดียวกันจนเกือบสิ้นพระชนม์ ขุนนางในราชสำนักถึงกับต้องปิดข่าว ไม่ให้รัชกาลที่ 4 ทรงทราบ เพราะเกรงว่าพระอาการของพระองค์จะทรุดลงยิ่งกว่าเดิม

หลังจากเสด็จกลับจากหว้ากอเพียง 1 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็เสด็จสวรรคตอย่างสงบและมีสติ จนถึงวินาทีสุดท้าย ทรงพลิกพระองค์หันพระพักตร์ไปทางตะวันตก ก่อนตรัสว่า “จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว” แล้วเสด็จสวรรคตในท่าเดียวกับพระไสยาสน์วัดบวรนิเวศวิหาร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top