Saturday, 12 September 2026
TODAY SPECIAL

10 มีนาคม 2539 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จย่า” ณ ท้องสนามหลวง ประชาชนร่วมถวายอาลัยทั่วประเทศ วันแห่งความอาลัยของคนทั้งแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2539 มีการประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ "สมเด็จย่า" ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมถวายความอาลัยอย่างล้นหลามในพิธีสำคัญระดับชาติครั้งนี้

"สมเด็จย่า" เป็นพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และ 9 ทรงมีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษา การแพทย์ และการพัฒนาชีวิตคนชายขอบ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อ 18 กรกฎาคม 2538 ด้วยพระชนมายุ 94 พรรษา

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพประกอบด้วยพิธีทางพระพุทธศาสนา พิธีหลวง และริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมศพที่ประณีต พร้อมกับความสงบ สุขุม และความรู้สึกสูญเสียร่วมของประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ สื่อสมัยนั้นรายงานว่ามีคนมาร่วมจำนวนหลักแสน

"พระเมรุมาศ" สถาปัตยกรรมชั่วคราวอันงดงามที่ตั้งอยู่ ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลและเขาพระสุเมรุ ตามคติความเชื่อไทย-พุทธ-พราหมณ์ เพื่อส่งเสด็จสมเด็จย่าสู่สวรรคาลัยอย่างสมพระเกียรติ

เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าพิธีกรรมทางราชประเพณี แต่สะท้อนความผูกพันของประชาชนต่อพระกรณียกิจของสมเด็จย่าและเป็นหมุดหมายของความทรงจำในประวัติศาสตร์ชาติไทย

8 มีนาคม ของทุกปี “วันสตรีสากล” International Women’s Day ยกย่องความสำเร็จผู้หญิงทุกมิติ เปิดพื้นที่ให้เสียงผู้หญิงดังขึ้น หยุดความรุนแรง หยุดการเลือกปฏิบัติ

(8 มี.ค. 69) วันสตรีสากล หรือ International Women’s Day ถูกกำหนดให้เป็นวันที่ระลึกขบวนการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวในต้นศตวรรษที่ 20 และเน้นย้ำถึงความสำเร็จของผู้หญิงในทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง พร้อมสร้างเวทีเพื่อส่งเสียงเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอย่างต่อเนื่อง

สหประชาชาติได้รับบทบาทสำคัญในการผลักดันวันสตรีสากลขึ้นเป็นเวทีระดับโลก โดยเริ่มเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1970s และปี 2026 นี้มีธีมหลักว่า "Rights. Justice. Action. For ALL women and girls." หมายถึง "สิทธิ" ต้องถูกบังคับใช้จริง มีความยุติธรรม และต้องมีการลงมือทำเพื่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทุกคนโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันแห่งคำขวัญหรือการมอบดอกไม้ แต่เป็นวันที่สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบความเป็นจริง เช่น ผู้หญิงยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสและความปลอดภัยหรือไม่ กฎหมายและระบบร้องเรียนความรุนแรงทำงานได้จริงหรือไม่ และพื้นที่ต่าง ๆ อย่างบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน มีความปลอดภัยและเป็นธรรมต่อทุกเพศหรือยัง

ในบริบทของประเทศไทย 8 มีนาคมไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่หน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ มักจัดกิจกรรมรณรงค์ เช่น เวทีเสวนา นิทรรศการ และแคมเปญเกี่ยวกับสิทธิและความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและลดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/womens-day?

6 มีนาคม 2502 พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9 เสด็จฯ เยี่ยม “พสกนิกรภาคใต้” ครั้งแรก เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย หมุดหมายสำคัญของการเสด็จเยี่ยมราษฎร

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2502 เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ 'รัชกาลที่ 9' และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ การเยี่ยมเยือนนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนโดยหอภาพยนตร์แห่งประเทศไทย

หอภาพยนตร์เผยแพร่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกเส้นทางการเสด็จฯ ครอบคลุมจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ ได้แก่ นครปฐม ชุมพร พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี โดยเริ่มเดินทางจากสถานีสวนจิตรลดาด้วยรถไฟ การเสด็จครั้งนี้จึงสะท้อนมิติทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันในทริปเดียว

จังหวัดต่าง ๆ อย่างสงขลาและระนอง ยังคงรำลึกถึงเหตุการณ์ในปี 2502 อย่างต่อเนื่องโดยจัดทำสื่อและพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง อาทิ "Royal Initials Rocks" ที่จารึกพระปรมาภิไธยย่อบนก้อนหินเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสด็จฯ

หลักฐานการเสด็จฯ นี้ยังถูกรวบรวมเป็นหนังสือโดยสำนักพระราชวังที่ได้รับการบรรณานุกรมและเก็บรักษาในห้องสมุดหลายแห่ง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความสำคัญของเหตุการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน

กล่าวโดยสรุป วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2502 คือวันเปิดทริปประวัติศาสตร์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของ 'รัชกาลที่ 9' ในการเยี่ยมเยือนพสกนิกรภาคใต้ ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนและแวดวงประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=EEGmN902AxE

7 มีนาคม 2494 รำลึกวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร’ อธิบดีกรมสาธารณสุขคนแรก ผู้แยกหน้าที่ 'แพทย์-เภสัชกร' ตามแบบแผนที่ถูกหลัก

วันสิ้นพระชนม์ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร” บุคคลสำคัญของราชการแผ่นดินและงานสาธารณสุขไทย

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2494 เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 และบุคคลสำคัญในงานราชการและสาธารณสุขไทย พระองค์ได้จากโลกไปขณะที่มีพระชนมายุ 65 ปี ณ วังถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร

พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก เช่น คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และประธานองคมนตรี ในช่วงเวลาปลายพระชนมชีพ สื่อและองค์กรการศึกษามักระลึกถึงพระองค์ในฐานะ "ศูนย์รวมงานระบบ" ที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของกลไกบ้านเมือง

ในอีกมิติหนึ่ง พระองค์ทรงมีบทบาทเด่นในด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นผู้ผลักดันและจัดระบบด้านบุคลากร การศึกษา และบริหารสาธารณสุข เพื่อยกระดับงานนี้สู่ระบบสมัยใหม่ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

การรำลึกถึงวันที่ 7 มีนาคม จึงไม่ใช่แค่การรำลึกถึงบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังสะท้อนบทบาทของผู้ประคองระบบราชการและสาธารณสุข รวมทั้งมรดกความคิดและแนวทางบริหารที่จะส่งผลต่อโครงสร้างงานราชการในยุคต่อไป

วันสำคัญนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาของประเทศผ่านบุคคลผู้ทำงานในระดับโครงสร้าง ที่แม้ผลงานจะไม่โดดเด่นในข่าวรายวัน แต่มีอิทธิพลยาวไกลต่อสังคมไทย

ที่มา : https://shorturl.asia/RL60U

5 มีนาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันนักข่าว’ หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันสถาปนาสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ยกย่องข่าวดีเด่น ภาพข่าวเด่น จุดประกายประโยชน์สังคม

วันนักข่าว หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ในประเทศไทยตรงกับวันที่ 5 มีนาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันสถาปนาสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันคือสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2498

‘วันนักข่าว’ หรือ ‘วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ’ ตรงกับวันที่ 5 มีนาคมของทุกปี ก่อตั้งโดย สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2498 และนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย สมัยนั้นคือ นายโชติ มณีน้อย เป็นนักข่าวรุ่นบุกเบิก ก่อตั้งลงนามร่วมกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รวม 16 ฉบับ

‘วันนักข่าว’ ทำให้สมาชิก และผู้ที่อยู่ในวงการแวดวงข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และสื่อทุกช่องทาง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของข่าวสาร มีการมอบรางวัลนักข่าวดีเด่น ภาพข่าวดีเด่น และข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ที่จุดประกายต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ได้ถือเอาวันที่ 5 มีนาคม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 เป็นวันหยุดงานประจำปี โดยวันที่ 4 มีนาคมจะเป็นวันนัดร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดนัดเฉลิมฉลองสังสรรค์ จัดที่ ณ ที่ทำการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน

รายชื่อ 16 หนังสือพิมพ์ที่ร่วมลงนามก่อตั้งวันนักข่าว ประกอบด้วย 1. หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์, 2. หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์, 3. หนังสือพิมพ์ข่าวสยาม, 4. หนังสือพิมพ์ซินเสียง, 5. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, 6. หนังสือพิมพ์ตงฮั้ว, 7. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, 8. หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย, 9. หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย, 10. หนังสือพิมพ์หลักเมือง, 11. หนังสือพิมพ์ศิรินคร, 12. หนังสือพิมพ์สยามนิกร, 13. หนังสือพิมพ์สยามรัฐ, 14. หนังสือพิมพ์สากล, 15. หนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ และ16. หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

ที่มา : https://www.thaipbs.or.th/news/content/337717

3 มีนาคม 2569 “วันมาฆบูชา” วันเพ็ญเดือน 3 ชาวไทยเวียนเทียน วันหยุดแห่งศรัทธาและสติ ประตูสู่ความสงบที่เริ่มได้จากเรื่องเล็กในบ้าน

(3 มี.ค. 69) วันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ในปี 2569 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยทั่วประเทศร่วมกันเวียนเทียนและทำบุญในหลายวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำกิจกรรมหลักคือทำบุญตักบาตร ฟังธรรม และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ

ในวันมาฆบูชาเป็นการระลึกเหตุการณ์ "จาตุรงคสันนิบาต" หรือการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 ที่เกิดขึ้นโดยมิได้นัดหมาย มีพระภิกษุ 1,250 รูปที่เป็นพระอรหันต์และได้รับการบวชโดยตรงจากพระพุทธเจ้ามารวมกันในวันเพ็ญเดือน 3 พระพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งเป็นสรุปคำสอนฉบับย่อที่ชาวพุทธถือเป็นแกนกลางของคำสอน

คำสอนสำคัญสั้น ๆ ที่คนไทยจดจำและใช้เป็นเข็มทิศชีวิตคือ "ไม่ทำชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส" ซึ่งครอบคลุมทั้งพฤติกรรม การกระทำ และการฝึกจิตใจให้สงบจากความโกรธ โลภ หลง

วันมาฆบูชาถูกนับตามปฏิทินจันทรคติ และอาจเลื่อนไปมาในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมในบางปีที่เป็นปีอธิกมาส แต่ความหมายที่แท้จริงของวันสำคัญนี้คือโอกาสที่ชาวพุทธจะหยุดคิดและเติมเต็มใจของตน โดยมีกิจกรรมตั้งแต่การทำบุญ ฟังธรรม สมาทานศีล เจริญภาวนา และเวียนเทียน

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกไปวัด สามารถทำมาฆบูชาให้มีความหมายได้โดยการงดทำสิ่งที่ทำร้ายใจ ทำความดีหนึ่งอย่างอย่างตั้งใจ และให้เวลาตนเองในการนั่งสมาธิหรืออ่านคำสอนสั้น ๆ เพื่อฟื้นฟูใจให้เบาสงบ

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%86%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2

2 มีนาคม 2477 รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ ขณะประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ เปิดทางสู่ยุคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เอกสารการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ 'รัชกาลที่ 7' ทรงสละราชสมบัติ ณ Knowle House ประเทศสหราชอาณาจักร เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพราะเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่ครองราชย์ทั้งก่อนและหลังระบบรัฐธรรมนูญเริ่มต้นขึ้น

เอกสารพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติระบุปี 2477 ตามระบบขึ้นปีใหม่แบบเดิม คือวันที่ 1 เมษายน ทำให้เดือนมกราคมถึงมีนาคมอยู่ในปีเดิม แต่หากเทียบกับระบบปัจจุบันซึ่งขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม จะตรงกับปี 2478

ยุคนั้นไทยเพิ่งเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ การเมืองช่วงตั้งไข่เต็มไปด้วยความขัดแย้งร้อนแรง 'รัชกาลที่ 7' ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ แต่ไม่ประสงค์ยกอำนาจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรงเลือกสละราชสมบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนและความสูญเสียของชาติ

จากพระราชหัตถเลขา ทรงกล่าวไว้ว่าทรงเต็มใจสละอำนาจให้ "ประชาราษฎรโดยทั่วไป" แต่ไม่ทรงยอมให้อำนาจสิทธิขาดตกอยู่กับบุคคลหรือคณะใด

หลังสละราชสมบัติ สภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์เป็น 'รัชกาลที่ 8' ซึ่งขณะนั้นยังเด็ก ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบอบรัฐธรรมนูญเดินหน้า และสถาบันทางการเมืองใหม่มีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1746

1 มีนาคม ของทุกปี “วันป้องกันภัยพลเรือนโลก” ย้ำความสำคัญเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ เตือนสติสังคมภัยพิบัติไม่รอใคร ย้ำอนาคตยั่งยืนต้องเริ่มจากการจัดการความเสี่ยง

(1 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 1 มีนาคม ของทุกปีถูกจัดให้เป็น "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" เพื่อสร้างความตระหนักว่าภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินไม่เลือกเวลาเกิด และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบคือกุญแจลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินทั่วโลก

ในปี 2026 ธีมวันป้องกันภัยพลเรือนโลกคือ "Managing Environmental Risks for a Resilient and Sustainable Future" หรือ "การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภัยยุคใหม่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่มีต่อตัวสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษ สารเคมี ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน และเหตุฉุกเฉินจากสภาพอากาศสุดขั้ว

งาน "ป้องกันภัยพลเรือน" มุ่งเน้นวงจรครบถ้วน ตั้งแต่การลดความเสี่ยง วางแผนเตรียมพร้อม ซ้อมอพยพ ตอบโต้เหตุฉุกเฉิน กู้ภัยจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ โดยใช้ความรู้ เทคนิคและการบริหารจัดการสอดคล้องกับความร่วมมือของประชาชนเพื่อให้ความสูญเสียลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในวันสำคัญนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเริ่มกลับมา "ลงมือจริง" ด้วยการทำสิ่งง่าย เช่น ตั้งจุดนัดพบครอบครัว ทำรายชื่อเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน จัดกระเป๋าฉุกเฉิน และเรียนรู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งซ้อมฝึกหนีไฟ เพื่อให้พร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริง

โดยสรุป "ระบบ" จะทำงานได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นกับความรู้และความพร้อมของ "คนในบ้าน" ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนทุกปีว่า "อย่ามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความรู้บนกระดาษ" แต่คือทักษะเอาตัวรอดและดูแลครอบครัวในยามวิกฤต

ที่มา : https://icdo.org/?utm_source=chatgpt.com

28 กุมภาพันธ์ 2501 ในหลวง ร.9 - พระราชินี เสด็จฯ เยือนพิษณุโลกเป็นครั้งแรก ถวายสักการะ “พระพุทธชินราช” คู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก และรำลึก 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ที่พระราชวังจันทน์ ปักหมุดหน้าประวัติศาสตร์พิษณุโลก

เมื่อวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2501 เป็นวันสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก เมื่อ 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ' เสด็จฯ เยือนพิษณุโลกเป็นครั้งแรก พร้อมพระราชพิธีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธชินราชและการสักการะ 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ที่พระราชวังจันทน์

ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พระองค์เสด็จฯ ไปยังพระราชวังจันทน์ เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงและสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จุดศรัทธาสำคัญของจังหวัด ก่อนเสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารประกอบพระราชพิธีสมโภชพระพุทธชินราช พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก

มีบันทึกสำคัญว่า 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าฯ' ทรงเปลื้องเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชภรณ์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช เหตุการณ์ที่แสดงความเคารพและความศรัทธาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาติ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยี่ยมประชาชนภาคเหนือ โดยพิษณุโลกเป็นจังหวัดแรกที่ได้รับเสด็จ บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก

ที่มา : https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/436142

27 กุมภาพันธ์ 2514 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินี เสด็จฯ จ.อุตรดิตถ์ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ 'เขื่อนสิริกิติ์' วางรากความมั่นคงน้ำภาคเหนือ จุดเริ่มเขื่อนดินยักษ์เพื่อชลประทาน-ไฟฟ้าไทย

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 ถือเป็นวันสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์และงานพัฒนาทรัพยากรน้ำของไทย เมื่อ 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์' เสด็จพระราชดำเนินไปวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ที่อำเภอท่าปลา เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่บนแม่น้ำน่าน เพื่อประโยชน์ด้านชลประทาน บรรเทาอุทกภัย และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

เขื่อนสิริกิติ์ ตั้งอยู่ที่เขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน กรมชลประทานวางให้เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่กักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและการใช้น้ำ บรรเทาน้ำหลากในลุ่มน้ำ พร้อมทำงานร่วมกับเขื่อนภูมิพลเพื่อลดน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

เดิมโครงการใช้ชื่อว่า "เขื่อนผาซ่อม" แต่ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยของ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์' เป็นชื่อเขื่อนอย่างเป็นทางการในปี 2511 การก่อสร้างเริ่มปี 2511 และสำเร็จในปี 2515 โรงไฟฟ้าเริ่มเดินเครื่องในปี 2517 กำลังผลิตรวม 500 เมกะวัตต์

เขื่อนสิริกิติ์จัดเป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่ที่มีอ่างเก็บน้ำจุ 9.51 พันล้านลูกบาศก์เมตร พิธีวางศิลาฤกษ์ไม่ใช่เพียงพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่มีเป้าหมายเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำสำหรับการเกษตร บรรเทาน้ำท่วม และเสริมพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นการพัฒนาสำคัญในยุคหลังสงครามโลก

ที่มา : https://skdam.egat.co.th/index.php/about-sk/about-sk-dam/dam-hist


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top