Wednesday, 29 July 2026
TODAY SPECIAL

1 มีนาคม ของทุกปี “วันป้องกันภัยพลเรือนโลก” ย้ำความสำคัญเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ เตือนสติสังคมภัยพิบัติไม่รอใคร ย้ำอนาคตยั่งยืนต้องเริ่มจากการจัดการความเสี่ยง

(1 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 1 มีนาคม ของทุกปีถูกจัดให้เป็น "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" เพื่อสร้างความตระหนักว่าภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินไม่เลือกเวลาเกิด และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบคือกุญแจลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินทั่วโลก

ในปี 2026 ธีมวันป้องกันภัยพลเรือนโลกคือ "Managing Environmental Risks for a Resilient and Sustainable Future" หรือ "การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าภัยยุคใหม่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่มีต่อตัวสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษ สารเคมี ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน และเหตุฉุกเฉินจากสภาพอากาศสุดขั้ว

งาน "ป้องกันภัยพลเรือน" มุ่งเน้นวงจรครบถ้วน ตั้งแต่การลดความเสี่ยง วางแผนเตรียมพร้อม ซ้อมอพยพ ตอบโต้เหตุฉุกเฉิน กู้ภัยจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ โดยใช้ความรู้ เทคนิคและการบริหารจัดการสอดคล้องกับความร่วมมือของประชาชนเพื่อให้ความสูญเสียลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในวันสำคัญนี้ประชาชนทั่วไปสามารถเริ่มกลับมา "ลงมือจริง" ด้วยการทำสิ่งง่าย เช่น ตั้งจุดนัดพบครอบครัว ทำรายชื่อเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน จัดกระเป๋าฉุกเฉิน และเรียนรู้วิธีช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งซ้อมฝึกหนีไฟ เพื่อให้พร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริง

โดยสรุป "ระบบ" จะทำงานได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นกับความรู้และความพร้อมของ "คนในบ้าน" ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ "วันป้องกันภัยพลเรือนโลก" ต้องการสื่อสารให้ชัดเจนทุกปีว่า "อย่ามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความรู้บนกระดาษ" แต่คือทักษะเอาตัวรอดและดูแลครอบครัวในยามวิกฤต

ที่มา : https://icdo.org/?utm_source=chatgpt.com

28 กุมภาพันธ์ 2501 ในหลวง ร.9 - พระราชินี เสด็จฯ เยือนพิษณุโลกเป็นครั้งแรก ถวายสักการะ “พระพุทธชินราช” คู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก และรำลึก 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ที่พระราชวังจันทน์ ปักหมุดหน้าประวัติศาสตร์พิษณุโลก

เมื่อวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ 2501 เป็นวันสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก เมื่อ 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ' เสด็จฯ เยือนพิษณุโลกเป็นครั้งแรก พร้อมพระราชพิธีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธชินราชและการสักการะ 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ที่พระราชวังจันทน์

ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พระองค์เสด็จฯ ไปยังพระราชวังจันทน์ เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงและสักการะสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จุดศรัทธาสำคัญของจังหวัด ก่อนเสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารประกอบพระราชพิธีสมโภชพระพุทธชินราช พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก

มีบันทึกสำคัญว่า 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าฯ' ทรงเปลื้องเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชภรณ์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช เหตุการณ์ที่แสดงความเคารพและความศรัทธาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาติ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ เยี่ยมประชาชนภาคเหนือ โดยพิษณุโลกเป็นจังหวัดแรกที่ได้รับเสด็จ บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก

ที่มา : https://phitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3393/iid/436142

27 กุมภาพันธ์ 2514 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชินี เสด็จฯ จ.อุตรดิตถ์ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ 'เขื่อนสิริกิติ์' วางรากความมั่นคงน้ำภาคเหนือ จุดเริ่มเขื่อนดินยักษ์เพื่อชลประทาน-ไฟฟ้าไทย

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 ถือเป็นวันสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์และงานพัฒนาทรัพยากรน้ำของไทย เมื่อ 'รัชกาลที่ 9' และ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์' เสด็จพระราชดำเนินไปวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ที่อำเภอท่าปลา เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่บนแม่น้ำน่าน เพื่อประโยชน์ด้านชลประทาน บรรเทาอุทกภัย และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

เขื่อนสิริกิติ์ ตั้งอยู่ที่เขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน กรมชลประทานวางให้เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่กักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรและการใช้น้ำ บรรเทาน้ำหลากในลุ่มน้ำ พร้อมทำงานร่วมกับเขื่อนภูมิพลเพื่อลดน้ำท่วมในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

เดิมโครงการใช้ชื่อว่า "เขื่อนผาซ่อม" แต่ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยของ 'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์' เป็นชื่อเขื่อนอย่างเป็นทางการในปี 2511 การก่อสร้างเริ่มปี 2511 และสำเร็จในปี 2515 โรงไฟฟ้าเริ่มเดินเครื่องในปี 2517 กำลังผลิตรวม 500 เมกะวัตต์

เขื่อนสิริกิติ์จัดเป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่ที่มีอ่างเก็บน้ำจุ 9.51 พันล้านลูกบาศก์เมตร พิธีวางศิลาฤกษ์ไม่ใช่เพียงพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่มีเป้าหมายเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำสำหรับการเกษตร บรรเทาน้ำท่วม และเสริมพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นการพัฒนาสำคัญในยุคหลังสงครามโลก

ที่มา : https://skdam.egat.co.th/index.php/about-sk/about-sk-dam/dam-hist

26 กุมภาพันธ์ 2459 วันสหกรณ์แห่งชาติ เริ่มสหกรณ์แรกที่พิษณุโลก จดทะเบียนสหกรณ์แห่งแรก วางรากระบบเงินกู้ชุมชนสู้หนี้นอกระบบ

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2459 ถือเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวันจดทะเบียนสหกรณ์แห่งแรก นามว่า 'สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้' ในตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

สหกรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพปัญหาของเกษตรกรไทยที่ต้องเผชิญกับการขาดแคลนเงินทุน และพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง เนื่องจากเศรษฐกิจชนบทกำลังเปลี่ยนแปลงจากระบบพึ่งพาตนเองมาสู่การผลิตเพื่อการค้า การตั้งสหกรณ์โดยใช้โมเดลเครดิตแบบไรฟ์ไฟเซนจึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงสินเชื่อและลดภาระหนี้สิน

พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ซึ่งได้รับการยกย่องเป็น 'พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย' และดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก ทรงเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิดและจดทะเบียนสหกรณ์วัดจันทร์ฯ เพื่อทดลองแนวทางนี้ในพื้นที่พิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐสามารถดูแลและควบคุมได้อย่างเหมาะสม

ต่อมา รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น "วันสหกรณ์แห่งชาติ" เพื่อระลึกถึงการก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรกนี้ (ประกาศใน ครม. 9 ต.ค. 2527)

การเกิดขึ้นของสหกรณ์เครดิตแบบหมู่บ้าน ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันการสูญเสียที่ดินทำกินจากนายทุนเงินกู้เท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบขยายไปสู่ขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างเศรษฐกิจชนบทอย่างยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/263080

25 กุมภาพันธ์ ของทุกปี วันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ เป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุในไทย ปูทางสื่อสารรัฐถึงประชาชนทั่วประเทศ กลายเป็นรากฐานระบบวิทยุแห่งชาติไทย

เมื่อวัน 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2473 วันสำคัญของวงการวิทยุกระจายเสียงไทย นับเป็นวันแรกที่มีการออกอากาศสาธารณะโดย "สถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท" ซึ่งตั้งอยู่ที่วังพญาไท การส่งสัญญาณปฐมฤกษ์ในปี พ.ศ. 2473 นี้ ถูกผลักดันโดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ผู้ซึ่งถูกยกย่องเป็น "บิดาแห่งวงการวิทยุกระจายเสียงไทย" ก่อนหน้านี้มีการทดลองส่งสัญญาณหลายครั้งที่ตึกไปรษณีย์ปากคลองโอ่งอ่างและศาลาแดง

ไฮไลต์ของวันเปิดสถานีคือการถ่ายทอดสด "พระราชดำรัส" ของ รัชกาลที่ 7 จากพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าครั้งแรกรัฐไทยใช้วิทยุกระจายเสียงเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารข่าวสาร การศึกษา และความบันเทิงสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง

การส่งสัญญาณจากศูนย์กลางอำนาจรัฐด้วยคลื่นวิทยุเป็นการปฏิวัติการสื่อสารในยุคนั้น วิทยุกลายเป็นสื่อที่ประชาชนเข้าถึงได้ และยังต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนชื่อสถานีเป็น "สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย" ในปี พ.ศ. 2484 พร้อมก้าวสู่สถานีวิทยุแห่งชาติของไทย

25 กุมภาพันธ์จึงเป็นวันเปิดไมค์ประเทศที่สำคัญ เป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาสื่อสารมวลชนไทยตลอดมา และย้ำถึงบทบาทของวิทยุในฐานะสื่อกลางเชื่อมรัฐและประชาชน

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/262086

23 กุมภาพันธ์ 2436 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา "โรงเรียนวัดบวรนิเวศ" รร.ต้นแบบแห่ง ‘หลักสูตร-วิธีการสอน’ ที่เผยแพร่ไปทั่วไทย วางรากฐานการศึกษาพระปริยัติฯ สู่เครือข่ายมหามกุฏราชวิทยาลัย

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436 รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนา "โรงเรียนวัดบวรนิเวศ" เปิดทางการศึกษาพระปริยัติธรรมในสายธรรมยุติกนิกายที่มีระบบชัดเจนและเป็นเครือข่ายหลักในการเชื่อมต่อกับมหามกุฏราชวิทยาลัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนนี้เพื่อยกระดับการศึกษาในระบบสำหรับพระภิกษุสามเณร โดยมุ่งเน้นพัฒนาหลักสูตรและขยายรูปแบบจากการเรียนการสอนแบบกระจัดกระจายมาสู่การเรียนในสถาบันที่เป็นเครือข่ายรองรับ

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางระบบการศึกษาของโรงเรียน และผลักดันให้เกิดแนวทางเรียนการสอนที่เป็นระบบและต่อเนื่อง โดยวัดบวรนิเวศวิหารที่เป็นศูนย์กลางของธรรมยุตมาก่อนจึงเหมาะเป็นฐานทดลอง

การสถาปนาโรงเรียนนี้เป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนผ่านของการศึกษาพระพุทธศาสนาที่จากเดิมที่เน้นเรียนตามวัดและครู มาเป็นเครือข่ายสถาบันภายใต้ระบบที่เชื่อมโยงและขยายตัวได้ เมื่อเวลาผ่านไปส่งผลให้มหามกุฏราชวิทยาลัยพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยในยุคใหม่

"โรงเรียนวัดบวรนิเวศ" ไม่ใช่แค่จุดตั้งต้นทางการศึกษา แต่ยังถือต่อพระราชปณิธานการศึกษาของรัชกาลที่ 4 ที่รัชกาลที่ 5 สืบสานจนกลายเป็นรากฐานการศึกษาพระพุทธศาสนาแบบทันสมัยในประเทศไทย

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A8?

22 กุมภาพันธ์ 2529 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทรงเปิด “เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล” จ.เชียงใหม่ สนับสนุนเกษตร บรรเทาน้ำหลาก และผลิตไฟฟ้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในเชียงใหม่ที่สำคัญ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2529 ถือเป็นวันสำคัญของภาคเหนือและการบริหารน้ำเมื่ิอ 'รัชกาลที่ 9' เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิด "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" ที่จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนอเนกประสงค์แห่งนี้ถูกยกเป็นหมุดหมายสำคัญของการจัดการน้ำและพลังงานในพื้นที่

"เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" ตั้งอยู่บนลำน้ำแม่งัด ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ มีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูงประมาณ 59 เมตร และยาว 1,950 เมตร ซึ่งมีความจุอ่างเก็บน้ำราว 265 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง บรรเทาน้ำหลาก และผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ด้วยกำลังผลิตรวม 9 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของ กฟผ.

โครงการเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2520 ก่อนที่เขื่อนจะแล้วเสร็จในปี 2527 และโรงไฟฟ้าจะเสร็จในปี 2528 ต่อมารัชกาลที่ 9 พระราชทานนาม "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2529 และเสด็จพระราชดำเนินเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2529

นอกจากบทบาทการจัดการน้ำแล้ว เขื่อนยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม ตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติศรีลานนา มีวิวทิวทัศน์ของภูเขาและอ่างเก็บน้ำ ทำให้พื้นที่นี้เป็นจุดพักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายของเมือง "เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" จึงเปรียบเสมือนมรดกที่ยังคงยืนยงมาตลอดหลายทศวรรษ

"เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล" เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และสะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างยั่งยืน

ที่มา : https://nakhonratchasima.mnre.go.th/th/news/detail/80718

 

21 กุมภาพันธ์ 2455 รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศใช้ ‘พุทธศักราช’ (พ.ศ.) เป็นศักราชประจำชาติ แทน ‘รัตนโกสินทร์ศก’ (ร.ศ.) ปรับระบบปีของชาติ ให้สอดคล้องประเพณีประเทศพุทธ

รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) แทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 ถึง 2455 เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณีของประเทศที่นับถือพุทธศาสนาและเจตนารมณ์ของชาติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าพุทธศักราชเหมาะสมกว่าในการเป็นศักราชประจำชาติ

พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พุทธศักราชในราชการทั่วไป โดยนับวันขึ้นปีใหม่เริ่มจาก 1 เมษายน พ.ศ. 2456 หลังจากประกาศในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ที่ผ่านมา "ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา และเพื่อให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา" พระองค์ทรงพระราชดำริเช่นนี้ในขณะนั้น

รัตนโกสินทร์ศก เริ่มใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเริ่มนับปีจากปีที่สถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง คือ พ.ศ. 2325 เรียกว่า ร.ศ. 1 แต่ในทางพระพุทธศาสนาประเทศไทยยังคงใช้พุทธศักราชตามธรรมเนียมเดิมที่มีตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว นับพ.ศ. ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานครบ 1 ปี ขณะที่ศรีลังกาและเมียนมาเริ่มนับเร็วกว่าไทย 1 ปี

ก่อนหน้านี้ ไทยเคยใช้มหาศักราชและจุลศักราชมาก่อน ทั้งนี้ การเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราชสร้างความชัดเจนทางประวัติศาสตร์และศาสนาในระบบปีปฏิทินที่ไทยใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://korat.mnre.go.th/th/news/detail/80707

20 กุมภาพันธ์ ของทุกปี กำหนดเป็น “วันทนายความ” จดทะเบียนสมาคมครั้งแรกปี 2500 สะท้อนบทบาทสำคัญในระบบยุติธรรม เน้นเข้าถึงสิทธิและคุ้มครองประชาชน

(20 ก.พ. 69) วันที่ 20 กุมภาพันธ์ของทุกปี คือ "วันทนายความ" ซึ่งเป็นวันสำคัญสำหรับวิชาชีพทนายความทั่วไทย กำหนดขึ้นเพื่อรำลึกการจดทะเบียนก่อตั้ง "สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย" เมื่อปี 2500 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกำหนดมาตรฐานและความเป็นอิสระของวิชาชีพนี้

"วันทนายความ" ไม่ได้เป็นเพียงวันรำลึกองค์กรทางกฎหมาย แต่สะท้อนบทบาทของทนายความที่ทำงานข้างประชาชนในกระบวนการยุติธรรม ทั้งให้คำปรึกษา ปกป้องสิทธิ และแทนต่อสู้คดีในศาล โดยทนายความคือ "สะพานสำคัญ" ที่เชื่อมต่อประชาชนเข้ากับระบบยุติธรรมอย่างเป็นธรรม

ในอดีตที่ผ่านมาวิชาชีพทนายความถูกมองในแง่ลบ เช่น การเล่นช่องโหว่กฎหมาย หรือมุ่งชนะคดี การมีองค์กรวิชาชีพจึงเป็นการสร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณ วิชาชีพทนายความก้าวสู่สภาทนายความที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายปี 2528 เพื่อคุมมาตรฐานและความซื่อสัตย์

บทบาททนายความครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิในหลายคดี เช่น อาญา แรงงาน ครอบครัว และข้อพิพาทธุรกิจ รวมถึงการยืนหยัดให้นิติธรรมเกิดจริงในสังคม ทนายความคือ "เสียงของประชาชน" ในกระบวนการยุติธรรม และเป็นด่านสำคัญที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลกับอำนาจรัฐ

กิจกรรมวันทนายความปีนี้ยังคงเน้นไปที่การส่งเสริมความยุติธรรม การยกระดับจรรยาบรรณ และเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกสมัยใหม่ในด้านกฎหมายดิจิทัล ข้อมูลส่วนบุคคล และคดีออนไลน์ จึงเป็นวันที่ย้ำว่าทนายความไม่ใช่แค่คนใส่สูทถือแฟ้ม แต่เป็นผู้ยืนเคียงข้างประชาชนเพื่อความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.stkc.go.th/stiday/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1

19 กุมภาพันธ์ 2531 ไทย–ลาว หยุดยิงศึกชายแดน “สมรภูมิบ้านร่มเกล้า” ยุติการปะทะยาวเกือบ 3 เดือน เกิดจากความขัดแย้งด้านแนวเขตแดน

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 กลายเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ชายแดนไทย–ลาว เมื่อทั้งสองฝ่ายประกาศ "หยุดยิง" ยุติการสู้รบในสมรภูมิบ้านร่มเกล้า ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ ธันวาคม 2530 โดยมีการถอนกำลังออกจากแนวปะทะตามข้อตกลงในวันนั้น

สมรภูมิบ้านร่มเกล้าเกิดจากความขัดแย้งด้านแนวเขตแดนซึ่งต่างฝ่ายยึดถือแผนที่และหลักเขตแดนมาตรฐานคนละชุดตั้งแต่ยุคอาณานิคม ความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลให้เกิดการปะทะระยะยาวและรุนแรงที่สุดในช่วงธันวาคม 2530 ถึงกุมภาพันธ์ 2531

โดยในวันที่ 16–17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 มีการหารือกันเพื่อยุติความขัดแย้ง ก่อนจะประกาศหยุดยิงอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พร้อมกันนี้มีการปรับกำลังและการถอนทหารออกจากพื้นที่เพื่อลดการปะทะซ้ำ ในภายหลังทั้งสองฝ่ายเดินหน้ากลไกการเจรจาเรื่องเขตแดนต่อไป

ความขัดแย้งครั้งนี้สร้างความสูญเสียมาก แม้จะไม่มีฝ่ายใดชนะอย่างเด็ดขาด ภูมิหลังนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของกลไกเจรจาเพื่อจัดการปัญหาเขตแดนและสะท้อนบทเรียนที่ว่า "เส้นเขตแดนที่คลุมเครือสามารถก่อความตึงเครียดเป็นเวลานานได้ถ้าไม่มีการปักปันที่ชัดเจน"

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1843


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top