Sunday, 13 September 2026
TODAY SPECIAL

9 เมษายน 2480 กำหนดเป็น “วันกองทัพอากาศ” ย้อนวันยกฐานะ ‘กรมทหารอากาศ’ สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ จุดเริ่มต้นบทบาทพิทักษ์น่านฟ้าไทยอย่างเป็นทางการ รากฐานกำลังทางอากาศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน

9 เมษายน “วันกองทัพอากาศ” จุดเปลี่ยนจาก “กรมทหารอากาศ” สู่เหล่าทัพเต็มรูปแบบ

วันที่ 9 เมษายนของทุกปี เป็น “วันกองทัพอากาศ” ของไทย อันมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2480 ซึ่งกระทรวงกลาโหมได้ยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” ขึ้นเป็น “กองทัพอากาศ” อย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งตั้ง นาวาอากาศเอก พระเวชยันตรังสฤษฏ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้กำลังทางอากาศของไทยก้าวสู่การเป็นเหล่าทัพสมบูรณ์แบบในระบบความมั่นคงของชาติ

แม้วันนี้จะถูกจดจำในฐานะวันกองทัพอากาศ แต่รากฐานของกิจการบินทหารไทยเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นหลายปี ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของอากาศยานเพื่อการป้องกันประเทศ จึงส่งนายทหารไทย 3 นายไปศึกษาการบินที่ฝรั่งเศส ก่อนจะพัฒนากิจการบินอย่างต่อเนื่อง และยก “แผนกการบิน” ขึ้นเป็น “กองบินทหารบก” ในเวลาต่อมา ซึ่งกองทัพอากาศใช้วันที่ 27 มีนาคม เป็น “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” เพื่อรำลึกถึงต้นกำเนิดของกิจการบินทหารไทย

การเปลี่ยนผ่านจากหน่วยงานด้านการบินในระยะเริ่มต้น ไปสู่ “กรมทหารอากาศ” และสุดท้ายเป็น “กองทัพอากาศ” สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของกำลังทางอากาศไทยอย่างชัดเจน เพราะในช่วงก่อนปี 2480 ภารกิจด้านการบินไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฝึกหรือการลาดตระเวนอีกต่อไป แต่เริ่มมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น ทั้งในด้านการป้องกันน่านฟ้า การวางกำลัง การสนับสนุนปฏิบัติการ และการพัฒนาเทคโนโลยีการบินทางทหาร จนมีความจำเป็นต้องยกฐานะเป็นเหล่าทัพอิสระอย่างเป็นทางการ

สาระสำคัญของการยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 จึงไม่ได้มีความหมายเพียง “เปลี่ยนชื่อหน่วย” แต่คือการเปลี่ยนสถานะของกำลังทางอากาศไทยในเชิงโครงสร้างและยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเป็น “กองทัพอากาศ” แล้ว ย่อมหมายถึงการมีระบบบังคับบัญชาเฉพาะ มีภารกิจชัดเจน และมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาขีดความสามารถทางอากาศเพื่อรับผิดชอบต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศโดยตรง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ หลายคนมักสับสนระหว่าง “วันกองทัพอากาศ” กับ “วันที่ระลึกกองทัพอากาศ” ซึ่งเป็นคนละโอกาสสำคัญกัน โดย 27 มีนาคม ใช้รำลึกถึงการยก “แผนกการบิน” เป็น “กองบินทหารบก” อันเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการบินทหารไทย ส่วน 9 เมษายน ใช้รำลึกถึงการยกฐานะ “กรมทหารอากาศ” เป็น “กองทัพอากาศ” ในฐานะเหล่าทัพเต็มรูปแบบ ดังนั้น วันที่หนึ่งจึงสะท้อน “ต้นกำเนิด” ขณะที่อีกวันที่สะท้อน “การเติบโตสู่สถาบันหลักของชาติ”

ในปัจจุบัน วันกองทัพอากาศยังคงเป็นวันสำคัญขององค์กร โดยกองทัพอากาศมีการจัดพิธีฟังสารผู้บัญชาการทหารอากาศและพิธีรำลึกถึงบุพการีทหารอากาศเป็นประจำทุกปี สะท้อนว่าวันที่ 9 เมษายนไม่ได้เป็นเพียงวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นวันแห่งการทบทวนอุดมการณ์ หน้าที่ และเกียรติภูมิของกำลังพลกองทัพอากาศไทยในปัจจุบันด้วย

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้พัฒนาบทบาทจากกำลังรบทางอากาศแบบดั้งเดิม ไปสู่ภารกิจที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งการป้องกันน่านฟ้า การลำเลียงทางอากาศ การค้นหาและช่วยชีวิต การช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ และการสนับสนุนยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศในหลายมิติ จึงกล่าวได้ว่า การยกฐานะเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2480 คือรากฐานสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศไทยมีบทบาทอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ดังนั้น “วันกองทัพอากาศ” 9 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการระลึกถึงการเปลี่ยนชื่อหน่วยงานในอดีต แต่คือวันแห่งการจดจำจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การทหารไทย วันที่กำลังทางอากาศได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเสาหลักของการป้องกันประเทศ และเป็นวันที่ชาวกองทัพอากาศร่วมกันน้อมรำลึกถึงผู้บุกเบิก ผู้วางรากฐาน และภารกิจสำคัญในการพิทักษ์น่านฟ้าไทยสืบมาจนถึงทุกวันนี้

8 เมษายน 2537 วันประวัติศาสตร์แห่งลุ่มน้ำโขง ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก หมุดหมายสำคัญ ‘สะพานมิตรภาพไทย-ลาว’ เชื่อมเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

8 เมษายน 2537 ‘ในหลวง ร.9’ เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก สัญลักษณ์เชื่อมสองฝั่งโขง สู่ประตูเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-ลาว เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อมจังหวัดหนองคายของไทยกับฝั่งท่าเดื่อ ใกล้นครหลวงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาว และถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกในพื้นที่ตอนล่างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิภาคนี้

พิธีเปิดในวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิดใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความร่วมมือระหว่าง 3 ประเทศอย่างชัดเจน เพราะมีทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ฝ่ายไทย ผู้นำลาว และฝ่ายออสเตรเลียเข้าร่วม โดยรัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการศึกษาความเป็นไปได้ การออกแบบ และการก่อสร้างสะพาน ด้วยงบประมาณราว 42 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ระหว่างปี 2534-2537

สะพานแห่งนี้มีความยาวประมาณ 1,170-1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร รองรับการจราจร 2 ช่องทาง มีทางเดินเท้า และมีแนวทางรถไฟอยู่ตรงกลางสะพาน ทำให้ไม่ได้เป็นเพียงสะพานถนนธรรมดา แต่เป็นจุดเชื่อมยุทธศาสตร์สำคัญของการเดินทางและการขนส่งระหว่างไทยกับลาว

ก่อนหน้าการมีสะพานมิตรภาพฯ การเดินทางข้ามแม่น้ำโขงบริเวณหนองคาย-เวียงจันทน์ต้องพึ่งเรือหรือแพเป็นหลัก ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านเวลา ความสะดวก และปริมาณการขนส่ง แต่เมื่อสะพานเปิดใช้อย่างเป็นทางการ เส้นทางดังกล่าวก็กลายเป็นประตูบกที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทยสู่ลาว และต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในเวลาต่อมา

ในด้านเศรษฐกิจ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรกมีบทบาทชัดเจนในการกระตุ้นการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการเดินทางของภาคธุรกิจ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจควบคู่กับความร่วมมือด้านสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ขณะที่ฝ่ายลาวระบุว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สะพานแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองชาติอย่างต่อเนื่อง

ในด้านสังคม สะพานแห่งนี้ช่วยลดระยะห่างของผู้คนสองฝั่งโขงลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่แม่น้ำโขงเป็นทั้งเส้นทางชีวิตและเส้นแบ่งเขตแดน เมื่อมีสะพาน การเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติ ติดต่อธุระ ศึกษา รักษาพยาบาล หรือทำงานระหว่างไทยกับลาวก็สะดวกขึ้นมาก สะพานมิตรภาพฯ จึงไม่ได้เชื่อมเพียงถนน แต่เชื่อม “ชีวิตประจำวัน” ของประชาชนสองประเทศเข้าด้วยกัน

ส่วนในด้านวัฒนธรรม สะพานมิตรภาพไทย-ลาวมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าโครงสร้างคอนกรีต เพราะไทยและลาวมีความสัมพันธ์ทางภาษา ประเพณี และวิถีชีวิตร่วมกันมายาวนาน การมีสะพานข้ามโขงแห่งแรกจึงยิ่งทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำเกิดขึ้นได้สะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น เปลี่ยนพรมแดนจากจุดแบ่งแยก ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งมิตรภาพอย่างแท้จริง

อีกมุมหนึ่ง สะพานแห่งนี้ยังมีความหมายทางการเมืองและการทูตไม่น้อย เพราะถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หลังจากบรรยากาศความตึงเครียดในช่วงสงครามเย็นค่อย ๆ คลี่คลายลง สะพานมิตรภาพไทย-ลาวจึงเป็นหลักฐานว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันได้จริง ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

การที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดสะพานด้วยพระองค์เอง ยิ่งทำให้วันที่ 8 เมษายน 2537 มีความหมายพิเศษในความทรงจำของคนไทย โดย ททท. ระบุว่า ในการเสด็จฯ ครั้งนั้น ยังมีสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินร่วมด้วย สะท้อนถึงความสำคัญของโครงการนี้ในฐานะเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันนี้ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 ไม่ได้เป็นเพียงสะพานแห่งแรกที่พาดผ่านแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่คือจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการเชื่อมโยงใหม่ของไทยและลาว ทั้งในมิติการค้า การเดินทาง การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ของประชาชน และการพัฒนาภูมิภาคร่วมกัน สะพานแห่งนี้จึงเป็นได้ทั้งสัญลักษณ์ของมิตรภาพ และเครื่องพิสูจน์ว่าโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งแห่ง สามารถเปลี่ยนภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้พร้อมกัน
.

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_941813

4 เมษายน ของทุกปี กำหนดให้เป็น "วันภาพยนตร์แห่งชาติ" โดยพระราชทานชื่อจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า สัญลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรม หนังไทยบันทึกสังคมและประวัติศาสตร์

วันที่ 4 เมษายนถูกกำหนดให้เป็น "วันภาพยนตร์แห่งชาติ" โดยพระราชทานชื่อจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาพยนตร์ไทยที่เป็นมากกว่าความบันเทิงทั่วไป

วันภาพยนตร์แห่งชาติไม่ได้หมายถึงแค่การเฉลิมฉลองอุตสาหกรรมหนังเท่านั้น แต่เป็นวันที่สะท้อนว่า ภาพยนตร์คือศิลปะและมรดกวัฒนธรรม ที่เก็บรักษาภาษา ประวัติศาสตร์ ความคิด และค่านิยมของสังคมไทยในแต่ละยุค นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนชีวิตและการตีความสังคมผ่านเรื่องเล่าในหนัง

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่อนุรักษ์ รักษา ฟื้นฟูภาพยนตร์ไทยที่เป็นมรดกวัฒนธรรมอย่างจริงจัง เพราะฟิล์มหนังในอดีตมีสภาพเสื่อมสภาพง่ายหากไม่เก็บรักษาอย่างถูกต้อง "4 เมษายน" จึงไม่ใช่วันสนับสนุนแค่หนังใหม่ แต่เป็นวันที่ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

สำหรับวงการภาพยนตร์ วันสำคัญนี้คือการยืนยันว่าวงการหนังไทย คือศิลปะและส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติที่ต้องมอบพื้นที่และการดูแล ทั้งในแง่การสร้าง การวิจารณ์ การศึกษา และการอนุรักษ์ ตลอดจนการยอมรับบทบาทของผู้มีส่วนร่วมหลายตำแหน่ง เหนือกว่าดาราหรือนักกำกับ

วันภาพยนตร์แห่งชาติยังเป็นโอกาสเรียนรู้และทบทวนบทบาทของหนังไทย ที่เปิดประตูสู่ความเข้าใจสังคม ผ่านเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว การเมือง ชนบท และเรื่องเพศสภาพ ทำให้ 4 เมษายน เป็นวันที่แสดงถึงความทรงจำและบทสนทนาทางวัฒนธรรมของชาติ

ที่มา : https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/276161?utm_source=chatgpt.com

 

วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรีและราชอาณาจักรไทย

ในหลวงรัชกาลที่ 10 โปรดให้ตั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง มีการเฉลิมพระปรมาภิไธยตามพระสุพรรณบัฏว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และมีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"

ทั้งนี้ คำว่า “ฉัตรมงคล” หมายความว่า พระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร จะกระทำในวันคล้ายวันบรมราชาภิเษก สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้ถูกต้องสมบูรณ์ โดยพระมหากษัตริย์ที่ยังมิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะไม่ใช้คำว่า “พระบาท” นำหน้า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และคำสั่งของพระองค์ก็ไม่เรียกว่า “พระบรมราชโองการ” และอีกประการหนึ่งคือ ยังไม่มีการใช้ นพปฎลเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น

ครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รัฐบาลไทย ได้น้อมเกล้าฯ จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 จึงถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล

หลังจากรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษายกเลิก วันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันฉัตรมงคลเดิม 

กำหนดวันฉัตรมงคลขึ้นใหม่ เป็นวันที่ 4 พฤษภาคม เนื่องจากวันฉัตรมงคลถูกกำหนดขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

3 เมษายน 1893 ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ "พระเจ้าอู่ทอง" ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย

เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 1893 คือวันที่ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ พระเจ้าอู่ทอง ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย ซึ่งต่อมามีบทบาทเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยาวนานถึง 417 ปี

ตามข้อมูลจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 3 เมษายนของทุกปี จะมีพิธีรำลึกเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยมีการระลึกถึงการรวมกลุ่มเมืองสำคัญในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและการสถาปนาอำนาจการปกครองอย่างเข้มแข็งในปี พ.ศ. 1893 นี้

ทำเลที่ตั้งของอยุธยาในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองที่เหมาะสม พร้อมเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยตัวเมืองเต็มไปด้วยการวางผังเมืองที่ใช้ระบบน้ำช่วยการป้องกันและการขนส่งภายใน

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงวางรากฐานอำนาจและการปกครองที่มั่นคง พร้อมขยายอิทธิพลออกจากอยุธยาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาค การสถาปนาอยุธยาจึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจที่สำคัญของรัฐโบราณไทย ปัจจุบันอยุธยายังคงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญและได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก

"3 เมษายน พ.ศ. 1893" จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เป็นวันที่สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของราชธานีที่สำคัญและความรุ่งเรืองของอาณาจักรไทยในอดีต

ที่มา : https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/378709

๒ เมษายน วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ ทรงเริ่มการศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา ก่อนจะทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาทรงสำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญามหาบัณฑิตจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2529

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย พระองค์ทรงอนุรักษ์ ส่งเสริม และให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ จนได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า ‘เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย’ และ ‘วิศิษฏศิลปิน’ ซึ่งต่อมา คณะรัฐมนตรียังมีมติให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปี เป็น ‘วันอนุรักษ์มรดกของชาติ’ เพื่อเทิดพระเกียรติที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านการอนุรักษ์มรดกของชาติในสาขาต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ อาทิ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2523 ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะขยายออกไปยัง 44 จังหวัดในพื้นที่ทุรกันดาร

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น ในวาระวันคล้ายวันพระราชสมภพ ประชาชนชาวไทยจึงขอน้อมถวายพระพร ขอทรงมีพลานามัยแข็งแรงยิ่งยืนนาน ทรงพระเจริญ

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า_กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ_สยามบรมราชกุมารี

สะเทือนโซเชียล!! “คริสติน กุลสตรี” เผยเหตุถูกคุกคามทางเพศ ขณะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เข้าเก็บหลักฐานเตรียมสู้คดี วอนสังคมใส่ใจความปลอดภัย

นักแสดงและนางแบบสาว 'คริสติน กุลสตรี' สร้างความช็อกให้แฟน ๆ เมื่อเปิดเผยผ่านอินสตาแกรมว่า เธอถูกล่วงละเมิดทางเพศในช่วงที่เผชิญภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

'คริสติน' ระบุในโพสต์ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องพักของเธอในช่วงเวลาที่ร่างกายเปราะบางมาก ขณะที่บุคคลซึ่งเข้ามาช่วยกลับล่วงละเมิดด้วยการสัมผัสร่างกายอย่างไม่เหมาะสม ขณะที่เธอไม่สามารถปกป้องตัวเองได้

ล่าสุดนักแสดงสาวได้เข้าแจ้งความกับตำรวจและอยู่ระหว่างตรวจร่างกายโดยแพทย์นิติเวชเพื่อตรวจสอบหลักฐานทางกฎหมาย เธอยังย้ำว่า กำลังรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาดำเนินคดีอย่างจริงจัง พร้อมเปิดรับเบาะแสและความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากแฟนคลับและชาวเน็ตที่เข้ามาให้กำลังใจและเรียกร้องความเป็นธรรม สร้างกระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้หญิงในช่วงเปราะบาง 'คริสติน' ขอบคุณทุกกำลังใจที่ช่วยเธอผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9881330/

1 เมษายน ของทุกปี ถือเป็น “วันเลิกทาสไทย” จุดเปลี่ยนสังคมสยามสู่อิสรภาพ 'รัชกาลที่ 5' วางรากฐานเลิกทาส เปิดทางสู่ชีวิตใหม่ที่เสมอภาค

ทุกวันที่ 1 เมษายน ถือเป็น "วันเลิกทาสไทย" ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปอย่างลึกซึ้ง สู่เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลังการใช้กฎหมายสำคัญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วางระบบเลิกทาสอย่างเป็นระบบ

ก่อนหน้านั้น ระบบทาสในสังคมสยามเป็นโครงสร้างแรงงานและชนชั้นที่ผูกคนไว้กับนายนายและเจ้าขุนมูลนาย ไม่ว่าจะเป็นทาสที่เกิดจากความยากจน หนี้สิน หรือพ่อแม่ทาส ทำให้คนเหล่านี้ขาดความเป็นอิสระในชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไปด้วยพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท พ.ศ. 2417 ซึ่งกำหนดให้ค่าตัวลูกทาสลดลงตามอายุและเมื่อถึงวัยจะพ้นจากการเป็นทาส นับเป็นก้าวสำคัญที่ประวัติศาสตร์ไทยเริ่มปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเสรีภาพมนุษย์

วันเลิกทาสไทยไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่แสดงถึงความสำเร็จในการปฏิรูปสังคมสยามให้หลุดพ้นจากระบบเดิมที่กดทับสิทธิเสรีภาพ พร้อมทั้งสะท้อนความเป็นผู้นำที่ทรงวิสัยทัศน์และรอบคอบของ 'รัชกาลที่ 5' ที่เลือกใช้สันติวิธีและการเปลี่ยนแปลงจากภายใน

การเลิกทาสเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อโครงสร้างสังคมไทยและเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศสู่รัฐสมัยใหม่ ปัจจุบันวันที่ 1 เมษายนจึงควรถูกจดจำในฐานะวันแห่งเสรีภาพและความเป็นไท ซึ่งสะท้อนบทเรียนคุณค่าของเสรีภาพและศักดิ์ศรีมนุษย์ที่ได้รับจากอดีต

ที่มา : http://www.ttc.ops.go.th/?p=3672

29 มีนาคม 2493 วันถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระราชพิธีใหญ่แห่งแผ่นดิน ณ ท้องสนามหลวง รวมใจคนไทย ในความอาลัยร่วมกัน


เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2493 เป็นวันสำคัญของไทยที่จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของ

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล หรือ รัชกาลที่ 8 ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง

พระราชพิธีสูงสุดเพื่อส่งเสด็จพระมหากษัตริย์สู่สวรรคาลัยอย่างสมพระเกียรติ

รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตเมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489

และในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2493 ถือเป็น "วันพิธีแกนกลาง" ของพระราชพิธีถวายพระเพลิง

ที่มีการอัญเชิญพระบรมโกศจากพระบรมมหาราชวังไปยังพระเมรุมาศ

และการประกอบพิธีถวายพระเพลิงตามขัตติยราชประเพณี

บรรยากาศในวันนั้นเต็มไปด้วยความสงบ สำรวม และความอาลัยร่วมกัน

มีผู้คนมากมายเฝ้ารอชมกระบวนอัญเชิญในแต่ละช่วง

พร้อมด้วยฝ่ายราชสำนัก ข้าราชการ และผู้แทนจากนานาประเทศร่วมในพิธีการสำคัญ

พระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของราชประเพณีที่สะท้อน

คติความเชื่อแบบไทยที่ผสมผสานพุทธกับพราหมณ์

แสดงถึงพิธีส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยตามความเชื่อดั้งเดิม

วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่รวมความอาลัยของประชาชนและพิธีกรรมรัฐ

ปิดฉากรัชสมัยรัชกาลที่ 8 อย่างสมบูรณ์ตามพิธีการ

และเป็นหมุดหมายในประวัติศาสตร์ไทยที่ถูกจดจำจนถึงปัจจุบัน

28 มีนาคม 2451 รำลึกวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ผู้อุปถัมป์ตึกจักรพงษ์จุฬาฯ ศูนย์รวมกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2451 เป็นวันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, พระราชโอรสในราชสกุลจักรพงษ์ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการก่อกำเนิดและพัฒนาตึกจักรพงษ์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงประทานเงิน 20,000 บาทเพื่อสร้าง “สโมสรสถาน” สำหรับนิสิตและคณาจารย์ เพื่อเป็นที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกัน ตึกนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2476 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ 2 ชั้น และมีตราสัญลักษณ์ราชสกุลจักรพงษ์ปรากฏที่หน้าจั่ว อาคารนี้จึงไม่เพียงเป็นที่ทำกิจกรรม แต่ยังเป็นอนุสรณ์แด่พระบิดาของพระองค์ด้วย

พัฒนาการของตึกจักรพงษ์เริ่มจากสโมสรนิสิตและคณาจารย์ กลายเป็นที่ทำการของสโมสรนิสิตจุฬาฯ และพื้นที่ทำกิจกรรมชมรมต่างๆ ก่อนปรับเป็นหอประวัติจุฬาฯ ในปี พ.ศ. 2531 ที่รวมทั้งนิทรรศการและวัตถุพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย

ในปี พ.ศ. 2496 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงประทานเงินเพิ่มอีก 200,000 บาท เพื่อบูรณะและต่อเติมอาคารให้รองรับกิจกรรมนิสิตได้มากขึ้น โดยยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์เดิม การรำลึกในวันนี้จึงไม่เพียงสะท้อนวันเกิด แต่เป็นการระลึกถึงผู้ให้ที่ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมและการศึกษาไว้ในจุฬาฯ

"ตึกจักรพงษ์ไม่ใช่แค่สโมสร

แต่เป็นอนุสรณ์และแหล่งเรียนรู้

ที่เชื่อมโยงอดีตกับอนาคต

ในรั้วมหาวิทยาลัย" จุฬาฯ กล่าวไว้เช่นนั้น

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C?utm_source=chatgpt.com


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top