Tuesday, 28 July 2026
TODAY SPECIAL

19 มีนาคม 2534 ในหลวง ร. 9 มีพระราชดำริทำฝายในลำน้ำปาย ก่อกำเนิด 4 โครงการชลประทาน จ.แม่ฮ่องสอน ทอดพระเนตรโครงการน้ำ-เกษตร ชี้แนวทางอนุรักษ์พันธุ์ปลา

วันนี้เมื่อ 34 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินจากเรือนประทับแรม ศูนย์พัฒนาปางตอง โครงการตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปยังศูนย์โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปาย ตามพระราชดำริ ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ทั้ง 3 พระองค์ทรงพระดำเนินไปทอดพระเนตรกิจกรรมของสำนักงานประมงน้ำจืดจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ โครงการเพาะขยายพันธุ์เขียดแลว ซึ่งได้ทดลองการเพาะขยายพันธุ์เขียดแลวโดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติและโดยวิธีผสมเทียม นอกจากนั้น ยังได้ดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีถิ่นอาศัยในแม่น้ำปาย ได้แก่ ปลาพลวงหิน ปลาช่อนงูเห่า ปลาสะแงะ ปลากดหัวเสียม ปลาหม่นสร้อย และปลาสลาด ตลอดจนหาวิธีแพร่ขยายพันธุ์ปลาดังกล่าวเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนของราษฎรท้องถิ่นในอนาคต
จากนั้น ทอดพระเนตรแผนงานโครงการปรับปรุงพันธุ์โค พันธุ์สัตว์ปีก พันธุ์แพะ โครงการฝึกอบรมเกษตรด้านการเลี้ยงสัตว์ โครงการธนาคารโค – กระบือ และโครงการปรับปรุงพืชอาหารสัตว์ เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรแปลงขยายพันธุ์โครงการปลูกกุหลาบตามพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศูนย์ประสานงานโครงการตามพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อทอดพระเนตรงานของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ เรือนเพาะชำกล้าไม้ และแปลงรวบรวมและศึกษาพันธุ์แมคคาเดเมียนัท ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ปลูกพืชไร่ล้มลุกอื่นๆ แซมระหว่างแถวแมคคาเดเมีย ซึ่งจะทำให้บริเวณนั้นสวยงามมากขึ้น และเมื่อทรงทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ทรงรับสั่งให้กรมชลประทานหาน้ำมาให้ และเมื่อมีน้ำพอเพียงแล้วให้กรมวิชาการเกษตรนำไม้ผลไปปลูกบริเวณเชิงเขาด้วย จะทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมกันนี้ทรงขอให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการให้เป็นตัวอย่างแก่หน่วยงานราชการอื่น และเกษตรกรต่อไป จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปลูกต้นมะคาเดเมีย ไว้หนึ่งต้นด้วย

จากนั้นทอดพระเนตรงานกรมพัฒนาที่ดิน ได้แก่ วิธีอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นลาดเขาโดยวิธีทางพืช กับแผนที่แสดงชุดดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังริมฝั่งแม่น้ำปาย ในโอกาสนี้ พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการก่อสร้างฝายทดน้ำในลำน้ำปาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการทดน้ำขึ้นระดับสูง โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าพลังน้ำทั้งทางด้านฝั่งขวาและฝั่งซ้ายของลำน้ำ เพื่อสูบน้ำขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการเร่งรัดการปลูกป่าทดแทนบนภูเขาบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็กตามพระราชดำริต่าง ๆ ในบริเวณนั้น
นอกจากนั้น ฝายดังกล่าวยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้งานภายในศูนย์ท่าโป่งแดง ตลอดจนใช้ในกิจกรรมสูบน้ำส่งขึ้นไป บนพื้นที่สูง

ต่อจากนั้นได้ เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาล่วงหน้า พร้อมด้วยในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อทอดพระเนตรกิจกรรมของกลุ่มศิลปาชีพ ตลอดจนทรงเยี่ยมราษฎรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ ณ บริเวณนั้น ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานถุงของขวัญแก่นายอำเภอและหัวหน้ากิ่งอำเภอ เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ราษฎรที่ยากจนต่อไป

*หมายเหตุ ในวันที่ 19 มีนาคม 2534 แนวพระราชดำริที่พระราชทานให้กับกรมชลประทานนั้นทำให้เกิดโครงการชลประทานเพิ่มอีก 4 โครงการคือ
1)ฝายแม่สร้อยเงินพร้อมระบบส่งน้ำบ้านนาป่าแปก 2) ฝายบ้านห้วยเดื่อ 3) อ่างเก็บน้ำนากระจงบ้านห้วยเดื่อ 4) ฝายแก่นฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ ตําบลห้วยโป่ง

16 มีนาคม 1926 ‘โรเบิร์ต ก็อดเดิร์ด’ ทดสอบจรวดลำแรกของโลก ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก บินสั้นแต่เปลี่ยนยุคอวกาศ จากทุ่งโล่งสู่ดาวเทียมและยานสำรวจ

วันประวัติศาสตร์ “จรวดเชื้อเพลิงเหลว” ลำแรกของโลกพุ่งขึ้นฟ้า — จุดเริ่มยุคอวกาศสมัยใหม่
วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ว่าเป็นวันที่มนุษยชาติ “ก้าวข้ามข้อจำกัดของจรวดแบบเดิม” เมื่อ โรเบิร์ต เอช. ก็อดดาร์ด (Robert H. Goddard) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ยิงทดสอบ จรวดเชื้อเพลิงเหลว สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก แม้การบินจะกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีและสูงแค่ระดับ “บ้านสองชั้น” แต่ความหมายของมันใหญ่กว่านั้นมาก—เพราะมันคือประตูบานแรกของเทคโนโลยีจรวดสมัยใหม่ที่พาโลกไปสู่ยุคดาวเทียม ยานอวกาศ และการสำรวจจักรวาล


ทำไม “เชื้อเพลิงเหลว” ถึงเปลี่ยนเกม
ก่อนหน้าก็อดดาร์ด จรวดที่คนรู้จักส่วนใหญ่ใช้ เชื้อเพลิงแข็ง (เช่น ดินปืน) ซึ่งให้แรงขับได้ก็จริง แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือ ควบคุมได้ยาก และ ประสิทธิภาพไปได้ไม่ไกล พูดง่าย ๆ คือ “จุดแล้ววิ่ง” เปลี่ยนไม่ได้มากนักระหว่างทาง
แต่แนวคิดของก็อดดาร์ดต่างออกไป เขาเชื่อว่า ถ้าจะสร้างจรวดที่ไปได้ไกลพอสำหรับชั้นบรรยากาศสูง ๆ หรือแม้แต่อวกาศ จำเป็นต้องใช้ระบบที่ ปรับการจ่ายเชื้อเพลิงได้ และ ควบคุมแรงขับได้ ซึ่งเชื้อเพลิงเหลวตอบโจทย์นั้น เพราะสามารถ “ไหลเข้าเครื่องยนต์” ได้ตามอัตราที่กำหนด ทำให้ควบคุมพลังและการเผาไหม้ได้ละเอียดกว่า


จรวดลำแรกหน้าตาไม่เหมือนในหนัง
การยิงทดสอบในวันนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่โล่งชนบทของรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ จรวดของก็อดดาร์ดไม่ใหญ่โต ไม่สง่างามแบบจรวดยุคใหม่ และยังมีการจัดวางที่คนปัจจุบันเห็นแล้วอาจงง—เพราะเขาออกแบบให้ เครื่องยนต์อยู่ด้านบน ขณะที่ถังเชื้อเพลิงและออกซิไดเซอร์อยู่ด้านล่าง เพื่อช่วยเรื่องเสถียรภาพตามความเข้าใจในเวลานั้น


เชื้อเพลิงที่ใช้เป็น น้ำมันเบนซิน และตัวช่วยเผาไหม้สำคัญคือ ออกซิเจนเหลว (LOX) ซึ่งเป็นหัวใจของจรวดเชื้อเพลิงเหลว เพราะทำให้จรวด “พกอากาศ” ไปเผาไหม้เองได้ ไม่ต้องพึ่งออกซิเจนจากภายนอกเหมือนเครื่องยนต์ทั่วไป
บินแค่ “สั้น ๆ” แต่พิสูจน์ว่าไปต่อได้


ผลการทดสอบครั้งแรกนั้นสั้นมาก—ใช้เวลาประมาณ 2–3 วินาที สูงราว ไม่กี่สิบฟุต และตกลงไม่ไกลจากจุดยิง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือ “มันบินได้จริง” และที่สำคัญคือบินด้วย ระบบเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังไม่เคยทำได้มาก่อน
ในแง่วิศวกรรม นี่คือการพิสูจน์พร้อมกันหลายเรื่อง:
การจ่ายเชื้อเพลิงเหลวเข้า “ห้องเผาไหม้” ทำงานได้
การจุดระเบิดและการเผาไหม้คุมได้พอให้เกิดแรงขับต่อเนื่อง
โครงสร้าง ระบบท่อ วาล์ว และการจัดการของเหลวที่อันตรายอย่างออกซิเจนเหลว “พอใช้งานจริง”
เมื่อพิสูจน์ได้ว่า “หลักการถูกต้อง” ขั้นต่อไปก็ไม่ใช่คำถามว่า “ทำได้ไหม” แต่กลายเป็น “ทำให้ใหญ่ขึ้น เสถียรขึ้น ไปได้ไกลขึ้นอย่างไร”
จากทุ่งโล่งสู่ยุคดาวเทียม: ผลสะเทือนที่ยาวนาน


เหตุผลที่ 16 มีนาคม 1926 สำคัญมาก เพราะเทคโนโลยีจรวดเชื้อเพลิงเหลวคือรากฐานของแทบทุกอย่างที่ตามมา:
จรวดส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจร
ยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์และดาวเคราะห์
เทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน
หากไม่มี “ก้าวเล็ก ๆ” วันนั้น โลกอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีหลักฐานชัดว่าเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลวใช้งานได้จริง และเส้นทางสู่ยุคอวกาศอาจช้าลงไปอีกหลายสิบปี


บทสรุป: 2.5 วินาทีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
16 มีนาคม 1926 คือวันแห่ง “การเริ่มต้น” อย่างแท้จริง—ไม่ใช่ความยิ่งใหญ่แบบภาพจรวดทะยานขึ้นฟ้าพร้อมเสียงกึกก้อง แต่เป็นชัยชนะของความคิด วิศวกรรม และความกล้าลองของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ที่ทำให้มนุษย์รู้ว่า “เราสร้างเครื่องมือพาออกจากโลกได้จริง”
.
ที่มา : https://www.nextwider.com/robert-goddard-first-liquid-fueled-rocket/

13 มีนาคม ของทุกปี “วันช้างไทย” รำลึกสัตว์คู่แผ่นดิน ชวนคนไทยร่วมอนุรักษ์ ยกระดับสวัสดิภาพช้างอย่างจริงจัง ย้ำช้างไม่ใช่พร็อพท่องเที่ยว

(13 มี.ค. 69) ทุกวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี คือ "วันช้างไทย" ซึ่งเป็นวันรำลึกและตระหนักถึงคุณค่าของช้างในฐานะสัตว์คู่แผ่นดินและสัญลักษณ์สำคัญของชาติ งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนไทยหันมาคิดจริงจังเกี่ยวกับการอนุรักษ์และสวัสดิภาพของช้างทั้งในธรรมชาติและในพื้นที่เลี้ยงดู

"วันช้างไทย" ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 โดยเลือกวันที่ 13 มีนาคม เพื่อสะท้อนถึงสถานะแห่งชาติของช้างและส่งเสริมการอนุรักษ์ในภาพรวมที่ยั่งยืน

ช้างในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญทั้งในประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับช้างอย่างแนบแน่น ทว่า พื้นที่ป่าที่หายไปทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าอย่างรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกัน ช้างบ้านจำนวนไม่น้อยยังเผชิญภาวะทำงานหนักและขาดการดูแลที่เหมาะสม

วันช้างไทยจึงไม่ใช่แค่วันที่จัดกิจกรรมสนุกสนาน แต่เป็นวันที่ชวนให้สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานด้านสวัสดิภาพ และเรียกร้องการดูแลช้างอย่างจริงจัง รวมถึงความรับผิดชอบต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ไม่สร้างความเครียดให้ช้าง "เราควรสนับสนุนรูปแบบท่องเที่ยวที่ช้างอยู่ได้จริง" เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์

นอกจากนี้ คนทั่วไปยังช่วยได้ด้วยการเลือกสนับสนุนสถานที่ท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับช้าง และสนับสนุนองค์กรที่ทำงานเพื่อช้างอย่างโปร่งใส รวมถึงการแชร์ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อลดพฤติกรรมที่ทำให้ "การทรมานช้าง" กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_16200?utm_source=chatgpt.com

10 มีนาคม 2539 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “สมเด็จย่า” ณ ท้องสนามหลวง ประชาชนร่วมถวายอาลัยทั่วประเทศ วันแห่งความอาลัยของคนทั้งแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2539 มีการประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ "สมเด็จย่า" ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง โดยประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมถวายความอาลัยอย่างล้นหลามในพิธีสำคัญระดับชาติครั้งนี้

"สมเด็จย่า" เป็นพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และ 9 ทรงมีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษา การแพทย์ และการพัฒนาชีวิตคนชายขอบ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อ 18 กรกฎาคม 2538 ด้วยพระชนมายุ 94 พรรษา

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพประกอบด้วยพิธีทางพระพุทธศาสนา พิธีหลวง และริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมศพที่ประณีต พร้อมกับความสงบ สุขุม และความรู้สึกสูญเสียร่วมของประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ สื่อสมัยนั้นรายงานว่ามีคนมาร่วมจำนวนหลักแสน

"พระเมรุมาศ" สถาปัตยกรรมชั่วคราวอันงดงามที่ตั้งอยู่ ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลและเขาพระสุเมรุ ตามคติความเชื่อไทย-พุทธ-พราหมณ์ เพื่อส่งเสด็จสมเด็จย่าสู่สวรรคาลัยอย่างสมพระเกียรติ

เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าพิธีกรรมทางราชประเพณี แต่สะท้อนความผูกพันของประชาชนต่อพระกรณียกิจของสมเด็จย่าและเป็นหมุดหมายของความทรงจำในประวัติศาสตร์ชาติไทย

8 มีนาคม ของทุกปี “วันสตรีสากล” International Women’s Day ยกย่องความสำเร็จผู้หญิงทุกมิติ เปิดพื้นที่ให้เสียงผู้หญิงดังขึ้น หยุดความรุนแรง หยุดการเลือกปฏิบัติ

(8 มี.ค. 69) วันสตรีสากล หรือ International Women’s Day ถูกกำหนดให้เป็นวันที่ระลึกขบวนการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวในต้นศตวรรษที่ 20 และเน้นย้ำถึงความสำเร็จของผู้หญิงในทุกด้าน ทั้งสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง พร้อมสร้างเวทีเพื่อส่งเสียงเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอย่างต่อเนื่อง

สหประชาชาติได้รับบทบาทสำคัญในการผลักดันวันสตรีสากลขึ้นเป็นเวทีระดับโลก โดยเริ่มเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1970s และปี 2026 นี้มีธีมหลักว่า "Rights. Justice. Action. For ALL women and girls." หมายถึง "สิทธิ" ต้องถูกบังคับใช้จริง มีความยุติธรรม และต้องมีการลงมือทำเพื่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทุกคนโดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

วันสตรีสากลไม่ใช่แค่วันแห่งคำขวัญหรือการมอบดอกไม้ แต่เป็นวันที่สังคมต้องช่วยกันตรวจสอบความเป็นจริง เช่น ผู้หญิงยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสและความปลอดภัยหรือไม่ กฎหมายและระบบร้องเรียนความรุนแรงทำงานได้จริงหรือไม่ และพื้นที่ต่าง ๆ อย่างบ้าน โรงเรียน และที่ทำงาน มีความปลอดภัยและเป็นธรรมต่อทุกเพศหรือยัง

ในบริบทของประเทศไทย 8 มีนาคมไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่หน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ มักจัดกิจกรรมรณรงค์ เช่น เวทีเสวนา นิทรรศการ และแคมเปญเกี่ยวกับสิทธิและความปลอดภัยในที่ทำงาน เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศและลดการเลือกปฏิบัติในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/womens-day?

6 มีนาคม 2502 พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9 เสด็จฯ เยี่ยม “พสกนิกรภาคใต้” ครั้งแรก เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย หมุดหมายสำคัญของการเสด็จเยี่ยมราษฎร

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2502 เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ 'รัชกาลที่ 9' และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ การเยี่ยมเยือนนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนโดยหอภาพยนตร์แห่งประเทศไทย

หอภาพยนตร์เผยแพร่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกเส้นทางการเสด็จฯ ครอบคลุมจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ ได้แก่ นครปฐม ชุมพร พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี โดยเริ่มเดินทางจากสถานีสวนจิตรลดาด้วยรถไฟ การเสด็จครั้งนี้จึงสะท้อนมิติทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันในทริปเดียว

จังหวัดต่าง ๆ อย่างสงขลาและระนอง ยังคงรำลึกถึงเหตุการณ์ในปี 2502 อย่างต่อเนื่องโดยจัดทำสื่อและพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง อาทิ "Royal Initials Rocks" ที่จารึกพระปรมาภิไธยย่อบนก้อนหินเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสด็จฯ

หลักฐานการเสด็จฯ นี้ยังถูกรวบรวมเป็นหนังสือโดยสำนักพระราชวังที่ได้รับการบรรณานุกรมและเก็บรักษาในห้องสมุดหลายแห่ง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความสำคัญของเหตุการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน

กล่าวโดยสรุป วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2502 คือวันเปิดทริปประวัติศาสตร์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของ 'รัชกาลที่ 9' ในการเยี่ยมเยือนพสกนิกรภาคใต้ ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนและแวดวงประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=EEGmN902AxE

7 มีนาคม 2494 รำลึกวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ‘สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร’ อธิบดีกรมสาธารณสุขคนแรก ผู้แยกหน้าที่ 'แพทย์-เภสัชกร' ตามแบบแผนที่ถูกหลัก

วันสิ้นพระชนม์ “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร” บุคคลสำคัญของราชการแผ่นดินและงานสาธารณสุขไทย

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2494 เป็นวันสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 และบุคคลสำคัญในงานราชการและสาธารณสุขไทย พระองค์ได้จากโลกไปขณะที่มีพระชนมายุ 65 ปี ณ วังถนนวิทยุ กรุงเทพมหานคร

พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก เช่น คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และประธานองคมนตรี ในช่วงเวลาปลายพระชนมชีพ สื่อและองค์กรการศึกษามักระลึกถึงพระองค์ในฐานะ "ศูนย์รวมงานระบบ" ที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงของกลไกบ้านเมือง

ในอีกมิติหนึ่ง พระองค์ทรงมีบทบาทเด่นในด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นผู้ผลักดันและจัดระบบด้านบุคลากร การศึกษา และบริหารสาธารณสุข เพื่อยกระดับงานนี้สู่ระบบสมัยใหม่ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

การรำลึกถึงวันที่ 7 มีนาคม จึงไม่ใช่แค่การรำลึกถึงบุคคลเพียงคนเดียว แต่ยังสะท้อนบทบาทของผู้ประคองระบบราชการและสาธารณสุข รวมทั้งมรดกความคิดและแนวทางบริหารที่จะส่งผลต่อโครงสร้างงานราชการในยุคต่อไป

วันสำคัญนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาของประเทศผ่านบุคคลผู้ทำงานในระดับโครงสร้าง ที่แม้ผลงานจะไม่โดดเด่นในข่าวรายวัน แต่มีอิทธิพลยาวไกลต่อสังคมไทย

ที่มา : https://shorturl.asia/RL60U

5 มีนาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันนักข่าว’ หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันสถาปนาสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ยกย่องข่าวดีเด่น ภาพข่าวเด่น จุดประกายประโยชน์สังคม

วันนักข่าว หรือวันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ในประเทศไทยตรงกับวันที่ 5 มีนาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันสถาปนาสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันคือสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2498

‘วันนักข่าว’ หรือ ‘วันสื่อสารมวลชนแห่งชาติ’ ตรงกับวันที่ 5 มีนาคมของทุกปี ก่อตั้งโดย สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2498 และนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย สมัยนั้นคือ นายโชติ มณีน้อย เป็นนักข่าวรุ่นบุกเบิก ก่อตั้งลงนามร่วมกับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รวม 16 ฉบับ

‘วันนักข่าว’ ทำให้สมาชิก และผู้ที่อยู่ในวงการแวดวงข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และสื่อทุกช่องทาง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของข่าวสาร มีการมอบรางวัลนักข่าวดีเด่น ภาพข่าวดีเด่น และข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ที่จุดประกายต่อยอดเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ได้ถือเอาวันที่ 5 มีนาคม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 เป็นวันหยุดงานประจำปี โดยวันที่ 4 มีนาคมจะเป็นวันนัดร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี เพื่อให้วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดนัดเฉลิมฉลองสังสรรค์ จัดที่ ณ ที่ทำการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย อาคาร 8 ถนนราชดำเนิน

รายชื่อ 16 หนังสือพิมพ์ที่ร่วมลงนามก่อตั้งวันนักข่าว ประกอบด้วย 1. หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์, 2. หนังสือพิมพ์ข่าวพาณิชย์, 3. หนังสือพิมพ์ข่าวสยาม, 4. หนังสือพิมพ์ซินเสียง, 5. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, 6. หนังสือพิมพ์ตงฮั้ว, 7. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, 8. หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย, 9. หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย, 10. หนังสือพิมพ์หลักเมือง, 11. หนังสือพิมพ์ศิรินคร, 12. หนังสือพิมพ์สยามนิกร, 13. หนังสือพิมพ์สยามรัฐ, 14. หนังสือพิมพ์สากล, 15. หนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ และ16. หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

ที่มา : https://www.thaipbs.or.th/news/content/337717

3 มีนาคม 2569 “วันมาฆบูชา” วันเพ็ญเดือน 3 ชาวไทยเวียนเทียน วันหยุดแห่งศรัทธาและสติ ประตูสู่ความสงบที่เริ่มได้จากเรื่องเล็กในบ้าน

(3 มี.ค. 69) วันมาฆบูชา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ในปี 2569 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยทั่วประเทศร่วมกันเวียนเทียนและทำบุญในหลายวัด ตั้งแต่เช้าจรดค่ำกิจกรรมหลักคือทำบุญตักบาตร ฟังธรรม และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ

ในวันมาฆบูชาเป็นการระลึกเหตุการณ์ "จาตุรงคสันนิบาต" หรือการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 ที่เกิดขึ้นโดยมิได้นัดหมาย มีพระภิกษุ 1,250 รูปที่เป็นพระอรหันต์และได้รับการบวชโดยตรงจากพระพุทธเจ้ามารวมกันในวันเพ็ญเดือน 3 พระพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งเป็นสรุปคำสอนฉบับย่อที่ชาวพุทธถือเป็นแกนกลางของคำสอน

คำสอนสำคัญสั้น ๆ ที่คนไทยจดจำและใช้เป็นเข็มทิศชีวิตคือ "ไม่ทำชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส" ซึ่งครอบคลุมทั้งพฤติกรรม การกระทำ และการฝึกจิตใจให้สงบจากความโกรธ โลภ หลง

วันมาฆบูชาถูกนับตามปฏิทินจันทรคติ และอาจเลื่อนไปมาในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมในบางปีที่เป็นปีอธิกมาส แต่ความหมายที่แท้จริงของวันสำคัญนี้คือโอกาสที่ชาวพุทธจะหยุดคิดและเติมเต็มใจของตน โดยมีกิจกรรมตั้งแต่การทำบุญ ฟังธรรม สมาทานศีล เจริญภาวนา และเวียนเทียน

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกไปวัด สามารถทำมาฆบูชาให้มีความหมายได้โดยการงดทำสิ่งที่ทำร้ายใจ ทำความดีหนึ่งอย่างอย่างตั้งใจ และให้เวลาตนเองในการนั่งสมาธิหรืออ่านคำสอนสั้น ๆ เพื่อฟื้นฟูใจให้เบาสงบ

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%86%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2

2 มีนาคม 2477 รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ ขณะประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ เปิดทางสู่ยุคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เอกสารการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ 'รัชกาลที่ 7' ทรงสละราชสมบัติ ณ Knowle House ประเทศสหราชอาณาจักร เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพราะเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่ครองราชย์ทั้งก่อนและหลังระบบรัฐธรรมนูญเริ่มต้นขึ้น

เอกสารพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติระบุปี 2477 ตามระบบขึ้นปีใหม่แบบเดิม คือวันที่ 1 เมษายน ทำให้เดือนมกราคมถึงมีนาคมอยู่ในปีเดิม แต่หากเทียบกับระบบปัจจุบันซึ่งขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม จะตรงกับปี 2478

ยุคนั้นไทยเพิ่งเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ การเมืองช่วงตั้งไข่เต็มไปด้วยความขัดแย้งร้อนแรง 'รัชกาลที่ 7' ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ แต่ไม่ประสงค์ยกอำนาจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรงเลือกสละราชสมบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนและความสูญเสียของชาติ

จากพระราชหัตถเลขา ทรงกล่าวไว้ว่าทรงเต็มใจสละอำนาจให้ "ประชาราษฎรโดยทั่วไป" แต่ไม่ทรงยอมให้อำนาจสิทธิขาดตกอยู่กับบุคคลหรือคณะใด

หลังสละราชสมบัติ สภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์เป็น 'รัชกาลที่ 8' ซึ่งขณะนั้นยังเด็ก ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบอบรัฐธรรมนูญเดินหน้า และสถาบันทางการเมืองใหม่มีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1746


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top