Wednesday, 29 July 2026
TODAY SPECIAL

3 มกราคม 2458 จุดเริ่ม “มหาวิทยาลัยของชาวสยาม” รัชกาลที่ 6 ทรงวางศิลาฤกษ์ “โรงเรียนข้าราชการพลเรือน” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย’ ในปัจจุบัน

(3 ม.ค. 58) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงวางศิลาฤกษ์พระฤกษ์โรงเรียนข้าราชการพลเรือนที่ปทุมวัน

ซึ่งต่อมาคือมหาวิทยาลัยสมัยใหม่แห่งแรกของไทย

 

พิธีจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติโดยมีการตั้งกองทหารมหาดเล็กกองเกียรติยศ

และเสียงแตรวงบรรเลงสรรเสริญพระบารมีรับเสด็จ

พระองค์ทรงเผยว่า "รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริจะตั้งมหาวิทยาลัยของชาวสยาม

และผมถือว่าการสร้างสถาบันนี้เป็นภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ"

 

โรงเรียนข้าราชการพลเรือนซึ่งเริ่มจากโรงเรียนมหาดเล็ก

ถูกพัฒนาสู่การเป็นแหล่งผลิตบุคลากรที่มีความรู้และคุณธรรมสำหรับรัฐ

และพื้นที่ปทุมวันกลายเป็นเมืองมหาวิทยาลัยกลางกรุง

 

วันที่ 26 มี.ค. 2460 สถาบันนี้ได้รับการยกระดับเป็นเป็น

'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย' ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยสมัยใหม่

การวางศิลาฤกษ์เมื่อ 3 ม.ค. จึงเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศผ่านการสร้างคน

ที่มา : https://www.cuartculture.chula.ac.th/news/6098/

2 มกราคม 2488 ระเบิดสะเทือนสะพานพระราม 6 วันที่สงครามโลกบินมาลงกลางเจ้าพระยา ระเบิดจากเครื่องบิน สะพานรถไฟสายใต้ถูกลอบโจมตี ทำลายเส้นเลือดยุทธศาสตร์ญี่ปุ่น

(2 ม.ค. 88) เช้าวันที่ 2 มกราคม 2488 สะพานพระราม 6 ในกรุงเทพฯ ถูกทิ้งระเบิดโดยเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงโครงเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เป็นเส้นเลือดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อเส้นทางรถไฟสายใต้ของไทยไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างและการเดินรถไฟสายใต้ต้องหยุดชะงัก

ฝ่ายสัมพันธมิตรมองประเทศไทยไม่ใช่ประเทศกลางทาง แต่เป็นฐานลำเลียงสำคัญของกองทัพญี่ปุ่นในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงวางแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ลำเลียงทหารและเสบียง โดยสะพานพระราม 6 กลายเป็นเป้าหมายที่ห้ามพลาดเพื่อทำลายเส้นทางลำเลียงนี้

ตามข้อมูลและภาพรวม เหตุการณ์นั้นทำให้การลำเลียงทหารและยุทธปัจจัยของญี่ปุ่นช้าลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกันนั้นยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนกรุงเทพฯรับรู้และสัมผัสสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างแท้จริง ด้วยเสียงระเบิดและความเสียหายรอบบริเวณสะพาน พร้อมมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

หลังสงครามสิ้นสุด สะพานพระราม 6 ได้รับการซ่อมแซมและกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ความทรงจำวันที่ 2 มกราคม 2488 ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจว่ากรุงเทพฯ เคยเป็นสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสะพานเหล็กแห่งนี้คือพยานเงียบที่ยืนยันถึงบทบาทสำคัญของเมืองหลวงในเหตุการณ์ระดับโลกนี้

"เวลารถไฟวิ่งข้ามสะพาน หรือรถยนต์ลอดใต้โครงเหล็กนี้ ลองหยุดคิดสักครู่ คุณอาจได้ยินเสียงในอดีตที่สะท้อนถึงสงครามและความเปลี่ยนแปลงของเมือง" ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตในเมืองหลวงของเรา

ที่มา : https://url-shortener.me/5PWP

1 มกราคม 2484 ไทยลุยปีใหม่สากล จุดเปลี่ยนปฏิทินชาติ วันแรกที่ไทยเลิกขึ้นปีใหม่กลางเมษา วันไทยหันหน้าเข้าหาโลก เลิกนับปีใหม่ที่สงกรานต์มาขึ้นปีใหม่พร้อมสากล

เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประเทศไทยประกาศใช้วันปีใหม่ตามปฏิทินสากล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาปฏิทินแบบ 1 มกราคมกลายเป็นมาตรฐานปีใหม่ราชการและระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านั้น ไทยนับวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ประมาณวันที่ 13-15 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงสำคัญของพิธีกรรมที่รวมถึงการทำบุญรดน้ำดำหัวและเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ อย่างชัดเจน แต่หลังปี 2484 ปีใหม่ในเชิงราชการบริหารประเทศและวัฒนธรรมเริ่มแยกกันชัดเจนระหว่าง

ปีใหม่สากลในเดือนมกราคม และปีใหม่ตามประเพณีสงกรานต์ในเดือนเมษายน โดยรัฐบาลยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายเร่งให้ประเทศทันสมัยด้วยการออกพระราชกำหนดปีปฏิทิน ผลักดันให้วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อเชื่อมประสานกับระบบโลก ลดความสับสนในงานราชการและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ปี 2483 ถือเป็นปีที่มีเพียง 9 เดือน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก 1 เมษายนเป็น 1 มกราคม ซึ่งส่งผลให้ปีนั้นเริ่มต้นที่ 1 เมษายน และสิ้นสุดที่ 31 ธันวาคม 2483 เท่านั้น จากนั้นเริ่มต้นปีใหม่สากลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2484

แม้ว่าการเปลี่ยนวันปีใหม่จะทำให้ไทยซิงค์กับมาตรฐานสากล แต่วัฒนธรรมสงกรานต์ก็ยังคงอยู่ในใจคนไทย โดยวันที่ 13-15 เมษายน กลายเป็นวันปีใหม่เชิงจิตใจ ปีที่เริ่มต้นของครอบครัวและวัฒนธรรมควบคู่กับการขึ้นปีใหม่ทางการในเดือนมกราคมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=1_%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2484

บิ๊กสุชัย แจงชัด!! ปัดข่าวยื่นอภัยโทษให้ 'มนัส' ไม่ช่วยอภัยโทษ แต่เปิดโอกาส “บิ๊กสุชัย” วอนมนัสใช้บทเรียนชีวิตสอนรุ่นน้อง เรียกร้องเปิดโอกาสให้กลับตัว

(31 ธ.ค. 68) 'บิ๊กสุชัย' ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง หลังมีกระแสข่าวคลาดเคลื่อนว่าเขาได้ยื่นขออภัยโทษให้กับ 'มนัส' อดีตนักกีฬาชื่อดัง โดยยืนยันว่าไม่เคยมีการดำเนินการในเรื่องนี้แต่อย่างใด

'บิ๊กสุชัย' ระบุว่าเขาจำเป็นต้องออกมาแก้ไขความเข้าใจผิดที่ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่ายทั้งตัวเอง วงการกีฬา และเยาวชนที่ติดตาม รวมถึงย้ำว่า "การอภัยโทษเป็นกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตนในกรณีนี้"

พร้อมแสดงความห่วงใย โดยกล่าวว่า "ทุกคนเคยผิดพลาดได้ แต่สิ่งสำคัญคือการยอมรับและปรับปรุงตัว หากสามารถกลับมาเป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยแนะนำและเตือนสติรุ่นน้อง ไม่ให้เดินซ้ำรอยเดิม ก็ถือว่าเป็นการคืนประโยชน์ให้สังคม"

นอกจากนี้ยังฝากถึงสื่อมวลชนให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอข่าว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และขอให้สังคมเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยพลาดพลั้งได้พิสูจน์ตัวเองอย่างสร้างสรรค์ในวงการกีฬาไทย

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/boxing/97239/?tbref=hp

 

31 ธันวาคม 2549 ปีใหม่ที่ไม่ได้มีแค่พลุ ย้อนคืนระเบิดป่วนกรุง เคาท์ดาวน์กรุงเทพฯจบด้วยเสียงไซเรน คดีไม่มีคำตอบ ผู้คนยังจดจำเหตุการณ์

คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 กรุงเทพมหานครถูกสั่นสะเทือนจากเหตุระเบิดหลายจุดทั่วเมือง ก่อนงานเคาท์ดาวน์ที่จะจัดขึ้น ส่งผลให้คืนสิ้นปีเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสับสนในหมู่ประชาชน

ระเบิดแรกเกิดขึ้นประมาณ 18.00 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แยกสะพานควาย ตลาดคลองเตย รวมถึงฝั่งชานเมืองอย่างซีคอนสแควร์และแคราย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ สร้างความวุ่นวายและทำลายภาพลักษณ์ความปลอดภัยของกรุงเทพฯ

หลังเคาท์ดาวน์ มีระเบิดเพิ่มอีก 2 จุดบริเวณย่านประตูน้ำและใกล้ห้าง CentralWorld ส่งผลให้ต้องยกเลิกหรือปรับลดขนาดงานปีใหม่ในหลายพื้นที่ ผู้ว่าฯ กทม.ขอให้ประชาชนนับถอยหลังปีใหม่แบบสั้น ๆ และรีบแยกย้ายกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย พร้อมย้ำ "นี่ไม่ใช่คืนแห่งความสุข แต่เป็นคืนที่ต้องระวัง"

เหตุการณ์นี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ สังคมตั้งคำถามและความสงสัยหลากหลายถึงแรงจูงใจ เบื้องหลังเหตุการณ์ยังเป็นปริศนาไม่เคยคลี่คลาย การจัดงานปีใหม่ในกรุงเทพฯ หลังจากนั้นจึงเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น การวางกำลังตำรวจทหารและตรวจสอบอย่างเข้มงวดกลายเป็นมาตรฐานใหม่

ภาพจำของคืนปีใหม่ 2549 ยังคงฝังลึกในใจผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ดังกล่าว และกลายเป็นบทเรียนสำคัญของการจัดงานเคาท์ดาวน์ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2549

30 ธันวาคม 2498 วันสุนทรภู่กลับบ้านเกิด วางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์กลางแกลง เปลี่ยนกวีในตำราให้ยืนเด่นบนผืนดินระยอง ประกาศกวีเอกเป็นสมบัติชาติ

(30 ธ.ค. 98) วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2498 รัฐไทยประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อยืนยันบทบาทของกวีเอกในฐานะบุคคลสำคัญของชาติ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่ทางกายภาพให้กับสุนทรภู่บนแผ่นดินจริง

ในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลไทยใช้วัฒนธรรมและสัญลักษณ์เป็นเครื่องมือสร้างชาติ การยกย่องบุคคลในประวัติศาสตร์และวรรณคดีเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความเป็นไทย สุนทรภู่จึงได้รับเลือกสร้างอนุสาวรีย์ ณ แกลง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและผลงานวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง เช่น นิราศเมืองแกลง

พิธีวางศิลาฤกษ์มีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นประธาน ด้วยพื้นที่กว่า 8 ไร่เพื่อสร้างเป็นอุทยานวรรณกรรม แต่โครงการนี้สะดุดชะงักไปนานจนกระทั่ง พ.ศ. 2511 จึงมีการฟื้นฟูและสร้างอนุสาวรีย์สมบูรณ์ในปี 2513 พร้อมด้วยรูปปั้นกวีและตัวละครวรรณกรรมพระอภัยมณีที่ช่วยเติมเต็มโลกกลอนสุนทรภู่

อนุสาวรีย์สุนทรภู่ในปัจจุบันกลายเป็นแลนด์มาร์กระดับจังหวัดระยองและสถานที่จัดงานวันสุนทรภู่ประจำปี อีกทั้งได้รับการยกย่องจากยูเนสโกใน พ.ศ. 2529 ว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลก สะท้อนว่ากวีเอกไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่คือเสาหลักทางจิตวิญญาณของชาติ

30 ธันวาคม จึงไม่ใช่แค่วันวางศิลาฤกษ์ธรรมดา แต่เป็นวันที่สุนทรภู่ "ถูกนำลงมาผูกโยงกับภูมิประเทศจริง" สร้างจุดหมายให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสวรรณกรรมอย่างจับต้องได้ และยืนยันว่า "กวีไม่ใช่แค่คนเขียนหนังสือ แต่คือเสาหลักทางจิตวิญญาณของชาติ" อย่างแท้จริง

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%88

29 ธันวาคม 2456 ไทยลุยบินครั้งแรก จุดเริ่มต้นบินไทย เครื่องบินไทยลำแรกขึ้นบินกลางกรุงเทพฯ นักบินไทย 3 นายฝึกบินจากฝรั่งเศส สนามม้าสระปทุมกลายเป็นสนามบินแรก

(29 ธ.ค. 56) วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยบินเครื่องบินของตัวเองเป็นครั้งแรกที่สนามม้าสระปทุม กลางกรุงเทพฯ นักบินไทยสามนายได้ทดสอบบินเครื่องบิน 8 ลำที่สั่งซื้อจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการบินไทยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านั้น วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2454 นักบินชาวเบลเยียม ชาร์ลส์ แวน เดน บอร์น ได้นำเครื่องบินปีกสองชั้นบินโชว์ต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้กองทัพบกมองเห็นความสำคัญของการบินและจัดตั้งแผนกการบินขึ้น พร้อมส่งนักบินไทย 3 นายไปฝึกที่ฝรั่งเศส และสั่งซื้อเครื่องบิน 8 ลำ

ในวันที่ 29 ธันวาคม 2456 นักบินไทยทั้งสามนายได้ทำการบินทดสอบเองครั้งแรก เครื่องบินค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นสนามบินสระปทุม สร้างความตื่นเต้นแก่ประชาชนที่มาชม และถือเป็นการเปิดศักราชการบินในประเทศไทย โดยสนามม้าสระปทุมถูกแปลงเป็นสนามบินชั่วคราว

หลังจากนั้น พื้นที่สนามม้าสระปทุมไม่เหมาะสำหรับขยายการบิน จึงย้ายไปที่ทุ่งดอนเมือง ซึ่งกลายเป็นสนามบินหลักและก่อกำเนิดกองทัพอากาศไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศ ช่วงเวลานี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุค "ยุทธศาสตร์ทางอากาศ" ของไทย

แม้วันการบินแห่งชาติในปฏิทินจะอยู่วันที่ 13 มกราคม แต่วันที่ 29 ธันวาคม 2456 คือวันที่คนไทยได้เริ่ม "เหาะได้" อย่างแท้จริง สะท้อนถึงความภูมิใจและการพัฒนาที่ต่อเนื่องของวงการการบินไทยจนถึงวันนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/royalthaiarmyRTA/posts/

28 ธันวาคมของทุกปี “วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” วันรำลึกวีรบุรุษชาติ พาแผ่นดินไทยลุกขึ้นจากซากสงคราม ฟื้นฟูบ้านเมือง เศรษฐกิจและศาสนา

(28 ธ.ค. 68) ทุกปีในวันที่ 28 ธันวาคม ไทยรำลึก "วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" วีรบุรุษผู้กู้ชาติ ที่ไม่ยอมปล่อยให้แผ่นดินไทยสิ้นไปพร้อมกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310

หลังกรุงแตก "พระยาตาก" หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไม่ได้หนีจากศึกสงครามแต่เลือกฝ่าด่านศัตรูมุ่งสู่เมืองจันทบุรี เริ่มสะสมกำลังพล อาวุธ และวางแผนกอบกู้ชาติจนกลับมาตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่ในวันที่ 28 ธันวาคม 2310

พระองค์ฟื้นฟูแผ่นดินที่แตกแยก รวบรวมหัวเมืองจากภาคกลางและภาคเหนือให้กลับเป็นหนึ่งเดียว พร้อมฟื้นเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากสงคราม และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางจิตใจของชาติ เพราะเชื่อว่า "ถ้าผู้คนหมดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ บ้านเมืองก็ยากจะกลับมายืนอย่างมั่นคงได้"

ทุกปีในวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หน่วยงานราชการจัดพิธีวางพวงมาลา และจัดกิจกรรมรำลึกที่กรุงธนบุรีและจังหวัดสำคัญต่าง ๆ ซึ่งตัวแทนของคนไทยได้ย้อนระลึกวีรบุรุษในอดีต พร้อมตั้งคำถามเตือนใจว่า "ถ้าประเทศต้องการเราในแบบของยุคนี้…เราพร้อมจะก้าวออกมาแค่ไหน?"

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงไม่ใช่แค่วันสำคัญ แต่เป็นการสะท้อนความกล้าหาญ ที่คนไทยยังต้องยึดถือเป็นต้นแบบเพื่อฟื้นฟูชาติในทุกวิกฤติที่เผชิญในยุคปัจจุบัน

ที่มา : https://www.dhr.go.th/post/publicity/503

27 ธันวาคม ของทุกปี วันจิตอาสา วันแห่งผู้อุทิศตน ทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม หลังคลื่นสึนามิปี 2547 วันที่พิสูจน์ว่าไทยไม่เคยทิ้งกัน

(27 ธ.ค. 67) วันที่ 27 ธันวาคมของทุกปีถูกจดจำเป็น "วันจิตอาสา" ของไทย ซึ่งเริ่มต้นหลังเหตุการณ์คลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ที่ทำลายฝั่งอันดามันและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก

เช้าวันนั้นตามด้วยวันที่ 27 ธันวาคมเป็นต้นมา คนไทยทั่วประเทศลุกขึ้นมาช่วยเหลือโดยไม่รอคำสั่ง ตั้งแต่รถนำของบริจาคไปลงพื้นที่ นักศึกษาลาหยุดเพื่อเป็นอาสาสมัคร จนถึงทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยลงพื้นที่เพื่อช่วยฟื้นฟูสังคม

ในโพสต์สื่อหลายแห่งมีข้อความว่า "เราต่างลุกขึ้นมาช่วยโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน" ซึ่งสะท้อนแก่นแท้ของจิตอาสา คือการใช้เวลาและแรงกายเพื่อช่วยสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน

วันจิตอาสาจึงถูกนิยามว่าเป็นวันของหัวใจที่รวมพลังคนธรรมดา แม้จะไม่ใช่วันหยุดราชการหรือวันสำคัญทางกฎหมาย แต่เป็นวันที่คนไทยเตือนใจถึงพลังของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

จากจิตอาสาในเหตุภัยพิบัติสู่การช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน เช่น สอนหนังสือ ดูแลผู้ป่วย ช่วยสัตว์จรจัด หรือใช้ทักษะเฉพาะทางเพื่อสังคม ทำให้วันนี้เป็นวันปลุกหัวใจอาสาที่สะท้อนถึงสปิริตของความเป็นไทยที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือกันเสมอ

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/social/99852/

26 ธันวาคม 2547 ครบรอบ 21 ปี ‘วันสึนามิ’ ถล่มไทย ย้อนมหันตภัยสึนามิคร่ากว่านับพัน เปลี่ยนชายฝั่งไทยตลอดกาล ก่อนลุกขึ้นสร้างระบบเตือนภัยอันดามัน

(26 ธ.ค. 47) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 คลื่นสึนามิจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด 9.1-9.3 แมกนิจูดถล่มชายฝั่งอันดามันของไทย เป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตกว่า 230,000 คนในภูมิภาคประเทศรอบมหาสมุทรอินเดีย ไทยได้รับผลกระทบรุนแรง มีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คนและบาดเจ็บสูญหายอีกจำนวนมาก

เหตุดังกล่าวเกิดจากแผ่นเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลียมุดตัวใต้แผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย ทำให้พื้นทะเลยกตัวอย่างรุนแรง ส่งคลื่นสึนามิถาโถมชายฝั่งสูงหลายเมตร รุนแรงในพื้นที่จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตลอดจนระนอง ตรัง และสตูล

ในวันนั้นน้ำทะเลลดอย่างผิดปกติ ประชาชนบางส่วนไม่ทันรับรู้ถึงอันตราย ก่อนคลื่นน้ำซัดเข้าทำลายบ้านเรือน ร้านค้า และแหล่งท่องเที่ยว กระทบเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนอย่างลึกซึ้ง “หลังเหตุการณ์สงบลง เราต้องลุกขึ้นสร้างระบบเตือนภัยสึนามิที่เข้มแข็ง” เป็นคำกล่าวสะท้อนจากการฟื้นฟูและเรียนรู้ของไทย

หลังจากภัยครั้งนั้น รัฐบาลและองค์กรต่างๆ ร่วมกันสร้างระบบเตือนภัย ติดตั้งเสาสัญญาณเตือนภัยและแผนอพยพหนีภัย มีการจัดซ้อมแผนป้องกันอยู่เป็นประจำ ความรู้และการตระหนักรู้เรื่องสึนามิเพิ่มขึ้นในชุมชนชายฝั่ง

ทุกปีในวันที่ 26 ธันวาคม พื้นที่ชายฝั่งอันดามันจัดพิธีรำลึกผู้สูญเสีย เพื่อให้สังคมไม่ลืมบทเรียนและยังคงใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างระมัดระวัง ตอกย้ำความเปราะบางของมนุษย์ต่อพลังธรรมชาติและความพร้อมในการรับมือภัยในอนาคต

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_43257


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top