Saturday, 12 September 2026
TODAY SPECIAL

5 กุมภาพันธ์ 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง 'ถนนเจริญกรุง' เป็นถนนสายแรกของกรุงเทพฯ กลายเป็นสัญลักษณ์เมืองถนนทันสมัย

ถนนเจริญกรุง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ พัฒนาจากเมืองคลองสู่เมืองถนน โดยเริ่มสร้างในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2404 ภายใต้พระราชดำริของรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นถนนสายแรกของเมืองหลวงที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สัญจรภายในใจกลางเมืองและเปิดใช้งานในปี 2407

ต้นเหตุสำคัญมาจากคำร้องของชาวต่างชาติที่ต้องการถนนเพื่อเดินทางและใช้ชีวิตแบบเมืองสมัยใหม่ โดยมีวิศวกรชาวต่างชาติ 'เฮนรี อลาบาสเตอร์' รับผิดชอบสำรวจและเขียนแบบ ขณะที่การก่อสร้างควบคุมดูแลด้วยขุนนางชั้นสูง เช่น 'เจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์' และ 'เจ้าพระยายมราช'

ถนนเจริญกรุงสร้างแบบสมัยใหม่ด้วยการถมดินและอัดทราย ปูพื้นผิวด้วยอิฐ และแบ่งผิวการจราจรเป็นสองแนว ซึ่งสะท้อนถึงการเริ่มใช้แนวคิดโยธาใหม่ในกรุงเทพฯ ขณะเดียวกันในช่วงแรกมีคนใช้ถนนไม่มากจนเกิดความกังวลเรื่องถนนชำรุดและหญ้ารก รัชกาลที่ 4 จึงโปรดให้ระดมทุนซ่อมแซมก่อนที่ถนนนี้จะกลายเป็นเส้นทางเศรษฐกิจหลักในภายหลัง

การสร้างถนนเจริญกรุงจึงไม่เพียงแต่เป็นการทำถนนใหม่ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเมืองทันสมัย เปิดทางให้การคมนาคม การค้า และการขยายตัวของชุมชนพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน "ถนนเจริญกรุง" จึงยังคงมีชีวิตและความสำคัญในกรุงเทพฯ มาจนถึงยุคนี้

ที่มา : https://culture.ssru.ac.th/th/news/view/new243

30 มกราคม 2491 มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งอินเดีย ถูก ‘ปลิดชีพ’ ด้วยปลายกระบอกปืนจากผู้คลั่งศาสนา หลังสู้เพื่อสันติ จุดเริ่มต้นสัตยาเคราะห์ในแอฟริกา มรดกอหิงสาสู่โลกสมัยใหม่

มหาตมะ คานธี ผู้นำทางจิตวิญญาณและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพของอินเดีย ถูกลอบยิงเสียชีวิตในเย็นวันเดียวกันที่สนามหญ้าในอินเดีย โดยนายนาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้ไม่ต้องการเห็นความสมานฉันท์ระหว่างฮินดูและมุสลิม ใช้อาวุธปืนยิงสามนัดจนคานธีล้มลงพร้อมเสียงสุดท้ายว่า "ราม" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเชิงศาสนาและสื่อถึงความสงบในบั้นปลายชีวิตของเขา

คานธีเป็นที่รู้จักจากการเรียกร้องเอกราชอินเดียผ่านวิธี "สัตยาเคราะห์" ซึ่งเน้นความไม่ใช้ความรุนแรง จุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์ในแอฟริกาใต้ในปี 1893 เมื่อเขาถูกบังคับให้ออกจากรถไฟชั้นหนึ่งเพราะผิวสี การต่อสู้ของเขาคือการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคของชาวอินเดียและชาวผิวสีทุกคน

เขาเริ่มจัดตั้งขบวนการอพยพและประท้วงกฎหมายที่กดขี่ชาวอินเดียและผิวสีในแอฟริกาใต้ แม้จะถูกจับและถูกเฆี่ยนตีหลายครั้ง แต่คานธีก็ยอมรับทุกอย่างด้วยความสงบและรอยยิ้ม "สัตยาเคราะห์" ซึ่งหมายถึง "ความจริงและความรักที่ผนึกเข้าเป็นพลัง" เป็นหลักการสำคัญที่ต่อมาใช้ในการต่อสู้เพื่อเอกราชอินเดีย และกลายเป็นแบบอย่างของอหิงสาในระดับโลก

มรดกของคานธียังคงส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพทั่วโลกและเป็นเครื่องเตือนใจถึงพลังของความรักและความจริงในการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยวิถีทางสันติ

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_26855

29 มกราคม 2546 เกิดเหตุจลาจลรุนแรง ฝูงชนบุกเผาสถานทูตไทย ข่าวลืออังกอร์วัดลุกไฟโหม จุดชนวนวิกฤตไทย-กัมพูชา

กรุงพนมเปญเกิดเหตุจลาจลขนาดใหญ่เมื่อฝูงชนบุกโจมตีสถานเอกอัครราชทูตไทยในวันที่ 29 มกราคม 2546 ทำให้เกิดเพลิงไหม้และความเสียหายหนัก รวมถึงทำลายทรัพย์สินและกิจการไทยอีกหลายแห่ง เหตุการณ์นี้กลายเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่รุนแรงครั้งหนึ่งหลังยุคสงครามเย็น

ต้นเหตุสำคัญมาจากข่าวลือที่เผยแพร่ในสื่อกัมพูชาว่า 'สุวนันท์ คงยิ่ง' ดาราไทยได้พูดว่า "อังกอร์วัดเป็นของไทย" สร้างความโกรธในสังคมกัมพูชา แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันคำพูดนี้อย่างเป็นทางการ ต่อมารัฐบาลกัมพูชาสั่งแบนรายการโทรทัศน์ไทยเมื่อวันที่ 28 ม.ค. และในวันที่ 29 ม.ค. เกิดเหตุจลาจลขึ้น

รายงานต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ ระบุว่าเอกอัครราชทูตไทยขอความคุ้มกันสถานทูตตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. แต่ได้รับเพียงคำรับรอง ดังกรณีนี้กลายเป็นบทเรียนด้านความปลอดภัยและผลกระทบของข่าวลือที่รุนแรงในเชิงวัฒนธรรมชาติ

ไทยตอบโต้ด้วยการอพยพคนไทยจากกัมพูชาและกดดันรัฐบาลกัมพูชาให้รับผิดชอบ ความพยายามดับไฟการทูตยังมีโดยกัมพูชาขอโทษและเสนอชดเชย แต่เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นบทเรียนที่เน้นว่าเรื่องอัตลักษณ์และมรดกวัฒนธรรมเป็นประเด็นอ่อนไหวสูงที่ต้องดูแลอย่างรอบคอบ

ที่มา : https://www.komchadluek.net/today-in-history/311103

28 มกราคม 1986 โศกนาฏกรรมที่โลกไม่ลืม ชาเลนเจอร์พังกลางอากาศ 73 วินาทีหลังปล่อย ทิ้งบาดแผลไว้ในความทรงจำโลก บทเรียนสำคัญเรื่องความปลอดภัย

โศกนาฏกรรมกระสวยอวกาศ "ชาเลนเจอร์" เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 1986 เพียง 73 วินาทีหลังจากปล่อยจากศูนย์อวกาศเคนเนดี ทำให้ลูกเรือ 7 คนเสียชีวิตรวมถึงครูคนแรกที่จะขึ้นสู่อวกาศ

ภารกิจ STS-51L ที่มี "คริสตา แมคอัลลิฟฟ์" เป็นตัวแทนครูในโครงการ Teacher in Space ถูกตั้งความหวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ แต่กลับจบลงด้วยความสูญเสียอันใหญ่หลวง

รายงานของคณะกรรมการประธานาธิบดีว่าด้วยอุบัติเหตุชาเลนเจอร์ หรือ Rogers Commission ระบุว่า สาเหตุเกิดจากความล้มเหลวของซีลยาง O-ring ที่รอยต่อจรวดเชื้อเพลิงแข็งขวา ทำให้เกิดการรั่วไหลของแก๊สร้อนและเปลวไฟจนทำลายโครงสร้างยานในอากาศ นำไปสู่การแตกสลาย

ปัจจัยสำคัญคือตอนนั้นอากาศหนาวจัดจนทำให้ซีลยางไม่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ เสริมด้วยปัญหาด้านการสื่อสารความเสี่ยงและการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน รูปแบบการจัดการความเสี่ยงที่ไม่ดีทำให้โศกนาฏกรรมเกิดขึ้น

หลังเหตุการณ์ สหรัฐฯ หยุดปล่อยกระสวยนานกว่า 2 ปีครึ่ง ก่อนจะกลับมาปฏิบัติการอีกครั้งในปี 1988 เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยใหม่ ชาเลนเจอร์จึงกลายเป็นวันเตือนใจว่า "ความปลอดภัยต้องมาก่อนกำหนดการ" ในวงการอวกาศโลก

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_5348

27 มกราคมของทุกปี เป็น “วันสถาปนายุวกาชาดไทย” จุดเริ่มต้นของขบวนการเยาวชนจิตอาสา สร้างความเมตตาและความรับผิดชอบ สำคัญต่อสังคมในยุควิกฤต

(27 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 27 มกราคมของทุกปี คือวันสถาปนายุวกาชาดไทย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2465 ภายใต้สภากาชาดไทย เพื่อเป็นวันระลึกถึงการก่อตั้งขบวนการเยาวชนจิตอาสาที่มุ่งเน้นปลูกฝังจิตสาธารณะและความเมตตาต่อผู้อื่น

ช่วงเริ่มแรก ยุวกาชาดไทยมีชื่อว่า "กองอนุสภากาชาดสยาม" ซึ่งได้รับการก่อตั้งและพัฒนาโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ด้วยเจตนาเน้นสร้างเยาวชนให้มีความเมตตา วินัย และจิตอาสา พร้อมทักษะช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น

ยุวกาชาดไทยมุ่งเน้นสอนเยาวชนให้เรียนรู้การช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น ให้มีความเมตตา เสียสละ และรับผิดชอบต่อสังคม โดยสมาชิกยุวกาชาดมักเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 8-25 ปี ที่เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานบำเพ็ญประโยชน์ สุขภาพ และฝึกทักษะชีวิต

วันนี้ไม่ใช่เพียงวันครบรอบ แต่เป็นวันย้ำเตือนถึงความสำคัญของการปลูกฝังมนุษยธรรมผ่านเยาวชน เพื่อเผชิญกับวิกฤตในยุคปัจจุบัน ทั้งภัยพิบัติและความเปราะบางทางสังคม ทำให้ยุวกาชาดยังคงเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญ

"งานมนุษยธรรมเริ่มต้นได้จากการปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์" และจิตอาสายุวกาชาดยังคงสร้างพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคมในทุกยุคสมัย

ที่มา : https://redcross.or.th/news/information/13009/?utm_source

https://om.moe.go.th/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1/

26 มกราคม 2440 ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมายแห่งแรก วางรากฐานศาลสมัยใหม่ เริ่มสอนในห้องเสวยโดยพระองค์เจ้ารพีพัฒน์ ยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้เท่าทันโลก

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2440 ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวันก่อตั้ง "โรงเรียนสอนกฎหมายแห่งแรกของประเทศ" โดยมี พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ หรือที่รู้จักในนาม "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" เป็นผู้วางรากฐานสำคัญของนิติศาสตร์และระบบศาลสมัยใหม่ในไทย

ในยุครัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเผชิญความท้าทายจากอำนาจตะวันตกที่พยายามบีบให้ประเทศเปิดเสรีทางการค้าและการทูต พร้อมข้อจำกัดเรื่องเขตอำนาจศาลที่หนุนให้ศาลกงสุลมีบทบาทเหนือศาลไทย จึงเกิดความจำเป็นในการสร้าง "บุคลากรกฎหมายไทย" ที่เข้าใจระบบกฎหมายสากล เพื่อรักษาเอกราชทางการศาล

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงเป็นแรงผลักดันหลักในการจัดตั้งโรงเรียนนี้ โดยเริ่มต้นสอนด้วยพระองค์เองใน "ห้องเสวย" ใกล้กระทรวงยุติธรรม การเรียนการสอนเน้นการใช้กฎหมายตะวันตกผสมผสานกับกฎหมายไทยเดิม เช่น กฎหมายตราสามดวง พร้อมส่งนักเรียนเข้าสู่ระบบราชการศาลเพื่อรองรับการปฏิรูป

"สิ่งที่เรากำลังสร้างไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่เป็นเครื่องจักรผลิตความยุติธรรม" พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์กล่าว ความสำเร็จของเนติบัณฑิตรุ่นแรกทำให้วิวัฒนาการของระบบกฎหมายไทยแข็งแกร่งและเป็นรากฐานรัฐสมัยใหม่ที่ไทยใช้ยืนหยัดในเวทีโลก

จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนกฎหมายแห่งแรกถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่วางรากฐานให้สังคมกฎหมายและระบบยุติธรรมของไทยเติบโตอย่างมั่นคงและทันสมัย

ที่มา : https://shorturl.asia/Pbsug

25 มกราคม 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จไปทรงเปิดอนุสรณ์ดอนเจดีย์ รำลึกวีรกรรมและเกียรติยศสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงเหตุการณ์ยุทธหัตถีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงและประกาศเปิด "พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ดอนเจดีย์" เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502 ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกวีรกรรมและเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชรวมถึงเหตุการณ์ยุทธหัตถีที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ในราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2502 ระบุหมายกำหนดการรัฐพิธีเปิดอนุสรณ์นี้อย่างเป็นทางการ ทำให้การเปิดพระบรมราชานุสรณ์เป็นงานรัฐพิธีที่แสดงถึงความสำคัญในระดับชาติ

พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ประกอบด้วยองค์เจดีย์ยุทธหัตถีขนาดใหญ่ และพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระคชาธาร ที่สื่อถึงวีรกรรมและสงครามยุทธหัตถี นอกจากนี้พื้นที่ดอนเจดีย์เป็นโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ด้วย

การก่อสร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ผ่านกระบวนการยาวนานจากการค้นพบร่องรอยทางโบราณคดี และการรื้อฟื้นโครงการเพื่อสถาปนาความหมายเชิงประวัติศาสตร์และความเป็นชาติ ก่อนจะมีพิธีเปิดอย่างสมเกียรติในปี 2502

นักวิชาการชี้ว่า พิธีเปิดดังกล่าวเป็นการยืนยันบทบาทดอนเจดีย์ในฐานะเวทีความทรงจำของชาติ โดยใช้สัญลักษณ์และพิธีกรรมของรัฐเชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นชาติผ่านวีรกรรมสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะที่ยังมีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์เรื่องตำแหน่งสมรภูมิที่ทำให้พื้นที่นี้มีความซับซ้อนทางการตีความไปพร้อมกัน

ที่มา : https://shorturl.asia/QmAB0

24 มกราคม ของทุกปี คือวันการศึกษาสากล การศึกษาคือรากฐานสำคัญของโลก ดันเยาวชนเป็นผู้ร่วมสร้างระบบการเรียนรู้ ชี้ลงทุนคนวันนี้คืออนาคตโลกพรุ่งนี้

(24 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 24 มกราคม ของทุกปี โลกจะร่วมกันรำลึก "วันการศึกษาสากล" ซึ่งกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อเน้นย้ำว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องโรงเรียนหรือคะแนนสอบ แต่เป็นรากฐานของสันติภาพ การพัฒนา และโอกาสในชีวิตของผู้คนทั่วโลก

วันการศึกษาสากลถูกกำหนดขึ้นจากมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 2018 และจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2019 โดยยูเนสโกเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนกิจกรรมและสาระสำคัญ

ปี 2026 ธีมวันการศึกษาสากลคือ "พลังเยาวชนร่วมออกแบบการศึกษา" โดยมีข้อความชัดเจนว่าเยาวชนไม่ควรถูกมองเป็นแค่ผู้รับบริการ แต่ต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ วิธีการสอน ทักษะที่จำเป็น และบรรยากาศที่ส่งเสริมศักยภาพ เด็กต้องเติบโตเต็มศักยภาพไม่ใช่แค่ปรับตัวเข้ากับระบบ

ในประเทศไทย วันการศึกษาสากลถือเป็นโอกาสให้สังคมหยุดคิดว่าต้องการเด็กและโรงเรียนแบบไหน ไปจนถึงการปรับระบบให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนเร็วและลดความเหลื่อมล้ำ การฟังเสียงเด็กจะช่วยให้ระบบเห็นปัญหาและความต้องการจริงภายในห้องเรียนตั้งแต่ภาระงานที่ไม่จำเป็นจนถึงการเรียนรู้เชื่อมโยงชีวิตและการทำงาน

สรุปได้ว่า วันการศึกษาสากลไม่ใช่แค่พิธี แต่เป็นการเตือนใจถึงความสำคัญของ "การศึกษา" ในการลงทุนเพื่ออนาคตมนุษยชาติ โดยปี 2026 โลกเน้นย้ำบทบาทของเยาวชนว่า "พลังของเยาวชนในการร่วมออกแบบการศึกษา" จะเป็นกุญแจสำคัญของระบบการศึกษาในอนาคต

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/jyX94jDw6Oax

23 มกราคม 2424 วันประสูติ “กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน” พระบิดาแห่งกิจการรถไฟสมัยใหม่ ผู้สร้างระบบ-สร้างคน-สร้างอนาคตรถไฟไทย วางรากฐานการรถไฟถึงวันนี้

23 มกราคม พ.ศ. 2424 วันประสูติ นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ‘พระบิดาแห่งกิจการรถไฟสมัยใหม่’

นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หรือ พระนามเดิมว่า 'พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร' เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาวาด ประสูติ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2424

ใน พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าให้รวมกรมรถไฟสายเหนือกับสายใต้เข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า กรมรถไฟหลวง โดยให้ กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน เป็นผู้บัญชาการรถไฟอีกตำแหน่งหนึ่ง

ช่วงแรกที่พระองค์เสด็จมาเป็นผู้บัญชาการรถไฟใหม่ ๆ กิจการรถไฟ มีคนไทยอยู่น้อยมากส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศมีชาวเยอรมัน อังกฤษ อิตาเลียน และชาวเอเชียชาติต่างๆ เช่น ชาวอินเดีย ชาวซีลอน และชาวพม่า พระองค์จึงทรงระดมคนไทยจากทหารช่าง กรมแผนที่และคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้ จากห้างร้านต่าง ๆ ให้เข้ามาทำงานรถไฟ ทรงฝึกฝนคนไทยให้มีความสามารถในกิจการรถไฟด้วยการแนะนำสั่งสอนด้วย พระองค์เอง

พระองค์ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตส่งนักเรียนไทยไปศึกษาในต่างประเทศ เพื่อศึกษาวิชาการรถไฟและการพาณิชย์ รุ่นแรก ๆ ได้ส่งไปสหรัฐอเมริกา ต่อมาจึงส่งไปยุโรปเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเมื่อนักเรียนสำเร็จการศึกษาแล้วได้กลับมารับราชการในกรมรถไฟหลวง ทำให้กิจการรถไฟเจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้

พ.ศ. 2471 ทรงสั่งซื้อรถจักรดีเซลมีกำลัง 180 แรงม้า ส่งผ่านกำลังด้วยการกล จำนวน 2 คัน เข้ามาใช้การเป็นรุ่นแรกในประเทศไทย และเป็นรายแรกในทวีปเอเชีย โดยใช้เป็นรถจักรสำหรับสับเปลี่ยนและลากจูงขบวนรถท้องถิ่นรอบกรุงเทพฯ รถจักรรุ่นนี้สร้างโดยบริษัทสวิสส์โลโคโมติฟ แอนด์ แมชินเวอร์ค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดรถจักรดีเซลขึ้นในเมืองไทย รถจักรดีเซลทุกคันที่ใช้การอยู่ในการรถไฟฯ จึงมีเครื่องหมาย 'บุรฉัตร' อันเป็นพระนามของพระองค์ ติดที่ด้านข้างของรถจักรดีเซลทุกคันที่สั่งเข้ามา เพื่อเป็นการรำลึก และ เทิดพระเกียรติแห่งพระองค์

นอกเหนือจากหน้าที่ทางราชการทหารในระหว่างที่ทรงบังคับบัญชากิจการรถไฟนั้น พระองค์ได้บริหารงานด้วยพระปรีชาสามารถทรงนำวิชาการสมัยใหม่เข้ามาใช้ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่กิจการรถไฟอย่างมาก จนได้รับการขนานพระนามว่า 'พระบิดาแห่งกิจการรถไฟสมัยใหม่'

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_14764

22 มกราคม 2486 รัฐบาลยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศใช้คำว่า “สวัสดี” ขึ้นแท่นคำทักทายชาติ จากห้องเรียนสู่คำติดปากคนไทยทั้งประเทศ ความหมายมงคลพร้อมไหว้คู่กัน

วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2486 รัฐบาลยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศใช้คำว่า "สวัสดี" เป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ผ่านการรณรงค์ของกรมโฆษณาการ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นทางการและทันสมัยในสังคมไทย

ก่อนหน้านี้ คนไทยใช้คำทักทายรูปแบบกล่าวถามสารทุกข์สุขดิบ เช่น "ไปไหนมา" หรือ "กินข้าวหรือยัง" ไม่มีคำทักทายสากลแบบเดียวเหมือน "hello" ในภาษาอังกฤษ การผลักดันคำว่า "สวัสดี" มีจุดประสงค์ให้สั้น ชัดเจน และใช้ได้ในทุกสถานการณ์ทุกชนชั้น

คำนี้ริเริ่มโดย "พระยาอุปกิตศิลปสาร" (นิ่ม กาญจนาชีวะ) นักภาษาและนักวิชาการที่นำมาใช้ในวงการศึกษา เช่นกับนิสิตจุฬาฯ ก่อนจะถูกยกระดับเป็นคำทักทายประจำชาติ โดยมีรากศัพท์จากบาลี-สันสกฤต หมายถึง "ความเป็นสิริมงคล" การทักทายจึงไม่ใช่แค่คำง่าย ๆ แต่หมายถึง "ความปรารถนาดี" ที่แฝงมากับถ้อยคำ

ช่วงเวลาเดียวกัน รัฐยังส่งเสริมชุดคำทักทายตามช่วงเวลา เช่น อรุณสวัสดิ์ ทิวาสวัสดิ์ สายัณห์สวัสดิ์ และราตรีสวัสดิ์ เพื่อเทียบแนวคิด good morning/afternoon/evening/night แต่ในชีวิตจริงคนยังใช้ "สวัสดี" มากกว่าเพราะยืดหยุ่นทุกเวลารวมถึงใช้กับ

การลา

"สวัสดี" อยู่ยาวเพราะสั้น จดจำง่าย พร้อมความหมายมงคล รัฐร่วมมือเร่งเผยแพร่ และเข้ากับท่าทางไหว้กลายเป็นมารยาทที่เชื่อมภาพลักษณ์ไทย "คำทักทายนี้จึงกลายเป็นรหัสวัฒนธรรมที่บอกตัวตนของสังคมไทย" และสร้างเอกลักษณ์เฉพาะในเวทีโลก

ที่มา : https://news.trueid.net/detail/V0aLznmkN45d


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top