Wednesday, 29 July 2026
TODAY SPECIAL

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

ถือเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อให้คนตระหนักถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของคนพิการ เปลี่ยนมุมมองจากสงสารเป็นสิทธิ

(3 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี สหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อสะท้อนสถานภาพและสิทธิของคนพิการในสังคมทั่วโลก ปัจจุบันมีคนพิการประมาณ 16% ของประชากรโลก หรือราว 1,300 ล้านคน ที่ยังถูกมองว่าเป็นภาระมากกว่าผู้มีสิทธิเท่าเทียม

สหประชาชาติเพิ่งดำเนินมาตรการด้านสิทธิคนพิการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ผ่าน "แผนปฏิบัติการโลก" เพื่อป้องกัน ฟื้นฟู และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการในสังคมอย่างเต็มที่ และในปี ค.ศ. 1992 ได้กำหนดวันที่ 3 ธันวาคมเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อเตือนใจโลกไม่ให้ลืมกลุ่มคนนี้

ธีมหลักในปัจจุบันคือการเปลี่ยนมุมมองของคนพิการจาก "ความสงสาร" สู่ "สิทธิ" และการขยายบทบาทความเป็นผู้นำของคนพิการในองค์กรและตลาดแรงงาน เพื่อให้พวกเขาเป็นพลเมืองเต็มตัวที่มีส่วนร่วมและนำสังคมได้

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิคนพิการ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และระบบโควตาจ้างงาน แต่ความท้าทายยังมีมากในเรื่องอาคาร สาธารณูปโภค และระบบขนส่งที่ยังไม่รองรับความต้องการอย่างแท้จริง

วันคนพิการสากลไม่ใช่แค่วันแห่งงานพิธีการ แต่เป็นวันที่ต้องทบทวนว่า สังคมได้ก้าวสู่การลงมือจริงเพื่อให้คนเปราะบางที่สุดมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีหรือยัง "สังคมที่ดี...จะวัดกันที่คนเปราะบางที่สุดยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีแค่ไหน"
 

"วันสากลแห่งการเลิกทาส" UN รณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ แต่คือระบบบีบชีวิตคน

(2 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 2 ธันวาคม สหประชาชาติรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ได้หมดไปตามประวัติศาสตร์ แต่ยังคงอยู่ในรูปแบบทาสสมัยใหม่ที่ไม่ใช่โซ่ตรวนแต่เป็นระบบที่บังคับกดขี่ผู้คนทั่วโลกร่วมหลายสิบล้านคน

ปี ค.ศ. 1949 อนุสัญญาสำคัญเปิดทางสู่ "วันสากลแห่งการเลิกทาส" ซึ่งในปี 1986 ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ เพื่อทบทวนปัญหาการค้าคนและแรงงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ต่างๆ ที่ยังเกิดขึ้นในโรงงาน เรือประมง และแรงงานบังคับในรูปแบบหลากหลาย เช่น การค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก การแต่งงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

"ทาสสมัยใหม่" คือผู้ที่ไม่ได้รับเสรีภาพที่แท้จริง ถูกบังคับให้ทำงานหรือค้าบริการโดยไม่สามารถปฏิเสธได้โดยไม่เสี่ยงต่อความรุนแรง ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่ามีผู้ตกอยู่ในสถานการณ์นี้หลายสิบล้านคนทั่วโลก และแรงงานเหล่านี้อาจแฝงอยู่ในซัพพลายเชนสินค้าทั่วไปที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน

แม้กฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนว่า "ไม่มีใครควรถูกทำให้เป็นทาส" แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึงในหลายประเทศ บางส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐและภาคธุรกิจยังมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเพิกเฉยต่อปัญหา วันสากลแห่งการเลิกทาสจึงไม่ใช่เพียงการรำลึกประวัติศาสตร์ แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความจริงในปัจจุบันว่าเรากำลังทำพอหรือไม่เพื่อยุติการกดขี่รายวันนี้

ทาสสมัยใหม่สัมพันธ์กับเราทุกคนทั้งในฐานะผู้บริโภคที่ต้องตั้งคำถามกับสินค้าราคาถูก นายจ้างและลูกจ้างที่ต้องร่วมมือหยุดการเอารัดเอาเปรียบ และในฐานะพลเมืองที่ควรกดดันให้ระบบยุติธรรมโปร่งใสและแรงงานได้รับการคุ้มครอง ความสำเร็จในการเลิกทาสยุคนี้จึงเป็นตัวชี้วัดระดับคุณภาพของสังคมและสิทธิมนุษยชนของชาติหนึ่งๆ

วันเอดส์โลก (World AIDS Day) รณรงค์หยุดการแพร่ระบาดโรคร้าย สู่วันแห่งความเท่าเทียมของผู้ติดเชื้อ ริบบิ้นสีแดงคือสัญลักษณ์ความรัก

(1 ธ.ค. 68) วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันเอดส์โลก" เพื่อนำความเข้าใจและสิทธิมนุษยชนมาสู่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ที่เคยถูกตีตราเป็นตัวปัญหาของสังคม ที่ผ่านมาโรคเอดส์ถูกมองเหมือนคำตัดสินประหารชีวิต แต่วันนี้ผู้ติดเชื้อถูกมองในแง่มนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตและมีศักดิ์ศรีเหมือนทุกคน

วันเอดส์โลกเริ่มต้นในปี 1988 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่สร้างความกลัวและความไม่เข้าใจ ผู้ติดเชื้อกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และกลุ่มอื่น ๆ ถูกตีตราอย่างหนัก ริบบิ้นสีแดงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการยืนหยัดข้างผู้ติดเชื้อด้วยความรักและศักดิ์ศรี พร้อมกับข้อความ "ฉันยืนอยู่ข้างผู้ติดเชื้อ" และ "ฉันเชื่อว่าพวกเขาสมควรได้รับโอกาสและศักดิ์ศรีเท่ากับเรา"

ในปัจจุบัน การแพทย์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้เอชไอวีถูกจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ หากตรวจพบและรักษาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด U=U คือหากระดับไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ โอกาสแพร่เชื้อจะต่ำมากจนแทบเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตาม อคติและความไม่รู้ยังคงเป็นอุปสรรคที่ผู้ติดเชื้อต้องเผชิญ

วันเอดส์โลกไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม แต่เป็นวันทบทวนทัศนคติของสังคม ว่าเรายังเปิดโอกาสให้ผู้คนกล้าไปตรวจหรือไม่ เรายังมองผู้ติดเชื้อเป็น "คนผิด" หรือเปล่า และรัฐยังจริงจังกับเป้าหมาย "ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2030" แค่ไหน ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงและการลดการตีตราเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ

เบื้องหลังสถิติคือชีวิตของเด็ก วัยรุ่น คุณแม่ และคู่รักที่ไม่อาจมองข้ามได้ ให้เราทุกคนร่วมเรียนรู้ข้อมูลจริง หลีกเลี่ยงคำพูดตีตรา สนับสนุนการตรวจและใช้ถุงยาง เพื่อให้วันเอดส์โลกเป็นวันที่ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน แต่เป็นวันที่เราเห็นความเป็นมนุษย์ และให้เกียรติผู้ติดเชื้อทุกคนอย่างแท้จริง

 

ย้อนรอยหมุดหมายกองทัพเรือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ ‘กรมทหารเรือ’ เป็น ‘กองทัพเรือ’ สัญลักษณ์ยุทธศาสตร์ชาติที่มั่นคงและทันสมัย

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อหน่วยกำลังทางเรือของไทยจาก "กรมทหารเรือ" เป็น "กองทัพเรือ" ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้กองกำลังทางทะเลของชาติมีโครงสร้างที่ทันสมัยและเหมาะสมกับภารกิจการป้องกันประเทศในยุคใหม่

ก่อนหน้านั้น หน่วยกำลังทางเรือของไทยมีชื่อว่า "กรมทหารเรือ" ที่ทำหน้าที่หลักคือปกป้องชายฝั่งและเส้นทางเดินเรือ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้ปฏิรูประบบกองทัพให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และเล็งเห็นความสำคัญของการใช้คำว่า "กองทัพ" เพื่อแสดงสถานะกองกำลังหลักระดับยุทธศาสตร์ของชาติ พร้อมกับกองทัพบกและกองทัพอากาศ

ในพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 7 ระบุว่า "กรมทหารเรือ เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพเรือ" ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ทันที การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ยังส่งผลในการยกระดับสถานะของกองทัพเรือไทย การจัดโครงสร้างใหม่ที่ทันสมัย รวมทั้งส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนายุทธภัณฑ์ เช่น การจัดซื้อเรือดำน้ำชุดแรกในปี พ.ศ. 2479 และการนำเข้าเรือรบจากต่างประเทศ

กองทัพเรือไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ดูแลพื้นที่น่านน้ำกว่า 300,000 ตารางกิโลเมตร รวมถึงสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงภายในภูมิภาค การเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2476 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนายุทธศาสตร์ทางทะเลที่มีผลต่อเนื่องมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

28 พฤศจิกายน 2451 โรงเรียนเกษตรธิการ รวม 3 โรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการ สู่การก่อตั้ง ‘มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์’ปี 2486

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2451 ถือเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์เกษตรไทย เมื่อสยามรวม 3 โรงเรียนด้านเกษตรและการจัดการน้ำเป็นหนึ่งเดียว ณ วังสระปทุม ตั้งชื่อใหม่ว่า “โรงเรียนเกษตราธิการ”

ในยุคนั้น สยามกำลังเร่งพัฒนาระบบราชการและเศรษฐกิจเกษตรโดยใช้ฐานความรู้ด้านแผนที่ การชลประทาน และเกษตรกรรมสมัยใหม่ โรงเรียนเกษตราธิการจึงถูกออกแบบให้เป็นแหล่งผลิต “ข้าราชการสายเทคนิค” ที่มีความรู้ศาสตร์ผสมผสาน และทำให้เกษตรกลายเป็นวิชาชีพที่มีหลักสูตร มีวุฒิ และเส้นทางราชการรองรับ

โพสต์สำคัญในแง่พัฒนาการนี้คือการประกาศว่า "เราจะยกระดับการเกษตรจากภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่ศาสตร์ที่ต้องมีโรงเรียน มีครู มีหลักสูตร มีระบบ เพื่อพัฒนาประเทศทั้งระบบในระยะยาว" ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำไปสู่การตั้ง ‘มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์’ ในปี 2486 ต่อมา

วันนี้ การย้อนดูเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่รำลึกอดีต แต่เพื่อทบทวนว่าในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เราได้พัฒนาบุคลากรด้านเกษตรได้เข้มแข็งเท่าที่บรรพชนเคยวางรากฐานไว้หรือไม่ และว่ามีแนวคิดใหม่ที่พร้อมรองรับโลกยุคนี้หรือยัง

27 พฤศจิกายน ทุกปี ถือเป็น "วันสาธารณสุขแห่งชาติ" รำลึกรัชกาลที่ 6 ทรงก่อตั้ง "กรมสาธารณสุข" เพื่อรวมงานด้านอนามัย สุขาภิบาล การดูแลสุขภาพประชาชนไว้ในองค์กรเดียวกัน

วันที่ 27 พฤศจิกายนของทุกปี คือ "วันสาธารณสุขแห่งชาติ" วันที่สำคัญของระบบสุขภาพไทยที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461 เมื่อรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อ "กรมประชาภิบาล" เป็น "กรมสาธารณสุข" เพื่อรวมงานด้านอนามัย สุขาภิบาล และการดูแลสุขภาพประชาชนไว้ในองค์กรเดียวกัน

วันสาธารณสุขแห่งชาติสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐในการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างจริงจัง จนกรมสาธารณสุขถูกยกฐานะเป็น "กระทรวงสาธารณสุข" ในปี พ.ศ. 2485 ที่ดูแลทุกมิติสุขภาพคนไทยทั้งป้องกันโรค รักษา และฟื้นฟู

วันแห่งนี้ยังระลึกถึงพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะรัชกาลที่ 5 และ 6 รวมถึงข้าราชการ แพทย์ พยาบาล และ อสม. ด่านหน้าที่เสียสละดูแลชุมชนแต่ละวัน พร้อมตั้งคำถามเรื่องความเท่าเทียมของบริการ สภาพบุคลากร และการใช้จ่ายงบประมาณ

โลโก้คทา-งู-ปีกของกระทรวงสาธารณสุขแทนอำนาจรัฐ ปัญญาทางการแพทย์ และความคล่องตัว ทว่ามีคำถามว่าสิ่งเหล่านี้ยังเป็นจริงในระบบปัจจุบันหรือไม่

26 พฤศจิกายน 2518 ในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตรรุ่นแรก ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2518 ถือเป็นวันสำคัญของมหาวิทยาลัยรามคำแหงและวงการการศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ 9) พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตรุ่นแรก ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ย่านหัวหมาก กรุงเทพมหานคร

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนการยืนหยัดของรามคำแหง ในฐานะมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรกของประเทศไทย ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาโอกาสทางการศึกษาที่ไม่เพียงพอในช่วงปลายทศวรรษ 2500-2510 ซึ่งทำให้คนหนุ่มสาวที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐไม่ได้ มีโอกาสกลับมาเรียนต่อในระบบยืดหยุ่นและเปิดกว้างได้

ในโอกาสเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเน้นย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยรามคำแหงว่า "รามคำแหงคือมหาวิทยาลัยที่มีหน้าที่ให้โอกาสแก่ผู้ใฝ่รู้" และบัณฑิตไม่ควรมองปริญญาเป็นแต่ใบรับรองความเก่ง แต่ต้องนำความรู้ไปใช้พัฒนาประเทศชาติและสังคม

จึงถือได้ว่า วันที่ 26 พฤศจิกายน 2518 เป็นวันมหามงคลของรามคำแหงและหมุดหมายสำคัญทางการศึกษาไทย ที่แสดงให้เห็นว่า การเรียนระดับมหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นของประชาชนทุกคนที่แสวงหาความรู้

25 พฤศจิกายน 2468 วันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 6 พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย และทรงวางรากฐานพัฒนาชาติหลายด้าน ทั้งการบริหาร การศึกษา วัฒนธรรม

วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทย และทรงวางรากฐานสำคัญให้กับการพัฒนาชาติในหลายด้าน ทั้งการบริหารประเทศ การศึกษา วัฒนธรรม และการทหาร

รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2423 เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 29 ในรัชกาลที่ 5 เสวยราชสมบัติเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 รวมครองราชย์ 15 ปี พระชนมายุ 45 พรรษา ตลอดรัชสมัย พระองค์ทรงมีบทบาทโดดเด่นด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองจำนวนมาก และเป็นผู้วางรากฐานวรรณคดีสมัยใหม่ของไทย จนได้รับถวายพระราชสมัญญา 'สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า'

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงริเริ่มสร้าง โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย) แทนการสร้างวัดประจำรัชกาล ด้วยพระราชดำริว่าการศึกษาคือรากฐานของชาติ และควรได้รับการส่งเสริมให้มั่นคงยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top