Saturday, 12 September 2026
TODAY SPECIAL

417 ปีแห่งความรุ่งเรืองไม่ได้หายไปกับไฟสงคราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลก จากเมืองหลวงเก่าถึงมรดกชาติ ศูนย์กลางการค้าและศิลป์ไทย ภารกิจรักษาและส่งต่อต่อไป

(13 ธ.ค. 68) เมื่อปี พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียน "เมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งยืนยันว่าอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงอดีตราชธานีของไทย แต่เป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติทั้งโลก

พระนครศรีอยุธยาก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 1893 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การค้า และศิลปวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้มากว่า 417 ปี ก่อนถูกทำลายจนกลายเป็นซากเมืองร้างในปี พ.ศ. 2310 เมื่อกองทัพพม่าบุกทำลายเมือง

ในช่วงปลายทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรเริ่มบูรณะโบราณสถานพร้อมประกาศบางส่วนเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2534 อยุธยาจึงได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ โดยครอบคลุมเกาะเมืองและกลุ่มโบราณสถานสำคัญ รวมทั้งเขตกันชนที่ดูแลโดยร่วม

อยุธยาได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักฐานโดดเด่นของอารยธรรมสยามที่เคยรุ่งเรืองและเชื่อมโลกผ่านชุมชนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น โปรตุเกส ดัตช์ และเปอร์เซีย สะท้อนภาพเมืองหลวงข้ามวัฒนธรรมที่มีคุณค่าระดับโลก พร้อมประกาศว่า "การได้ป้ายมรดกโลกไม่ใช่แค่ภูมิใจ แต่เป็นภารกิจของคนไทย"

หลังจากขึ้นทะเบียน ต้องมีการบูรณะและอนุรักษ์อย่างถูกวิชาการ พร้อมวางแผนป้องกันภัยและพัฒนาการเมืองโดยคำนึงถึงการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากนี้อยุธยายังเป็นเวทีสำคัญที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทยให้โลกได้รับรู้และสะท้อนความพร้อมในการรักษามรดกวัฒนธรรมนี้ต่อไป

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2

#THESTATESTIMES
#LITE
#CoolLife
#TodaySpecial
#อยุธยา
#มรดกโลก
#ประวัติศาสตร์ไทย

ครบรอบ 5 ปี THE STATES TIMES จากอัตลักษณ์สีแดง สู่ สีเหลือง ย้ำจุดยืน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่เปลี่ยนแปลง!

12 ธันวาคม 2563 ประวัติศาสตร์หน้าแรกของ THE STATES TIMES จุดเริ่มต้นการเดินทางในฐานะสื่อออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่ กับจุดยืนยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563 คือวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของสำนักข่าว THE STATES TIMES ในฐานะสื่อออนไลน์น้องใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย 

วันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นมากกว่าการปล่อยคอนเทนต์ชุดแรกสู่สาธารณะ แต่เป็นการประกาศการเข้าสู่สมรภูมิสื่อที่กำลังเผชิญกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด

ในช่วงปลายปี 2563 สังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจากโควิด-19 ควบคู่ไปกับวิกฤตข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีน การรักษา และมาตรการของรัฐบาลแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ประชาชนสับสนและขาดที่พึ่งในการแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง THE STATES TIMES จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยภารกิจที่ชัดเจนในการเป็น "แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้" และเป็น "เสียงแห่งความจริง" ท่ามกลางความวุ่นวาย

การเปิดตัวคอนเทนต์แรกของสำนักข่าวฯ จึงไม่ได้เน้นเพียงแค่การนำเสนอข่าวร้อน แต่เน้นการนำเสนอข่าวสารที่ผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์อย่างรอบด้าน สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะเป็นสื่อที่ "ชัดเจน เป็นกลาง"  พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ 

จากจุดเริ่มต้น เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2563 จวบจนก้าวย่างมาครบ 5 ปี ของ THE STATES TIMES ในวันนี้ แม้หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยจะเปลี่ยนไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์สำคัญ ของ THE STATES TIMES จากโลโก้สีแดงสู่สีเหลือง แต่จุดยืนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือ การยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่จะยังคงอยู่ตลอดไป
 

เป็น “วันรัฐธรรมนูญ” วันสำคัญของระบบการปกครอง เส้นทางคู่ขนานของรัฐธรรมนูญไทย และสิทธิมนุษยชนโลก

(10 ธ.ค. 68) วันที่ 10 ธันวาคม คือวันสำคัญระดับชาติและสากล ที่มีความหมายคู่ขนานกันในประเทศและเวทีโลก สำหรับประเทศไทยคือ "วันรัฐธรรมนูญ" ซึ่งระบุแนวทางการปกครองภายใต้กฎหมายสูงสุด ส่วนในระดับนานาชาติคือ "วันสิทธิมนุษยชนสากล" ที่เน้นย้ำถึงศักดิ์ศรีและสิทธิที่เท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน

วันที่ 10 ธันวาคม 2475 ประวัติศาสตร์ไทยเปลี่ยนผ่านเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของไทย ซึ่งกำหนดให้อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ปวงชนชาวสยาม และวางกรอบอำนาจบริหารนิติบัญญัติและตุลาการ นับเป็นกุญแจสำคัญที่แสดงถึงอิสรภาพทางประชาธิปไตยและสิทธิพื้นฐานของประชาชน

ในขณะที่ระดับโลก วันที่เดียวกันนี้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรอง "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" เมื่อปี 2488 ซึ่งยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมและศักดิ์ศรีไม่อาจถูกละเมิดโดยรัฐหรือผู้มีอำนาจ และได้ประกาศ 10 ธันวาคม เป็นวันสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อรณรงค์ความตระหนัก

เทศกาลวันรัฐธรรมนูญในไทยเคยจัดอย่างยิ่งใหญ่เชื่อมกับประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันหลายคนมองเป็นแค่วันหยุดปลายปี ขณะที่คำถามคาใจคือ "วันรัฐธรรมนูญ" ยังคงสะท้อนความหมายของ "สิทธิและอำนาจของประชาชน" มากน้อยแค่ไหน นำไปสู่การทบทวนว่า กฎหมายสูงสุดและสิทธิมนุษยชนสมควรมีบทบาทอย่างไรในชีวิตประจำวันของคนไทยและสังคมโลก

สุดท้าย วันที่ 10 ธันวาคม จึงไม่ใช่แค่วันหยุด แต่เป็นวันที่เตือนใจเราให้เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม "ใช้" และ "ปกป้อง" สิทธิของตนในสังคม เพื่อให้รัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนกลายเป็นกุญแจปกป้องศักดิ์ศรีมนุษย์ทั้งในระดับชาติและระดับโลกอย่างแท้จริง

“วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล” โลกไม่ทน “การโกงเป็นเรื่องปกติ” สหประชาชาติย้ำเตือน ให้ตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต

(9 ธ.ค. 68) วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี คือ "วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล" ที่สหประชาชาติย้ำเตือนให้โลกตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อการพัฒนา สิทธิมนุษยชน และอนาคตของประชาชนทุกประเทศและคนรุ่นต่อไป

หัวใจของวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลคือ "อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต" หรือ UNCAC สนธิสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่ครอบคลุมตั้งแต่การรับ–ให้สินบน การยักยอก การฟอกเงิน ถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยบังคับให้ประเทศภาคีต้องป้องกัน ปราบปราม ร่วมมือข้ามชาติ และดึงทรัพย์สินที่ถูกยักยอกกลับคืนสู่ประชาชน

วันที่ 9 ธันวาคมในปี 2003 คือวันเปิดไฟสู่การต่อสู้กับคอร์รัปชัน เมื่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติรับรอง UNCAC อย่างเป็นทางการ และกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล "9 ธันวาคมจึงไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่โลกถูกตั้งคำถามว่า เรากำลังทำอะไรจริงเพื่อหยุดการโกงหรือไม่?"

ผลกระทบของคอร์รัปชันไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ลามไปถึงสิทธิมนุษยชนและโอกาสที่ถูกพรากไป เช่น เด็กที่พลาดโอกาสทางการศึกษา โรงพยาบาลที่ขาดยา หรือโครงการพัฒนาที่ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและเป็นกลุ่มเจ้าของโลกยุคดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีตั้งคำถามอำนาจและผลักดันความโปร่งใส

ในปี 2024–2025 ธีมของแคมเปญสหประชาชาติคือ "Uniting with Youth Against Corruption: Shaping Tomorrow's Integrity" ซึ่งชูบทบาทคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ท้าทายการโกงตั้งแต่ระดับชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งแต่ละประเทศเน้นกิจกรรมสร้างความตื่นตัวเพื่อการต่อต้านการทุจริตไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน

ในฐานะคนธรรมดา สิ่งที่ทำได้คือ ไม่เข้าร่วมระบบเส้นสาย ฝากสินบน หรือจ่ายใต้โต๊ะ ควรถาม ตรวจสอบ และใช้สิทธิในการร้องเรียน เพื่อรักษาความซื่อสัตย์และต่อต้านวัฒนธรรมการโกงที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ภายในสังคมและองค์กรของตนเอง "คอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาของคนใหญ่โตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสังคมยอมรับการโกงเล็กน้อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ"

วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรรราชธิดา

(7 ธ.ค. 68) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 พระองค์เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและเสนาธิการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์

พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจมากมาย ทั้งในด้านสาธารณกุศลผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และด้านกฎหมายที่ทรงมีความเชี่ยวชาญ ด้วยพระกรุณาที่ทรงเสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา เมื่อครั้งทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีและเป็นผู้เชิญธรรมจักรสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย รวมถึงทรงทำงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติ

‘มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย’ ก่อตั้งขึ้นในช่วงอุทกภัยปี พ.ศ. 2538 ซึ่งพระองค์ทรงลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและทำให้เหตุการณ์สงบขึ้น อีกทั้งทรงก่อตั้ง ‘โครงการกำลังใจ ในพระดำริ’ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กในทัณฑสถาน โดยทรงนำเสนอร่างข้อกำหนดต่อองค์การสหประชาชาติในชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

นอกจากนี้ พระองค์ยังเป็นประธาน ‘มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ’ ซึ่งมุ่งให้โอกาสและพัฒนาชีวิตผู้ด้อยโอกาสในสังคม รวมถึงอดีตผู้ต้องขัง เพื่อสนับสนุนให้พวกเขากลับสู่สังคมอย่างปกติสุข พระองค์ยังทรงจัดตั้งมูลนิธิอื่น ๆ เช่น มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเครือข่ายคนรักน้องหมา

พระกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งการกุศล พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ด้วยคำว่า "เสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา" แสดงถึงความมุ่งมั่นที่ทรงมีต่อภารกิจรับใช้ประชาชนและพระมหากษัตริย์อย่างยิ่งใหญ่

รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ มาจำพรรษา "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" ที่ถูกกำหนดให้เป็นหัวใจทางศาสนาและสัญลักษณ์สำคัญ ของรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงยืนหยัดจนถึงทุกวันนี้

(6 ธ.ค. 68) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร หรือ "วัดหินอ่อน" บนถนนศรีอยุธยา–ดุสิต กลายเป็นวัดประจำพระราชวังดุสิตและพระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2443 หลังจากได้รับการสถาปนาใหม่บนพื้นที่วัดเดิมที่ทรุดโทรม

ในวันดังกล่าว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ 33 รูปจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมและวิปัสสนากรรมฐานของกรุงเทพฯ มาจำพรรษาที่วัดใหม่ พร้อมพระราชทานนาม "ดุสิตวนาราม" ต่อท้ายชื่อวัดเดิม "วัดเบญจบพิตร" ให้กลายเป็น "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" อย่างสมบูรณ์ในวันเดียวกัน

การอาราธนาพระ 33 รูปนี้ ช่วยให้วัดพร้อมทำสังฆกรรมครบถ้วน ทั้งบวชพระสามเณรและการเรียนปริยัติ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่วัดเปลี่ยนจากวัดราษฎร์เล็ก ๆ สู่พระอารามหลวงเต็มรูปแบบ ภายใต้การออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ผสมผสานศิลปะไทยและสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่างสวยงาม

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามจึงไม่ใช่แค่สถานที่ทางศาสนา แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่ของราชสำนักและเมืองกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพระอุโบสถหินอ่อนที่ชาวต่างชาติเรียกกันว่า "The Marble Temple" ซึ่งสะท้อนถึงศิลปะและความงามควบคู่กับประวัติศาสตร์การเมืองของสมัยพระปิยมหาราช

วันที่ 6 ธันวาคม 2443 จึงมิใช่วันสำคัญเฉพาะในบันทึกประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่วัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งถูกกำหนดให้เป็นหัวใจทางศาสนาและสัญลักษณ์สำคัญของรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงยืนหยัดจนถึงทุกวันนี้

วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

(5 ธ.ค.68 ) 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และภายหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เรื่อง กำหนดวันสำคัญของชาติไทย มีใจความสำคัญให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย ดังนี้ 

1. เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 


2. เป็นวันชาติ 

3. เป็นวันพ่อแห่งชาติ

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป 

‘5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร’ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ประชาชนคนไทยยังคงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันประเสริฐ และเทิดทูนพระองค์ด้วยความรัก ความศรัทธา โดยตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

‘5 ธันวาคม เป็นวันชาติไทย’ แม้โดยทั่วไปมักจะหมายถึง วันเฉลิมฉลองที่ประเทศนั้น ๆ ได้รับอิสรภาพ เป็นเอกราช หรือเป็นวันสถาปนาประเทศ รัฐ ราชวงศ์ วันพระราชสมภพของกษัตริย์ วันเกิดประมุขของรัฐ หรืออาจจะเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ แต่มักจะถือเป็นวันหยุดประจำของชาติ ซึ่ง ‘วันชาติ’ ของแต่ละประเทศจะเป็นวันใดขึ้นอยู่กับการกำหนดของประเทศนั้น ๆ โดยความเป็นมาของวันชาติไทยนั้น แต่เดิมกำหนดให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน โดยวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติไทยได้ 21 ปี ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 รัฐบาลในขณะนั้นมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศ และเป็นการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติ จึงให้ถือวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็น ‘วันชาติ’ มาจนถึงปัจจุบัน

‘5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติ’ วันพ่อแห่งชาติ มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 เนื่องจากพ่อเป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ และเพื่อให้ผู้เป็นพ่อสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน ดังนั้นจึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น ‘วันพ่อแห่งชาติ’

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

ถือเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อให้คนตระหนักถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของคนพิการ เปลี่ยนมุมมองจากสงสารเป็นสิทธิ

(3 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี สหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อสะท้อนสถานภาพและสิทธิของคนพิการในสังคมทั่วโลก ปัจจุบันมีคนพิการประมาณ 16% ของประชากรโลก หรือราว 1,300 ล้านคน ที่ยังถูกมองว่าเป็นภาระมากกว่าผู้มีสิทธิเท่าเทียม

สหประชาชาติเพิ่งดำเนินมาตรการด้านสิทธิคนพิการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ผ่าน "แผนปฏิบัติการโลก" เพื่อป้องกัน ฟื้นฟู และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการในสังคมอย่างเต็มที่ และในปี ค.ศ. 1992 ได้กำหนดวันที่ 3 ธันวาคมเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อเตือนใจโลกไม่ให้ลืมกลุ่มคนนี้

ธีมหลักในปัจจุบันคือการเปลี่ยนมุมมองของคนพิการจาก "ความสงสาร" สู่ "สิทธิ" และการขยายบทบาทความเป็นผู้นำของคนพิการในองค์กรและตลาดแรงงาน เพื่อให้พวกเขาเป็นพลเมืองเต็มตัวที่มีส่วนร่วมและนำสังคมได้

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิคนพิการ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และระบบโควตาจ้างงาน แต่ความท้าทายยังมีมากในเรื่องอาคาร สาธารณูปโภค และระบบขนส่งที่ยังไม่รองรับความต้องการอย่างแท้จริง

วันคนพิการสากลไม่ใช่แค่วันแห่งงานพิธีการ แต่เป็นวันที่ต้องทบทวนว่า สังคมได้ก้าวสู่การลงมือจริงเพื่อให้คนเปราะบางที่สุดมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีหรือยัง "สังคมที่ดี...จะวัดกันที่คนเปราะบางที่สุดยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีแค่ไหน"
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top