Wednesday, 29 July 2026
TODAY SPECIAL

กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม นำทัพปราบฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ สงครามสำคัญในรัชกาลที่ ๕ เพื่อปกป้องอาณาเขตสยาม

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2428 พันเอก พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เสด็จเป็นแม่ทัพกองทัพฝ่ายใต้ ยกกำลังไปปราบพวกฮ่อที่ทุ่งเชียงคำ โดยตั้งกองบัญชาการอยู่ที่เมืองหนองคาย เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในศึกสำคัญของรัชกาลที่ 5 เพื่อปกป้องอาณาเขตของสยามจากกลุ่มฮ่อที่ก่อความไม่สงบในภาคเหนือและลาว

“พวกฮ่อ” คือชาวจีนที่หนีการปราบปรามของราชวงศ์ชิง หลังความพ่ายแพ้ของกบฏไท่ผิง จึงหลบหนีเข้ามาในดินแดนสยาม ก่อเหตุปล้นสะดมในเขตหลวงพระบาง พวน และหนองคาย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ราษฎรเป็นวงกว้าง ทำให้สยามต้องจัดกองทัพขึ้นปราบถึง 3 ครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2418 – 2430

การปราบฮ่อครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ. 2428 นับว่าสำเร็จได้ด้วยยุทธวิธีและอาวุธที่ทันสมัยแบบตะวันตก ภายใต้การนำของกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม แม้กองทัพจะต้องเผชิญภัยไข้ป่าและการขาดแคลนเสบียง แต่ก็สามารถขับไล่พวกฮ่อออกจากดินแดนสยามได้สำเร็จ ทำให้ชายแดนภาคเหนือกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

ภายหลังสงคราม รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “เหรียญปราบฮ่อ” ขึ้นในปี พ.ศ. 2431 เพื่อพระราชทานเป็นบำเหน็จความดีความชอบแก่ผู้ไปราชการปราบฮ่อ เหรียญนี้ผลิตโดยบริษัทบีกริมแอนด์โก ประเทศเยอรมนี จำนวนเพียง 500 เหรียญ ถือเป็นเหรียญรางวัลทางทหารชุดแรกของไทย

เหรียญปราบฮ่อจึงไม่เพียงเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศของนักรบสยามเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการพัฒนากองทัพไทยสู่มาตรฐานสากล ปัจจุบันเหรียญดังกล่าวกลายเป็นของหายาก มีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท และเป็นที่เคารพบูชาในหมู่ผู้สะสมและข้าราชการเก่าในนาม “เหรียญนักเลง” แห่งยุครัชกาลที่ 5

25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของไทย

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานปริญญาบัตร “เวชศาตรบัณฑิต” (ต่อมาคือ แพทยศาสตรบัณฑิต) แก่บัณฑิตเป็นครั้งแรกของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือ “ตึก 1” ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน

ภายในพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษจากกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก่อนจะพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน ได้แก่ พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย ในระดับบัณฑิตชั้นโท และศาสตราจารย์ นายแพทย์ A.G. Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ในระดับบัณฑิตชั้นเอก

จากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชบัณฑิตชั้นตรีรวม 29 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2471 และ 2472 ถือเป็นก้าวแรกของประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรในประเทศไทย ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโชวาทตอนหนึ่งว่า “ความเจริญของประเทศย่อมวัดได้ด้วยความเจริญของการศึกษา” สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อเป็นรากฐานแห่งความก้าวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 ครบรอบ 80 ปี “สหประชาชาติ” กำเนิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อยุติความขัดแย้ง ของมนุษยชาติ

24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ถือเป็นวันสถาปนา “องค์การสหประชาชาติ” หรือยูเอ็น (United Nations: UN) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โดยมี 51 ประเทศผู้ก่อตั้ง นำโดยสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และจีน ร่วมลงนามรับรอง “กฎบัตรสหประชาชาติ” เพื่อเป็นธรรมนูญแห่งความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ

ยูเอ็นถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกอีกครั้ง พร้อมมุ่งสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และความยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 190 ประเทศทั่วโลก และถือวันที่ 24 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันสหประชาชาติ” เพื่อย้ำถึงพันธกิจในการรวมพลังของนานาชาติ

กว่า 80 ปีที่ผ่านมา ยูเอ็นยังคงมีบทบาทสำคัญในการรักษาสันติภาพ ส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อรับมือความท้าทายในศตวรรษใหม่ ทั้งปัญหาสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งทั่วโลก 

วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES 

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สร้างความเศร้าโศกแก่ประชาชนและชาติไทยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงครองราชสมบัตินาน 42 ปี และทรงพระชนมายุ 58 พรรษา

พระองค์ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาศิลปวิทยาและวิชาต่างๆ ตั้งแต่โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ มวยปล้ำ กระบี่กระบอง และวิศวกรรม เพื่อเตรียมรับราชสมบัติ

ก่อนจะบรรลุนิติภาวะ พระองค์ได้เสด็จประพาสต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ชวา และอินเดีย เพื่อทอดพระเนตรระบบการปกครองของชาวยุโรป เพื่อนำมาปรับใช้กับการบริหารราชการไทยให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หลังทรงบรรลุนิติภาวะจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

รัชสมัยของพระองค์เต็มไปด้วยการพัฒนาและสวัสดิการต่อประชาชน เช่น การไฟฟ้า ไปรษณีย์ โทรเลข และโทรศัพท์ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้แก่ประชาชน ทวยราษฎร์จึงถวายพระนามว่า “พระปิยมหาราช” และกำหนดทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

 

22 ตุลาคม พ.ศ. 2493 ไทยส่งทหาร ‘กรมผสมที่ 21’ ร่วมรบสงครามเกาหลี กลายเป็นจุดกำเนิด ‘หน่วยทหารเสือราชินี’

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2493 รัฐบาลไทยในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตอบรับคำขอขององค์การสหประชาชาติให้ส่งกองกำลังร่วมรบในสงครามเกาหลี เพื่อผลักดันกองทัพเกาหลีเหนือ โดยไทยเป็นประเทศแรกที่ตอบรับ และได้ส่ง “กรมผสมที่ 21” เดินทางออกจากประเทศไทยด้วยเรือของกองทัพเรือ เพื่อเข้าร่วมรบในสมรภูมิเกาหลีร่วมกับกองกำลังสหประชาชาติ

ต่อมา “กรมผสมที่ 21” ได้แปรสภาพมาเป็น กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และย้ายที่ตั้งไปยังจังหวัดชลบุรีในปี 2511 ก่อนจะได้รับพระราชทานชื่อค่ายว่า “ค่ายนวมินทราชินี” เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2519 หน่วยนี้ภายหลังกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะของนายทหารระดับสูงหลายคน เช่น พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งถูกเรียกขานว่า “ทหารเสือราชินี” หรือ “บูรพาพยัคฆ์”

ตลอดสงครามเกาหลี ทหารไทยได้แสดงวีรกรรมอันกล้าหาญจนได้รับการยกย่องจากนานาชาติ โดยมีทหารไทยเสียชีวิตรวม 136 นาย เพื่อธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพและสันติสุขของประชาคมโลก ปัจจุบันวันที่ 25 มิถุนายนของทุกปีจึงถูกกำหนดให้เป็น “วันระลึกสงครามเกาหลี” เพื่อรำลึกถึงเกียรติประวัติของเหล่าทหารไทยผู้กล้า

๒๑ ตุลาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของคนไทย เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนไทยตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงมุ่งมั่นทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร

จากพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ ทำให้วันที่ 21 ตุลาคมถูกกำหนดให้เป็น “วันพยาบาลแห่งชาติ” เพื่อยกย่องพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ ซึ่งทรงสำเร็จวิชาการพยาบาล และทรงทุ่มเทพัฒนางานด้านสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้า ทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลตระหนักถึงคุณค่าของงานบริการสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็น 'วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ' เพื่อรำลึกพระกรุณาธิคุณที่ทรงส่งเสริมงานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และ 'วันรักต้นไม้แห่งชาติ' ที่สืบสานพระปณิธานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและการปลูกต้นไม้ด้วยพระองค์เอง อันเป็นแบบอย่างของการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม

อีกทั้ง วันที่ 21 ตุลาคม ยังเป็น 'วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ' อันมีจุดเริ่มจากพระราชดำริจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสา 'พอ.สว.' เพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะด้านสุขภาพช่องปาก พระราชจริยวัตรอันงดงามเหล่านี้ ทำให้ 'สมเด็จย่า' ยังคงเป็นแรงบันดาลใจไม่รู้จบ แห่งความเมตตาและการอุทิศตนเพื่อแผ่นดินไทย

20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหาร ล้มรัฐบาล!! นายธานินทร์ กรัยวิเชียร

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่จารึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อคณะทหารนำโดย พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เลขาธิการคณะ ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีที่คณะเดียวกันนี้เคยเชิญให้มาจัดตั้งรัฐบาลหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภายหลังการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2519 คณะปฏิรูปฯ ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อฟื้นฟูความสงบในประเทศ แต่ไม่นาน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะทหารกลับตึงเครียด เมื่อคณะทหารเห็นว่ารัฐบาลบริหารไม่ตอบโจทย์ และต้องการให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่

ความขัดแย้งยืดเยื้อจนกลายเป็นชนวนให้ทหารตัดสินใจยึดอำนาจอีกครั้ง โดย พล.ร.อ. สงัด ให้เหตุผลว่า “ประเทศกำลังแตกแยก ข้าราชการหวั่นไหว การลงทุนตกต่ำ” หากปล่อยต่อไป “ยากแก่การแก้ไข” การปฏิวัติครั้งนี้จึงเป็นการหวนกลับมาควบคุมอำนาจรัฐด้วยตัวเองของกลุ่มทหาร

หลังการยึดอำนาจ คณะปฏิรูปฯ มีมติแต่งตั้ง พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน พล.ร.อ. สงัด โดยมีภารกิจสำคัญคือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งภายใต้รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญในเดือนธันวาคม 2521 และจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนเมษายน 2522

19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ‘วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์’ ตึกแฝดแห่งอเมริกา เริ่มเปิดใช้ครั้งแรก ก่อนกลายเป็นโศกนาฏกรรม 9/11

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) อาคาร “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” (One World Trade Center) ในนครนิวยอร์ก เปิดใช้งานเป็นวันแรก แม้อาคารจะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์จนถึงปี 2515 แต่ในเวลานั้น มันถูกยกให้เป็น “ตึกที่สูงที่สุดในโลก” ด้วยความสูงกว่า 417 เมตร มีทั้งหมด 110 ชั้น ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น มิโนรุ ยามาซากิ (Minoru Yamasaki) และควบคุมการก่อสร้างโดยวิศวกร เลสลี โรเบิร์ตสัน (Leslie E. Robertson)

ตึกเวิลด์เทรดฯ ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างทางวิศวกรรม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกาและระบบทุนนิยมโลก ที่สะท้อนยุคแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและพลังของมหานครนิวยอร์ก อย่างไรก็ตาม ตึกแฝดแห่งนี้เคยประสบอัคคีภัยในปี 2518 และถูกโจมตีด้วยระเบิดในปี 2536 ก่อนจะเผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ 

ในวันที่ 11 กันยายน 2544 เครื่องบินโดยสารที่ถูกผู้ก่อการร้ายจี้ บินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดฯ ทั้งสองหลัง จนถล่มลงภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก สั่นสะเทือนทั้งทางการเมือง ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของมนุษยชาติ

ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 พื้นที่เดิมของตึกแฝดได้ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็น “วัน เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์” หรือ “Freedom Tower” ที่สูงกว่าเดิมถึง 541 เมตร เปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2549 พร้อมอนุสรณ์สถานรำลึกผู้เสียชีวิต เพื่อเตือนใจว่า “แม้ตึกจะพัง แต่ความทรงจำของโลกไม่เคยหายไป”

18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำรัสผนวช หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท

วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้โปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท และมีพระราชดำรัสแก่ประชาชนว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎรทราบทั่วกัน” ซึ่งนับเป็นพระราชดำรัสสำคัญที่ทรงประกาศพระราชประสงค์ต่อพสกนิกรทั้งแผ่นดิน

ต่อมาในวันที่ 22 ตุลาคม ปีเดียวกัน พระองค์เสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงประกอบพิธีทรงผนวช โดยสมเด็จพระราชชนนีทรงจรดพระกรรไกรเปลื้องพระเกศาเป็นปฐมฤกษ์ ก่อนเสด็จเข้าพิธีอุปสมบทโดยมี สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระองค์ทรงได้รับฉายาทางธรรมว่า “ภูมิพโล” และเสด็จฯ ไปประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อทรงศึกษาพระธรรมอย่างเรียบง่าย

ระหว่างทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุภูมิพโลทรงปฏิบัติพระราชกิจเช่นเดียวกับพระภิกษุทั่วไป ทรงทำวัตรเช้า–เย็น ฟังพระธรรมเทศนา และทรงเจริญพระวินัยด้วยความเคร่งครัด จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระองค์จึงทรงลาผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมเวลาทรงผนวชทั้งสิ้น 15 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนพระราชจริยวัตรอันงดงามและสมถะ

17 ตุลาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันตำรวจแห่งชาติ’ ตั้งแต่สมัย ร.๔ ผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเสมอมา

วันที่ 17 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็น 'วันตำรวจแห่งชาติ' เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จุดเริ่มต้นของวันตำรวจไทยย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2403 ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการจัดตั้ง “กองโปลิศ” ขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนจะพัฒนาเป็น 'กรมตำรวจ' ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 ซึ่งภายหลังได้กำหนดให้วันนั้นเป็น 'วันตำรวจไทย'

ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ได้เสนอให้เปลี่ยนวันตำรวจจากวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 มาเป็นวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและให้ความเคารพอย่างสูงสุด วันดังกล่าวจึงกลายเป็นวันสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นวันคล้ายวันสถาปนาของหน่วยงานอีกด้วย

สำหรับอาชีพตำรวจไม่ได้มีเพียงการปราบปรามอาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมภารกิจหลากหลาย ทั้งงานจราจร การป้องกันเหตุร้าย การสืบสวนสอบสวนคดีอาญา การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอดจนดูแลนักท่องเที่ยวและรักษาความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจสายตรวจ 191, ตำรวจทางหลวง, ตชด., ตำรวจท่องเที่ยว หรือ ตม. ล้วนมีบทบาทสำคัญในความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

“วันตำรวจแห่งชาติ” จึงไม่เพียงเป็นวันรำลึกถึงต้นกำเนิดขององค์กรตำรวจไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันแห่งเกียรติยศของผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ อดทน และเสียสละ เพื่อรักษาความสงบสุขของประชาชนทุกคน เป็นวันที่สังคมไทยควรระลึกถึงและให้เกียรติแก่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top