Wednesday, 29 July 2026
TODAY SPECIAL

6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ครบรอบ 49 ปี เหตุสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ หนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ยากจะลืมเลือน

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งรวมตัวชุมนุมขับไล่จอมพล ถนอม กิตติขจร ให้กลับออกนอกประเทศ ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการก่อการโดยคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

รัฐบาลรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 39 ศพ แต่บางองค์กรระบุว่ามีผู้ตายจริงหลายร้อยถึงกว่าพันคน บาดเจ็บ สูญหายอีกจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,000 คนในข้อหากบฏ เหตุการณ์โหดร้ายนี้ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในวันเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ และคณะทหารได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารและการปราบปรามครั้งนั้นไม่ถูกลงโทษ

5 ตุลาคม พ.ศ. 2420 ‘หัวหน้าโจเซฟ’ ชนพื้นเมืองแห่งเผ่าเนซ เพอร์ซ ประกาศยุติการต่อสู้ ยอมจำนนต่อกองทัพสหรัฐฯ

5 ตุลาคม พ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877) หัวหน้าโจเซฟ (Chief Joseph) ผู้นำเผ่าเนซ เพอร์ซ ได้ประกาศยอมจำนนต่อพล.อ. เนลสัน เอ. ไมล์ส แห่งกองทัพบกสหรัฐ หลังการต่อสู้ยืดเยื้อระหว่างชาวเนซ เพอร์ซกับกองทัพอเมริกัน เหตุการณ์นี้เป็นจุดสิ้นสุดของการถอยร่นที่เจ็บปวดของชนพื้นเมืองในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ

เบื้องต้น สาเหตุสำคัญมาจากคำสั่งให้อพยพชาวเนซ เพอร์ซจากหุบเขาวอลโลว่า (Wallowa Valley) ในรัฐโอเรกอน ไปยังเขตสงวนแลปไว (Lapwai) ในรัฐไอดาโฮ ระหว่างทางมีการปะทะบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกรณีคนขาวลักขโมยวัวของชาวอินเดียน ทำให้สถานการณ์บานปลายและกองทัพส่งกำลังกดปราบอย่างรุนแรงจนชาวเนซ เพอร์ซทนไม่ไหว

เมื่อยอมจำนน หัวหน้าโจเซฟกล่าวสุนทรพจน์อันโด่งดังแสดงความสิ้นหวังและห่วงใยประชาชนของตน ท่อนหนึ่งที่ถูกอ้างถึงคือ “ข้าเหนื่อยที่จะสู้รบต่อไป… ข้าต้องการเวลาที่จะค้นหาเด็ก ๆ ของข้า และนับดูว่าเหลือรอดกี่คน…หัวใจข้าอ่อนล้าและโศกเศร้า…ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป” 

4 ตุลาคม พ.ศ. 2447 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ทรงเปิดสำนักงาน ‘บุคคลัภย์’ สู่การจัดตั้งแบงค์สยามกัมมาจล

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2447 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ทรงประกอบพิธีเปิด “บุคคลัภย์” (Book Club) สำนักงานทดลองดำเนินกิจการแบบธนาคารพาณิชย์แห่งแรก ณ ตึกแถวสองชั้นของกรมพระคลังข้างที่ ตำบลบ้านหม้อ พระนคร โดยทรงออกหนังสือแจ้งว่ากิจการเป็นห้องสมุดสาธารณะ แต่การดำเนินงานจริงคือธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าการทดลองจะสำเร็จหรือไม่

ต่อมาเมื่อกิจการประสบความสำเร็จ ได้มีการก่อตั้งธนาคารในรูปแบบบริษัทจำกัดครั้งแรกชื่อ “บริษัทแบงก์สยามกัมมาจลทุน จำกัด” เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2449 โดยได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 5 ให้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างเป็นทางการ นับเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของคนไทย พร้อมได้รับพระราชทานตราอาร์มแผ่นดินเป็นตราประจำธนาคาร

ในปี พ.ศ. 2482 ธนาคารเปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด” มีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2518 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)” ชื่อที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก ใกล้สี่แยกรัชโยธิน

3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ลงนามสงบศึกกับฝรั่งเศส ไทยยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพื่อรักษาเอกราช

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ทรงลงนามใน “สนธิสัญญาสันติภาพ” กับฝรั่งเศส ภายหลังเหตุปะทะกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112” ในรัชกาลที่ 5

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2436 เมื่อเรือรบฝรั่งเศส 2 ลำ พร้อมเรือสินค้านำร่อง ฝ่าปากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา และถูกปืนใหญ่ไทยยิงสกัดจนเกิดการปะทะ ไทยสูญเสียทหาร 8 นาย บาดเจ็บ 40 นาย ขณะที่ฝรั่งเศสเสียทหาร 3 นาย และบาดเจ็บ 3 นาย ก่อนที่เรือรบฝรั่งเศสจะแล่นเข้ามาถึงกงสุลฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ

ผลจากสงครามนี้ ไทยต้องลงนามในสนธิสัญญาที่บังคับให้สยามชดใช้ค่าเสียหาย 3 ล้านฟรังก์ (ราว 1.56 ล้านบาทในสมัยนั้น) และยอมสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมกว่า 143,000 ตารางกิโลเมตร พร้อมทั้งถูกฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรีไว้นานกว่า 10 ปี จนกว่าจะชำระค่าเสียหายครบถ้วน

2 ตุลาคม พ.ศ. 2509 ในหลวง ร.๙ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐออสเตรีย ครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ สร้างมิตรภาพยั่งยืน

วันนี้ในอดีต 2 ตุลาคม พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐออสเตรีย อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 2 ตุลาคม ซึ่งนับเป็นการเสด็จเยือนครั้งที่สอง หลังจากในทศวรรษ 2500 พระองค์ได้ทรงเริ่มภารกิจเสด็จเยือนนานาประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตที่แน่นแฟ้นกับนานาชาติ

ความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรียนับว่ามีความใกล้ชิดและเป็นมิตรภาพที่ยาวนาน ไฮไลต์สำคัญของการเยือนเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกในปี 2507 เมื่อพระราชนิพนธ์เพลงของพระองค์ อาทิ Kinari Suite, Falling Rain, Love at Sundown, March Rajanavikayothin และ March Rajavallop ได้รับการบรรเลงโดยวง N.O. Tonkunstier Orchestra ที่กรุงเวียนนา และถ่ายทอดสดทางวิทยุไปทั่วประเทศ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางจากผู้ฟัง ทั้งยังมีการบรรเลงผลงานของโยฮัน สตรอสส์เหมือนที่เคยจัดถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนเวียนนาในปี 2440 อีกด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2507 สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (Institute of Music and Arts of Vienna) ได้ถวายเกียรติคุณสมาชิกกิตติมศักดิ์ลำดับที่ 23 แด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งนับเป็นพระมหากษัตริย์เอเชียพระองค์แรกที่ได้รับการยกย่องในฐานะนักประพันธ์เพลงระดับนานาชาติ

การเสด็จฯ เยือนออสเตรียของรัชกาลที่ 9 จึงไม่เพียงสะท้อนพระราชภารกิจด้านการทูต แต่ยังเป็นการเผยแพร่พระปรีชาด้านดนตรีไปทั่วโลก สร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักและชื่นชมในเวทีนานาชาติ ตอกย้ำบทบาทพระองค์ในฐานะผู้นำที่ทรงทั้งวิสัยทัศน์และพรสวรรค์รอบด้าน

1 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ครบรอบ 1 ปี ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา บนถนนวิภาวดีรังสิต คร่าชีวิตนักเรียน-ครู 23 ศพ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เกิดโศกนาฏกรรมบนถนนใหญ่ของไทย เมื่อรถบัสนักเรียนและครูจากโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ประสบอุบัติเหตุจนตัวรถเกิดไฟไหม้ขณะเดินทางอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต เขตลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตนักเรียน 20 คน และครูอีก 3 คน รวมผู้เสียชีวิต 23 ราย และมีผู้บาดเจ็บสาหัส 4 ราย

รถบัสคันดังกล่าวเป็นรถหนึ่งในขบวนทัศนศึกษาที่จะพาเด็ก ๆ เดินทางไปยังวัดพระศรีสรรเพชญ์ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ แต่ระหว่างการเดินทางรถเกิดเฉี่ยวชนแบริเออร์กลางถนนก่อนลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้องๆ นักเรียนและคุณครูผู้ที่อยู่บนรถรวม 46 คน หลายคนติดอยู่ภายในและไม่สามารถหนีออกมาได้

การสอบสวนภายหลังพบว่าตัวรถมีการดัดแปลงและติดตั้งถังแก๊ส CNG เกินมาตรฐาน ประกอบกับสภาพการใช้งานที่ยาวนานกว่า 50 ปี ทำให้เกิดคำถามต่อมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยของรถโดยสารในไทย 

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับศพและผู้บาดเจ็บไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พร้อมมีการเยียวยาจากรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ขณะที่ผู้นำทางการเมืองและสังคมร่วมไว้อาลัยและเรียกร้องให้ปฏิรูปมาตรฐานรถโดยสารนักเรียน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนนของไทย แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานรถโดยสารสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์สะเทือนใจเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

30 กันยายน พ.ศ. 2558 กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเปิด 'สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์'

ครบรอบ 10 ปี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิด 'สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์' (สะพานนนทบุรี 1) ซึ่งก่อสร้างตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างสะพานพระนั่งเกล้ากับสะพานพระราม 5 โดยสะพานมีรูปแบบโครงสร้างเป็นลักษณะสะพานคานขึง (Extardosed Prestressed Conctete Bridge) เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรของประชาชน และเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางในพื้นที่ตอนเหนือของกรุงเทพฯ เติมเต็มโครงข่ายคมนาคมให้เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบและเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อสะพานแห่งนี้ว่า “สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์” อันมีความหมายถึงสะพานที่เป็นอนุสรณ์ถึงพระบาทสมเด็จพระปรมาทิวรเสฏฐมหาเจษฎาบดินทรฯพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสะพานฯตั้งอยู่ใกล้กับวัดเฉลิมพระเกียรติ เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระอัยกา พระอัยกี และสมเด็จพระศรีสุลาไลยพระราชชนนีของพระองค์ ด้วยบริเวณดังกล่าวเป็นนิวาสสถานเดิมของพระอัยกา พระอัยกี และเป็นที่ประสูติของพระราชชนนีของพระองค์

29 กันยายน พ.ศ. 2562 ประธานาธิบดีจีน ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์ แด่กรมสมเด็จพระเทพฯ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง

วันนี้ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ 'รัฐมิตราภรณ์' จากรัฐบาลจีน เนื่องในวาระครบรอบ 70 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นผู้ถวาย ทั้งนี้ เพื่อแสดงถึงมิตรภาพและความร่วมมือที่ทรงมีให้กับจีนมาอย่างยาวนาน

28 กันยายน พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็น ‘ธงชาติไทย’

วันนี้ เมื่อ 108 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 โดยให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้นใหม่ เนื่องจากในสมัยนั้นไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งส่วนใหญ่ธงจะมีสามสี ธงชาติไทยในสมัยนั้นจึงเป็นรูปสี่เหลี่ยมรี ขนาดกว้าง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน มีแถบสีน้ำเงินแก่กว้าง 1 ส่วน ซึ่งแบ่ง 3 ของขนาดกว้างแห่งธงอยู่กลาง มีแถบขาวกว้าง 1 ส่วน ซึ่งแบ่ง 6 ของขนาดความกว้างแห่งธงข้างละแถบ แล้วมีแถบสีแดงกว้างเท่าแถบขาวประกอบชั้นนอกอีกข้างละแถบ และเรียกธงนี้ว่า ‘ธงไตรรงค์’ 

ทั้งนี้ ทรงกำหนดความหมายของสีธงชาติไว้ว่า สีแดง หมายถึง ชาติ คือประชาชน สีขาว หมายถึง ศาสนา และสีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์ ซึ่งธงไตรรงค์ หรือธงชาติไทย ถือเป็นสัญลักษณ์อันสูงสุดของชาติเป็นสิ่งเตือนใจให้อนุชนได้รำลึกถึงการเสียสละเลือดเนื้อของบรรพบุรุษเพื่อรักษาไว้ซึ่งแผ่นดิน และร้อยดวงใจคนทั้งชาติให้เป็นหนึ่ง หล่อหลอมความรักสามัคคี สร้างเสริมความภูมิใจในความเป็นชาติ ก่อเกิดเป็นพลังยิ่งใหญ่ในการพัฒนาชาติไทยให้วัฒนาสถาพร

จากนั้นคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557 ได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 กันยายน ของทุกปีเป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) และเริ่มในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นวันแรก โดยไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ รวมทั้งกำหนดให้มีการชักและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติและเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานธงไตรรงค์ เป็น ‘ธงชาติไทย’ และถือเป็นประเทศที่ 54 ของโลก ที่มีวันธงชาติอีกด้วย

27 กันยายน พ.ศ. 2448 กำเนิดสมการก้องโลก ‘E=mc2’ เป็นครั้งแรก จากมันสมองอันปราดเปรื่องของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’

27 กันยายน ค.ศ. 1905 (พ.ศ. 2448) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก เผยแพร่บทความเรื่อง ‘Does the Inertia of a Body Depend Upon Its Energy Content ?’ (จริงหรือไม่ที่ความเฉื่อยขึ้นอยู่กับพลังงานภายในของวัตถุ) เป็นครั้งแรก ซึ่งได้นำเสนอสมการก้องโลก E=mc2 สมการนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน อธิบายได้ว่า เมื่อให้พลังงานกับมวลเพื่อให้มีความเร็วเพิ่มขึ้น มวลนั้นก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นด้วย จากทฤษฎีนี้ทำให้นำสู่ผลที่ว่าไม่มีอะไรเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง หลักการนี้จึงเป็นหลักการเบื้องต้นของ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ (theory of relativity) 

แม้ว่าไอน์สไตน์จะใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือน ในการสร้างผลงานปฏิวัติโลกด้วยผลงานเด่น ๆ 3 ผลงานในปีนี้ คือ ‘ปรากฏการณ์โฟโตอิเลกตริก’ (Photoelectric Effect) / ‘การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน’ (Brownian Motion) และ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ’ (special relativity) แต่โลกต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษเพื่อทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าในผลงานเหล่านี้ 

ต่อมาได้มีการประกาศให้ปี 2448 เป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์และในปี 2548 วงการวิทยาศาสตร์โลกได้ประกาศให้เป็น ‘ปีฟิสิกส์โลก’ (World Year of Physics 2005) และมีการจัดงานฉลองครบรอบ 1 ศตวรรษปีมหัศจรรย์ไอน์สไตน์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top