Wednesday, 29 July 2026
TODAY SPECIAL

14 มกราคม ของทุกปี กำหนดเป็น “วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ” หมุดหมายมาตรการป่าไม้ไทย ชวนสังคมดูแลต้นน้ำ ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ

(14 ม.ค. 69) ทุกวันที่ 14 มกราคมของทุกปี ประเทศไทยกำหนดให้เป็น "วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ" เพื่อเตือนใจสังคมว่าป่าไม้คือฐานชีวิต ฐานเศรษฐกิจ และฐานความปลอดภัยของชุมชน โดยเฉพาะในยุคที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และรุนแรงมากขึ้น

วันที่ 14 มกราคมได้รับการกำหนดขึ้นจากเหตุการณ์สำคัญในปี 2532 ที่มีการประกาศใช้ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายด้านป่าไม้ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของกฎหมายในการจัดการป่าและระบบสัมปทาน ก่อนจะมีมติคณะรัฐมนตรีในปี 2533 ให้วันที่ 14 มกราคมเป็นวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ เพื่อย้ำให้สังคมร่วมกันปกป้องป่าไม้

เหตุการณ์ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากที่ตำบลกะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี 2531 เป็นบทเรียนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำ ป่าช่วยดูดซับน้ำและปกป้องหน้าดิน ลดความเสียหายจากน้ำหลากและดินถล่ม เมื่อพื้นที่ป่าลดลง ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติเหล่านี้ยิ่งเพิ่มขึ้น

คุณค่าของป่าไม้อยู่ที่บริการระบบนิเวศ เช่น การรักษาวัฏจักรน้ำ การควบคุมอุณหภูมิ และการกักเก็บคาร์บอน หากป่าลดลง ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายไม่ใช่แค่ทรัพยากรหายไป แต่เพิ่มความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพและเศรษฐกิจ

แม้จะมีความพยายามรณรงค์ แต่ป่าไม้ของไทยยังเหลือเพียงประมาณ 31.46% ของพื้นที่ประเทศ (ข้อมูลปี 2567) ดังนั้น การดูแลป่าจึงต้องเป็นวาระร่วมของทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่กิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งเดียว แต่ต้องต่อเนื่องทั้งการดูแลและปกป้องพื้นที่ป่าเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา : https://www.forest.go.th/songkhla13/14-%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84/

13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" รำลึกจุดเริ่มต้นฟ้าไทย จากเครื่องบิน 8 ลำ ยุครัชกาลที่ 6 สู่การบินที่เชื่อมต่อโลก จุดเปลี่ยนความมั่นคง เศรษฐกิจไทย

(13 ม.ค. 69) ในวันที่ 13 มกราคมของทุกปี ถือเป็น "วันการบินแห่งชาติ" ของประเทศไทย เพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นสำคัญของการบินไทยที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 6 ด้วยเครื่องบิน 8 ลำ และนักบิน 3 นายที่ได้รับการส่งไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีการบินในยุคใหม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งแผนกการบินในกระทรวงกลาโหม และส่งนายทหารไปฝึกวิชาการบินที่ฝรั่งเศส ขณะที่รัฐบาลซื้อเครื่องบินเข้าประจำการเครื่องแรกเพื่อเสริมสร้างกองทัพอากาศไทย

ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2457 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการบินครั้งแรกของนายทหารไทย ซึ่งเป็นการประกาศว่า สยามพร้อมเข้าสู่ยุคการบินและมีกำลังทหารอากาศของตนเอง โดยมีการแสดงยุทธวิธีทางทหารและโปรยกระดาษถวายพระพรจากท้องฟ้า

"การบินไม่ใช่แค่เรื่องของนักบิน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจ" จึงเป็นวันที่เตือนใจถึงการกล้าเสี่ยงและก้าวไกลทางเทคโนโลยีของคนไทย ที่ช่วยสร้างระบบการบินในประเทศไทยขึ้นตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

ทุกปีภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะจัดพิธีวางพวงมาลาถวายพระเกียรติและจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้และระลึกถึงความสำคัญของอากาศยานและฟ้าไทยในวันนี้

ที่มา : https://url.in.th/TYsci

11 มกราคม 2552 ย้อนอดีตเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่มีสีสันมากที่สุด คนกรุงโหวต “สุขุมพันธุ์” ขึ้นนั่งผู้ว่าฯ ชนะกลางศึก ปชป.–เพื่อไทย ผู้สมัครใหม่สร้างสีสันการเมืองกรุง

(11 ม.ค. 52) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งพิเศษในวันที่ 11 มกราคม 2552 กลายเป็นหมุดหมายการเมืองสำคัญ เมื่อม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร หรือ 'คุณชายหมู' จากพรรคประชาธิปัตย์ ชนะเลือกตั้งขึ้นครองเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 15 ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองระดับชาติที่มีการแตกขั้วอย่างชัดเจน

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.กลางคัน เนื่องจากถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท แม้เขาจะยืนยันความบริสุทธิ์แต่แรงกดดันทางการเมืองนำไปสู่การลาออกและการเลือกตั้งใหม่

สนามเลือกตั้งรวบรวมผู้สมัครจากหลากหลายฝ่าย เช่น 'คุณชายหมู' จากพรรคประชาธิปัตย์, 'ยุรนันท์ ภมรมนตรี' จากพรรคเพื่อไทย, 'หม่อมปลื้ม' ผู้สมัครอิสระ และผู้ตรวจสอบจากกลุ่มกรุงเทพฯ ใหม่ โดยโพลและสื่อมวลชนส่วนใหญ่ชี้ชัดว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังคงนำโด่งในคะแนน

ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า 'คุณชายหมู' ได้คะแนนประมาณ 45.4% ทิ้งห่างอันดับสองเกือบ 3 แสนเสียง ส่งสัญญาณว่าแม้การเมืองระดับชาติจะแตกขั้ว แต่ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ ยังแข็งแกร่ง ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังไม่สามารถทะลวงฐานเสียงเมืองหลวงได้เต็มที่

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นทั้งการเลือกตั้งและการทดสอบพลังทางการเมืองในกรุงเทพฯ และสะท้อนภาพรวมที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นฐานมั่นของประชาธิปัตย์ในช่วงเวลาหนึ่ง รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นยุคของ 'คุณชายหมู' ที่บริหารกรุงเทพฯ ถึงสองสมัยติดต่อกัน

10 มกราคม 2489 ‘สหประชาชาติ’ จัดประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งแรก ชาติมาพบกันกลางลอนดอน โดยมีตัวแทนจาก 51 ชาติ เข้าร่วม เปิดทางให้ไมโครโฟนแทนปืน

(10 ม.ค. 69) เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2489 เป็นวันเปิดประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งแรก ณ Methodist Central Hall ในลอนดอน ท่ามกลางความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวแทนจาก 51 ประเทศมารวมตัวกันไม่ใช่เพื่อรบ แต่เพื่อกำหนด "กติกาโลกใหม่" ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยความหมาย ทั้งที่เมืองยังมีร่องรอยจากระเบิดและความวุ่นวายแต่โลกก็พยายามสลับจาก “การยิงปืน” มาเป็น “การพูดคุยด้วยไมโครโฟน” ในเวทีที่ทุกเสียงมีค่าเท่ากัน โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 'เคลเมนต์ แอตต์ลี' เปิดประชุมเน้นย้ำถึงความร่วมมือป้องกันสงครามและควบคุมอาวุธนิวเคลียร์

สมัชชาใหญ่แตกต่างจากคณะมนตรีความมั่นคงตรงที่ทุกประเทศมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่ว่าจะประเทศใหญ่หรือเล็ก และเป็นโอกาสประวัติศาสตร์ที่ประเทศเล็กสามารถมีเสียงในเวทีโลกครั้งแรก โดยมี 'ปอล-อ็องรี สปาก' จากเบลเยียม เป็นประธานที่ประชุมคนแรก

วาระสำคัญคือการเริ่มจัดการกับอาวุธนิวเคลียร์และปัญหาผู้ลี้ภัยหลังสงครามโลก ซึ่งต่อมาได้นำไปสู่การก่อตั้งโครงสร้างช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสากลอย่าง 'UNHCR' และวางรากฐานแนวทางควบคุมอาวุธในระดับพหุภาคี

สมัชชาใหญ่ครั้งแรกเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลกที่ประกาศว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือหลักอีกต่อไป แต่จะใช้การโต้เถียงและลงมติโดยสันติแทน นับเป็นการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในเวทีสันติภาพโลก

ที่มา : https://www.history.com/this-day-in-history/january-10/first-meeting-of-the-united-nation

9 มกราคม 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์ ก่อสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานแรกเชื่อมสองฝั่งเจ้าพระย

(9 ม.ค. 69) เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 เป็นวันสำคัญของกรุงเทพฯ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์สะพานพระพุทธยอดฟ้า หรือ "สะพานพุทธ" กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ปลายถนนตรีเพชร ฝั่งพระนคร นับเป็นสะพานแรกที่เชื่อมฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีอย่างแท้จริง

สะพานพระพุทธยอดฟ้าไม่ใช่แค่สะพานรถยนต์ แต่เป็นพระบรมราชานุสรณ์เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือรัชกาลที่ 1 ผู้ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และสะพานนี้ยังออกแบบเป็นสะพานเหล็กแบบเปิด–ปิด (bascule bridge) ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในยุคนั้น

หลังเปิดใช้งานในวันที่ 6 เมษายน 2475 ความสะดวกในการเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้สองฝั่งเมืองกลายเป็น "เมืองเดียวกัน" การข้ามฝั่งจาก ย่านสำเพ็ง บ้านหม้อ เสาชิงช้า ไปยังฝั่งธนบุรีง่ายขึ้นอย่างมาก สะพานแห่งนี้จึงเป็นทั้งสะพานทางสังคมและเศรษฐกิจ

พิธีวางศิลาฤกษ์มีการประกอบพิธีทางศาสนาและบวงสรวงโดยพระสงฆ์และพราหมณ์ พร้อมกับพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์ที่มีการฝังเอกสารและเครื่องหมายรัชกาลไว้ใต้ฐานรากสะพาน ถือเป็นสัญญาณการเริ่มต้นยุคใหม่ของเมืองหลวง

แม้ประเทศจะผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สะพานพระพุทธยอดฟ้ายังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพฯ เป็นเส้นทางรถยนต์และจุดชมวิวที่สะท้อนประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านของเมืองหลวงไทย

ที่มา : https://shorturl.asia/eGilT

8 มกราคม วันคล้ายวันประสูติ ‘สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา’

วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของปวงชนชาวไทยอีกวันหนึ่ง โดยเป็นวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งประสูติเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2530 และทรงเจริญพระชนมายุครบ 37 พรรษา

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระเชษฐภคินีและพระอนุชา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

เมื่อแรกประสูติทรงดำรงพระอิสริยยศ ‘หม่อมเจ้า’ มีพระนามว่า ‘หม่อมเจ้าบุษย์น้ำเพชร มหิดล’ ต่อมาได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าจักรกฤษณ์ยาภา มหิดล’ จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระราชทานพระนามใหม่ว่า ‘หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล’ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น ‘พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์’ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2548

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นทั้งนักกีฬาขี่ม้าและอดีตนักแบดมินตันทีมชาติไทย ในวันที่ 21 กรกฎาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศ ‘พันเอกหญิง’ ในฐานะพระอาจารย์หัวหน้าแผนก โรงเรียนทหารม้า ศูนย์การทหารม้า (อัตราพันเอก)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบแฟชันและเครื่องประดับ โดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยทรงออกแบบเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ ‘SIRIVANNAVARI’ และ S’Home เสื้อผ้าของสตรีและบุรุษ ได้รับเสียงชื่นชมอย่างเนืองแน่นในวงการแฟชั่นโลก กับการออกแบบเสื้อผ้าชั้นสูงที่มีความประณีต ที่เหล่าผู้มีชื่อเสียงนิยม ทั้งยังมีแบรนด์ต่างๆ อย่าง Sirivannavari maison แบรนด์ของแต่งบ้าน รวมไปถึงแบรนด์ชุดแต่งงาน

นอกจากทรงออกแบบเสื้อผ้าคอลเลกชันต่างๆ แล้ว พระองค์ยังทรงสนับสนุนผ้าไทย ด้วยการนำผ้าไหมมาตัดเย็บเป็นชุดต่างๆ ทั้งนี้ยังทรงออกแบบชุดให้กับ เดมี ลีห์ เนล ปีเตอร์ มิสยูนิเวิร์ส 2017 และโศภิดา กาญจนรินทร์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ได้สวมใส่ในการประกวดรอบไทยไนท์ของเวทีนางงามจักรวาลที่จัดประกวดที่ประเทศไทยอีกด้วย ทำให้กระทรวงวัฒนธรรมถวายรางวัลศิลปาธร ประจำปี 2561 ในสาขาศิลปะการออกแบบ (แฟชันและเครื่องประดับ) ด้วยความสนพระทัยด้านแฟชัน พระองค์จึงเสด็จไปทอดพระเนตรงานปารีสแฟชันวีกอยู่เสมอ และได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อต่างชาติ อาทิ นิตยสาร Grazia ประเทศอังกฤษ จัดอันดับให้พระองค์ทรงอยู่ในลำดับที่ 1 ของเจ้าหญิงที่มีสไตล์ที่สุดในโลก จนได้รับการขนานนามว่าทรงเป็น ‘เจ้าหญิงแฟชัน’

ทั้งนี้ พระองค์ยังทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนปริญญาเอก ศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อีกด้วย

ที่มา : https://www.matichon.co.th/court-news/news_1481254

แม่ชมพู่จัดแฟชั่น!! ทริปหิมะฝรั่งเศสสุดอบอุ่น แม่ชมเปลี่ยนลุคทุกวัน น้องเกลฉายแววสไตล์จัดเต็ม รวมครอบครัวอบอุ่นที่ Courchevel

(7 ม.ค. 69) ครอบครัว "รังษีสิงห์พิพัฒน์" โดย "ชมพู่ อารยา" พาแฟนคลับลุ้นทริปหิมะฝรั่งเศสที่รีสอร์ตสกีชื่อดัง Courchevel พร้อมแคปชั่นว่า "แต่งตัวจัดไปวันๆ" สร้างความฮือฮาในโซเชียล เมื่อแม่เปลี่ยนลุคไม่ซ้ำวัน และลูกสาวคนเล็ก "น้องเกล" ไม่ธรรมดาในเรื่องแฟชั่น

ในโพสต์ที่แชร์ในโซเชียลมีการยกให้ "แม่ชม" เป็นแฟชั่นไอคอนตัวจริง แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ "น้องเกล" ลูกสาวที่ถูกชื่นชมว่าแฟชั่นจัดเต็มไม่แพ้แม่ "แต่ละวันแต่ละชุดก็ไม่เบาเหมือนกัน" เรียกความเอ็นดูจากแฟนคลับอย่างมาก

ทริปนี้ไม่ใช่แค่ท่องเที่ยวธรรมดา แต่ยังเป็นรันเวย์แฟชั่นกลางหิมะ โดยครอบครัวนี้ได้รวมตัวกันอย่างอบอุ่น นอกจากนั้นยังได้เห็นการร่วมทริปของ "แพทริเซีย กู๊ด" และสามี "โน้ต วิเศษ" สร้างภาพความอบอุ่นของครอบครัวใหญ่

โครงการ Courchevel ถือเป็นรีสอร์ตระดับโลกที่ตั้งอยู่ในแคว้น Rhone-Alpes ประเทศฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในสกีโซนใหญ่ "Three Valleys" ที่นักท่องเที่ยวสายสโนว์คุ้นเคยกันดี ทริปนี้จึงได้ทั้งวิวธรรมชาติและแฟชั่นโชว์จากครอบครัวนี้พร้อมกัน

ที่มา : https://www.sanook.com/news/9866538/

7 มกราคม 2408 วันสวรรคต 'กษัตริย์วังหน้า' พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระประชวรวัณโรค ปิดตำนานพระอัจฉริยภาพแห่งยุคนั้น

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบุตรลำดับที่ 50 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2351 ณ พระราชวังเดิม

หลังพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชวงศ์และเสนาบดีมอบหมายให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎ แต่พระมงกุฎตรัสให้เชิญสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี ขึ้นครองราชย์เพราะพระองค์ทรงมีพระชะตาแรงและทรงสามารถควบคุมกำลังทหารได้มาก

พระองค์ทรงบวรราชาภิเษกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม และได้รับพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธยในพระสุพรรณบัฏยาวว่า "พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศร์มหิศเรศรังสรรค์" ซึ่งมีความหมายถึงพระราชศักดิ์สูงสุด

หลังครองราชย์ได้ 15 ปี พระองค์ทรงพระประชวรด้วยวัณโรคและเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 สิริพระชนมพรรษา 58 พรรษา ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถในยุคสมัยนั้น

ที่มา : http://lakmuangonline.com/?p=53718

 

5 มกราคม 2484 ไทยลุยอินโดจีน ย้อนรอยสงครามฝรั่งเศส-ไทย เปิดฉากรุกชายแดน กองทัพบก-อากาศข้ามลาวกัมพูชา ญี่ปุ่นกดดันหย่าศึกกรณีพิพาท ชัยชนะที่ไม่ถาวรบนแผนที่

(5 ม.ค. 69) วันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2484 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อกองทัพไทยเริ่มปฏิบัติการรุกข้ามชายแดนเข้าไปยังลาวและกัมพูชา ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของอินโดจีนฝรั่งเศสในขณะนั้น เพื่อทวงคืนดินแดนที่เคยเสียให้ฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5

ในช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสถูกกดดันหนักจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และอิทธิพลของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลจอมพล 'ป.พิบูลสงคราม' เห็นว่าถึงเวลาที่ไทยจะต้องลุกขึ้นทวงคืนดินแดน พร้อมทั้งเสริมกำลังทหารด้วยอาวุธและยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ รวมถึงกองทัพอากาศที่เหนือกว่า ฝรั่งเศสในอินโดจีน เริ่มปะทะที่เวียงจันทน์ พระตะบอง และสีโสภณ พร้อมกันนั้นมีการปะทะอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ไทยประกาศเดินเกมรุก

การรุกครั้งใหญ่ในวันที่ 5 มกราคม เริ่มจากกองทัพบูรพาที่เข้าแถบกัมพูชา และกองทัพอีสานที่ปฏิบัติการฝั่งลาว โดยไทยยึดพื้นที่สำคัญหลายแห่งทั้งในลาวและกัมพูชา พร้อมมีเครื่องบินทิ้งระเบิดสนับสนุน ทำให้ดุลยภาพบนบกเอนไปทางไทยอย่างชัดเจน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฝรั่งเศสจะยอมถอยง่าย ๆ หลังจากนั้นมีการสู้รบหนักเช่นที่หมู่บ้านยางดังขุมและยุทธนาวีเกาะช้างที่ฝรั่งเศสชนะทางทะเล ญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทเป็นคนกลางกดดันให้หยุดยิง และนำไปสู่ข้อตกลงในเดือนพฤษภาคม 2484 ที่ฝรั่งเศสยอมคืนดินแดนบางส่วนให้ไทย

อย่างไรก็ตามหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ฝรั่งเศสกลับมาและไทยต้องคืนดินแดนเพื่อแลกกับการเข้าร่วมสังคมโลก แม้ชัยชนะครั้งนั้นจะไม่ยืนยาว แต่วันที่ 5 มกราคม ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศเล็กอย่างไทยก็สามารถยืนได้ในเกมมหาอำนาจ ผ่านประวัติศาสตร์บทหนึ่งที่ไม่ลืม

ที่มา :https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99

 

4 มกราคม ของทุกปี วันทหารม้า รำลึกวีรกรรมสมเด็จพระเจ้าตากสิน จุดตั้งต้นการกู้แผ่นดิน ฝ่าทัพพม่าจากอยุธยา ที่บ้านพรานนก จุดตั้งต้นการกู้แผ่นดิน

ทุกปีวันที่ 4 มกราคม ถือเป็น "วันทหารม้า" ซึ่งมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยยุคปลายกรุงศรีอยุธยา คือศึกบ้านพรานนก ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในอดีตเมื่อครั้งดำรงพระยาวชิรปราการ นำกองกำลังทหารม้าฝ่าทัพพม่าทะลวงออกจากกรุงที่ถูกล้อมเพื่อสร้างจุดตั้งหลักใหม่ในการกู้ชาติ

พระองค์ตัดสินใจควบม้าหนีจากเมืองแตกเพื่อตั้งหลักสู้ใหม่อย่างกล้าหาญและเด็ดขาด การเลือกใช้กำลังน้อยแต่เคลื่อนที่เร็ว และพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างว่องไว ทำให้กองทัพสามารถพลิกสถานการณ์ในศึกบ้านพรานนกจนเป็นชัยชนะสำคัญ และทำให้สามารถตั้งฐานที่มั่นที่จันทบุรีได้

ในปัจจุบัน "ทหารม้า" หมายถึงเหล่ากำลังที่มีความเร็วและความคล่องตัวสูง โดยใช้อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่แทนม้า แต่ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณเดียวกัน คือ "ไปให้ไว ตัดสินใจให้เด็ดขาด" มีบทบาทสำคัญในการโจมตีทะลวงแนวข้าศึกและลาดตระเวนครองพื้นที่

ทุกปีในวันทหารม้า มีพิธีถวายราชสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมน้อมรำลึกถึงวีรกรรมและจิตใจที่กล้าหาญของเหล่าทหารม้าไทย "วันทหารม้า" จึงเป็นวันที่เตือนใจให้ระลึกถึงความกล้าหาญและความเร็วว่องไวที่ยังคงถูกคาดหวังในกองทัพไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%B2


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top