Sunday, 7 June 2026
ECONBIZ NEWS

‘เอกนัฏ’ ลงนามขอยื่นถอดถอนสิทธิ BOI 'ซินเคอหยวน' หลังตรวจพบเหล็กของบริษัทฯ ตกมาตรฐานหลายรอบ

(4 เม.ย.68) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ส่งหนังสือด่วนยื่นถอดถอนสิทธิประโยชน์การลงทุน BOI ของ 'ซินเคอหยวน' บริษัทสัญชาติจีน จังหวัดระยอง เหตุผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นตกมาตรฐาน หวั่นกระทบความปลอดภัยประชาชนคนไทย หลังมีเหตุตึก สตง. ถล่ม เนื่องจากบริษัทไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.โรงงาน จนต้องปิดชั่วคราวตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้านมาตรการความปลอดภัยในโรงงานได้เสร็จสิ้น รวมถึงเรื่องมาตรฐานเหล็กเส้นข้ออ้อยของบริษัทที่ตกมาตรฐานการทดสอบโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยถึง 2 ครั้ง ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และมีหนังสือแจ้งเตือนให้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ตามหนังสือเลขที่ อก0706/12709 ลงวันที่ 27 ธ.ค. 2567 ซึ่งยังไม่สามารถปรับปรุงได้และหนังสือแจ้งเตือนยังมีผลอยู่

ส่วนประเด็นหนังสือแจ้งเตือนเรื่องระบบควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์บกพร่อง ลงวันที่ 23 ธ.ค. 2567 ที่ปรากฏในข่าวนั้น ทางรัฐมนตรีฯ เอกนัฏ ได้มีคำสั่งให้ทีมตรวจสุดซอยของกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้จะไม่กระทบต่อการระงับการประกอบการ การจำหน่าย หรือการยื่นเพิกถอนและประโยชน์การส่งเสริมการลงทุน 

ส่วนกรณีประเด็นเอกสารของกระทรวงอุตสาหกรรมไม่สมบูรณ์ จนทำให้มีการยกเลิกการประชุมถอนสิทธิการส่งเสริมการลงทุนได้นั้น ข้อเท็จจริงคือในวันนี้ (4 เมษายน2568) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการลงนามการถอดสิทธิประโยชน์การลงทุนของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด เพื่อเสนอเข้าบอร์ด BOI ต่อไป

“กระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันจะปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานวัสดุก่อสร้าง เพราะการรักษาความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” นายพงศ์พลกล่าว

‘สรส.-สสรท.’ 2 สมาพันธ์แรงงาน เข้าพบ ‘รองนายกฯ พีระพันธุ์’ ยื่น ตรวจสอบคุณสมบัติบอร์ด ปตท. หวั่นเอื้อกลุ่มทุนพลังงาน

สรส.-สสรท. ยื่น ตรวจสอบคุณสมบัติบอร์ด ปตท. หวั่นเอื้อกลุ่มทุนพลังงาน ‘พีระพันธุ์’ ชี้ภาครัฐมีข้อจำกัดในการควบคุมแทรกแซงแม้เห็นความเคลื่อนไหวผิดปกติ แนะผลักดันกฎหมายเพิ่มอำนาจ สคร.ปกป้องประโยชน์ชาติและประชาชน

เมื่อวันที่ (3 เม.ย.68) ที่ผ่านมา นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เปิดเผยว่า สรส.ร่วมกับสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของคณะกรรมการบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยอ้างอิงจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าบุคคลบางรายที่ดำรงตำแหน่งกรรมการ อาจมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และบางรายมีประวัติเกี่ยวข้องกับบริษัทด้านพลังงาน ซึ่งอาจขัดกันแห่งผลประโยชน์

นายมานพระบุว่า ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) มีหน้าที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าการแต่งตั้งกรรมการเหล่านี้มีความโปร่งใสหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า สรส.จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ขณะที่นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สสรท. ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าพบนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยตั้งคำถามถึงเหตุผลที่รัฐบาลไม่สามารถลดราคาไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซได้ ทั้งที่มีความพยายามจากกระทรวงพลังงานในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว

นายสาวิทย์เปิดเผยว่า จากการหารือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยอมรับถึงข้อจำกัดตามกฎหมายในปัจจุบัน ที่ทำให้รัฐไม่สามารถควบคุมหรือแทรกแซงการบริหารจัดการของบริษัทในเครือ ปตท. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเห็นความเคลื่อนไหวด้านการโอนทรัพย์สินจากบริษัทแม่ไปยังบริษัทลูก แต่รัฐมนตรีก็ไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบโดยตรง

ด้วยเหตุนี้ นายพีระพันธุ์จึงแนะให้ทั้ง สรส. และ สสรท. ร่วมกันผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนได้อย่างแท้จริง

‘ทริสเรทติ้ง’ คงอันดับเครดิต ‘OR’ ระดับ AA+ แนวโน้มคงที่ 3 ปีติด สะท้อนความแข็งแกร่งบริษัทในฐานะผู้นำตลาดค้าปลีกน้ำมัน

(3 เม.ย. 68) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ "AA+" ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" จากทริสเรทติ้ง (TRIS Rating) สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของบริษัทในฐานะผู้นำตลาดค้าปลีกน้ำมันของประเทศ

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR เปิดเผยว่า OR ได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจาก TRIS ที่ระดับ AA+ ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ต่อเนื่องเป็นปีที 3 ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจ และตอกย้ำความเป็นผู้นำของ OR ในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและการจำหน่ายเชิงพาณิชย์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในประเทศไทย และเป็นหลักสำคัญในการกระจายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของกลุ่ม ปตท. ควบคู่ไปกับนโยบายบริหารการเงินที่มีความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ

TRIS ให้ความเชื่อมั่นสูงใน OR โดยพิจารณาจากจุดแข็งหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นองค์กรที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและความสามารถในการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมทั้งเครือข่ายสถานีบริการและช่องทางกระจายสินค้า รวมไปถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ PTT Station ที่มีสถานีบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งให้ PTT Station เป็นศูนย์กลางในการเติมเต็มทุกความสุขและเติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและการขยายธุรกิจไลฟ์สไตล์ของ OR ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กร ทำให้ OR สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดค้าปลีกน้ำมันและตลาดปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่เอาไว้ได้

ในช่วงที่ผ่านมา OR ได้เพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการ ขยายพื้นที่ และเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่บริษัท การจัดอันดับของ TRIS ครั้งนี้แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจ กระแสเงินสด และสภาพคล่องที่แข็งแกร่งของ OR แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนของราคาน้ำมัน และสภาวะการแข่งขันระหว่างผู้ค้าปลีกน้ำมันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ OR ยังคงมุ่งมั่นสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งบริหารสถานะทางการเงินให้มีความเข้มแข็งและพร้อมรับมือกับความท้าทาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน

'สุวรรณโอสถ’ รีแบรนด์สู่ 'เครื่องบินลูกโลก' พร้อมส่งไม้ต่อทายาทรุ่นที่ 3 นั่งแท่นบริหารเต็มตัว

‘สุวรรณโอสถ โค้ว เตีย หมง’  เปลี่ยนชื่อเป็น ‘เครื่องบินลูกโลก’ พร้อมส่งไม้ต่อทายาทรุ่น 3 บริหารธุรกิจเต็มตัว

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 68 บริษัท สุวรรณโอสถ (โค้วเตียหมง) ผู้ผลิตยาหอมเครื่องบินลูกโลก ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท เครื่องบินลูกโลก จำกัด ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับชื่อผลิตภัณฑ์ของบริษัท 

พร้อมทั้งได้มีการส่งต่อการบริหารงานทั้งหมดให้กับ นายประวิทย์ สุวรรณสัญญา รองประธานบริษัท ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ขึ้นมาเป็นผู้บริหารต่อจากรุ่นพ่อ ซึ่งก็คือนายอนันต์ สุวรรณสัญญา ที่แม้จะดำรงตำแหน่งประธานบริษัท แต่ก็จะวางมือจากการบริหารมาเป็นที่ปรึกษาให้กับบุตรชายแทน

นายประวิทย์ กล่าวว่า ตนจะมุ่งมั่นสานธุรกิจครอบครัว และมั่นใจว่าจะนำพาผลิตภัณฑ์ของบริษัทไปอยู่ในใจคนทุกรุ่นทุกวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่  โดยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสต่อยอดทางธุรกิจ 

โดยแนวทางการบริหารธุรกิจในยุคของนายประวิทย์นั้น ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในวัยทำงานให้มากขึ้น จากเดิมเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้สูงวัย ขณะเดียวกัน ยังจะปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดเข้าสู่ตลาดออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การตลาดมีการแข่งขันกันสูง พร้อมทั้งเตรียมปล่อยตัวสินค้าใหม่ในยุค 3 มาวางจำหน่ายเร็ว ๆ นี้

‘พีระพันธุ์’ ระบุ คนไทยมีภาระมาก รัฐควรแบกรับส่วนต่างค่าไฟแทน ชี้ กรอบเป้าหมายไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย

คนไทยมีภาระมาก รัฐควรแบกรับส่วนต่างค่าไฟแทน ชี้ กรอบเป้าหมายไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย

‘ดร.วีระศักดิ์’ ชี้ ไทยต้องเร่งเจรจา - ซื้อสินค้าสหรัฐฯมากขึ้น พร้อมปรับทิศทางการค้า มุ่งตลาดจีน – อินเดีย - อาเซียน

(3 เม.ย. 68) ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยแพร่บทวิเคราะห์นโยบาย “Reciprocal Tariffs” และ “สงครามภาษี” ของทรัมป์ ในบริบทเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ว่านโยบาย “Reciprocal Tariffs” เสนอให้สหรัฐอเมริกาเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่ “เทียบเท่า” หรือ “ลดหย่อนจากอัตราที่ประเทศต่างๆ เก็บจากสินค้าอเมริกัน” 
ตัวอย่าง :
•ประเทศไทย
•เรียกเก็บภาษีจากสินค้าอเมริกัน: 72%
•ทรัมป์เสนอเก็บภาษีจากสินค้าไทย: 36%

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
1. การกลับมาของแนวคิดกีดกันทางการค้า (Protectionism)
•เป็นการลดบทบาทของ WTO และแนวทางการค้าเสรี
•จุดชนวนให้เกิด “สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน, สหภาพยุโรป และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

2. ห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับผลกระทบ
•อุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดอเมริกา เช่น เวียดนาม ไทย เกาหลีใต้ จะได้รับผลกระทบจากยอดส่งออกที่ลดลง
•ทำให้บริษัทข้ามชาติต้องทบทวนการตั้งฐานการผลิต

3. เงินเฟ้อและราคาสินค้าสูงขึ้น
•ผู้บริโภคในสหรัฐฯ และทั่วโลกจะต้องแบกรับต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น
•อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

4. การปรับทิศทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ
•ประเทศต่างๆ อาจลดการพึ่งพาการค้าอเมริกา และหันไปหาตลาดจีน อินเดีย หรือในภูมิภาคอาเซียนผ่าน RCEP

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

1. ภาคการส่งออกเสี่ยงอย่างมาก
•หากถูกเก็บภาษี 36% จากสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อาจกระทบสินค้าไทยหลายหมวด เช่น:
•ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
•ชิ้นส่วนยานยนต์
•ผลไม้ อาหารแปรรูป
•กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าไทยอาจเสียรายได้จากการส่งออก 7–8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

2. จีดีพีลดลง
•การส่งออกไทยคิดเป็นเกือบ 60% ของจีดีพี
•หากรายได้ส่งออกหายไป อาจทำให้จีดีพีลดลงถึง 1.2 จุดเปอร์เซ็นต์ จากที่คาดการณ์เดิมที่ 2.5%

3. มาตรการรับมือของไทย
•พยายาม นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่ม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำมันดิบ
•พิจารณา ลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ บางรายการ
•อาจต่อรองให้ ซื้อหรือเช่าเครื่องบินจากบริษัทอเมริกัน เพื่อรักษาความสัมพันธ์

4. ผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างชาติ
•นักลงทุนต่างชาติอาจหลีกเลี่ยงไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ
•ประเทศที่ถูกเก็บภาษีน้อยกว่า เช่น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ หรือชิลี อาจได้เปรียบมากขึ้น

ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์
1.ใช้การทูตเชิงรุก เจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
2.เร่งกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออก ไปยังประเทศในอาเซียน จีน อินเดีย และตะวันออกกลาง
3.ยกระดับอุตสาหกรรมไทย ให้มีนวัตกรรม เทคโนโลยีสูง เพื่อหลุดจากการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์
4.ส่งเสริมการค้าในภูมิภาค ผ่านข้อตกลง RCEP และกรอบความร่วมมืออื่นๆ

“ภาษี 36% ต่อสินค้านำเข้าจากไทย” จะรุนแรงและมีผลลุกลามในหลายระดับ โดยเฉพาะในกลุ่ม ร้านอาหารไทย และ ซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชียในสหรัฐฯ ซึ่งเป็น “แนวหน้า” ของวัฒนธรรมการบริโภคเอเชียในอเมริกา

ต่อไปนี้คือ การวิเคราะห์เจาะลึกในประเด็นที่ยกขึ้นมา:

1. ภาษี 36% ของสินค้าไทย “แรงกว่า” จีน
•จีน 34% แต่ไทย 36% สะท้อนว่าทรัมป์มองไทยเป็นประเทศที่ได้เปรียบการค้ากับสหรัฐมากกว่าจีนในสัดส่วนบางหมวด ซึ่ง น่าตกใจ และอาจมีผลกระทบ “แรงเฉียบพลัน” เพราะจีนมีอำนาจต่อรองและโครงข่ายส่งออกหลากหลายกว่า
•ไทยอาจไม่มีระบบ “โซ่อุปทานภายในประเทศ” ที่ใหญ่พอจะดูดซับผลกระทบได้ทัน เช่น จีนหรืออินเดีย

2. ร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤติ 3 ชั้น
•ต้นทุนสินค้าเพิ่มทันที 30–40%: น้ำปลา ซอส น้ำพริก มะพร้าว เครื่องแกง เครื่องปรุงสำเร็จ—สินค้าหลักที่ร้านอาหารไทยพึ่งพาเกือบ 100%
•ไม่สามารถปรับราคาขายได้ทัน: เพราะลูกค้าเป็นชาวอเมริกันหรือคนเอเชียหลากหลายเชื้อชาติที่มีความไวต่อราคามาก
•ความเสี่ยงสูญเสียลูกค้า + ปิดกิจการ: ร้านอาหารไทยขนาดเล็กและกลางจะมี “margin” ต่ำอยู่แล้ว ภาษีนี้อาจทำให้หลายร้านถึงขั้นต้องลดพนักงานหรือปิดตัว

3. วิกฤติที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชีย (Asian Markets)
•ซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชีย เช่น 99 Ranch, H Mart, Mitsuwa, หรือร้าน Local อาจเจอปรากฏการณ์ “ตุนของ” ทันทีในคืนนี้หรือสัปดาห์นี้
•สินค้าไทย เช่น น้ำปลา ตราเด็กสมบูรณ์ / น้ำพริกเผา / ข้าวหอมมะลิ / น้ำกะทิ / มะม่วงดอง ฯลฯ จะมีราคาสูงขึ้นทันที 30–40% เมื่อสต๊อกเก่าหมด
•จะกระทบ ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเอเชียในสหรัฐฯ หลายสิบล้านคน โดยเฉพาะ คนไทย เวียดนาม ลาว เขมร และชาวจีนบางกลุ่มที่ใช้ของไทยเป็นประจำ

4. ผลกระทบทางวัฒนธรรมและ Soft Power ของไทย
•ร้านอาหารไทยคือ Soft Power ที่สำคัญที่สุดของไทยในต่างประเทศ มีบทบาทในการสร้างภาพลักษณ์ เชื่อมโยงวัฒนธรรม และกระตุ้นการท่องเที่ยว
•ภาษีนี้ ทำลายเส้นเลือดฝอยของ Soft Power ไทย อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระดับนี้

ข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน
1.รัฐบาลไทยควรเจรจาระดับทวิภาคีเร่งด่วน โดยเน้นความเสียหายทางวัฒนธรรมและผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐ
2.ใช้ TTM (Thai Trade Missions) ในสหรัฐฯ ร่วมกับสถานทูต ผลักดันให้ แยกสินค้าประเภทอาหาร Soft Power ออกจากบัญชีภาษี
3.สนับสนุนระบบ e-Export + ลดต้นทุนส่งออก เช่น ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ B2B, B2C เพื่อให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถเข้าถึงตลาดตรงได้
4.ให้ BOI หรือกรมส่งเสริมการค้าออกมาตรการสนับสนุนต้นทุน SMEs ไทยในต่างประเทศ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

นี่อาจเป็นจังหวะเหมาะที่ไทยควรพิจารณาเปลี่ยนแหล่งนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากรอบๆบ้านที่ยังเผา
ไปสู่การนำเข้าจากอเมริกาเหนือ 

ได้ใช้เป็นเเรงต่อรองด้านนโยบายการค้า ได้ลดปัญหาฝุ่นและการเผา ลดการเสียพื้นที่ป่าต้นน้ำ และได้ความมั่นคงอีกบางอย่างกลับมา มีเวลาไปลงแรงลงเวลาและลงทุนในการเปลี่ยนพืชเชิงเดี่ยวในภาคเกษตรมากขึ้น

‘วินท์ สุธีรชัย’ โยนคำถามถึงสังคมไทย – อุตสาหกรรมก่อสร้าง ถึงเวลาหรือยังที่ต้องแบนเหล็กเส้น T ที่ผลิตจากเตาหลอมแบบเก่า

(2 เม.ย. 68) นายวินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) และกรรมการปรับปรุงและยกร่างกฎหมาย กระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “เหล็กแข็งนอกอ่อนใน” Ep. 2: เหล็กจีนตีเหล็กไทยตาย

ช่วงปี 2560 ประเทศจีนประกาศไม่ให้ใช้เหล็กเส้น T หรือ Temp Core จากโรงเหล็กที่ใช้เตาหลอมเศษเหล็ก Induction Furnace (IF) โดยให้เหตุผลว่าเตาหลอมเหล็กประเภทนี้มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและน้ำเหล็กที่ผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานของประเทศจีน

ช่วงปี 2560-2561 จึงเป็นช่วงที่โรงงานเหล็กในจีนย้ายเครื่องจักรที่ใช้อยู่แล้วในประเทศจีนมาติดตั้งในประเทศในแถบอาเซียนเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ ประเทศไทย ในช่วงเวลานั้นโรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้เตาหลอมเศษเหล็ก Electric Arc Furnace (EAF) ที่ว่ากันว่ารักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าและเนื้อเหล็กสะอาดกว่า

เหล็กเส้น T จากเตา IF ที่ทุนจีนมาประกอบการในไทยเริ่มตีตลาดในประเทศไทยได้อย่างมากมายมหาศาล เพราะราคาถูกกว่าเหล็กเส้น Non-T ที่รีดด้วยเตา EAF จนปัจจุบันตลาดส่วนใหญ่ในไทยใช้เหล็กเส้น T เป็นหลัก

แต่หากจะบอกว่าเหล็กเส้น T ไม่สามารถใช้ในประเทศไทยได้เลยก็ดูจะเป็นการกล่าวร้ายกันเกินไป เนื่องจากประเทศไทยในหลายพื้นที่โดยเฉพาะกรุงเทพมีดินที่ค่อนข้างนิ่มและไม่ค่อยเกิดแผ่นดินไหวเหมือนในต่างประเทศ ดังนั้นเวลาเกิดเหตุแผ่นดินไหวอาคารที่มีความสูงไม่มาก เช่น อาคาร 1-3 ชั้น ใช้เหล็กเส้น T ก็ไม่มีผลกระทบอะไร

แต่เราต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้:
ประเทศไทยควรจะแบนเหล็กเส้น T จากเตา IF เหมือนประเทศจีนหรือไม่? 
ถ้าเราแบนเหล็กเส้น T อาคารขนาดเล็กแพงขึ้นค่าครองชีพคนไทยแพงขึ้น คุ้มหรือไม่?
หากไม่แบน เราจะคุมไม่ให้ใช้เหล็กชนิดนี้ไม่ให้ใช้ผิดประเภทอีกได้อย่างไร?

ผมว่า คนๆเดียวคงไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ แต่ควรจะมีการตั้งผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ว่าประเทศไทยเราควรจะเดินไปในทิศทางไหน เพราะความเสี่ยงแผ่นดินไหวที่ในอดีตที่ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้… ได้เกิดขึ้นแล้วและอาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต… ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาหาคำตอบเรื่องนี้ร่วมกัน

‘วินท์ สุธีรชัย’ ชี้ “เหล็กแข็งนอกอ่อนใน” ไม่เหมาะใช้สร้างตึกสูง เหตุเพราะไม่อาจรับมือแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

(1 เม.ย. 68) นายวินท์ สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) และกรรมการปรับปรุงและยกร่างกฎหมาย กระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “เหล็กแข็งนอกอ่อนใน” -> ทำความรู้จักกับ เหล็กเส้นข้ออ้อย “T” หรือ Temp Core ที่อยู่ในตึก สตง. ที่ถล่มในเหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมา

เหล็กเส้นข้ออ้อยที่ใช้ในไทย ปัจจุบันที่มีให้ประชาชนเลือกใช้ มีแบบ T และ Non-T

เหล็กเส้น Non-T เป็นวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม คือ การหลอมเศษเหล็กให้เป็น Billet และรีดด้วยความร้อน 1,200+ องศาเซลเซียสให้เป็นรูปทรงเหล็กเส้นข้ออ้อย สุดท้ายจึงปล่อยเย็นตามธรรมชาติ ราคาแพงกว่าโดยรวม

เหล็กเส้น T หรือ Temp Core เข้ามาในประเทศไทย ปี 2561 โดยผู้ประกอบการจีนนำเครื่องจักรมาลงทุนในไทย ซึ่งใช้เทคโนโลยีในการฉีดน้ำหล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิเหล็กเส้นจากที่ร้อนๆให้เย็นด้วยความรวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบฉับพลันนี้ทำให้ “เปลือก” ของเหล็กเส้นแข็งขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้สามารถ “ลดต้นทุนวัตถุดิบ” ได้โดยการลดคุณภาพเศษเหล็กที่นำมาหลอม และไปเพิ่มความแข็งตอนปลายทางได้ เหล็กเส้น T จึงมีราคาถูกกว่าโดยรวม

ด้วยราคาที่ถูกกว่าของเหล็กเส้น T ทำให้เหล็กเส้น T เป็นที่นิยมของตลาดโดยรวมในประเทศไทยมากกว่าเหล็กเส้น Non-T ถึง 4-5 เท่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ กรมทางหลวง ไม่ยอมรับเหล็กเส้น T โดยให้เหตุผลว่าถนนและสะพานที่มีรถขับผ่านเยอะจะเกิด “ความล้า” (Fatigue) ซึ่งทำให้โครงสร้างขยับตัวจากการสั่นอย่างต่อเนื่องคล้ายๆเหตุการณ์แผ่นดินไหว และจะทำให้เหล็กเส้น T ซึ่งไม่มีความแข็งเท่ากันทั้งเส้นแตกหักได้ง่าย

ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในไทยอีกในอนาคตซึ่งทำให้เกิด “ความล้า” ในเหล็กคล้ายๆถนนและสะพานที่มีรถขับผ่าน อาคารสูงๆที่ใช้เหล็กเส้น T จะมีความเสี่ยงอีกหรือไม่???

ผมมองว่าการใช้เหล็กเส้น T ที่ “แข็งนอกอ่อนใน” ไม่เหมาะกับการสร้างตึกสูงในไทย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวแล้ว

เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ควรจะเป็นบทเรียนให้ผู้ออกกฎหมายและวิศวกรในไทยคำนึงถึงการสร้างอาคารโดยการใช้เหล็กที่สามารถรับมือกับแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นอีกได้ในอนาคต

‘พีระพันธุ์’ สั่งตรวจปั๊มใกล้ตึก สตง. ถล่ม เตรียมความพร้อมบริการประชาชนโดยไม่สะดุด

จากกรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 13.20 น. จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณประเทศเมียนมา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับผลกระทบแรงสั่นไหวในหลายพื้นที่ของประเทศรวมถึงกรุงเทพมหานคร จนทำให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างเกิดเหตุถล่ม บริเวณถนนกำแพงเพชร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

(31 มี.ค. 68) เวลา 10.00 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบของสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง จากกรณีเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น จำนวน 2 แห่ง ที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ในเขตจตุจักร ประกอบด้วย 

1. สถานีบริการน้ำมันบางจาก และสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (NGV) ถนนกำแพงเพชร 2 
2. สถานีบริการก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ถนนกำแพงเพชร 2 (ด้านหลังนิคมการรถไฟ กม.11)

ทั้งนี้ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ระบุว่าจากผลการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ ถัง ท่อ และอุปกรณ์ภายในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าว ไม่ได้รับความเสียหายจากกรณีเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นและสามารถเปิดให้บริการเป็นปกติ ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานประสานกับพลังงานจังหวัดทั่วประเทศให้มีการกำหนดมาตรการสุ่มตรวจสอบสถานีบริการตามมาตรฐานสากลของสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ เพื่อสร้างความปลอดภัยและความพร้อมในการให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงแก่ประชาชนผู้เข้ามารับบริการ

นอกจากนี้ นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยังได้เน้นย้ำว่ากรมธุรกิจพลังงาน ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามตรวจสอบด้านความปลอดภัยของกิจการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีต่อกิจการพลังงานและประชาชน โดยปลัดกระทรวงพลังงานก็ได้สั่งการให้กำกับดูแลกิจการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นระบบท่อ คลัง สถานีบริการ โดยปัจจุบันยังไม่พบรายงานผลกระทบใดๆ ที่มีนัยสำคัญอันจะก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อประชาชน โดยได้ประสานติดตามสำนักงานพลังงานจังหวัดในการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั่วประเทศในด้านความปลอดภัยของกิจการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป 

‘ปตท.’ ยืนยัน!! แผ่นดินไหวเมียนมา ไม่กระทบพลังงานไทย ตรวจสอบพื้นที่ปฏิบัติการทั้งระบบแล้ว ยังเดินเครื่องได้ตามปกติ

(29 มี.ค. 68) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ยืนยันเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ กลุ่ม ปตท. มั่นใจสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำพันธกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ

กลุ่ม ปตท. ได้ตรวจสอบพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด ตั้งแต่แท่นผลิตก๊าซธรรมชาติ ระบบรับส่งก๊าซธรรมชาติในทุกพื้นที่ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า คลังน้ำมันและคลังปิโตรเลียมทั่วประเทศ ตลอดจนสถานีบริการน้ำมันและสถานีบริการ NGV โดยได้รับยืนยันว่าสามารถเดินเครื่องดำเนินงานและให้บริการได้ตามปกติ และไม่ได้รับความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตและส่งจ่ายพลังงาน

ทั้งนี้ ปตท. ให้ความสำคัญในการดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยง มีแผนบริหารจัดการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรักษาความเสถียรของระบบพลังงานของประเทศ ปตท. จะติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top