Saturday, 7 November 2026
ECONBIZ NEWS

เคทีซี ผลักดันรับชำระเงิน!! ช่วยเอสเอ็มอีขายคล่อง เน้นบริการเหมาะธุรกิจแต่ละแบบ เชื่อมจอง–ชำระเงินต่อเนื่อง รองรับธุรกิจโตระยะยาว

เคทีซีรุกธุรกิจรับชำระเงิน หนุนเอสเอ็มอีขายคล่อง รับเงินสะดวก รองรับการเติบโต

เคทีซีเดินหน้าธุรกิจรับชำระเงินร้านค้า (Merchant Acquiring) สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเลือกใช้ระบบรับชำระเงินให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจและพฤติกรรมลูกค้า มุ่งเชื่อมขั้นตอนการขายกับการชำระเงินให้สะดวก พร้อมช่วยผู้ประกอบการบริหารธุรกรรม ยกพันธมิตร “แมทช์เดย์” แพลตฟอร์มจองสนามและกิจกรรมกีฬาออนไลน์ เป็นตัวอย่างธุรกิจที่ต้องเชื่อมบริการ ตั้งแต่การจองจนถึงการชำระเงินให้ต่อเนื่อง

นางสาวเนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริหารร้านค้าสมาชิก “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านหลายช่องทาง ผู้ประกอบการต้องดูแลให้ลูกค้าชำระเงินได้สะดวก ควบคู่กับการจัดการรายการรับเงินของธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีบุคลากรจำกัด และต้องดูแลทั้งการขาย บริการ และงานหลังบ้านด้วยทีมเดียวกัน การเลือกระบบรับชำระเงิน จึงควรพิจารณาตั้งแต่ลักษณะธุรกรรม ช่องทางให้บริการ ไปจนถึงความพร้อมในการบริหารจัดการ”

“ผู้ประกอบการแต่ละรายมีโจทย์ต่างกัน ร้านค้าที่ขายหน้าร้านกับธุรกิจที่รับจองออนไลน์ ย่อมต้องการเครื่องมือคนละแบบ เคทีซีจึงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจวิธีทำธุรกิจของร้านค้า เพื่อให้บริการรับชำระเงินเหมาะกับการใช้งานจริง ลูกค้าจ่ายได้สะดวก และร้านค้าจัดการธุรกรรมได้คล่องตัวขึ้น ทิศทางธุรกิจรับชำระเงินของเคทีซี จึงมุ่งพัฒนาบริการให้รองรับรูปแบบธุรกิจที่หลากหลาย โดยพิจารณาทั้งประสบการณ์ของผู้ชำระเงินและการทำงานของร้านค้า เพราะขั้นตอนชำระเงินเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมความต้องการซื้อกับการขายที่เสร็จสมบูรณ์ หากขั้นตอนยุ่งยากหรือต้องประสานงานหลายครั้ง อาจเพิ่มภาระให้ทั้งลูกค้าและผู้ประกอบการ”

สำหรับธุรกิจที่รับจองล่วงหน้า โจทย์สำคัญคือการเชื่อมข้อมูลการจองกับสถานะการชำระเงินให้สอดคล้องกัน เพื่อให้ร้านค้าทราบว่ารายการใดดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และรายการใดยังต้องติดตาม ระบบที่เหมาะสมจึงควรช่วยให้ผู้ประกอบการตรวจสอบธุรกรรมได้สะดวก และรองรับจำนวนรายการที่เพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจขยายตัว “แมทช์เดย์” (matchday) พันธมิตรเคทีซี เป็นตัวอย่างของธุรกิจลักษณะดังกล่าว โดยให้บริการค้นหาสนาม ตรวจสอบตารางว่าง จอง และชำระเงินออนไลน์ การให้บริการต้องเชื่อมทั้งข้อมูลสนาม เวลาจอง และการชำระเงิน เพื่อให้ผู้ใช้ดำเนินการได้ครบ ขณะที่ผู้ประกอบการสนามสามารถนำข้อมูลไปบริหารการให้บริการต่อได้ กรณีนี้สะท้อนความสำคัญของระบบรับชำระเงินในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการทำธุรกิจ ตั้งแต่รับคำสั่งซื้อหรือการจองจนถึงตรวจสอบรายการรับเงิน

นางสาวเนาวรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า “เคทีซีให้ความสำคัญกับการสนับสนุนร้านค้าที่กำลังปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการเลือกใช้บริการรับชำระเงินตามความจำเป็นของธุรกิจ และวางระบบให้พร้อมรองรับการเติบโต ทั้งด้านช่องทางขายและปริมาณธุรกรรม เพื่อให้การรับชำระเงินช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของร้านค้าได้ในระยะยาว

GMS Solar ยกทัพ 4 พันธมิตรยักษ์ใหญ่พลังงานสะอาดระดับโลก “Arctech – REPT – ZTT – Daqo” ชูนวัตกรรมโซลาร์ครบวงจร ลุยงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2026

กรุงเทพฯ – 19 สิงหาคม 2569: บริษัท จี เอ็ม เอส โซลาร์ จำกัด (GMS Solar)

ตัวแทนจำหน่ายและผู้ให้บริการโซลูชันอุปกรณ์พลังงานสะอาดชั้นนำประกาศความสำเร็จในการร่วมจัดแสดงนวัตกรรมโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจร ในงาน ASEAN Sustainable EnergyWeek 2026 (ASEW 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์(QSNCC) โดยตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการผนึกกำลัง 4 แบรนด์ระดับโลก ได้แก่ Arctech, REPT, ZTT และ Daqo เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน
การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ นำโดย คุณกานต์สิรี ไชยศรีรัตนากูล Business Development Director (New Energy) ของ GMS Solar พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญ ร่วมนำเสนอวิสัยทัศน์และโซลูชันด้านพลังงานสะอาดแบบครบวงจรพร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

คุณกานต์สิรี กล่าวว่า "การเข้าร่วมงาน ASEW 2026 ในครั้งนี้ GMS Solar มุ่งมั่นนำเสนอโซลูชันด้านวิศวกรรมพลังงานหมุนเวียนที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm), ภาคอุตสาหกรรม (C&I) และ Utility Scale ที่ต้องการความเสถียรและคุ้มค่าสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน ภายในงาน บูธ GMS Solar ได้รับความสนใจอย่างคับคั่งจากการจัดแสดง 4 ไฮไลท์เทคโนโลยีระดับสากล ได้แก่:

1. Arctech (Solar Tracker & Mounting Structure): ผู้นำด้าน Solar Tracker และโครงสร้างติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ระดับโลก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

2. REPT (Battery Energy Storage System : BESS): นวัตกรรมระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่มาตรฐานสูง ช่วยเพิ่มความเสถียรในการจ่ายไฟฟ้าและรองรับการบริหารจัดการ พลังงานในโครงการระดับใหญ่

3. ZTT (PV Cable & Infrastructure Cable):สายไฟฟ้าโซลาร์เซลล์มาตรฐานสากล ชูนวัตกรรม ZTT PV Cable AD8 ป้องกันน้ำขังและความชื้นสูง (Waterproof AD8) และ ZTT Adaptive Anti-Rodent PV Cable เทคโนโลยีป้องกันสัตว์กัดแทะช่วยลดความเสี่ยงและค่าบำรุงรักษาระยะยาว

4. Daqo (MV Switchgear & Power Distribution): โซลูชันอุปกรณ์ระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงดันปานกลาง Medium Voltage (MV) Switchgear (6–40.5 kV) และ Ring Main Unit (RMU) เสริมความมั่นคงปลอดภัยให้ระบบไฟฟ้าโรงงานและโครงการพลังงานหมุนเวียน

การเข้าร่วม ASEW 2026 สะท้อนแนวทางของ GMS Solarในการนำเสนอโซลูชันจากพันธมิตรหลากหลายด้านครอบคลุมตั้งแต่ระบบผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงอุปกรณ์ระบบจำหน่ายไฟฟ้า
เพื่อรองรับความต้องการของโครงการพลังงานสะอาดในภูมิภาค

ILINK คว้ารางวัลงานนักลงทุน!! ย้ำความโปร่งใสการสื่อสาร คว้ารางวัล Investors Relations พร้อมบริษัทย่อย ITEL เด่น สะท้อนภาพลักษณ์ยั่งยืน

ย้ำชัดความสำเร็จ วันนี้ (29 ตุลาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINKด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล และการยึดมั่นในความโปร่งใส
สร้างความภาคภูมิใจด้วยการคว้ารางวัล Outstanding Investor Relations Awards หรือ รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ดีเด่น

คือ รางวัลที่มอบให้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์
พร้อมกันนี้ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL บริษัทย่อยในเครือ ยังได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันทรงเกียรติในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สะท้อนศักยภาพในการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์ การสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
เป็นผู้รับรางวัลอันทรงเกียรติ นับเป็นความต่อเนื่องของหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนความมุ่งมั่นของ ILINK ในการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารกับตลาดทุน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล

รางวัลดังกล่าว
มอบให้แก่บริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นด้านการดำเนินงานนักลงทุนสัมพันธ์ โดย ILINK ได้รับรางวัลในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดไม่เกิน 3,000 ล้านบาท
สะท้อนความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา และเท่าเทียม เพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูล และนำไปประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

ความสำเร็จครั้งนี้ ยังเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงบทบาทของ ILINK ในฐานะเป็นผู้นำด้านสายสัญญาณ และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ถือหุ้น นักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงผ่านการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการสื่อสารผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจ กลยุทธ์การเติบโต และศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรในระยะยาว

ทั้งนี้ ILINK ยังคงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา ไปพร้อมกับยกระดับการดำเนินงานด้านนักลงทุนสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

ภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ควบคู่ไปกับรักษามาตรฐานพร้อมให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ตลาดทุน และขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืนแบบมีคุณภาพต่อไป

ที่มา : https://interlink.co.th/pr/news/EYY5EoA5YP

'นิพนธ์' ดันสงขลาสู่ศูนย์เทคโนโลยี!! นำนักลงทุนจีนสำรวจนิคมอุตฯ เล็งตั้งฐานผลิต โดรน-หุ่นยนต์ มุ่งสู่ตลาดอาเซียนและโลก เชื่อมโยงการค้าชายแดนสะเดา

“นิพนธ์” ต่อยอดความร่วมมือไทย-จีน นำนักลงทุนจีนสำรวจนิคมอุตสาหกรรมสงขลา เล็งตั้งฐานผลิตโดรน-หุ่นยนต์ ดันสะเดาสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อการส่งออก

วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะนักลงทุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Mr. Jin Yunqiang ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีและเจ้าของบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) หุ่นยนต์ ระบบสื่อสาร และอุปกรณ์ช่วยเหลือฉุกเฉิน ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพและความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมสงขลา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายหรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยมุ่งใช้พื้นที่อำเภอสะเดาเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปยังตลาดต่างประเทศ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการที่นายนิพนธ์ได้นำคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกองทัพบกและภาคเอกชน เดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายนที่ผ่านมา เพื่อศึกษาเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม การสื่อสาร และการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย รวมถึงเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. ตามคำเชิญของ Mr. Jin Yunqiang ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ ก่อนพัฒนามาสู่การเดินทางสำรวจพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดสงขลาครั้งนี้

สำหรับบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Co., Ltd. เป็นผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี อาทิ โดรนสำหรับภารกิจต่าง ๆ หุ่นยนต์กู้ภัย ระบบสื่อสารฉุกเฉิน และอุปกรณ์สนับสนุนการช่วยเหลือในสถานการณ์ภัยพิบัติ โดย Mr. Jin Yunqiang ได้แสดงความสนใจศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีและสายการผลิตบางส่วนเข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาดที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดต่างประเทศ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม (อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา) นายบัณฑูร อู่เจริญ นายด่านศุลกากรสะเดา นายพิพัฒน์ หนูทอง ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมสงขลา (นิคมอุตสาหกรรมสะเดา) นายณัชชกิตติ์ พูลสวัสดิ์ ปลัดอำเภอเจ้าพนักงานปกครอง ชำนาญการอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลและอธิบายถึงความพร้อมของพื้นที่ ทั้งด้านที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค โครงข่ายคมนาคม การผ่านแดน การขนส่งสินค้า และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะนักลงทุน

ทั้งนี้ นิคมอุตสาหกรรมสงขลาตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่รองรับกิจกรรมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงมีระบบสาธารณูปโภคที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการลงทุน จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกิจการที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานประกอบสินค้าและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

นายนิพนธ์ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของอำเภอสะเดา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนสำคัญของภาคใต้ มีความใกล้ชิดกับด่านศุลกากรสะเดาและประเทศมาเลเซีย สามารถเชื่อมโยงเส้นทางการค้าสู่ปีนังได้ในระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากท่าเรือน้ำลึกสงขลาประมาณ 100 กิโลเมตร และห่างจากสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ประมาณ 20กิโลเมตร ซึ่งเป็นระบบรางที่สามารถเชื่อมถึงท่าเรือน้ำลึกบัตเตอร์เวิดส์ ปีนัง ทำให้มีความได้เปรียบด้านต้นทุนและความสะดวกในการขนส่งสินค้าทั้งทางราง ทางบกและทางทะเล

จุดแข็งดังกล่าวจะช่วยให้นักลงทุนสามารถใช้จังหวัดสงขลาเป็นฐานการผลิต ประกอบ และกระจายสินค้าไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดอาเซียนและตลาดโลก โดยอาศัยโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่มีการหารือ คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิประโยชน์ของเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือรูปแบบการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบสำหรับการผลิตหรือประกอบสินค้า ก่อนส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไทย (Local Content) การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับอุตสาหกรรมใหม่

นายนิพนธ์มองว่า จังหวัดสงขลามีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุปกรณ์สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และอากาศยานไร้คนขับ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้ จากฐานเศรษฐกิจเดิมด้านการค้า เกษตรกรรม และโลจิสติกส์ ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

การนำนักลงทุนจีนลงพื้นที่ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปสู่การแสวงหาโอกาสลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยในระยะต่อไปจะต้องมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ รูปแบบการลงทุน สิทธิประโยชน์ และเงื่อนไขด้านกฎหมาย เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของจังหวัดสงขลาและภาคใต้ในอนาคต

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 !! องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026 จากการสำรวจบริษัทชั้นนำ 900 แห่ง พร้อมข้อมูลพนักงานกว่า 300,000 คน สะท้อนการบริหารทรัพยากรบุคคลที่แข็งแกร่ง

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ติดอันดับ 1 ของประเทศไทย จาก 900 บริษัทชั้นนำทั่วโลก
ในผลสำรวจ World’s Best Employers 2026 โดย Forbes ร่วมกับบริษัทวิจัยตลาด Statista สำรวจข้อมูลจากพนักงานกว่า 300,000 คนในกว่า 50 ประเทศ เพื่อค้นหาบริษัทที่ให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของรายได้และสวัสดิการ การยกระดับทักษะ โอกาสการเติบโต ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการทำงาน สะท้อนความแข็งแกร่งของ ปตท. ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล รวมถึงศักยภาพของ ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานแห่งชาติที่สามารถปรับตัวและขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก มุ่งเน้นการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ปตท. เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

บางจากฯ ย้ำมาตรการหุ้น!! อายัดหุ้นเฉพาะราย หุ้นที่เหลือไม่เกี่ยวข้องคดี ตั้งกรรมการเฉพาะกิจดูแล ยืนยันดำเนินธุรกิจตามปกติ

บางจากฯ ย้ำการอายัดหุ้นเป็นมาตรการต่อผู้ถือหุ้นเฉพาะราย
หลังรัฐแถลงคืบหน้าคดีฟอกเงิน ยืนยันหุ้นส่วนที่เหลือและการดำเนินธุรกิจไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอย้ำว่า การอายัดหุ้นบางส่วนของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นมาตรการของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายนั้น โดยเป็นการดำเนินการกับหุ้นที่เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติถือครอง แยกจากทรัพย์สิน การดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานของบริษัทฯ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ทั้งนี้ หุ้นที่ถูกอายัดยังคงอยู่ภายใต้การอายัดและการดูแลของ ปปง. สำหรับหุ้นที่เหลือของบริษัทฯ ไม่ปรากฏว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา

บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณามาตรการที่จำเป็น สำหรับกรรมการผู้แทนของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ และไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ณ สำนักงานบริษัทฯ นับตั้งแต่หุ้นถูกอายัด และแม้ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการเนื่องจากยังไม่ขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ตามที่บริษัทฯ ได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เสนอแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติกรรมการในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ระงับความเสียหาย ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายเพิ่มเติม และสร้างความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงิน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจ โดยวาระดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าสองในสาม แต่ไม่ถึงเกณฑ์สามในสี่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ได้รับอนุมัติ ทั้งนี้ มีการฟ้องโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยบริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักการกำกับดูแลกิจการ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการคุ้มครองประโยชน์และรักษาสิทธิของบริษัทฯ และผู้ลงทุนในระยะยาว

ยูโอบี ช่วยลดภาระค่าเดินทาง!! จับมือคาลเท็กซ์จัดแคมเปญ "UOB Friday Surprise" มอบสิทธิพิเศษ ใช้คะแนน UOB Reward แลกรับบัตรเติมน้ำมัน ลดภาระช่วงราคาน้ำมันผันผวนสู่สิ้นปี 2569

ยูโอบี จับมือ คาลเท็กซ์ เปิดแคมเปญ “UOB Friday Surprise”
ชูใช้คะแนนแลกลดน้ำมัน ช่วยลดภาระค่าเดินทางฝ่าความผันผวน

กรุงเทพฯ, 27 ตุลาคม 2569 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมมือกับ คาลเท็กซ์ ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันคุณภาพระดับโลก มุ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนไทย จัดแคมเปญ “UOB Friday Surprise” มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท และใช้คะแนนสะสม UOB Reward Points 1,000 คะแนน รับทันทีบัตรStarCASH มูลค่า 500 บาท สำหรับใช้เติมน้ำมันในครั้งถัดไป โดยรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม 2569

นายธีรวัฒน์ ตรีรัตน์ดิลกกุล กรรมการผู้จัดการ Card Payment & Unsecured Products ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า "ความผันผวนของราคาพลังงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ยูโอบีจึงต้องการมีส่วนช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า เราตั้งใจออกแบบแคมเปญนี้ร่วมกับคาลเท็กซ์ เพื่อให้ลูกค้านำคะแนนสะสม UOB Rewards Points ที่มีอยู่ มาใช้กับรายจ่ายที่จำเป็น โดยแลกรับบัตรเติมน้ำมันสำหรับใช้ในครั้งถัดไป เป็นอีกทางเลือกในการแลกใช้คะแนนสะสมให้คุ้มค่าและช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวันได้"

นายวีรพงษ์ นุ่มตี่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SPRC และเป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้ชื่อคาลเท็กซ์ในประเทศไทย กล่าวว่า "ความร่วมมือกับธนาคารยูโอบีในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือภายใต้กลยุทธ์ Smart Partnership ของคาลเท็กซ์ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และความคุ้มค่าให้ผู้บริโภค ในช่วงเวลาที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางยังเป็นรายจ่ายสำคัญในชีวิตประจำวัน เราต้องการให้ลูกค้าได้รับทั้งประสบการณ์ที่ดีที่คาลเท็กซ์และสิทธิประโยชน์ที่ใช้ได้จริง พร้อมเติมเต็มความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง”

ผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีสามารถรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน (ตุลาคม - ธันวาคม 2569) เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ที่ร่วมรายการ เวลา 9.00-19.00 น. เท่านั้น จำกัด 1 สิทธิ์ ต่อคนต่อวันและสูงสุด 250 สิทธิ์ต่อสถานีบริการน้ำมัน ตามเงื่อนไข คือ ครบ 1,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป และใช้คะแนนสะสม UOB Rewards Points 1,000 คะแนน แลกรับบัตรเติมน้ำมัน StarCASH มูลค่า 500 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการเติมน้ำมันครั้งถัดไป

รอบที่ 1: วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สามเสนใน คาลเท็กซ์ประชาชื่น คาลเท็กซ์ อรุณ เอนเนอจี้ จำกัด สาขา 1 และคาลเท็กซ์ My Park รามคำแหง
รอบที่ 2: วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สาขาไฮเท็กซ์ เค ยู คาลเท็กซ์รามอินทรา คาลเท็กซ์พัฒนาการ และคาลเท็กซ์งามวงศ์วาน (บจก. รวีเซอร์วิส)
รอบที่ 3: วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์ศรีบุญทอง คาลเท็กซ์เพชรพระเทพ คาลเท็กซ์บรมราชชนนี ขาเข้า (ดาวอุไร 1) และคาลเท็กซ์ราชพฤกษ์

นอกจากนี้ยังพบกับโปรโมชั่นความคุ้มในทุกๆ วันที่เติมน้ำมัน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 25% เมื่อเติมน้ำมันครบทุก 800 บาทต่อเซลส์สลิป
ผู้ถือบัตรสามารถตรวจสอบรายละเอียด สิทธิประโยชน์ เงื่อนไขการเข้าร่วมรายการ ได้ที่เว็บไซต์ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ที่ https://go.uob.com/4xcUehU
บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

BCPG คว้ารางวัลนวัตกรรม!! ขับเคลื่อนพลังงานสีเขียว ชู "ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง" ต้นแบบพลังงานอัจฉริยะย่านเมือง ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 15,000 ตันต่อปี

BCPG คว้ารางวัลนวัตกรรมพลังงานสีเขียวระดับเอเชีย
ชู “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” ต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอัจฉริยะ
ขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

นายชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการลงทุน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล Thailand Green Innovation of the Year – Energy จากโครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” (Prathumwan Smart District Cooling หรือ PSDC) ในงาน Asian Innovation Excellence Awards 2026 จัดโดย Asian Business Review ณ Marina Bay Sands Expo and Convention Centre ประเทศสิงคโปร์ สะท้อนความมุ่งมั่นของ BCPG ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน

โครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง BCPG และ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของ Keppel Ltd. โดยมุ่งยกระดับระบบทำความเย็นแบบแยกส่วนภายในอาคาร สู่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานอัจฉริยะระดับย่าน (Smart District Energy Infrastructure) ผ่านระบบผลิตและส่งจ่ายน้ำเย็นส่วนกลาง (District Cooling System) เพื่อรองรับความต้องการใช้ความเย็นของอาคารหลายแห่งที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบเดียวกัน ทั้งอาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และที่อยู่อาศัยในพื้นที่สามย่านสมาร์ทซิตี้

โครงการได้รับการออกแบบให้รองรับกำลังการผลิตรวมสูงสุด 18,000 ตันความเย็น และดำเนินการติดตั้งในระยะแรกขนาด 3,000 ตันความเย็น เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่ในอนาคต พร้อมช่วยลดความซ้ำซ้อนของอุปกรณ์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาพรวม

หัวใจสำคัญของโครงการคือการผสานเทคโนโลยีเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูงแบบ Magnetic Bearing Centrifugal Chiller เข้ากับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์แบบปรับความเร็วรอบ (Variable Speed Drive: VSD) และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Energy Management System: EMS) ซึ่งสามารถติดตาม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งจ่ายความเย็นให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลา

ด้วยการออกแบบระบบและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โครงการมีศักยภาพช่วยลดการใช้พลังงานประมาณร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับระบบทำความเย็นแบบเดิม และเมื่อพัฒนาเต็มศักยภาพคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ ระบบยังได้รับการออกแบบให้รองรับ Thermal Energy Storage (TES) ในอนาคต เพื่อช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak Demand และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงาน

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของ BCPG ในการพัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน พร้อมตอกย้ำบทบาทของโครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” ในฐานะต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานระดับย่านที่มีศักยภาพในการขยายผลสู่พื้นที่เมืองรูปแบบอื่น อาทิ ย่านธุรกิจ มหาวิทยาลัย สนามบิน และโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

EEC เปิดประตูรับทุนอุตสาหกรรมอนาคต!! 'อนุทิน' นั่งประธานประชุม กพอ. อนุมัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ดันโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ เร่งระบบสาธารณูปโภครองรับการลงทุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2569 วันที่ 26 ตุลาคม 2569
ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นเลขานุการการประชุมฯ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม กพอ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเร่งปรับโครงสร้าง

เศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีมติที่เกี่ยวข้องกับอีอีซี ในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การจัดทำร่างประกาศ กพอ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในพื้นที่อีอีซี รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกัน เพื่อให้โครงการอีอีซี เดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

ที่ประชุม กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ได้แก่
1. เห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 4 แห่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าสู่พื้นที่อีอีซี และนักลงทุนสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติ อนุญาต ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 เป็นการเพิ่มขนาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบของ อีอีซี รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ทั้งในและนอกพื้นที่โครงการ ช่วยให้ชุมชนและเมืองเกิดการพัฒนายิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค เนื้อที่ประมาณ 610 ไร่ บริเวณตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ส่งเสริมการลงทุนด้วยนวัตกรรมขั้นสูง และการพัฒนาเทคโนโลยีดึงดูดการลงทุนระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบผลิตอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดต้นทุนการประกอบกิจการของภาคธุรกิจ คาดว่าเมื่อโครงการพัฒนาเต็มรูปแบบจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 19,750 ล้านบาท และสามารถจ้างงานได้สูงถึงประมาณ 3,500 – 5,500 อัตรา ยกระดับการจ้างงานในท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

2) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิว ฮอไรซัน ซิตี้ เนื้อที่ประมาณ 572 ไร่ บริเวณตำบลบางพระ อำเภอ
ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล ส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) พัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างทั้งทางตรงและทางอ้อมในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1,200 อัตรา

3) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พนัสนิคม เนื้อที่ประมาณ 507 ไร่ บริเวณตำบลวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
การแปรรูปอาหาร การแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,669 ล้านบาท ดึงดูดการลงทุนกลุ่มรถยนต์ EV กลุ่มผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ คลังสินค้าและโลจิสติกส์ เกิดธุรกิจสนับสนุน เช่น ศูนย์วิจัย สถาบันฝึกอบรม รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจเชื่อมโยงพื้นที่และชุมชน เช่น หอพัก ร้านอาหาร ขนส่งสาธารณะ เป็นต้น

เกิดการเพิ่มรายได้และการจ้างงานประมาณ 7,750 อัตรา
4) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ยานยนต์สมัยใหม่ (ปลวกแดง) ระยอง เนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ บริเวณตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เพิ่มการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญภายในประเทศ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 245 ล้านบาท เกิดการจ้างงานในสาขาต่างๆ ทั้งด้านวิศวกรรม การผลิต และบริการสนับสนุน เพิ่มขึ้นประมาณ 250 อัตรา

โดยเมื่อประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะติดตามกำกับการดำเนินงานของแต่ละเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตามกฎหมายอีอีซี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่จัดตั้งขึ้นส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

2. เห็นชอบ ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่าด้วยการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐ เป็นร่างระเบียบฯ ที่จะจัดให้มีการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐที่เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วให้แก่นักลงทุน โดยสกพอ. จะดำเนินการจัดทำสารบัญจดทะเบียนสำหรับการเช่าที่ดิน แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจดทะเบียนการเช่า รวมถึงกำหนดกระบวนการยื่นคำขอ การตรวจสอบ และการจดทะเบียน ทั้งนี้ในกรณีเป็นที่ราชพัสดุ จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมธนารักษ์ต่อไป

‘ศุภจี’ ดัน Credit Term สำเร็จ!! มีผล 2 พ.ย. สร้างความเป็นธรรม SMEs ตัดเวลาชำระเงินเหลือ 30-45 วัน เพิ่มสภาพคล่องหมุนเวียนกว่า 7.5 แสนล้าน หนุนแข่งขันยั่งยืนและลดต้นทุนแพลตฟอร์ม

ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

“ศุภจี” ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs

การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs

การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์

กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า

ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน

กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top