Monday, 7 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘เปิ้ล นาคร’ เดือด! สวนโฆษกรัฐบาล หลังยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วมสงขลา 6-7 ราย ยันสิ่งที่เห็นเกินกว่านี้มาก

จากกรณี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฟนอินในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตในจังหวัดสงขลาอยู่ที่ 6-7 ราย และย้ำว่าผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาลหาดใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม แต่จัดอยู่ในกลุ่มประสบภัยพิบัติ เช่น โคลนถล่ม ไฟดูด และจมน้ำ

ล่าสุด เปิ้ล นาคร ศิลาชัย หนึ่งในทีมกู้ภัยที่ใช้เจ็ตสกีเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยใน อ.หาดใหญ่ เปิดใจถึงข้อมูลตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว พร้อมใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า

“ถุย! เรื่องผู้ใหญ่ผมไม่ยุ่ง แต่ถ้าบอกว่า 7 ศพ ผมถุยน้ำลายใส่หน้าเลย ใครพูดเนี่ย”

เปิ้ลเล่าถึงภาพจริงที่พบในพื้นที่ว่า หลายบ้านถูกน้ำท่วมจนมีเพียงมือยื่นออกมาขอความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยจำนวนมากเคาะบ้านร้องตะโกนขอให้ช่วยตลอดเวลา

พร้อมทั้งบอกด้วยว่า เมื่อวานทีมสามารถเก็บร่างออกมาได้ราว 3 ศพ แต่ระหว่างปฏิบัติงานพบบ้านบางหลังมีผู้เสียชีวิตลอยอยู่ถึง 5 ศพ เกินกำลังที่จะนำออกมาได้ ขณะที่บางบ้านมีคนเสียชีวิตมาแล้วกว่า 2 วัน จำเป็นต้องตัดสินใจช่วย “คนเป็น” ก่อน

เปิ้ลยอมรับว่า การช่วยเหลือในสถานการณ์คับขันทำให้ถูกวิจารณ์จำนวนมาก

“ตอนนี้คนรักผมเป็นพัน แต่คนเกลียดผมเป็นหมื่น เพราะช่วยข้างทางไม่ได้ทุกคน แต่คนที่ช่วยได้เขาขอบคุณ”

ชาติตะวันตกขวางดีล ไม่ให้ ‘รัสเซีย’ กับ ‘สหรัฐฯ’ บรรลุแผนสันติภาพ ‘ยูเครน’ หลังแสดงตัวชัดว่าเป็นปรปักษ์ พยายามสกัดทุกขั้นตอนเจรจา

(27 พ.ย. 68) เซอร์เกย์ รยับคอฟ (Sergey Ryabkov) รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวสปุตนิกว่า ขณะนี้มี “หลายประเทศในยุโรปตะวันตก” เคลื่อนไหวอย่างหนักเพื่อขัดขวางไม่ให้รัสเซียกับสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเรื่องยูเครน โดยมองว่าชาติเหล่านี้แสดงตัวชัดเจนว่าเป็น “คู่แข่งหลักของแนวทางเจรจา” และพยายามสกัดความคืบหน้าในทุกขั้นตอน

รยับคอฟระบุว่า รัสเซียพร้อมเปิดโต๊ะพูดคุยกับสหรัฐฯ ต่อไปในประเด็นยูเครน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน “ความเข้าใจร่วมกัน” ที่ได้จากการประชุมซัมมิต “ปูติน-ทรัมป์” ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา พร้อมย้ำว่า มอสโกจะไม่ยอมให้สัมปทานในประเด็นหลักที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย โดยเห็นว่าแนวทางที่ตกลงกันไว้ที่แองเคอเรจนั้นเป็น “ชุดทางออกแบบประนีประนอม” อยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี รัฐบาลรัสเซียไม่ประสงค์เปิดรายละเอียดแผนสันติภาพยูเครนที่เสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสาธารณะ โดยรยับคอฟบอกเพียงว่า ต้องให้เวลาเกี่ยวกับกระบวนการเจรจา และรัสเซียจะ “ทำงานกับสิ่งที่มีอยู่บนโต๊ะ” ต่อไป หากสหรัฐฯ แสดงท่าทีพร้อมอย่างเป็นทางการ รัสเซียก็พร้อมตอบรับกลับทันที

รองรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียยังชี้ว่า ความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐฯ อยู่ใน “ช่วงเริ่มต้นของการกลับสู่ภาวะปกติ” และยังไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสำเร็จ โดยในวาระทวิภาคียังมีหลายเรื่องค้างคา ทั้งเรื่องการบินระหว่างสองประเทศ และทรัพย์สินทางการทูตของรัสเซียในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเตือนว่าหากวอชิงตันไม่รับข้อเสนอของมอสโกในกรอบข้อตกลงนิวสตาร์ตฉบับใหม่ และเดินหน้าสร้างศักยภาพอาวุธเพิ่ม สถานการณ์ยุทธศาสตร์โลกจะยิ่งตึงเครียดและคาดเดาได้ยากขึ้น

สนามคัดหัวกะทิ!! หาดใหญ่ไม่ใช่แค่เมืองการค้า แต่เป็น 'เครื่องจักรคัดเด็กเก่ง' ของภาคใต้ เผยกลไกดูด 'ตัวท็อป' จากหลายจังหวัด หนุน 'เด็กหาดใหญ่’ สอบติดหมอ-วิศวะยกเมือง

เวลาพูดคำว่า “เด็กหาดใหญ่” ภาพที่ตามมามักไม่ใช่แค่เด็กใต้ธรรมดา แต่คือภาพของเด็กสายวิทย์โหด ๆ เด็กสอบติดหมอ-วิศวะ-กำเนิดวิทย์-มหิดลวิทย์ หรือไม่ก็เด็กที่คว้าโควตา-ทุนดังจากกรุงเทพฯ และต่างประเทศได้เป็นว่าเล่น  

คำถามคือ…นี่คือพรสวรรค์ของเมือง? หรือคือ “ระบบคัดหัวกะทิทั้งภาคใต้” ที่เรามองข้ามไปนานแล้วกันแน่  

บทความนี้อยากชวนมองหาดใหญ่ให้ลึกกว่าป้าย “เมืองการค้า” แล้วลองมองเมืองนี้ในฐานะ “เครื่องจักรคัดเด็กเก่งของภาคใต้ตอนล่าง” ที่สะท้อนทั้งโอกาส และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในเวลาเดียวกัน  

หาดใหญ่: เมืองเดียวแต่ดึง “ตัวท็อป” จากหลายจังหวัด

หาดใหญ่ไม่ใช่แค่เมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา แต่กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภาคใต้ตอนล่างโดยพฤตินัยมานานแล้ว  

ลองไล่ชื่อดูเล่น ๆ หาดใหญ่วิทยาลัย-แสงทองวิทยา-ธิดานุเคราะห์-โรงเรียนเอกชน-สองภาษา-อินเตอร์อีกจำนวนหนึ่ง  

สำหรับเด็กและผู้ปกครองจาก พัทลุง สงขลาอำเภอรอบนอก ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล  ชื่อเหล่านี้ไม่ต่างจาก “แบรนด์การศึกษา” ที่หมายถึงโอกาสในอนาคต  

ผลคือ เด็กจำนวนไม่น้อย ไม่ได้โตในหาดใหญ่ตั้งแต่เกิด แต่ย้ายมา “ปักหลัก” ที่หาดใหญ่เพื่อเข้าโรงเรียน ม.ต้น-ม.ปลายโดยเฉพาะ  

พอเด็กหัวกะทิจากหลายจังหวัดไหลมารวมกันในเมืองเดียว คำว่า “เด็กหาดใหญ่” จึงไม่ได้แปลว่า “เด็กที่เกิดในหาดใหญ่” เท่านั้น  แต่หมายถึงเด็กเก่งจากทั้งภาคใต้ตอนล่าง ที่มาใช้ชื่อเมืองนี้เป็นป้ายหน้าอกไปโดยปริยาย  

พูดอีกแบบคือ หาดใหญ่กลายเป็น “สนามคัดหัวกะทิทั้งภาคใต้” ไม่ใช่เพราะคนหาดใหญ่เกิดมาเก่งกว่าคนอื่น แต่เพราะทั้งระบบ “ดึงเด็กเก่งจากรอบทิศ” เข้ามาอยู่ในรหัสไปรษณีย์เดียวกัน  

ห้องพิเศษ-โครงการพิเศษ: การคัดเด็กตั้งแต่ประตูโรงเรียน

เมื่อเด็กจากหลายจังหวัดอยากเข้ามาเรียนในเมืองเดียว ประตูโรงเรียนหาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “รับตามเขตพื้นที่”  

แต่คือการ “สอบคัดเลือก” ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะห้องเรียนพิเศษที่กลายเป็นสนามแข่งขันเต็มตัว - ห้องวิทย์-คณิต พิเศษ-โครงการห้องเรียนความสามารถพิเศษ (SMA/SMT ฯลฯ)-ห้องเรียนภาษาอังกฤษ EP/MEP-โครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย/สถาบันวิทยาศาสตร์  

เด็กจำนวนมากเริ่มติวเข้มตั้งแต่ ป.6 ไม่ใช่เพื่อเข้า “มัธยมไหนก็ได้” แต่เพื่อให้ติด “ห้องพิเศษ” ในโรงเรียนเป้าหมายที่หาดใหญ่เท่านั้น  

ดังนั้น ภาพที่เราเห็นว่า “เด็กหาดใหญ่สอบติดแพทย์-วิศวะ-กำเนิดวิทย์ เป็นสิบ ๆ คนทุกปี” จริง ๆ แล้วคือผลตรง ๆ ของระบบที่:  

1) คัดเด็กเก่งรอบแรก ตอนสอบเข้าเมือง  
2) คัดรอบสอง ตอนเข้าสายพิเศษ / ห้องพิเศษ  
3) คัดรอบสาม ผ่านสนามสอบแข่งขัน-โอลิมปิก-ทุนต่าง ๆ  

ท้ายสุด เด็กที่หลุดออกมาปลายทาง จึงดูเหมือน “เด็กหาดใหญ่โหดทั้งเมือง”  
แต่ความจริงคือ เรากำลังมอง “ยอดพีระมิด” ของทั้งภาค ที่ถูกย้ายมาอยู่ในหาดใหญ่ต่างหาก  

เมืองกวดวิชา: วัฒนธรรม “ชีวิตคือสนามสอบ”

ถ้าเดินในหาดใหญ่ช่วงเย็นวันธรรมดาหรือสุดสัปดาห์ เราแทบจะเห็นป้าย-ติวเข้า ม.1 / ม.4 โรงเรียนดัง-ติวสอบโอลิมปิกวิชาการ, สอวน., สสวท., กำเนิดวิทย์, มหิดลวิทย์-ติวเข้ามหาวิทยาลัย กสพท. / TCAS / Portfolio  

หาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “เมืองศูนย์การค้า” แต่ยังเป็น “เมืองกวดวิชา” ด้วยในเวลาเดียวกัน  
วัฒนธรรมของเด็กจำนวนไม่น้อยในเมืองนี้คือ-เรียนเช้า-บ่ายที่โรงเรียน-เย็นต่อด้วยกวดวิชา-เสาร์-อาทิตย์คือวัน “ไปติว” ไม่ต่างจากคนเมืองอื่นไปห้าง  

สนามสอบจึงไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาด แต่เป็น “อากาศที่หายใจอยู่ทุกวัน” ของเด็กกลุ่มหนึ่งในหาดใหญ่  
เมื่อบวกเข้ากับระบบห้องพิเศษ-โครงการพิเศษ มันจึงยิ่งตอกย้ำภาพว่า “เด็กหาดใหญ่ = เด็กสายสอบแข่งขัน”  

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เด็กหาดใหญ่ก็มีทุกแบบ ทั้งสายศิลป์-สายอาชีพ-สายทำมาหากิน เพียงแต่แสงสปอร์ตไลต์มักไปตกอยู่บน “เด็กที่ชนะเกมการสอบ” เสมอ  

พ่อค้า-แม่ค้า-คนทำธุรกิจ: รุ่นพ่อเหนื่อย…รุ่นลูกต้องไปให้ไกลกว่าเดิม

อีกมิติที่ทำให้เรื่องเรียน “ซีเรียส” เป็นพิเศษในหาดใหญ่  คือโครงสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยพ่อค้า-แม่ค้า-เจ้าของกิจการ-คนทำธุรกิจข้ามแดน  

เด็กหาดใหญ่จำนวนมากโตมาในบ้านที่พ่อแม่ตื่นเช้ามาก เปิดร้านก่อนฟ้าสาง ทำงาน 6-7 วันต่อสัปดาห์แทบไม่มีวันหยุด รายได้ผันผวนตามเศรษฐกิจ-การเมือง-ค่าเงิน-การท่องเที่ยว

ภาพแบบนี้สอนโดยไม่ต้องพูดว่า “ถ้าลูกไม่อยากเหนื่อยแบบพ่อแม่…ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือ ตั้งใจเรียน”  

ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยจึงยอมส่งลูกจากต่างจังหวัดมาเรียนในหาดใหญ่ ยอมจ่ายค่าเทอม-ค่ากวดวิชา-ค่าหอพัก ยอมลงทุนทุกอย่าง เพื่อให้ลูกได้ “ตั๋วออกจากวงจรชีวิตที่ตัวเองเหนื่อยอยู่”  

ผลคือความคาดหวังต่อ “การศึกษา” ในหาดใหญ่ ถูกยกระดับขึ้นไปเป็น “เดิมพันชีวิตทั้งครอบครัว”  

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นเด็กหาดใหญ่มากมาย ผลักตัวเองไปถึงหมอ-วิศวะ-บัญชี-อินเตอร์-ทุนต่างประเทศ พร้อมน้ำเสียงของพ่อแม่ที่พูดเบา ๆ ว่า “ตั้งใจเรียนเถอะลูก จะได้ไม่ต้องลำบากแบบเรา”  

แต่อีกด้านหนึ่ง: เมืองที่เก่ง ก็อาจซ่อน “ความเหลื่อมล้ำ” ไว้มากเช่นกัน

การที่เมืองหนึ่งมีภาพจำว่า “เด็กเรียนเก่ง” ถ้าเรามองด้านเดียวก็เหมือนเป็นเรื่องน่าภูมิใจทั้งหมด  
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกนิด หาดใหญ่ก็ทำให้เราเห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาชัดขึ้นเหมือนกัน  

-เด็กที่เข้าถึงโรงเรียนท็อป-ห้องพิเศษ-กวดวิชา กับ เด็กที่หลุดออกจากระบบตรงนี้ตั้งแต่ประตูบ้าน  
-ครอบครัวที่มีเงินส่งลูกเข้าเมือง-เข้าโรงเรียนดัง กับ ครอบครัวที่ต้องให้ลูกเรียนใกล้บ้าน เพราะแค่ “อยู่ให้ครบเดือน” ก็ลำบากแล้ว  

คำถามสำคัญสำหรับสังคมไทยคือ 

ถ้าเรายอมรับว่าหาดใหญ่คือ “สนามคัดหัวกะทิภาคใต้” จริง เราพอใจแค่ไหนกับภาพที่เด็กเก่งจากบางครอบครัวถูกดันขึ้นไปได้ ขณะที่เด็กอีกจำนวนมากในจังหวัดรอบนอก กลายเป็น “คนดูอยู่ข้างสนาม” มากกว่าจะได้ลงแข่ง  

ฮ่องกงรวบผู้ต้องสงสัย ต้นเหตุทำไฟไหม้ตึกสูงกลางเมือง ยอดดับพุ่งอย่างน้อย 44 ศพ สูญหายอีกเกือบ 300 คน รัฐสั่งทบทวนมาตรการความปลอดภัยอาคาร

(27 พ.ย. 68) จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในโครงการที่อยู่อาศัย “หว่อง ฟุก คอร์ต” (Wang Fuk Court) ย่านไทโป เขตนิวเทร์ริทอรีส์ ของฮ่องกง เมื่อช่วงบ่ายวันพุธตามเวลาท้องถิ่น เปลวไฟลุกลามจากอาคารหนึ่งไปยังอีกหลายอาคารในโครงการเดียวกัน ทำให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากต้องหนีตายออกจากตึก ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลังควบคุมเพลิงตลอดทั้งคืน
.
ล่าสุดช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา จอห์น ลี (John Lee) ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกง แถลงว่า ขณะนี้เพลิงในอาคารทั้ง 3 แห่งดับลงแล้ว ส่วนอีก 4 แห่งยังเห็นเป็นจุดไฟประปรายเท่านั้น สถานการณ์โดยรวมเริ่มอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ตัวเลขความสูญเสียยังคงน่าเป็นห่วง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 44 ราย และยังมีผู้สูญหาย 279 คน
.
นอกจากนี้ นายลี ระบุว่า ยังคงมีผู้บาดเจ็บ 29 คนที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล โดย 7 รายมีอาการสาหัส พร้อมย้ำว่าเขารู้สึกเสียใจอย่างมากต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานระดมทรัพยากรเต็มที่ ทั้งการดับเพลิง การช่วยอพยพผู้อยู่อาศัย การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ และการช่วยเหลือเยียวยาด้านจิตใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย
.
ด้านกรมดับเพลิงฮ่องกงเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุครั้งแรกเมื่อวันวันพุธที่ 26 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 14.51 น. ก่อนจะยกระดับเป็นไฟไหม้รุนแรงระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยสูงสุด โดยในช่วงเวลาประมาณ 18.22 น. เปลวไฟรุนแรงและลุกลามเร็วไปทั่วทั้งตึก ซึ่งหว่องฝุกคอร์ทมีอาคารที่อยู่อาศัยทั้งหมด 8 อาคาร ความจุ 2,000 ห้อง และไฟได้ลุกลามจากต้นเพลิงไปถึง 7 อาคาร 

พิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท คนที่ 12 ดัน 2 โปรเจกต์ใหญ่ภาคใต้-เร่งแก้จุดคอขวดทั่วไทย เดินหน้า 12 นโยบาย ยกระดับมาตรฐานถนนชนบท มุ่งทุกเส้นทางเชื่อม “โอกาส-ความปลอดภัย-ความสุข”

กรมทางหลวงชนบท เป็นส่วนราชการระดับกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 จากการโอนภารกิจมาจากกรมโยธาธิการและกรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท มีหน้าที่พัฒนาและยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบท สนับสนุนการคมนาคม การขนส่ง การท่องเที่ยว การพัฒนาชายแดน และการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ รวมถึงช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลทางหลวงท้องถิ่นให้ได้มาตรฐานที่ปลอดภัยและยั่งยืนทั่วประเทศ

การได้ “พิชิต หุ่นศิริ” มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงชนบทคนที่ 12 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนภารกิจเหล่านี้ให้เดินหน้าอย่างมีทิศทางและต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกภูมิภาคของไทย

วันนี้ THE STATES TIMES จะพาแฟนเพจทุกคนมารู้จัก “พิชิต หุ่นศิริ” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท คนที่ 12 

พิชิต เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2514 เริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพจากสายวิศวกรรมโยธา โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2537 และต่อยอดความรู้ด้านงานโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการ ด้วยปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมโครงการพื้นฐานและการบริหาร) จากสถาบันเดียวกันในปี 2559

นอกจากวุฒิการศึกษาแล้ว ยังผ่านหลักสูตรฝึกอบรมผู้บริหารระดับสูงหลายด้าน ทั้งการบริหารภาครัฐ การปกครองระดับสูง นักบริหารการเงินการคลังภาครัฐ และหลักสูตรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการงบประมาณ ซึ่งช่วยเสริมมุมมองทั้งเชิงเทคนิคและเชิงนโยบายในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่

เส้นทางรับราชการของพิชิตผูกพันอยู่กับงานทางหลวงชนบทมาอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับพื้นที่เมื่อปี 2554 ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดปราจีนบุรี ต่อเนื่องมากับตำแหน่งผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทปราจีนบุรี (ชื่อหน่วยงานที่ปรับใหม่) ระหว่างปี 2558-2559

จากนั้นย้ายมาดูแลพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญฝั่งตะวันออกในตำแหน่งผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทชลบุรี ช่วงปี 2559-2561 ซึ่งเป็นช่วงที่โครงข่ายทางหลวงชนบทในพื้นที่อุตสาหกรรมและท่องเที่ยวต้องรองรับปริมาณการเดินทางที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ประสบการณ์ภาคสนามที่หลากหลาย นำไปสู่บทบาทเชี่ยวชาญระดับภูมิภาค โดยในช่วงปี 2561-2565 พิชิตดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านบำรุงรักษาทาง) ที่สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 3 ชลบุรี ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักบำรุงทางในปี 2565 ดูแลมาตรฐานบำรุงรักษาทางหลวงชนบททั้งประเทศอย่างเป็นระบบ

ปลายปี 2565 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ด้านบำรุงทาง) รับผิดชอบนโยบายและการบริหารงานบำรุงรักษาทางทั่วประเทศ ซึ่งเป็นฐานสำคัญก่อนก้าวสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงชนบทในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ตามมติคณะรัฐมนตรี

หลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดี พิชิตได้ประกาศแนวคิดหลัก “ทางหลวงชนบท สร้างความสุข-DRR MAKES HAPPINESS” พร้อมมอบนโยบาย 12 ข้อ เพื่อเป็นกรอบการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัด ตั้งแต่ส่วนกลาง สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 1-18 ไปจนถึงแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ

นโยบายดังกล่าวครอบคลุมทั้งการยกระดับคุณภาพโครงข่ายทางหลวงชนบท การเพิ่มความปลอดภัยทางถนน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยบริหารจัดการงานบำรุงรักษา การสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและมุ่งประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ด้านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ พิชิตผลักดันอย่างชัดเจนให้กรมทางหลวงชนบทเร่งเดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาค โดยเฉพาะ 2 โครงการสำคัญในภาคใต้ ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (กระแสสินธุ์-เขาชัยสน) วงเงินประมาณ 4,841 ล้านบาท และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (เกาะกลาง-เกาะลันตาน้อย) จังหวัดกระบี่ วงเงินประมาณ 1,854 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 6.5 พันล้านบาท เพื่อช่วยลดเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ท่องเที่ยวและชุมชนรอบข้าง

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าปรับปรุงจุดตัดคอขวดสำคัญ เช่น โครงการอุโมงค์ทางลอดและปรับปรุงถนนบริเวณแยกศูนย์ราชการ จังหวัดเชียงราย วงเงินกว่า 849 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการจราจรหน้าสนามบินและรองรับการเติบโตของการค้าและการท่องเที่ยวในภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังมีการเร่งสำรวจและวางแผนแก้ไขจุดตัดคอขวดสำคัญในภูมิภาคอื่น ๆ ควบคู่กันไป เพื่อให้การเดินทางบนโครงข่ายถนนชนบททั่วประเทศมีความคล่องตัวและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ในมิติภาพลักษณ์องค์กรและบทบาทต่อสังคม นายพิชิตยังให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและคนไทย ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และการสื่อสารกับประชาชน เช่น การประกาศจัดกิจกรรมประดับไฟสะพานภูมิพล 1 และ 2 ในวันนวมินทรมหาราช เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสะท้อนบทบาทของโครงข่ายสะพานและถนนที่รับใช้ประชาชนตามพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศ

พร้อมกันนั้น กรมทางหลวงชนบทภายใต้การนำของเขายังมุ่งเน้นมาตรการอำนวยความปลอดภัยการเดินทางช่วงเทศกาล ผ่านการจัดขบวนรถอำนวยความสะดวกและการตรวจความพร้อมโครงข่ายทางร่วมกับหน่วยงานในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างมั่นใจ

เมื่อติดตามเส้นทางชีวิตและผลงานของ “พิชิต หุ่นศิริ” จะเห็นภาพของข้าราชการวิศวกรที่เติบโตจากหน้างานภาคสนามจนถึงระดับนโยบาย ผ่านทั้งการสะสมประสบการณ์ในพื้นที่ การพัฒนาตนเองด้านวิชาการและการบริหาร และการขับเคลื่อนโครงการที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชนจริง ๆ วันนี้ในฐานะอธิบดีกรมทางหลวงชนบท เขาจึงเปรียบเสมือน “แม่ทัพทางหลวงชนบท” ที่ผสมผสานมุมมองวิศวกรรม ความเข้าใจพื้นที่ และวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อพาโครงข่ายทางหลวงชนบทไทยเดินหน้าอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย โปร่งใส และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทำให้ประชาชนและชุมชนในทุกภูมิภาคสามารถไว้วางใจได้ว่า ถนนทุกเส้นทางที่กรมทางหลวงชนบทดูแล จะเป็นเส้นทางสู่โอกาส ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

แกะรอย 7 ท่า 'การตลาดการเมือง' ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ จาก 'เอาอยู่' สู่ 'ลุยน้ำโชว์แจกถุงยังชีพ'

คนไทยต้องรู้ทัน 'หน้าที่รัฐ' กับ 'สินทรัพย์หาเสียง'

วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่ได้ทดสอบแค่ “คันกั้นน้ำ-เครื่องสูบน้ำ”

แต่มันทดสอบไปถึง “การตลาดทางการเมือง” ของนักการเมืองทุกระดับ-ตั้งแต่นายกเทศมนตรี, ผู้ว่าฯ, ส.ส., รัฐมนตรี จนถึงนายกรัฐมนตรี

รายงานจากหน่วยงานรัฐและสื่อต่างประเทศระบุว่า ภาคใต้กำลังเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ ประชาชนกว่า 2.7 ล้านคนใน 12 จังหวัดได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 30 ราย โดยสงขลาและอำเภอหาดใหญ่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่หนักที่สุด มีทั้งบ้านเรือน ถนน และโรงพยาบาลที่ต้องอพยพผู้ป่วยออกทางเฮลิคอปเตอร์ท่ามกลางมวลน้ำ “ระดับประวัติการณ์”
.
ท่ามกลางวิกฤตจริง ชีวิตจริง ความลำบากจริง – เราเห็น “ภาพ” ของนักการเมืองเต็มหน้าฟีด

คำถามคือ: อะไรคือ “หน้าที่ปกติของรัฐ”
อะไรคือ “การตลาดทางการเมือง”
และคนไทยควร “รู้ทัน” ตรงไหนบ้าง?

บทความนี้ชวนผู้อ่าน TST แกะทีละท่า ว่าในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เรากำลังเห็น “7 ท่าการตลาดการเมือง” ที่จะใช้ซ้ำอีกทุกครั้งที่ประเทศเจอภัยพิบัติ

ท่าที่ 1: พูดเอามัน “เอาอยู่ / น้ำไม่ท่วมแน่นอน”

ก่อนที่น้ำจะไหลทะลักเข้าตัวเมืองหาดใหญ่หลายวัน เพจทางการของเทศบาลนครหาดใหญ่และตัวผู้นำท้องถิ่นได้สื่อสารให้ความมั่นใจประชาชนอย่างต่อเนื่อง ว่าได้เฝ้าระวังสถานการณ์ ระดับน้ำในคลองยังควบคุมได้ พร้อมภาพลงตรวจสถานีสูบน้ำ จุดเสี่ยงต่าง ๆ

ท่าที่เราเห็นบ่อยในการเมืองไทยคือ
การให้ “คำมั่นระดับสูงมาก” ว่า

“เอาอยู่”
“ไม่น่าท่วม”
“ไม่หนักอย่างที่กังวล”

ซึ่งในภาวะปกติ ประชาชนอาจฟังแล้วสบายใจ
แต่ในภาวะวิกฤต คำมั่นแบบนี้กลายเป็น “ดาบสองคม” ทันที

เพราะถ้าวันหนึ่งสถานการณ์หนักกว่าที่ประเมินไว้จริง ๆ
คำพูดเก่า จะถูกลากกลับมาฆ่า “ความน่าเชื่อถือ” ของผู้นำทางการเมืองแบบไม่เหลือชิ้นดี

ท่านักการเมือง = “ท่าขายความมั่นใจล่วงหน้า”
เป้าหมาย = ลดความกลัว / คุมกระแส / ทำให้ดูคุมเกมได้
ความเสี่ยง = ทำให้คนตัดสินใจช้า หนีไม่ทัน และรู้สึก “ถูกหลอก” หลังน้ำมา

คนไทยควรรู้ทันอะไร?

ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า “เอาอยู่แน่นอน / ไม่ท่วมแน่นอน”
ให้ถามในใจ 3 ข้อ

1. มีข้อมูลตัวเลข น้ำฝน-ระดับน้ำ-ระบบเตือนภัย รองรับคำพูดไหม?
2. ผู้นำอธิบาย “แผนกรณีเลวร้ายสุด” หรือพูดแต่ “กรณีสวยสุด”?
3. เราสามารถเช็กข้อมูลจากกรมอุตุ กรมชลฯ ได้เอง หรือถูกบังคับให้ “เชื่อปากนักการเมือง” อย่างเดียว?

ท่าที่ 2: ลงลุยน้ำโชว์-เมื่อภาพ “ฮีโร่” สำคัญไม่แพ้ระบบ

เมื่อมวลน้ำทะลักเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ ถนนสายหลักกลายเป็นคลอง รถยนต์จมครึ่งคัน หลายชุมชนติดค้างในบ้านและตึกสูง น้ำเข้าถึงพื้นที่โรงพยาบาลจนต้องอพยพผู้ป่วยผ่านเรือและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ

เราจึงเริ่มเห็นภาพคุ้นตา:

- นักการเมืองใส่รองเท้าบูท ลุยน้ำเข่า
- ยืนบนเรือ แจกข้าวกล่อง–น้ำดื่ม
- กอดเด็ก–ประคองคนแก่ลงเรือ
- กล้องหลายตัวร้อมล้อม ช่างภาพหลายมุม

นี่คือ “Hero Shot”
ภาพเดียวที่ทำงานทางการเมืองไปได้อีกหลายเดือน

ภาพนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือ
แต่มันคือ “สินทรัพย์การตลาดทางการเมือง” ชนิดหนึ่ง

คำถามสำคัญคือ
เรากำลังเห็น “การจัดการระบบช่วยเหลือ”
หรือแค่เห็น “การจัดฉากให้คนคนเดียวดูเป็นฮีโร่”?

รู้ทันท่านี้ได้ยังไง?

ดู 4 อย่างนี้ให้ครบ ไม่ใช่ดูแค่ภาพเดียว

1. ในภาพมี “ทีม-ระบบ” หรือมีแต่ “นักการเมืองเด่นอยู่คนเดียว”
2. โพสต์มีข้อมูลไหม เช่น ช่วยกี่ครอบครัว เขตไหนต่อเขตไหน ไม่ใช่มีแต่คำชมตัวเอง
3. เขากลับมาซ้ำในพื้นที่เดิมไหม หรือมาแค่ครั้งเดียวตอนมีกล้อง
4. หลังน้ำลด ยังเห็นคนเดิมพูดเรื่องฟื้นฟูต่อเนื่องไหม หรือหายไปเหมือนโฆษณา 30 วินาที

ท่าที่ 3: ถุงยังชีพติดหน้า-ติดชื่อ-“Soft Vote Buying 2.0”

ทันทีที่น้ำท่วม เราเห็นของช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าพื้นที่:

- ถุงยังชีพ
- ข้าวกล่อง
- น้ำดื่ม
- ผ้าห่ม-เสื้อผ้า

ซึ่งทั้งหมดนี้ จำเป็นและสำคัญมาก
ปัญหาอยู่ที่… “โลโก้กับชื่อบนถุง”

เราเริ่มเห็นรูปแบบเดิมซ้ำทุกวิกฤต:

- ถุงยังชีพที่โลโก้พรรคใหญ่กว่าชื่อหน่วยงานรัฐ
- น้ำดื่มที่ติดสติ๊กเกอร์ชื่อ-หน้าผู้สมัคร
- ป้ายด้านหลังใหญ่จนแทบไม่เห็นผู้ประสบภัย

ในมุมการตลาด นี่คือ

“การสร้างแบรนด์นักการเมืองในช่วงที่คนอ่อนไหวที่สุด”

ช่วงที่คนไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำสะอาด
ชื่อใครก็ตามที่โผล่มาพร้อมของ-จะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำลึกมาก

แล้วคนไทยควรแยกยังไง?

1. ถามให้ชัดว่า “ของชุดนี้ ใช้งบอะไร?”
- ถ้างบหลวง-งบหน่วยงานรัฐ → ทำไมชื่อคนใหญ่กว่าชื่อหน่วยงาน?

2. จำให้ขึ้นใจว่า
- ความช่วยเหลือพื้นฐาน = หน้าที่
- ไม่ใช่ “บุญคุณส่วนตัว” ที่ต้องตอบแทนด้วยคะแนนเสียง

ท่าที่ 4: โทษฟ้า-โทษฝน “ครั้งประวัติการณ์” เพื่อเบี่ยงจากคำถามเรื่องระบบ

รายงานจากกรมอุตุฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกตรงกันว่า
มวลฝนที่เทใส่ภาคใต้รอบนี้อยู่ในระดับ “รุนแรงผิดปกติ”

หลายสำนักข่าวระบุว่าเป็นหนึ่งในเหตุน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดของหาดใหญ่ในรอบหลายสิบปี ระดับน้ำสูงและนานกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา จนทางการต้องประกาศเขตภัยพิบัติและเตือนภัยต่อเนื่อง

ในเชิงข้อเท็จจริง
ใช่ - ฝนตกหนักจริง
ใช่ - มวลน้ำเร็วและแรงจริง

แต่ในเชิงการตลาดการเมือง
“คำอธิบายว่ามันประวัติการณ์” มักถูกใช้เป็น เกราะกำบัง ด้วย

ท่าที่ใช้บ่อย: “เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เคยเกิดในรอบ xx ปี”
แปลไทยเป็นไทย = “มันแรงเกินกว่าที่ใครจะรับมือไหวอยู่แล้ว”

ข้อดีต่อรัฐ:
ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าปัญหาส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ

ข้อเสียต่อสังคม:
เรามักเลิกตั้งคำถามเรื่อง

- ผังเมืองระบายน้ำถูกหรือไม่
- ถนน–ทางรถไฟ–โครงการใหญ่ไปขวางทางน้ำหรือเปล่า
- ระบบเตือนภัยทำงานทันไหม
- มีการซ้อมอพยพล่วงหน้าหรือไม่

รู้ทันท่านี้ยังไง?

ต่อให้ฝนประวัติการณ์
เราก็ควรถามผู้นำว่า

1. ถ้าย้อนกลับไป 5-10 ปี เคยเตือนเรื่องปรับปรุงระบบระบายน้ำไหม?
2. ก่อนเกิดเหตุ 3-5 วัน มีการสื่อสารเตือนอพยพแบบจริงจังหรือยัง?
3. หลังเหตุแล้ว มี “แพ็กเกจยกเครื่องระบบ” หรือแค่เล่าซ้ำว่ามันแรงแค่ไหน?

ท่าที่ 5: ขบวนเรือรบ-ฮ.-กองทัพลงเมือง-“Spectacle Politics”

ในระดับชาติ เราเห็นรัฐบาลประกาศสถานการณ์ร้ายแรงในภาคใต้

ส่งทั้งเรือหลวง, เฮลิคอปเตอร์, หน่วยกู้ภัย, ทีมแพทย์, ครัวสนาม ลงพื้นที่ช่วยเหลือ จำนวนภาพขบวนรถ เครื่องบิน ลำเลียงของเต็มจอข่าวทั้งวัน

ในทางความช่วยเหลือ
นี่คือสิ่งที่รัฐ “ต้องทำ”
และ เป็นเรื่องดีมาก ที่ทำเร็วและถึง

แต่ในทางการเมือง
นี่คือ “ภาพการแสดงพลังรัฐ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน

ภาพขบวนเรือรบ-ฮ.-รถทหาร
= ภาพ “ผู้นำที่ควบคุมกลไกรัฐได้”
= ภาพ “รัฐบาลนี้เอาจริง”

สิ่งที่ถูกกลบไปโดยไม่รู้ตัวคือคำถามว่า

- ก่อนเกิดเหตุ มีการลงทุนระบบป้องกันมากพอไหม?
- แผนแม่บทน้ำท่วม-ผังเมือง-ทางระบายน้ำ ทำถึงไหนแล้ว?
- งบป้องกันน้ำท่วมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ใช้ไปกับอะไร?

มองท่านี้ให้ทะลุ

เวลามองภาพเฮลิคอปเตอร์-เรือหลวง-คอนวอยรถ
ให้มองสองชั้น

- ชั้นที่ 1: ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานด่านหน้า (สิ่งนี้ต้องให้เครดิตเต็มที่)
- ชั้นที่ 2: ถามผู้นำการเมืองว่า “ครั้งหน้าเราจะไม่ต้องใช้ฉากใหญ่แบบนี้ซ้ำอีกได้ยังไง?”

ท่าที่ 6: วอร์รูม-ไลฟ์สด-กราฟิกสวย แต่เนื้อหาบาง

อีกท่าที่เห็นชัดในการบริหารวิกฤตยุคมือถือ คือ

- การตั้ง “วอร์รูม”
- ไลฟ์สดอัปเดตสถานการณ์น้ำ
- ทำกราฟิกสวย ๆ เรื่องระดับน้ำ จุดเสี่ยง ถนนปิด-เปิด

ฝั่งสถาบันวิชาการอย่างจุฬาฯ ใช้ “ดิจิทัลวอร์รูม” เพื่อช่วยเก็บข้อมูลพื้นที่จริง สื่อสารเส้นทางปลอดภัย รับแจ้งขอความช่วยเหลือ และประสานทรัพยากรไปยังผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และภาคใต้แบบเรียลไทม์ อันนี้คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “จัดการข้อมูล-ช่วยชีวิต” จริง ๆ

แต่ในฝั่งการเมือง
เราเริ่มเห็นรูปแบบ “วอร์รูมที่เน้นภาพมากกว่าข้อมูล” เช่น

- ภาพโต๊ะยาว ๆ มีจอมอนิเตอร์เรียงเต็ม
- ผู้นำเดินชี้จอ ประชุมหน้ากล้อง
- แต่ข้อมูลที่ประชาชนเอาไปใช้จริงมีน้อยมาก

รู้ทันท่านี้ยังไง?
ถามตัวเองง่าย ๆ หลังดูไลฟ์หรือโพสต์จบว่า

“ได้ข้อมูลที่เอาไปใช้ตัดสินใจจริง ๆ แค่ไหน?”

ถ้าเนื้อหามีแค่

- การให้กำลังใจ
- การเล่าภาพรวมแบบกว้างมาก
- การย้ำว่าทุกหน่วยงานทำเต็มที่

แต่ไม่มี

- ระดับน้ำแบบตัวเลข
- พื้นที่เสี่ยงเฉพาะจุด
- เส้นทางอพยพ–เส้นทางที่ควรเลี่ยง
- ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน

วอร์รูมนั้นกำลังทำงานเป็น “สตูดิโอ PR ทางการเมือง” มากกว่าศูนย์ข้อมูลประชาชน

ท่าที่ 7: หายตัวหลังน้ำลด - การเมืองแบบโฆษณา 30 วินาที

ท่าสุดท้ายที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด
แต่ก็ลืมเร็วที่สุดเหมือนกัน คือ

“พอน้ำลด-นักการเมืองก็ลดบทบาท หายไปพร้อมกัน”

หลังน้ำท่วมใหญ่ผ่านไป 1-3 เดือน
เรามักไม่ค่อยเห็น

- รายงานความคืบหน้าโครงการแก้น้ำท่วม
- การปรับปรุงทางระบายน้ำ-คลอง-ท่อ
- การปรับผังเมืองที่ขวางทางน้ำ
- การประชุมฟังเสียงประชาชนเพื่อเอาบทเรียนมาปรับแผนระยะยาว

ทั้งที่ในทางนโยบาย
“งานจริง” เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ควรเริ่มหลังน้ำลดทันที

ท่านี้คืออะไร?

“การตลาดการเมืองแบบสปอตโฆษณา 30 วินาที”
โผล่มาเฉพาะตอนฟีดสนใจ แล้วหายไปตอนต้องทำงานยาว ๆ

รู้ทันท่านี้ยังไง?

เวลาจะเลือกนักการเมืองครั้งต่อไปในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
อย่าดูแค่รูปตอนน้ำมา
แต่ต้องถามตัวเองว่า

- ครั้งก่อนน้ำท่วม เขาเคยเสนอ-ผลักดันอะไรจริงจังไหม?
- มีการติดตามผลแผนงานปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไหม?
- เคยเห็นเขากลับมาพูดเรื่องน้ำท่วม “ตอนที่ไม่มีสื่อสนใจแล้ว” หรือไม่?

สรุป: จาก “ผู้ชมโฆษณา” สู่ “ผู้ตรวจการเมือง”

วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ทำให้เราเห็นชัดว่า
ทุกการเคลื่อนไหวของนักการเมืองในภาวะวิกฤต มีมิติการตลาดทางการเมืองซ้อนอยู่เสมอ

- การให้ความมั่นใจเกินจริง
- การลงพื้นที่โชว์ภาพฮีโร่
- การติดชื่อ-โลโก้บนของช่วยเหลือ
- การโทษธรรมชาติเพื่อเบี่ยงจากปัญหาโครงสร้าง
- การโชว์ขบวนกองทัพ-เรือรบ-ฮ.
- การตั้งวอร์รูม-ไลฟ์สดแบบเน้นภาพ
- การหายตัวหลังน้ำลด

ทั้งหมดนี้คือ “7 ท่า” ที่จะถูกใช้ซ้ำ
ไม่ใช่แค่ที่หาดใหญ่ แต่แทบทุกจังหวัดที่มีวิกฤตใหญ่ในอนาคต

หน้าที่ของประชาชนจึงไม่ใช่แค่
“กดไลก์ให้คนที่ลงน้ำช่วยเรา”
แต่คือ “มองให้ทะลุว่าอะไรคือหน้าที่-อะไรคือการตลาด”

เพราะในวันที่ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องถี่ขึ้นจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
เราไม่สามารถพึ่ง “การตลาดทางการเมือง” ให้พาเราออกจากวิกฤตได้
เราจำเป็นต้องมี “การเมืองที่กล้ายอมรับความจริง–กล้าแก้โครงสร้าง”
และต้องมีประชาชนที่ “ตาสว่าง” พอจะไม่หลงเชื่อเพียงเพราะภาพสวยในวันที่น้ำท่วมถึงอก

สุดท้ายแล้ว น้ำอาจจะลด
แต่คำถามที่คนหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศควรถามต่อคือ:

“ครั้งหน้า… เราจะปล่อยให้การตลาดนำหน้าความจริงอีกหรือเปล่า?”

ชงกฎอัยการศึกระเบิด ‘ถนนลพบุรีราเมศวร์’ เปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา คำถามคือใครจะรับผิดชอบ?? ถ้าอีกฟากต้องกลายเป็นเมืองใต้คลื่น

ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์: ทางรอดหาดใหญ่ หรือกับดักฆ่าคนปลายน้ำ?

ในวันที่หาดใหญ่กลายเป็น “เมืองในอ่าง” น้ำสูงหลายเมตร ผู้คนหนีน้ำขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง บางบ้านต้องปีนขึ้นหลังคารอเรือทหาร หลายคนไม่ได้ถกกันแค่ว่า “ทำไมน้ำถึงท่วม” อีกต่อไป แต่เริ่มถามคำถามที่แรงกว่านั้นว่า 

“เราจะเอาชีวิตคนหาดใหญ่นับแสน มาแลกกับถนนเส้นหนึ่งหรือเปล่า?” 

และเมื่อคำตอบจากฝ่ายหนึ่งคือ “ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์” เพื่อเปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุด ข้อเสนอที่เคยมีแค่ในหนังสงคราม ก็ถูกโยนขึ้นกลางวงการเมือง–วิศวกรรมไทยจริง ๆ 

แต่ในอีกฟาก น้ำเสียงของคนตำบลคูเต่า ปลายน้ำของสายน้ำเดียวกัน กลับตะโกนสวนขึ้นมาว่า 
“นี่มันไม่ใช่การช่วยชีวิตคนหาดใหญ่ แต่มันคือการ “ฆ่าคนปลายน้ำ” นับหมื่นต่างหาก” 

บทความนี้ไม่ได้จะตอบแทนวิศวกรหรือนักการเมือง แต่จะชวนผู้อ่าน TST มองให้ครบทั้งลุ่มน้ำ ว่าภายใต้ดราม่า “ระเบิดถนน” จริง ๆ แล้วเราเถียงกันเรื่องอะไรแน่

ถนนที่กลายเป็นเขื่อน: ลพบุรีราเมศวร์ในสายตานักวิชาการ

ถนนลพบุรีราเมศวร์ เดิมคือถนนสายหลักเชื่อมเมืองหาดใหญ่กับสงขลา แต่ในสายตาของวิศวกรหลายคน วันนี้มันไม่ได้เป็นแค่ “ถนน” อีกแล้ว 

มันคือ “กำแพงคอนกรีต” ที่พาดขวางเส้นทางน้ำจากแอ่งหาดใหญ่ ไปสู่ทะเลสาบสงขลา 

นักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ จากนิด้า อธิบายว่า หาดใหญ่เป็นเมืองใน “แอ่งกระทะ” น้ำจากรอบภูเขาไหลลงมารวมกัน ถ้าไม่เปิดทางออก น้ำที่ท่วมสูง 2-3 เมตรในเมือง ก็แทบไม่มีทางลดลงทันทีทันใด เขาจึงเสนอให้ 

“ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ ตรงใกล้มัสยิดกลาง” เพื่อเปิดช่องให้น้ำทะลักจากหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลา ช่วยชีวิตคนหาดใหญ่นับแสนคน 

ข้อเสนอนี้ไม่ได้หยุดแค่เชิงวิศวกรรม แต่ลากไปถึงเชิงกฎหมายด้วย ดร.อานนท์เสนอให้ประกาศ กฎอัยการศึกในจังหวัดสงขลา เพื่อให้ทหารมีอำนาจระเบิดถนนได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนราชการยืดเยื้อ 

สำหรับฝ่ายสนับสนุน นี่คือ “ความกล้า” ที่จะเลือกชีวิตคน มากกว่าทางลาดคอนกรีตสักเส้นเดียว 
แต่สำหรับคนที่อยู่ปลายน้ำ นี่คือ “การประกาศตัดสินชีวิตคนอีกหลายหมื่น” โดยที่ตัวเขาแทบไม่มีเสียงอะไรในโต๊ะเจรจาเลย

เรื่องเล่าจากรัชกาลที่ 9: บทเรียนเก่า ที่ถูกเอามาใช้ใหม่

อีกด้านหนึ่งของข้อเสนอ “ขุดถนน-ระเบิดถนน” คือ narrative ที่ทรงพลังมากในสังคมไทย: 
“ครั้งหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริให้ ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ เพื่อช่วยเมืองหาดใหญ่พ้นน้ำท่วม”

ในโพสต์วิเคราะห์ของนักวิชาการและเพจการเมืองบางแห่ง ระบุว่า พระองค์เคยทรงชี้ให้เห็นว่า ถนนลพบุรีราเมศวร์ถูกสร้าง “ขวางทางน้ำ” ประหนึ่งกำแพงยักษ์กั้นการไหลของน้ำสู่ทะเลสาบสงขลา ท่อระบายน้ำก็เล็กและน้อยเกิน จึงทรงมีพระราชดำริให้ “ขุดถนน” เปิดทางน้ำในครั้งน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน 

คำเล่านี้ถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้งในปีนี้ เพื่อสนับสนุนข้อเสนอ “ระเบิดถนน” ว่า 
“นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือบทเรียนที่เราเคยใช้แล้ว… และได้ผล” 

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีเอกสารราชการ-รายงานทางวิศวกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เคยมีการขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ตามพระราชดำริ เมื่อปีใด อย่างไร 

สิ่งที่เรามี คือ “คำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา” จากคนในวงการสื่อ-นักวิชาการ 

คำถามสำคัญสำหรับสังคมไม่ใช่ว่าเรื่องเล่านี้ “จริงหรือไม่จริง 100%” แต่อยู่ที่ว่า เวลาหยิบ “พระราชดำริในอดีต” มาอ้างเพื่อสนับสนุนมาตรการรุนแรงในปัจจุบัน เรามีหลักฐาน–มีกรอบคิดรอบด้านมากพอหรือยัง 

เพราะสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 30-40 ปีก่อน จำนวนประชากรเปลี่ยน ผังเมืองเปลี่ยน เมืองขยาย พื้นที่ปลายน้ำอย่าง “คูเต่า” ก็หนาแน่นขึ้นมาก

เสียงจากคูเต่า: อย่าช่วยหาดใหญ่ด้วยการฆ่าคนปลายน้ำ

ในขณะที่โลกโซเชียลบางมุมปรบมือให้ข้อเสนอ “ระเบิดถนน” คนอีกกลุ่มกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกประกาศเป็น “เมืองสละชีพ” แบบไม่ได้สมัครใจ 

นายสามารถ สาเร็ม ชาวบ้านคูเต่าโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อและผู้มีอำนาจ ว่า การระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลา โดยไม่พูดถึงการอพยพคนปลายน้ำให้ปลอดภัยก่อนนั้น 

“คือการฆ่าคนปลายน้ำนับหมื่นคน” 

เขาชี้ว่า ตำบลคูเต่า และพื้นที่ใกล้เคียง จมน้ำอยู่แล้ว จากน้ำที่มาจากอีกทิศ การเปิดทางให้น้ำจากหาดใหญ่ทะลักลงมาพรวดเดียว จะซ้ำเติมชุมชนที่กำลังยืนอยู่ในน้ำ ให้กลายเป็น “คนที่อาจยืนไม่ไหว” 
เขาเสนอ “เงื่อนไขขั้นต่ำ” ว่า 

1. ถ้าจะระเบิดถนนจริง ๆ ต้องจัดการ อพยพคนปลายน้ำทั้งหมด ออกมาก่อน 

2. และต้องไม่ลืมแก้ปัญหาใหญ่ที่ “ปากทะเลสาบสงขลา” อย่างกรณีเขื่อนโครงการท่าเรือน้ำลึก ที่ศาลมีคำสั่งให้รื้อ แต่การรื้อถอนยังคาราคาซังมาเป็นสิบปี เพราะนั่นต่างหากคือ “ประตูออกสู่ทะเล” ตัวจริงของน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำนี้ 

เสียงของคูเต่าทำให้คำถามเรื่อง “ระเบิดถนน” ไม่ใช่แค่ดีเบตทางเทคนิคอีกต่อไป แต่มันคือคำถามด้านคุณค่าพื้นฐานของสังคมไทยว่า 

เราจะยอมรับ “การช่วยเมืองหนึ่ง ด้วยการผลักภัยไปให้เมืองอีกแห่ง” ได้จริงหรือ? 

ติดกับดัก “คิดแบบถนน” แทนที่จะ “คิดแบบลุ่มน้ำ”

ดราม่าระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่าถนนเส้นเดียว คือ 

1. เรามองเมือง-ถนน-โครงการพัฒนา แบบแยกชิ้น ไม่ใช่ทั้งลุ่มน้ำ 
- ถนนสร้างก่อน 
- ระบบระบายน้ำค่อยมาเติมทีหลัง 
- พอเกิดปัญหา ก็แก้แบบจุด ๆ ด้วยการ “ตัด/ขุด/ระเบิด” ตรงไหนสักที่ แทนที่จะออกแบบทั้งระบบตั้งแต่ต้น ว่าเมื่อมีถนน ก็ต้องมีพื้นที่ให้น้ำเดิน 

2. เรายังติดกับดัก “คิดแบบอำเภอ–จังหวัด” แทนที่จะคิดแบบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” 
- หาดใหญ่เจอน้ำท่วม = หาดใหญ่ต้องรอดก่อน 
- ส่วนคูเต่าหรือชุมชนริมทะเลสาบสงขลา เป็นเรื่อง “คนละอำเภอ” 
แต่สำหรับน้ำ มันไม่มีเส้นแบ่งเขตอำเภอ–ตำบล มีแต่ เส้นทางจากภูเขา ลงคลอง ผ่านเมือง ลงทะเลสาบ แล้วออกสู่ทะเล เท่านั้น 

เมื่อเราออกแบบโครงสร้างพื้นฐานจากมุมของ “เมือง” มากกว่ามุมของ “ลุ่มน้ำ” จึงไม่แปลกที่ถนนเส้นหนึ่ง จะกลายเป็นเขื่อนขวางน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ และเมื่อถึงวันหนึ่งที่น้ำทะลัก เราก็ต้องมานั่งทะเลาะกันว่า จะ “รักษาถนน” หรือ “เปิดทางให้น้ำ” กันแน่ 

บทเรียนที่หาดใหญ่… แต่ไม่ควรจำแค่หาดใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับลพบุรีราเมศวร์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของภาคใต้ แต่คือภาพซ้ำของเมืองไทยทั้งประเทศ 
- เราสร้างถนนยกคันสูง 
- เราถมที่ลุ่ม สร้างหมู่บ้าน 
- เราอนุมัติโครงการท่าเรือน้ำลึก-เขื่อน-คันกั้นน้ำ โดยไม่กล้าแตะผลประโยชน์ที่ปลายทาง 
- แล้วทุกครั้งที่น้ำท่วม เราก็ กลับมาถกกันใหม่ ว่าจะ “ระเบิดอะไรดี” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

คำถามสำหรับคนทำงานท้องถิ่น-ส่วนกลาง และประชาชนอย่างพวกเราคือ 

1. เราจะยอมให้คนที่อยู่ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ต้องมาเลือกกันเองว่าใครควรจมน้ำก่อนหรือ? 

2. เราจะกล้าเปิดเอกสารทั้งหมด ทั้งการออกแบบถนนลพบุรีราเมศวร์ โครงการท่าเรือน้ำลึก ปากทะเลสาบสงขลา ให้ประชาชนเห็นภาพทั้งระบบหรือไม่? 

3. เราจะยอมรับได้ไหมว่า บางที “ถนนที่เราเคยภูมิใจ” อาจต้องถูกรื้อ-ปรับ-ยกระดับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความจริงของภูมิประเทศ และ Climate Crisis ที่รุนแรงขึ้นทุกปี 

“น้ำไม่ท่วมครับ” สู่ภาพหาดใหญ่จมบาดาล ระบบเตือนภัยพ่ายให้กับความมั่นใจผิด ๆ นี่จึงไม่ใช่แค่น้ำท่วมใหญ่สุดในรอบ 25 ปี แต่คือการเตือนภัยที่ผิดจังหวะทั้งระบบ พังทั้งกระดาน

ประเด็นบทความน้ำท่วมหาดใหญ่ 
1) จาก “น้ำไม่ท่วมนะครับ” สู่เมืองจมทั้งเมือง
แกน: ความล้มเหลวด้านการสื่อสารในยามวิกฤต
• ผู้นำท้องถิ่นยืนยัน “รับรองว่า 3-4 วันนี้ น้ำไม่ท่วมแน่นอน… ให้มั่นใจนะครับ” โพสต์ 20 พ.ย.
• แค่ 4-5 วันถัดมา หาดใหญ่ท่วมหนักสุดในประวัติการณ์ ชาวบ้านติดชั้น 2 ต้องโบกมือขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์
• ตั้งคำถามว่า “คำพูดของผู้นำ” ในยุคภัยพิบัติถี่แบบนี้ ต้องรับผิดชอบถึงระดับไหน

2) ธงเขียว-ธงแดง กับชีวิตคนทั้งเมือง
แกน: การประเมินสถานการณ์ผิดของศูนย์บัญชาการ
• รายงานข่าวชี้ว่า 48 ชม. ก่อนน้ำทะลัก นายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์อุทกภัยยังยก “ธงเขียว” ก่อนจะต้องเปลี่ยนเป็น “ธงแดง” ในเวลาสั้น ๆ ซึ่งไม่ทันมวลน้ำ
• วิเคราะห์ว่า “สายเกินไป” แค่ไหนสำหรับการอพยพ
• ถกมาตรฐานการประกาศเตือนภัยในเมืองใหญ่ของไทย ว่าจริง ๆ ควรทริกเกอร์ตั้งแต่ระดับไหน

3) หาดใหญ่ 68: เมืองใหญ่ที่แพ้ทั้งฝนและคำพูดของตัวเอง
แกน: เปรียบเทียบ “ระบบป้องกันน้ำท่วม” vs “ระบบป้องกันความเสียหายจากคำพูดผู้นำ”
• หลายสำนักวิเคราะห์ว่า ปี 68 ปริมาณน้ำเกินศักยภาพ “แก้มลิง” และระบบระบายน้ำเดิมอยู่แล้ว
• แต่ความเสียหายส่วนหนึ่ง “ทวีคูณ” เพราะคนเชื่อว่ารอบนี้ “ไม่ท่วมแน่”
• เสนอว่าต่อให้โครงสร้างพื้นฐานแพ้ฝน แต่อย่าให้ “โครงสร้างการสื่อสาร” แพ้ไปด้วย

สิ้น ‘ท่านชายใหม่’ พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบ สิริชันษา 78 ปี

พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล หรือ ท่านชายใหม่ ประสูติเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2490 เป็นพระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับ หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ารับราชการทหารในหน่วยรบพิเศษ และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่สำคัญของประเทศ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศทหารหลายตำแหน่ง เคยดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ และมีบทบาทในกิจการสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง ท่านเป็นที่รู้จักในนาม ‘ท่านชายใหม่‘ และมีบทบาททางสังคม การเมือง และความเห็นสาธารณะอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยความคืบหน้าเกี่ยวกับกำหนดการพระราชพิธีและพิธีบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

ถึงเวลาแก้วิกฤตซ้ำซาก "เมื่อ 'กรุงเทพของภาคใต้' จมน้ำ น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่แค่ภัยพิบัติรายปี แต่คือวิกฤตเศรษฐกิจมูลค่านับแสนล้าน สั่นคลอนการค้าชายแดนและโลจิสติกส์ภาคใต้

หาดใหญ่ท่วม = สะเทือนเศรษฐกิจระดับ “หนึ่งจังหวัดใหญ่” ของทั้งภาคใต้

เวลาข่าวขึ้นว่า “น้ำท่วมหาดใหญ่” คนกรุงเทพฯ มักนึกถึงภาพเมืองท่องเที่ยวใต้น้ำ ร้านดังจม ศูนย์การค้าปิด แต่สำหรับคนทำธุรกิจ–ขนส่ง–ค้าชายแดน น้ำที่ท่วมหาดใหญ่ไม่ได้ท่วมแค่ “เมืองหนึ่งเมือง” แต่มันคือการสั่นสะเทือนหัวใจเศรษฐกิจระดับ “กรุงเทพของภาคใต้” ทั้งดวง

1. หาดใหญ่: เมืองเดียว แบกเศรษฐกิจทั้งจังหวัด

ถ้าดูตัวเลข “ทั้งจังหวัดสงขลา” ก่อน จะเห็นภาพชัดขึ้น
ปี 2565 ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา (GPP) อยู่ราว ๆ 254,368 ล้านบาทต่อปี

ในเอกสารของหน่วยงานรัฐและงานวิชาการหลายชิ้น ระบุชัดว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาไม่ใช่ “ตัวจังหวัดสงขลา” แต่คือ “เมืองหาดใหญ่” ที่เป็นทั้งเมืองการค้า ศูนย์กลางคมนาคม ศูนย์กลางการแพทย์ และเมืองการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้

พูดง่าย ๆ คือ เงินส่วนใหญ่ที่ทำให้ตัวเลข 2.5 แสนล้านบาทของสงขลา “ขยับขึ้น” มันหมุนอยู่ในโซนหาดใหญ่เป็นหลัก

หาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่คือ “เครื่องจักรทำเงิน” ให้กับทั้งจังหวัด และเชื่อมต่อเศรษฐกิจกับมาเลเซีย-ชายแดนใต้ ผ่านการค้าชายแดน ด่านสะเดา-ปาดังเบซาร์ สนามบินนานาชาติ และโครงข่ายรถไฟ-ถนนสายหลักของภาคใต้

2. ถ้าเทียบขนาดเศรษฐกิจ: หาดใหญ่ (สงขลา) vs จังหวัด “เพื่อนบ้านใหญ่” อย่างนครศรีฯ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าหาดใหญ่ “ใหญ่แค่ไหน” ในภาคใต้ ลองเทียบทั้งจังหวัดสงขลา กับจังหวัดใหญ่ที่ใกล้เคียงสุดด้านเศรษฐกิจ คือ นครศรีธรรมราช

สงขลา (ปี 2565): GPP ≈ 254,368 ล้านบาท

นครศรีธรรมราช (ปี 2566): GPP ≈ 194,669 ล้านบาท

หยิบมาเทียบกันตรง ๆ จะได้ประมาณว่า เศรษฐกิจทั้งจังหวัดสงขลา “ใหญ่กว่านครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด” ราว 1.3 เท่า

และในเมื่อ “ตัวเร่งหลักของสงขลา” คือ หาดใหญ่ เวลาน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งใหญ่ มันจึงใกล้เคียงกับภาพประมาณว่า “เมืองเดียวสะดุด = เศรษฐกิจทั้งจังหวัดที่ใหญ่กว่าจังหวัดเพื่อนบ้านทั้งจังหวัด สะดุดตามไปด้วย”

ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้

3. เมืองที่ไม่เคยหลับ: ทำไมหาดใหญ่ถูกเรียกว่า “กรุงเทพของภาคใต้”

คำว่า “กรุงเทพของภาคใต้” ไม่ได้เป็นแค่คำเปรียบเทียบเล่น ๆ แต่เป็นภาพจริงที่เห็นได้จากโครงสร้างเศรษฐกิจของเมืองนี้: เมืองการค้า-ค้าส่ง-ค้าปลีก: ศูนย์การค้า ตลาดกิมหยง ย่านการค้าถนนเสน่หานุสรณ์-ศรีภูวนารถ-ปุณณกันฑ์ ค้าส่งสินค้าไปทั้งภาคใต้ตอนล่าง และต่อไปถึงฝั่งมาเลเซีย

ศูนย์กลางการแพทย์และการศึกษา: โรงพยาบาลใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน มหาวิทยาลัยระดับภูมิภาค โรงเรียนชื่อดัง-โรงเรียนกวดวิชา ดึงกำลังซื้อจากทั้งชายแดนใต้ พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ขึ้นมารักษา/เรียนที่นี่

ชุมทางคมนาคม-การท่องเที่ยวข้ามแดน: จุดเชื่อมรถไฟ รถทัวร์ สนามบินหาดใหญ่ เป็นหลักไมล์สำคัญของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์ที่ขับรถเข้ามาเที่ยวไทย

เวลาเมืองแบบนี้ “ล้มทั้งระบบ” เพราะน้ำท่วม สิ่งที่สะเทือนตามมาไม่ใช่แค่ร้านอาหาร ร้านชาบู หรือห้างหนึ่งห้าง แต่คือการหยุดชะงักของการไหลของคนไข้ การเรียน-การสอบ การขนสินค้า และเงินท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เลือกพักหาดใหญ่เป็น base

4. น้ำท่วมหาดใหญ่ = ความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ความเดือดร้อนชั่วคราว

ถ้ามองในมุมเศรษฐกิจมหภาค น้ำท่วมหาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ข่าวภัยพิบัติประจำฤดูฝน แต่คือ “stress test” ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติ:

1) ความเปราะบางของเมืองศูนย์กลาง (Hub Vulnerability): เราปล่อยให้เศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างผูกอยู่กับ “เมืองเดียว” มากเกินไปหรือไม่ เมืองนี้มีระบบป้องกันน้ำท่วม-บริหารความเสี่ยงสมฐานะของมันแล้วจริงหรือยัง

2) ผลกระทบลูกโซ่ข้ามจังหวัด: เมื่อหาดใหญ่สะดุด สินค้าที่จะไปถึง พัทลุง สงขลาอื่น ๆ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ก็สะดุดตาม การไหลของคนไข้ นักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซียที่เข้าเมือง ก็ชะลอตัว

3) ความพร้อมในการ “กลับมาตั้งหลักเร็ว”: เมืองระดับนี้ควรมีแผนฟื้นตัวเร็วแค่ไหน? รัฐ–เอกชน–ท้องถิ่นมีแพ็กเกจช่วยผู้ประกอบการรายย่อย-ค้าปลีก-โลจิสติกส์ เหมือนเวลาเราพูดถึง “ช่วยห้างใหญ่ในกรุงเทพฯ” หรือเปล่า

4) การวางแผนระยะยาวในฐานะเมืองเศรษฐกิจภาคใต้: เมื่อรัฐกำลังวางแผน SEC / IMT-GT / มอเตอร์เวย์หาดใหญ่-สะเดา / แลนด์บริดจ์ ฯลฯ แต่ถ้าตัวเมืองหาดใหญ่เองยัง “จมน้ำง่าย” แบบนี้ ต่อให้โครงสร้างพื้นฐานครบแค่ไหน นักลงทุนก็ถามหาความเสี่ยงก่อนเหมือนกัน

5. ทำไมเราควรพูดถึง “น้ำท่วมหาดใหญ่” ในฐานะเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องสงสารคนใต้

เวลาภัยพิบัติเกิดขึ้น เรามักมองในมุม “ความเดือดร้อนประชาชน” เป็นหลัก ซึ่งถูกต้องและจำเป็น แต่สำหรับเมืองระดับหาดใหญ่ 

เราควรยกระดับคำถามขึ้นไปอีกขั้นว่า: แผนน้ำท่วม-ระบายน้ำ-ผังเมืองของหาดใหญ่ “สมฐานะเศรษฐกิจ” หรือยัง เมืองที่แบก GPP ระดับสองแสนกว่าล้านบาทของจังหวัด ควรมีระบบจัดการน้ำที่คิดไกลกว่าระดับ “รอประกาศสีธงเขียว-แดง” แค่ไม่กี่วันก่อนมวลน้ำมา

รัฐบาลกลางมองหาดใหญ่ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ” ของประเทศหรือยัง ถ้าเรากล้าทุ่มเงินแสนล้านกับรถไฟฟ้า-ทางด่วน-แลนด์บริดจ์ การลงทุนป้องกันเมืองเศรษฐกิจภาคใต้จากน้ำท่วมซ้ำซาก ก็ควรอยู่ในระดับ “เมกะโปรเจกต์ด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ” ไม่ใช่แค่โครงการชลประทานปกติ

เมื่อเศรษฐกิจสงขลาใหญ่กว่านครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด น้ำท่วมหาดใหญ่จึงไม่ได้กระทบแค่คนสงขลา การปล่อยให้ศูนย์กลางแบบนี้จมน้ำซ้ำ ๆ คือความเสี่ยงต่อทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจของภาคใต้.

6. บทสรุป: จาก “เมืองหนึ่งที่ท่วม” สู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เราต้องปกป้อง”

หาดใหญ่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เมืองในข่าวน้ำท่วม แต่คือเมืองที่ทำให้จังหวัดสงขลามีเศรษฐกิจใหญ่กว่าจังหวัดใหญ่ ๆ ข้างเคียงอย่างนครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด เป็นศูนย์กลางการค้า-แพทย์-การศึกษา-คมนาคมของทั้งภาคใต้ตอนล่าง และเป็นหน้าตาของไทยในสายตานักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์จำนวนมหาศาลทุกปี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top