Monday, 7 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

‘ดร.อานนท์’ ถอดบทเรียนภาวะผู้นำยามวิกฤต 'Mike' นิวยอร์กสั่งอพยพเพราะเชื่อข้อมูล กล้าด่านักข่าวเพื่อรักษาชีวิตกว่าสิบล้านคน ส่วน นายกฯหาดใหญ่ เชื่อ 'เอาอยู่' จนมีผู้เสียชีวิต

รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า นายกแป้น แห่งเทศบาลนครหาดใหญ่ กับ Michael Bloomberg แห่งเทศบาลมหานครนิวยอร์ก

ผมเป็น New Yorker อยู่หลายปี สมัยที่ Michael Bloomberg เป็น Lord Mayor หรือ นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก

Mike เป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจมาก และมีภาวะผู้นำสูงมาก 
ผมจำได้ว่า Hurricane ขึ้น New York หลายครั้ง

Mike เชื่อข้อมูลคือผลการพยากรณ์อากาศ Mike เชื่อตัวแบบอย่างที่คนมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะใช้ในการตัดสินใจ

New York City เป็นเมืองพิเศษทางภูมิศาสตร์ Manhattan เป็นเกาะที่สองข้างเป็นตลิ่งสูง แคบเป็นตัว V ของ Hudson River และ East River ทำให้เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ดีโดยธรรมชาติ แต่ในจุดแกร่งมีจุดอ่อนคือเกิด Storm Surge ได้ง่ายเพราะสอบแคบ หาก Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเลจากมหาสมุทรแอตแลนติกเข้ามาท่วมได้มากมหาศาลและน้ำท่วมจะสูงมาก 

ถ้า Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเล เกิด Storm Surge เข้ามาท่วมประมาณสึนามิ หอบน้ำเข้า เหมือนตอน ไต้ฝุ่นนากิซ หอบน้ำจากมหาสมุทรอินเดียถล่มพม่าจนตายไปหลายหมื่น 

ครั้งหนึ่ง มี Hurricane ลูกใหญ่จะขึ้นฝั่งที่มหานครนิวยอร์ก Mike สั่งอพยพ (Evacuation) คนนับสิบล้านออกจาก Manhattan แล้ว Hurricane ไป touch down ที่ Atlantic City ทำให้ความหายนะไปเกิดที่ Atlantic City แทน 

นิวยอร์กซิตี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีความเสียหายอะไรเลย 

นักข่าวอเมริกันก็ดุมาก ไปรุมถาม Mike ว่าจะทำอย่างไร จะรับผิดชอบอย่างไร ในเมื่อสั่งคนอพยพเป็นสิบล้านแล้วไม่เกิดอะไรเลย

Mike นิ่งๆ แล้วระเบิดใส่นักข่าวว่า ถ้าเป็นไปตามพยากรณ์ ตายเป็นสิบล้าน คุณจะรับผิดชอบไหวไหม

ผมเป็นนายกเทศมนตรี เป็นนักการเมือง เป็นคนรับผิดชอบชีวิตคน ต้อง Hope for the best, prepare for the worst. หมายความว่า หวังในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Hurricane ไม่เข้านิวยอร์ก) แต่เตรียมตัวสำหรับสถานการณ์เลวร้ายสุด คือ Hurricane เข้านิวยอร์ก และเกิด Storm surge 

Mike เป็นนักการเมืองที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม กะนักข่าว ก็ไม่กลัว ด่านักข่าวได้ ไม่ได้คิดจะหาเสียง แต่รักษาหลักการ บริหารความเสี่ยง และเอาชีวิตประชาชนเป็นสำคัญสุด  

พอมาอีกครั้งพายุเฮอริเคนจะเข้ามหานครนิวยอร์กอีก  Mike ยังเป็น Lord Mayor เกิด Hurricane เข้า touch down ที่นิวยอร์กอีก คราวนี้เกิดจริง 

เที่ยวหลังนี้ เกิด Storm surge จริง น้ำท่วม Manhattan ไปครึ่งเกาะ สูงเป็นสองเมตร สามเมตร เข้าระบบ subway วินาศสันตะโร ดีที่สั่งปิด Subway แล้ว เอารถไฟฟ้าออกหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นจะมีคนตายหลายแสนในระบบรถไฟฟ้าใต้ดินของมหานครนิวยอร์ก 

แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก คนไม่ได้ตายมากมาย เพราะ Mike สั่งอพยพ คนนับสิบล้านออกไปหมดแล้ว แน่นอนว่ามีคนนิวยอร์กที่ไม่เชื่อ และไม่ยอมอพยพ 
.
รุ่งขึ้นหิมะตก Snow ลง อากาศหนาวเย็นมาก หลังจากน้ำท่วม ไฟฟ้าดับครึ่งเกาะ แต่ไม่มีเครื่องทำความร้อนหรือ Heater สถานการณ์ Terrible มาก เหมือนภาพยนตร์ชื่อ Perfect Storm 

นักข่าวมาสัมภาษณ์ Mike ตาแกไม่ลืม เทศนาด่านักข่าวไปอีกยก เล่าเรื่องเก่าที่สั่งอพยพแล้ว Hurricane ไม่เข้า แต่เที่ยวนี้เข้า เสียหายหนักจริง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่ประกาศอพยพ จะมีคนตายเป็นเบือ Mike แกใส่นักข่าวไปเต็ม ๆ 

นี่คือภาวะผู้นำครับ Mike เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก แล้วมาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น 

เทศบาลนิวยอร์ก มีอำนาจสูงมาก สหรัฐอเมริกาเขากระจายอำนาจเต็มที่ แน่นอนว่ามีทั้งท้องถิ่นที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และที่ประสบความสำเร็จ คุณภาพของคนในแต่ละท้องถิ่นไม่เท่ากัน 

เรากระจายอำนาจได้เมื่อพร้อม ประชาชนมีคุณภาพ เราจะได้นักการเมืองมีคุณภาพ

ตัดกลับมาที่นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายกแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง

ไม่ได้นำพากับข้อมูล ไม่มีความรู้ความสามารถ แล้วทำให้คนหาดใหญ่ไม่อพยพ หลงเชื่อว่าเอาอยู่ โฆษณาหาเสียงว่าเอาอยู่ มีคนตายเป็นร้อย ๆ ความเสียหายมหาศาล

กระจายอำนาจเมื่อพร้อมดีกว่าครับ 

คนหาดใหญ่ เป็นคนไร้คุณภาพหรือไม่? ถึงเลือกนักการเมืองได้ไร้คุณภาพอย่างนายกแป้น ใช่หรือไม่?   

ผมถึงกับต้องทบทวนว่า ประเทศไทย เหมาะสมกับการกระจายอำนาจแล้วหรือยัง ถ้าประชาชนยังมีคุณภาพได้แค่นี้ เลือกตั้งมาโดยประชากรคุณภาพต่ำ ก็ย่อมได้นักการเมืองคุณภาพต่ำ

เมื่อน้ำท่วมผ่านไป จะต้องดูแล "รถยนต์" อย่างไร?

รถยนต์ หนึ่งในความเสียหายทางทรัพย์สินที่ต้องมาพร้อมสถานการณ์น้ำท่วม การจัดการ ดูแลรถหลังน้ำท่วมอย่างถูกต้องถือว่ามีความสำคัญมาก

จีนแสดงความห่วงใยน้ำท่วมภาคใต้ไทย! พร้อมแสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย ให้คำมั่นสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่ผู้ประสบภัย ขอให้ผ่านพ้นวิกฤตและกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเสียใจต่อสถานการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยระบุข้อความว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แสดงความเสียใจและความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในประเทศไทย

‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ ให้กำลังใจลูกชาย ไม่ผิดที่ไม่ตอบคำถามที่เคยตอบไปแล้ว แต่อาจไม่ถูกใจสื่อบางคน-คนในสังคมบางคน

จากกรณีที่เมื่อวาน (27 พ.ย.) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกผู้สื่อข่าวถามระหว่างการแถลงข่าวสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ว่า ถึงเวลาที่รัฐบาลจะยอมรับว่าประเมินสถานการณ์ผิดพลาดจนเกิดความสูญเสียจำนวนมากแล้วหรือยัง ซึ่งนายภราดรไม่ยอมตอบคำถาม เพียงแต่บอกว่า ขอบคุณครับ แล้วปิดไมโครโฟนยุติการแถลงข่าว จนทำให้นายภราดรถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้น

ล่าสุดวันนี้(28 พ.ย.) นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล บิดาของนายภราดร ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Somsak Pris” ให้กำลังใจลูกชาย โดยระบุว่า “#จับจิต เห็นภาพนี้ของลูกชายแล้ว เห็นใจอย่างจับจิต เข้าใจทั้งความรู้สึกของสื่อ สังคม และของลูก

ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง

“ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถามเพื่อคลายความข้องใจ ทุกคนที่เป็นแหล่งข่าวมีสิทธิที่จะเลือกตอบหรือไม่ อยู่ที่ช่วงจังหวะของเวลา การเลือกที่จะไม่ตอบบางคำถามที่เคยตอบไปแล้ว ไม่ใช่ความผิดแน่นอน แต่จังหวะช่วงที่สื่อและสังคมอยากได้คำตอบอีก เขาก็มีสิทธิที่จะไม่พึงพอใจได้

“ทำใจ และอดทนกับปรากฎการณ์นี้ให้ได้นะลูก ป๋า ให้กำลังใจ และเห็นใจนะ ป๋า ยืนยันกับลูกว่า ลูกไม่ได้ทำผิดที่ไม่ตอบคำถาม แต่ไม่ถูกใจ สื่อบางคนและไม่ถูกใจคนในสังคมบางคนเท่านั้น

“ก้มหน้า ทุ่มเท ตั้งใจ ทำงานที่รับผิดชอบในหน้าที่ให้ดีที่สุด พิสูจน์ตัวเองให้สังคมเห็น เหมือนที่พิสูจน์มาแล้ว ทองแท้ไม่เคยกลัวไฟ หัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อสังคมก็ไม่เคยแพ้ความรู้สึกของสังคมเช่นกัน

“เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ฟ้าใหม่ก็คงมี แสงทองเหนือธรณี จะท้าทายอย่างทรนง”

'แจ็ค หม่า' นำทัพบิ๊กเทค - บ.ยักษ์ใหญ่จีน ทุ่มบริจาคกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ช่วยเหยื่อไฟไหม้ 'หวั่งฟกคอร์ต' โศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตถึง 94 ราย

บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ “จีน” หลายแห่งได้เร่งให้คำมั่นบริจาคเงินและอุปกรณ์บรรเทาทุกข์รวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 400 กว่าล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุ ไฟไหม้ฮ่องกง ที่ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 ราย ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491

การระดมบริจาคครั้งใหญ่เกิดขึ้นตามมาจากการเรียกร้องของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ที่ขอให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดความสูญเสียและให้การสนับสนุนที่จำเป็นแก่ผู้ประสบภัย

บริษัทจีนทุ่มเงินบริจาคกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Alibaba Group และบริษัทในเครือ Ant Group ร่วมกันบริจาค 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อภารกิจบรรเทาทุกข์

แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba บริจาคส่วนตัวอีก 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ผ่านมูลนิธิการกุศลของเขา

Tencent ได้เพิ่มเงินบริจาคจากเดิม 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เป็น 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในเวลาต่อมา Anta ผู้ผลิตชุดกีฬา (เจ้าของแบรนด์ Jack Wolfskin และ Fila) ให้คำมั่นบริจาคเงินสดและอุปกรณ์รวมมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Xiaomi Corp และ ByteDance บริจาคบริษัทละ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ โดย CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำบริจาค 15 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ตามมาด้วยผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง BYD และ Geely ที่บริจาคบริษัทละ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในขณะที่ Xpeng ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีกราย ได้บริจาคเงินจำนวน 5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Wens Foodstuff ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ ได้มอบเงินบริจาคในจำนวนที่สูงที่สุด โดยให้คำมั่นสนับสนุนถึง 40 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทและหลายหน่วยงานที่ออกมาให้คำมั่นว่าจะบริจากเงินช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย

การบริจาคครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการชาวจีนเพื่อตอบสนองต่อการเรียกร้องของรัฐบาลปักกิ่งให้เน้นย้ำ "ความรับผิดชอบต่อสังคม" เหนือผลกำไร ท่ามกลางการตรวจสอบกฎระเบียบที่เข้มงวดต่อภาคเอกชน

โศกนาฏกรรมร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2491
ไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ หวั่งฟกคอร์ต (Wang Fuk Court) อาคารที่อยู่อาศัยสาธารณะสูง 8 ชั้น ทางตอนเหนือของฮ่องกง ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยราว 4,600 คน โดยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดตามรายงานของสำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนอยู่ที่ 94 ราย ทำให้เป็นเหตุเพลิงไหม้ที่ร้ายแรงที่สุดในฮ่องกงนับตั้งแต่เหตุเพลิงไหม้โกดังสินค้าในปี 2491 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 176 ราย

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเพลิงไหม้อาจเริ่มต้นจาก นั่งร้านไม้ไผ่ที่หุ้มอาคารไว้ และลุกลามไปยังอาคารอื่น ๆ ผ่านเสาไม้และตาข่ายป้องกัน ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบมาตรฐานที่อยู่อาศัยของเมืองอย่างเข้มงวด

ตำรวจฮ่องกงระบุว่า บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ในการใช้วัสดุโฟม "ไวไฟสูง" แผ่นตาข่ายป้องกัน และพลาสติกที่อาจไม่ได้มาตรฐานป้องกันอัคคีภัย โดยได้จับกุมชายสามคนจากบริษัทดังกล่าวในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา”

สัญญาณเตือนสังคมไทย!! เมื่อคนไทยมองจิตอาสาพึ่งพาได้มากกว่ารัฐ สะท้อนภาพวิกฤตความเชื่อมั่นชัดเจน ถ้ารัฐยังอ่อนแอ - ระบบราชการยังเฉื่อย ไม่เป็นผลดีต่อประเทศในระยะยาว

เวลาเกิดวิกฤตในประเทศนี้ – น้ำท่วม ไฟไหม้ชุมชน อุบัติเหตุใหญ่ คนหาย คนเจ็บ คนตกงาน
ภาพที่โผล่ขึ้นมาบนหน้าฟีดของเราแทบทุกครั้ง ไม่ใช่ภาพขบวนรถราชการ แต่มักเป็นภาพแบบนี้มากกว่า:

- รถกระบะติดป้าย “กลุ่มจิตอาสา…” บรรทุกถุงยังชีพแน่นคัน
- วัยรุ่นรวมกลุ่มกัน แพ็กของทั้งคืนในโกดังเล็ก ๆ
- คนธรรมดาไลฟ์สดรับบริจาค แป๊บเดียวเงินไหลเข้าหลักแสนหลักล้าน
- เรือท้องแบนของทีมอาสา ลุยน้ำเข้าซอยลึกก่อนหน่วยงานไหนจะมา

จนเราต้องถามตรง ๆ กับตัวเองว่า  

“ทำไม ‘จิตอาสา’ ในประเทศนี้ถึงดูแข็งแรง คล่องตัว และจับต้องได้  
มากกว่าระบบของรัฐที่ควรจะเป็น ‘ด่านหน้า’ ในวันที่คนเดือดร้อน?”

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อด่ารัฐ หรือเอาแต่เชียร์จิตอาสา  
แต่จะลองชวนมองให้ชัดว่า… “ปรากฏการณ์นี้” มันสะท้อนอะไรลึก ๆ เกี่ยวกับโครงสร้างประเทศเรากันแน่

1. เมื่อคนธรรมดาขยับได้เร็วกว่า “ระบบ”
----------------------------------------

ธรรมชาติของ “จิตอาสา” คือ “เห็นแล้วทนไม่ได้” แล้วก็ลงมือเลย

- ไม่ต้องรอคำสั่ง  
- ไม่ต้องทำบันทึกข้อความ  
- ไม่ต้องประชุมคณะกรรมการ

แค่คนไม่กี่คนตั้งกรุ๊ปกัน เล่นไลฟ์สดไม่กี่นาที เงินก็เข้าบัญชีพร้อมไปซื้อของ  
รถก็พร้อมออกจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปพื้นที่เดือดร้อนในไม่กี่ชั่วโมง

ขณะที่ฝั่งรัฐ…  
ต้องทำเรื่อง ขออนุมัติ ตรวจสอบขั้นตอน จัดซื้อจัดจ้าง  
เจ้าหน้าที่ระดับล่างจำนวนมาก “อยากช่วย” แต่ช่วยได้ไม่เท่าที่ใจอยาก  
เพราะทุกอย่างถูกผูกไว้กับคำว่า “ถ้าทำผิดระเบียบ เดี๋ยวซวย”

สุดท้าย ภาพที่คนเห็นคือ

- จิตอาสา = คนที่ลงมือก่อน  
- รัฐ = คนที่มาทีหลัง พร้อมกับแผงไมโครโฟนและป้ายชื่อหน่วยงาน

ภาพแบบนี้มันไม่ได้เกิดครั้งเดียวแล้วจบ  
แต่มันถูกฉายซ้ำมาหลายปี จนกลายเป็น “เรื่องปกติ” ในสายตาประชาชน

2. ระเบียบที่ตั้งใจป้องกันโกง แต่กลับทำให้ช้าไปทั้งระบบ

ความจริงอย่างหนึ่งที่ต้องพูดให้แฟร์คือ  
“รัฐไม่ได้ช้าเพราะทุกคนขี้เกียจ”  

แต่รัฐถูกล้อมไว้ด้วย “ระเบียบ” จำนวนมาก  
โดยเฉพาะเรื่องเงิน เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องการใช้งบช่วยเหลือ

- ทุกขั้นตอนต้องมีหลักฐาน  
- ทุกอย่างต้องตรวจสอบย้อนหลังได้  
- ทุกลายเซ็นมีโอกาสถูกโยงกับคำว่า “ทุจริต” หากใครจะเล่นงาน

เจตนาตั้งต้นของระเบียบ = เพื่อป้องกันการคอร์รัปชัน  
แต่ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจริง คือ

“เจ้าหน้าที่กลัวผิดมากกว่ากล้าช่วย”

เลยกลายเป็นว่า

- ถ้าจะทำให้เร็ว = เสี่ยง  
- ถ้าจะทำให้ปลอดภัย = ช้า

ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่จำนวนมากจึงเลือก “อยู่ในโซนปลอดภัย”  
แม้จะต้องแลกกับสายตาของประชาชนที่มองว่า “ทำไมมาช้า ทำไมนิ่ง”

ในขณะที่จิตอาสาไม่มีกรอบนี้มาล็อก  
เขาเลยกล้าขยับในความเร็วที่ “มนุษย์ปกติ” อยากเห็น

3. ความไม่เชื่อมั่น ทำให้คนฝากความหวังไว้กับจิตอาสาแทนรัฐ

ในโลกอุดมคติ เวลาเราอยากช่วยคนเดือดร้อน  
ช่องทางแรกที่ควรนึกถึงคือ “กองทุน/บัญชีทางการ” ของรัฐ

แต่ในโลกจริง คนจำนวนไม่น้อยเลือกแบบนี้แทน:

- โอนให้เพจจิตอาสาที่ตัวเองติดตาม  
- โอนให้กลุ่มที่เพื่อนแชร์มา  
- ฝากของไปกับกลุ่มที่เราเห็น “หน้าคนทำงานจริง” ผ่านไลฟ์สด/รูปถ่าย

เพราะอะไร?

- เพราะเรารู้สึกว่า “เงินที่โอนไปเห็นผลเร็วกว่า”  
  วันนี้โอน พรุ่งนี้เห็นรูปของถึงมือคนเดือดร้อน  
- เพราะเราเชื่อว่า “จิตอาสาไม่ได้มีผลประโยชน์ทางการเมือง”  
  แค่คนธรรมดาที่อยากช่วยกันจริง ๆ  
- เพราะเรารู้สึกว่า “หากมีปัญหา เราย้อนกลับไปถามหาได้ง่ายกว่า”  
  อินบ็อกซ์ไปหาแอดมินเพจได้โดยตรง

ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงขม ๆ ข้อหนึ่งว่า

ในสายตาประชาชนส่วนหนึ่ง  
“จิตอาสา ‘โปร่งใสกว่า’ รัฐ”

พอความเชื่อมั่นไหลไปอยู่ฝั่งจิตอาสามากขึ้น  
จิตอาสาก็ยิ่งแข็งแรงขึ้น (ทั้งเงิน ทั้งแรงสนับสนุน)  
ในขณะที่รัฐดู “ไกล” ออกไปทุกที

4. โลกโซเชียล: เวทีที่ดันจิตอาสาให้เด่นกว่ารัฐ

ยุคก่อน  
เวลาใครลงพื้นที่ช่วยคนเดือดร้อน คนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร

แต่ทุกวันนี้  
ไลฟ์สด 1 ครั้ง สตอรี่ 10 อัน หรือโพสต์ 1 รูป  
สามารถทำให้คนทั้งประเทศรับรู้ได้ในไม่กี่ชั่วโมง

“โลกโซเชียลคือเครื่องขยายพลังจิตอาสาอย่างแท้จริง”

- ทำให้ “ทีมเล็ก ๆ” กลายเป็น “ทีมที่ทั้งประเทศรู้จัก”  
- ทำให้คนลงแรงรู้สึกว่า “ความเหนื่อยของเรา มีคนเห็น มีคนรับรู้”  
- ทำให้คนบริจาครู้สึกว่า “เงินของเราไม่ได้หายไปไหน”

ขณะที่การสื่อสารของรัฐส่วนใหญ่  
ยังเป็นแบบ “ข่าวราชการ” ภาษาทางการ ภาพพิธีการ  
หรือข่าวที่ออกมาหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว

ในสนามโซเชียลที่แข่งกันด้วย “ความเร็ว + ความรู้สึก”  
จึงไม่แปลกที่จิตอาสาจะได้ใจคนดูไปเต็ม ๆ  

และเมื่อได้ใจคน ก็ได้ทั้ง “ทรัพยากร” กับ “อิทธิพลทางสังคม” ตามมาโดยอัตโนมัติ

5. แต่อย่าเพิ่งดีใจกันไป: จิตอาสาแข็งแรงกว่ารัฐ = สัญญาณเตือน

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี  
ที่ประเทศนี้ยังมีคนจำนวนมากลุกขึ้นมาช่วยกันเอง

แต่ถ้าเราปล่อยให้ “จิตอาสาแข็งแรงกว่ารัฐ” แบบนี้ไปเรื่อย ๆ  
โดยที่รัฐไม่แข็งแรงขึ้นสักที  
สิ่งที่น่ากลัวมีอยู่หลายข้อ

5.1 รัฐถูกปลดจากหน้าที่โดยไม่เป็นทางการ

คนเริ่มเคยชินว่า

- “เดี๋ยวก็มีจิตอาสามาช่วย”  
- “เดี๋ยวเพจนั้น เพจนี้ ก็เปิดรับบริจาค”

ความกดดันให้รัฐต้องพัฒนาระบบรับมือวิกฤตให้ดีขึ้นจึงน้อยลง  
รัฐสามารถอยู่ในโหมด “ทำเท่าที่ระเบียบอนุญาต” ต่อไปได้เรื่อย ๆ

“จิตอาสาควรเป็น ‘ผู้ช่วยเสริม’ ไม่ใช่ ‘ตัวจริงแทนรัฐ’”

แต่วันนี้ในหลายเคส ภาพมันกลับกัน

5.2 ภาระไปกองอยู่บนบ่าคนกลุ่มเดิม

ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ใหญ่  
ชื่อกลุ่มจิตอาสาเดิม ๆ จะถูกแท็กขึ้นมาเสมอ

- โทรหาเขา  
- อินบ็อกซ์หาเขา  
- ฝากเคสไปให้เขาดู  

ทั้งประเทศค่อย ๆ เท “ความหวังของตัวเอง” ไปวางไว้บนบ่าคนกลุ่มเล็ก ๆ  
ที่มีทั้งงานประจำ ครอบครัว และชีวิตส่วนตัวต้องรับผิดชอบเหมือนกัน

ไม่มีระบบไหนยั่งยืนได้  
ถ้าทุกอย่างผูกอยู่กับ “คนดีไม่กี่คนที่ยอมเหนื่อย” แบบนี้

5.3 คนดี คนเก่ง ไม่อยากเข้าไป “ซ่อมระบบ”

ยิ่งภาพของจิตอาสาดูสว่าง  
แต่ภาพของระบบรัฐดูมืดและช้า

คนรุ่นใหม่ที่อยากทำเพื่อสังคม  
ก็ยิ่งเลือกไปอยู่ฝั่ง

- จิตอาสา  
- เอ็นจีโอ  
- ภาคประชาสังคม  

มากกว่าเข้าไปทำงานในระบบ  
เพราะรู้สึกว่า

“ในระบบมันอืด สู้เป็นคนนอกแล้วลงมือเองเลยดีกว่า”

คำถามคือ ถ้าวันหนึ่ง  
คนตั้งใจดี คนเก่ง คนที่อยากเปลี่ยนประเทศ  
ไม่มีใครอยากเข้าไปเปลี่ยนระบบจากข้างใน

“ใครจะเป็นคนทำให้รัฐกลับมาแข็งแรง?”

6. คำตอบที่เราอยากได้: ไม่ใช่แค่ “จิตอาสาแข็งแรง” แต่คือ “รัฐต้องแข็งแรงไปด้วย”

การที่จิตอาสาแข็งแรง ไม่ใช่ปัญหา  
“ปัญหาคือทำไมรัฐถึงไม่แข็งแรงตามไปด้วย” ต่างหาก

ประเทศที่น่าอยู่ที่สุด  
ไม่ใช่ประเทศที่มีแต่จิตอาสาเต็มเมือง  
แต่คือประเทศที่

- รัฐมีระบบพร้อม  
  วิกฤตมา → ระบบทำงานอัตโนมัติ → คนเดือดร้อนถูกดูแลอย่างทั่วถึง  
- จิตอาสาเสริมในจุดที่ระบบมองไม่เห็น  
  เก็บคนที่หล่นจากตะแกรงระบบ  
  เติมความละเอียดอ่อนแบบ “มนุษย์ต่อมนุษย์” เข้าไป

คำถามที่เราทุกคนควรเริ่มถาม (และถามซ้ำ ๆ) ไม่ใช่แค่

“วันนี้จะบริจาคให้กลุ่มจิตอาสาไหนดี?”

แต่ควรเพิ่มอีกชั้นว่า

“จากทุกวิกฤตที่เกิดขึ้น  
เราเรียนรู้อะไรเพื่อผลักดันให้ ‘รัฐ’ แข็งแรงขึ้นกว่านี้บ้าง?”

- สื่อจะตั้งคำถามกับหน่วยงานรัฐแบบไหนให้ไปไกลกว่าข่าวพิธีลงพื้นที่  
- ประชาชนจะใช้พลังบนโซเชียล ไม่ใช่แค่แชร์เลขบัญชี  
  แต่แชร์ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ให้ดังขึ้นได้อย่างไร  
- คนรุ่นใหม่จะไม่หยุดแค่การทำอาสา  
  แต่ยอม “เหนื่อยระยะยาว” เข้าไปเปลี่ยนระบบจากข้างในได้หรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ จบอเมริกา-จบนอกไม่ใช่ใบเบิกทาง พร้อมเปิด 6 เหตุผลทำไมเด็กนอกหางางานยาก 'ภาษาไม่เป็นจุดขาย-โปรไฟล์ไม่แน่น' 2 ปัญหาหลัก แนะ 'กิจกรรม/ภาวะผู้นำ' สำคัญกว่าใบปริญญา

(28 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเด็นหนึ่งที่ร้อนแรงในโลกโซเชียลตอนนี้คือ “เรียนจบอเมริกาแต่กลับมาหางานในไทยไม่ได้” ฟังแล้วหลายคนตกใจ แต่ถ้าลองแยกเป็นประเด็นจริง ๆ จะเห็นภาพที่ชัดขึ้นมากว่าการเรียนเมืองนอกไม่ใช่ใบเบิกทางอีกต่อไป และนี่คือเหตุผลสำคัญที่หลายคนอาจไม่กล้าพูดตรง ๆ

1) ภาษาอังกฤษไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกแล้ว ยุคก่อนใครพูดอังกฤษคล่องคือได้เปรียบ แต่วันนี้หลักสูตรอินเตอร์ในไทย โรงเรียนอินเตอร์ และสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ทำให้เด็กไทยจำนวนมากพูดได้ในระดับ Native แล้ว ดังนั้นจบอเมริกาไม่ใช่ “จุดขาย” เหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป

2) อยู่ที่กิจกรรมและ Leadership มากกว่าใบปริญญา มหาวิทยาลัยอเมริกาเปิดโอกาสเรื่องกิจกรรมอย่างเหลือเฟือ แต่สุดท้ายขึ้นกับ “ผู้เรียนเอง” ถ้าจบมาโดยไม่เคยเป็นประธานหรือรองประธานชมรม นักกีฬา อาสาสมัคร หรือทำอะไรที่สะท้อนภาวะผู้นำ บอกเลยว่าคะแนนตรงนี้สู้เด็กไทยที่มีโปรไฟล์แน่น ๆ ไม่ได้เลย

3) วิชาการอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ ต้องมี “งานจริง” เป็นฐาน บริษัทในไทยมองหา “ประสบการณ์ทำงานที่จับต้องได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานใช้แรง งานบริการ งานพาร์ทไทม์ หรือฝึกงานที่มีผลลัพธ์วัดได้ เด็กไทยหลายคนมีพอร์ตนี้แน่นเพราะทำงานระหว่างเรียน จึงไม่ได้ด้อยกว่าเด็กจบต่างประเทศเลย

4) เด็กต่างชาติที่เรียนในอเมริกาต้อง “โดดเด่นกว่า” เพื่อเอาชนะข้อจำกัด เพราะการแข่งขันเข้าฝึกงานของนักศึกษาต่างชาติในบริษัทชั้นนำในเอมริกาโหดมาก มีแค่ประมาณ 10% ที่ได้ฝึกงาน และจากกลุ่มนั้นจะมีเพียง 10% ที่ได้ job offer จริง คนที่ได้งานต่อ เงินเดือนเกิน 200,000 บาทเป็นเรื่องปกติ แต่ที่สำคัญกว่าคือ “โอกาสเติบโตในสายงาน” ซึ่งไม่ได้มอบให้ทุกคน

5) ช่องว่าง Ranking ของมหาวิทยาลัยอเมริกากว้างแบบสุดขั้ว บางมหาวิทยาลัยรับง่าย (Acceptance Rate สูง) แต่ Ranking ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยระดับ Top 5 ของไทย ดังนั้นการบอกว่า “จบอเมริกา” ไม่ใช่ข้อมูลที่ทำให้ HR ตัดสินใจอะไรได้เลย ต้องดูลึกกว่านั้นทั้งหลักสูตร ผลงาน และคุณภาพของโรงเรียน

6) บางคนเรียนในอเมริกาแต่ใช้ชีวิตแบบ “อยู่ในกลุ่มไทยด้วยกัน” เรียนต่างประเทศแต่ไม่เคยเข้ากิจกรรมสากล ไม่เคยทำงานร่วมกับเด็กชาติอื่น อยู่ในคอมฟอร์ตโซนเดิม ๆ สุดท้ายจบมาก็ไม่มีทั้ง Soft Skills, Network, Leadership ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้จากการเรียนเมืองนอกมากที่สุด

ย้อนมองประเทศไทย!! น้ำท่วมหาดใหญ่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อประเทศอื่นมองคลองเป็น 'สวนที่ยอมท่วมได้' แต่ไทยยังวนอยู่กับปัญหาส้วม-ขยะ-ท่อตัน ชี้รัฐไทยถนัดแก้จุดเล็กมากกว่าโปรเจ็กต์ยาว

ทำไมญี่ปุ่น-เกาหลี-ไต้หวันมอง “คลอง = สวนสาธารณะ” แต่น้ำท่วมไทยยังติดอยู่กับ “ท่อระบายน้ำตัน”

เวลาคนไทยเห็นภาพคลอง Cheonggyecheon กลางกรุงโซล-เป็นขั้นบันไดลงไปริมน้ำ มีคนเดินเล่น ปั่นจักรยาน นัดเดต ถ่ายรูป แล้วพออ่านต่อถึงรู้ว่า มันคือโครงสร้างกันน้ำท่วม ด้วย หลายคนอดถามไม่ได้ว่า

“แล้วทำไมบ้านเรา คลอง = ที่ทิ้งขยะ + ท่อระบายน้ำตัน?”

คำถามเดียวกันนี้ยิ่งดังขึ้นทุกครั้งที่น้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ กรุงเทพ ภาคใต้ ภาคกลาง บทความนี้เลยชวนดู 4 ประเทศที่อยู่ในเขตพายุ–ฝนหนักเหมือนไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน (สปอนจ์ซิตี้) ว่าเขาออกแบบ “คลอง-แม่น้ำในเมือง” ให้เป็นทั้ง เกราะกันน้ำ + สวนสาธารณะ ได้ยังไง และทำไมไทยยังวนอยู่กับแนวคิด “ขยายท่อ-สูบน้ำ” เป็นหลัก

คลองของเขา = “สวนที่ยอมท่วมได้”

1. เกาหลีใต้: Cheonggyecheon-ทางระบายน้ำที่กลายเป็นแลนด์มาร์กเมือง

Cheonggyecheon เดิมคือคลองธรรมชาติกลางโซล ที่เคยถูกถม-ครอบด้วยทางด่วนลอยฟ้า ก่อนเมืองจะตัดสินใจ รื้อทางด่วนทิ้ง แล้ว “เปิดคลอง” กลับมาอีกครั้งในช่วงปี 2003-2005

วันนี้ Cheonggyecheon ยาวเกือบ 11 กม. เป็นทั้ง - ทางระบายน้ำที่รองรับน้ำท่วมระดับ 200 ปี - ทางเดิน-สวนสาธารณะขั้นบันไดต่ำกว่าระดับถนน 1-2 ชั้น - พื้นที่พักผ่อน–ท่องเที่ยว ที่ช่วยลดอุณหภูมิเมืองและมลพิษได้จริง

ไอเดียสำคัญคือ ชั้นล่างสุด = พื้นที่ที่ “ยอมให้ท่วม”, ชั้นบน = เมือง-ถนน-ออฟฟิศ ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำปลอดภัย

2. ญี่ปุ่น: “Super Levee” - คันกั้นน้ำยักษ์ที่เป็นทั้งสวน-ถนน-ย่านที่อยู่อาศัย
ริมแม่น้ำในโตเกียวหลายสาย เช่น Arakawa มีสิ่งที่เรียกว่า “Super Levee” คือคันกั้นน้ำที่ไม่ได้เป็นแค่กำแพงแคบ ๆ แต่ถูกทำให้กว้างมากและลาดชัน บางช่วงกว้างเป็นร้อยเมตร ใช้เวลาเป็นสิบปีในการสร้าง

บน Super Levee เหล่านี้ ชั้นล่างติดแม่น้ำเป็นสนามกีฬา ลานวิ่ง ปิกนิก (ท่วมได้) ส่วนชั้นบนเป็นถนน–อาคาร–สวน ที่อยู่สูงระดับคันกั้นน้ำ

ข้อดีคือ ถ้าน้ำสูงมาก ๆ น้ำจะไหลกระจายบนคันกั้นน้ำกว้าง ๆ ไม่ซัดกำแพงจนพัง และโครงสร้างกว้างยังทนแผ่นดินไหวได้ดีกว่าคันแคบ ๆ

3. ไต้หวัน: Floodway + Riverside Parks - ทำที่โล่งกลางเมืองให้ท่วมแทนตึก
ในไทเป-นิวไทเป เมืองถูกล้อมด้วยแม่น้ำหลายสาย และเคยท่วมหนักจากไต้ฝุ่นหลายครั้ง รัฐบาลจึงทำทั้ง Erchong Floodway ซึ่งวันนี้กลายเป็น New Taipei Metropolitan Park สวนยักษ์ที่ออกแบบให้ท่วมได้ และ Riverside Parks ตลอดแนว Tamsui-Keelung

ปกติพื้นที่เหล่านี้คือสวน-ทางจักรยาน-ลานกีฬา แต่ระดับต่ำกว่าตัวเมือง และถูกออกแบบให้รับน้ำท่วมตามแผนควบคุม คล้ายกับการบอกว่า “ยอมให้สวนจมน้ำ แต่ไม่ยอมให้ย่านเศรษฐกิจทั้งเมืองจมตาม”.

4. จีน: “Sponge City” - เมืองที่ออกแบบให้ดูด–ซับน้ำแทนแค่ไล่น้ำ

จีนเริ่มโครงการ Sponge City Program แนวคิดคือ เมืองต้องซับน้ำ-กักน้ำ-ปล่อยน้ำช้า ๆ ให้มากที่สุด ผ่านสวน-สแควร์-ริเวอร์ไซด์พาร์กที่ท่วมเป็นชั้น ๆ พื้นซึมน้ำได้ บ่อพักน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำในเมือง

เป้าหมายไม่ใช่แค่ “กันน้ำไม่ให้ท่วม” แต่ทำให้เมืองเหมือนฟองน้ำ เวลาฝนมาเยอะก็ซับไว้ก่อน แล้วค่อยปล่อยคืนสู่แม่น้ำหรือชั้นใต้ดิน.

ทำไมของเขา = คลอง+สวน แต่ของเรา = คลอง+ท่อตัน?
คำถามถัดไปที่เลี่ยงไม่ได้คือ “แล้วทำไมประเทศไทยไม่ค่อยมีอะไรแบบนี้?”

1) เราเริ่มจาก “เมืองกินคลอง” แทนที่จะกันพื้นที่ให้คลองตั้งแต่แรก: บ้าน-ตึก-ชุมชนเกาะริมคลองและแม่น้ำมาหลายสิบปี จะทำคันกั้นน้ำแบบกว้างสองสามชั้นต้องรื้อย้ายคนจำนวนมาก.

2) การเมือง-งบประมาณไทยถนัดแก้จุดเล็ก มากกว่าลงทุนยาว 20-30 ปี: โปรเจ็กต์ระดับ Super Levee, Floodway, Sponge City ต้องใช้งบมหาศาลและความต่อเนื่องหลายรัฐบาล ขณะที่ไทยมักเลือกโครงการขยายท่อ-ขุดลอก-ทำแก้มลิงเล็ก

3) ผังเมืองไทยไม่เคยมอง “น้ำ = โครงสร้างหลักของเมือง”: คลอง-แม่น้ำถูกปฏิบัติเป็นเส้นแบ่งเขต/ที่ทิ้งน้ำเสีย มากกว่าจะเป็นแกนกลางของระบบเมืองแบบ blue-green infrastructure

แล้วไทยควรไปทางไหนต่อ?

คำตอบไม่ใช่แค่ “ก็ทำแบบญี่ปุ่นสิ” เพราะบริบทต่างกันมาก แต่มีอย่างน้อย 3 อย่างที่เริ่มได้ทันที:
1) เลือกลำน้ำหลักบางเส้นทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง – ไม่ต้องทำทั้งประเทศ แต่เลือกคลอง/แม่น้ำสายสำคัญ 1–2 เส้น แล้วออกแบบใหม่ให้เป็น Cheonggyecheon หรือ Super Levee เวอร์ชันไทยจริง ๆ

2) ใช้แนวคิดสปอนจ์ซิตี้ในเมืองใหม่-โครงการใหม่-เมืองใหม่/นิคมฯ ควรมีสวนซึมน้ำได้ พื้นที่ท่วมได้ บ่อพักน้ำ เพื่อช่วยรับภาระจากโครงสร้างเก่า

3) เปลี่ยน mindset จาก “ไล่น้ำ” เป็น “อยู่กับน้ำอย่างฉลาด” - เป้าหมายไม่ใช่ไม่ให้น้ำท่วมเลย แต่ทำให้น้ำท่วมในพื้นที่ที่เราเลือกเอง ระดับและเวลาที่ควบคุมได้

จากท่อระบายน้ำตัน…ไปสู่คลองที่คนอยากเดินเล่น

ภาพคลองในญี่ปุ่น-เกาหลี-ไต้หวัน-จีน (รุ่นใหม่) ไม่ได้เกิดจากการที่ประเทศนั้น “รวยกว่า” อย่างเดียว แต่เกิดจากการตัดสินใจมองคลองเป็นพระเอกของเมือง ไม่ใช่ตัวประกอบที่มีหน้าที่แค่รับขยะและซ่อนน้ำท่วมไว้ใต้ฝาท่อ

ภาวะผู้นำแตกต่างกัน!! น้ำท่วมหาดใหญ่คือบททดสอบการเมือง สะท้อนคนไทยไม่ได้ต้องการ ‘ซูเปอร์ฮีโร่’ แต่โหยหาผู้นำที่ซื่อสัตย์ - กล้าพูดความจริง ดังเช่น 'มาตรฐานผู้ว่าหมูป่า' ที่เคยทำไว้

น้ำท่วมหาดใหญ่ทั้งเมือง แต่ทำไมคนไทยกลับพูดถึง “ผู้ว่าหมูป่า” มากขึ้นทุกวัน? หรือแท้จริงแล้ว… 
ประเทศนี้กำลังโหยหาผู้นำแบบเขาอยู่เงียบ ๆ

ภาพหอคอยหาดใหญ่ล้อมด้วยทะเลน้ำสีขุ่น
ภาพเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล
ภาพคนแก่-เด็ก-ครอบครัวทั้งบ้าน นั่งกอดเข่ารอเรือกลางดึก

นี่คือ หาดใหญ่ 2568
น้ำไม่ได้ท่วมแค่ถนน แต่มันท่วม “ความเชื่อมั่นต่อผู้นำ” ไปด้วยทั้งระบบ

แต่ท่ามกลางภาพมวลน้ำที่ภาคใต้
ชื่อหนึ่งที่คนบนโลกออนไลน์เอ่ยถึงมากอย่างเงียบ ๆ คือ
“ผู้ว่าหมูป่า-ณรงศักดิ์ โอสถธนากร”  

คนที่วันนี้จากไปแล้ว
แต่กลับถูกเอามาเทียบ “มาตรฐานผู้นำยามวิกฤต” กับน้ำท่วมหาดใหญ่…แทบทุกโพสต์

คำถามตรง ๆ คือ  
ทำไมในวันที่หาดใหญ่จมน้ำทั้งเมือง  
คนไทยจำนวนมากถึงรู้สึกว่า “ถ้ามีผู้ว่าหมูป่าอยู่ที่นี่… ภาพมันน่าจะไม่เหมือนเดิม”?

ถ้ำหลวง 2561 vs หาดใหญ่ 2568: สองวิกฤตใหญ่ สองความรู้สึกคนละขั้ว

ถ้ำหลวง 2561  
- เด็ก 13 ชีวิตติดถ้ำกลางภูเขา  
- โลกจับตา ไทยทั้งประเทศลุ้นทุกลมหายใจ  
- ผู้นำภาคสนามชื่อ “ณรงศักดิ์ โอสถธนากร” กลายเป็น “หน้า” ของรัฐไทยแบบไม่ต้องจ้างทีม PR  

หาดใหญ่ 2568  
- เมืองเศรษฐกิจภาคใต้จมน้ำ  
- รัฐบาล-กองทัพ-หน่วยกู้ภัยลงเต็มพื้นที่  
- แต่คำถามที่ดังกว่าเสียง ฮ. ในโซเชียลคือ  
“ใครคือคนที่เราวางใจได้จริง ๆ ในวิกฤตนี้?”  

มันไม่ใช่ว่า วันนี้รัฐไม่ทำงาน  
ฮ. ก็มา เรือก็มี ครัวสนามก็ลง ของก็เข้า  
แต่ “ความรู้สึกของคน” กลับแตกต่างจากตอนถ้ำหลวงอย่างชัดเจน

ถ้ำหลวงทำให้คนไทยรู้สึกว่า  
“รัฐไทยก็มีวันที่เป๊ะ มีวันที่มืออาชีพ มีวันที่เราฝากชีวิตไว้ได้จริง ๆ”  

แต่น้ำท่วมหาดใหญ่…  
กลับทำให้คำถามเรื่อง “ผู้นำแบบไหนกันแน่ที่ประเทศนี้ต้องการ” กลับมาดังอีกครั้ง

ผู้ว่าหมูป่า: ผู้นำที่ “พูดบนความจริง” ไม่ใช่ “ขายฝันเอายอดไลก์”

ลองนึกภาพตอนถ้ำหลวง

- นักข่าวรุมล้อม  
- ทั้งประเทศเฝ้าทีวี-ไลฟ์สด  
- แรงกดดันให้ “พูดให้สบายใจ” สูงมาก  

แต่ผู้ว่าหมูป่าทำสิ่งที่นักการเมืองยุคนี้ไม่ค่อยกล้าทำ คือ

- กล้าพูดคำว่า “ยังไม่แน่ใจ” กับเรื่องที่ยังไม่รู้  
- กล้าพูดว่า “ตอบตอนนี้ไม่ได้” ในแผนที่ยังไม่เคาะ  
- ไม่สัญญาว่า “เอาอยู่แน่นอน” เพียงเพื่อให้คนทั้งประเทศสบายใจชั่วคราว  

เขาเลือกวางตัวอยู่ระหว่าง  
“ความหวัง” กับ “ความจริง” ได้อย่างพอดี  
ไม่ขายฝัน… แต่ก็ไม่ทำลายความหวัง

กลับมาดูบางคำพูดในเหตุการณ์น้ำท่วมไทยหลายครั้ง (รวมถึงครั้งนี้ในภาคใต้)  

เราคุ้นกับประโยคว่า  
- “สถานการณ์ยังไม่น่าหนักใจ”  
- “คาดว่าน่าจะรับมือได้”  
- “ไม่น่าท่วมถึงตัวเมือง”  

ซึ่งฟังดูดี…  
แต่พอน้ำมาจริง สูงเกินคาด หนักเกินที่พูด  
คำพูดก่อนหน้า กลายเป็นมีมให้คนแชร์ด่า  
ไม่ต่างอะไรกับการทำการตลาดแบบ “โอเวอร์โปรมิสด์” ที่สุดท้ายทำลายแบรนด์ตัวเอง

ผู้ว่าหมูป่าไม่ได้เก่งเพราะพูดเพราะ  
แต่เก่งเพราะ กล้าพูดเท่าที่ความจริงจะรับได้  
และนี่แหละ…คือมาตรฐานที่คนหาดใหญ่กำลังโหยหา

ถ้ำหลวงมี “แม่ทัพสนาม” ชัดเจน หาดใหญ่วันนี้…เรารู้สึกแบบนั้นไหม?

ในถ้ำหลวง  
แม้มีหน่วยงานนับสิบ ประเทศนับสิบ  
แต่คนทั้งประเทศรู้สึกชัดว่า  

“คนที่คุมเกมภาคสนาม = ผู้ว่าหมูป่า”

ภาพเขาในฐานะ “แม่ทัพ” ชัดมาก

- เป็นคน “สรุปทุกอย่าง” ให้ประชาชนฟัง  
- เป็นคน “ยืนกลางวง” ระหว่างรัฐไทย-ต่างชาติ-ผู้เชี่ยวชาญ  
- เป็นคนที่ทำให้คำว่า “ภารกิจถ้ำหลวง” ดูเป็นเรื่องของ “ทีมประเทศไทย” จริง ๆ  

ตรงกันข้าม  
ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่วันนี้  

เรามี  
- รัฐมนตรี  
- ผู้ว่าฯ  
- นายกเทศมนตรี  
- ผู้นำท้องถิ่น  
- กองทัพ  
- หน่วยกู้ภัย  

ทุกคนอยู่ในพื้นที่  
แต่ถามจริง…

ในหัวคุณ มีภาพใครชัด ๆ ไหมว่า “นี่แหละคือแม่ทัพสนามของวิกฤตครั้งนี้”?  

ถ้าคำตอบคือ “ไม่แน่ใจ”  
นั่นแปลว่า เราอาจจะมี “คนลงพื้นที่เยอะ”  
แต่ไม่มี “ภาพผู้นำที่คนทั้งเมืองวางใจได้จริง” เหมือนตอนถ้ำหลวง

สองภาพจำที่ต่างกันสุดขั้ว: ฮ. ลำเลียงผู้ป่วย vs ฮ. ที่มีคนรู้สึกว่า “มาโชว์หรือมาช่วย”

ในหาดใหญ่  
ภาพเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลกลางน้ำท่วม  
คือภาพที่ทั้งประเทศต้องจดจำ  

มันทั้งสะเทือนใจ และสะท้อนว่า  
“ระบบป้องกันล้มเหลวจนเราต้องพาคนไข้หนีน้ำขึ้นฟ้า”

ในถ้ำหลวง  
เฮลิคอปเตอร์ รถกู้ภัย อุปกรณ์จากทั่วโลก  
กลับถูกจดจำในฐานะ “ทีมที่ช่วยทำภารกิจให้สำเร็จ”  

ต่างกันตรงที่  

- ถ้ำหลวง = ภาพของ “ความร่วมมือที่ทำให้เรื่องเป็นไปได้”  
- หาดใหญ่ = ภาพของ “ความล้มเหลวที่ทำให้ต้องหนีให้ไกลที่สุด”  

เครื่องมืออาจคล้ายกัน  
แต่ “ผู้นำที่อยู่หน้าฉาก” และ “บริบทที่เขาสื่อสาร” ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คนไทยไม่ได้ต้องการผู้นำซูเปอร์ฮีโร่… แค่ต้องการ “ผู้นำที่จริงใจเหมือนผู้ว่าหมูป่า”

สิ่งที่คนทั้งประเทศประทับใจในผู้ว่าหมูป่า  
ไม่ใช่ชุด ไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่ใช่ PR  
แต่คือความรู้สึกง่าย ๆ ว่า

- คนนี้ เอางานก่อนเอาหน้า  
- คนนี้ เคารพข้อเท็จจริงมากกว่าเคารพสคริปต์  
- คนนี้ ให้เครดิตทีมมากกว่าให้เครดิตตัวเอง  
- คนนี้ ไม่ขายฝัน แต่ขายความซื่อสัตย์

ในวันที่เราดูภาพน้ำท่วมหาดใหญ่  
แล้วรู้สึก “คิดถึงผู้ว่าหมูป่า” ขึ้นมาดื้อ ๆ  
จริง ๆ แล้วเราอาจไม่ได้แค่ระลึกถึงคนดีคนหนึ่งที่จากไป  

แต่เรากำลังถามกับสังคมไทยทั้งระบบว่า

“ทำไมผู้นำแบบนี้… ถึงยังเป็นของหายากในประเทศนี้?”  

วิกฤตหาดใหญ่วันนี้ คือกระจกถามการเมืองไทยทั้งระบบ

วันหนึ่ง  
น้ำหาดใหญ่จะค่อย ๆ ลด  
ร้านจะค่อย ๆ เปิด  
การเยียวยาจะเริ่มเดิน  

แต่สำหรับคนไทยจำนวนมาก  
ภาพเปรียบเทียบระหว่าง “ผู้นำถ้ำหลวง” กับ “ผู้นำในวิกฤตน้ำท่วม”  
จะไม่หายไปง่าย ๆ

มันจะกลายเป็นคำถามค้างคาใจว่า

- เวลาเลือกผู้ว่าฯ เลือก ส.ส. เลือกนายกฯ เราให้คะแนน “พูดเก่ง” มากกว่า “ยืนหยัดในความจริง” หรือเปล่า?  
- เราเผลอให้รางวัลกับคนที่ “ขายฝันเก่ง” มากกว่าคนที่ “ทำงานเงียบ ๆ แต่หนักแน่น” หรือเปล่า?  
- และเราเอง…ในฐานะประชาชน เคยเรียกร้อง “มาตรฐานผู้ว่าหมูป่า” จากผู้นำคนอื่นบ้างไหม?

เพราะสุดท้ายแล้ว  
น้ำอาจจะลด  
แต่คำถามเรื่อง “ผู้นำแบบไหนที่เรายอมฝากชีวิตในวันที่ทุกอย่างพังหมด”  
จะยังลอยอยู่บนผิวน้ำการเมืองไทยไปอีกนาน

ยูเครนยังทำผิดกติกา แอบใช้ทุ่นระเบิดต้องห้าม หวังปลิดชีพทหารรัสเซียจำนวนมาก ผิดหลัก ‘อนุสัญญาออตตาวา’  ที่ห้ามใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอน

(28 พ.ย. 68) หนึ่งในผู้บัญชาการทหารของรัสเซีย ระบุว่า กองทัพยูเครนยังคงใช้กับระเบิดบุคคลและกับดักระเบิดต้องห้ามจำนวนมาก แถมมีรุ่นใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงทุ่นที่จุดชนวนจากระยะไกลด้วยสัญญาณแม่เหล็ก ทำให้ความเสี่ยงบนแนวรบสูงขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว

เขาระบุว่า แม้ยูเครนจะใช้กระสุนคลัสเตอร์น้อยลงกว่าในช่วงการสู้รบรอบเมืองชาสอฟ ยาร์เมื่อปีก่อน แต่กลับเพิ่มการวางกับระเบิดและทุ่นรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนากับดักเพื่อหลอกหรือทำลายอุปกรณ์กู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายตรงข้าม

ผู้บัญชาการรายนี้ยังกล่าวว่ายูเครนไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ “อนุสัญญาออตตาวา” ที่ห้ามใช้ สะสม และผลิตทุ่นระเบิดบุคคล ซึ่งยูเครนได้ให้สัตยาบันตั้งแต่ปี 2005 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top