Monday, 7 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

พาณิชย์จัดใหญ่!! ผนึกเอกชน 250 ราย อัดโปรแรงข้ามปี ลดราคาสินค้า Mega Sale สูงสุด 80% มอบเป็นของขวัญปีใหม่ยาวถึงสิ้นเดือน ม.ค. 69 คาดช่วยลดค่าครองชีพ กว่า 5,000 ล้านบาท

พาณิชย์ช่วยไทย เปิดกล่องของขวัญใบใหญ่ “New Year Mega Sale 2026” ลดสูงสุด 80% ต่อเนื่องข้ามปีถึง 2569 มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ คาดลดค่าครองชีพ กว่า 5,000 ล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าลดค่าครองชีพ จับมือผู้ผลิตและห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 250 ราย จัดแคมเปญลดราคาสินค้าสูงสุด 80% ทั้งการจำหน่ายภายในงานจัดที่กระทรวงพาณิชย์ระหว่างวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายต่อเนื่องที่ห้างทั่วประเทศถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 ควบคู่การสนับสนุนผู้ประกอบการชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดพื้นที่ออกร้านภายในงานและเตรียมนำสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายในงานธงฟ้าทุกแห่ง พร้อมเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรร่วมกับพันธมิตรทั้งการจำหน่ายและแปรรูป อาทิ หอมแดงศรีสะเกษ และปลากะพงสามน้ำจ.สงขลา ตามคอนเซป “ไทยช่วยไทย ซื้อของไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ดำเนินการจัดโครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ร่วมสนับสนุนเกษตรกร และผู้ประกอบการไทย

โดยกิจกรรมการเปิดงาน “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ได้รับเกียรติจาก ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานร่วมกับภาคเอกชนที่มาร่วมกันจัดสินค้าลดราคาในงานกว่า 250 ราย พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่จำหน่ายสินค้า ซึ่งมีการจัดบูธจำหน่ายสินค้าในช่วงวันที่ 23–25 ธันวาคม 2568 และขยายมาตรการลดราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 40 วัน จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

นายวิทยากรระบุว่า การดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และห้างโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมมากกว่า 180 ราย รวมถึงผู้ให้บริการด้านต่าง ๆ อีกกว่า 70 ราย พร้อมแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ รวมกว่า 250 ราย นำสินค้ามาจำหน่ายและจัดโปรโมชั่นรวมแล้วกว่าหมื่นรายการ ลดราคาสูงสุดมากกว่า 80% เพื่อร่วมกันช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่เปราะบาง โดยได้เชิญชวนผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ เข้าร่วมออกร้านภายในงาน อาทิ ผลิตภัณฑ์เนื้อโคจากจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงสินค้าจากพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและช่วยสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้มีรายได้ในสถานการณ์ช่วงปัจจุบันนี้

พร้อมกันนี้ ยังมีการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตโดยตรงมาจำหน่ายในงาน โดยเฉพาะปลากะพงสามน้ำ จากจังหวัดสงขลา ซึ่งนำมาเปิดบูธจำหน่ายเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกร หลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา ช่วยให้เกษตรกรสามารถระบายผลผลิตและเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า โครงการ “พาณิชย์ลดราคา New Year Mega Sale 2026” ตั้งเป้าช่วยลดค่าครองชีพประชาชนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่การจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ตลอด 3 วัน คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกด้วย

“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลปีใหม่ และขอเป็นตัวแทนของกรมการค้าภายในขออวยพรทุกท่านในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะถึงนี้ โดยขอให้ประชาชนเดินทางโดยสวัสดิภาพ มีความสุขกับครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดปีใหม่และในทุก ๆ วัน” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย

บ้านใหม่พร้อมอยู่!! “แพนด้ายักษ์” ฉงชิ่งออกสำรวจบ้านหลังใหญ่ หลังรีโนเวตเสร็จที่สวนสัตว์ฉงชิ่งตะวันตกเฉียงใต้จีน อัปเกรดระบบระบายอากาศ พื้นที่กลางแจ้งธรรมชาติ เพื่อสุขภาพแพนด้าและนักท่องเที่ยว

(24 ธ.ค. 68) ที่สวนสัตว์ฉงชิ่ง เทศบาลนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แพนด้ายักษ์ได้เข้าไปสำรวจบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งผ่านการปรับปรุงใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา สวนสัตว์ได้ปรับปรุง "บ้านแพนด้ายักษ์" ส่วนล่างเสร็จสิ้น เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่สะดวกสบายต่อการอยู่อาศัยสำหรับแพนด้ายักษ์

การปรับปรุงครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านแพนด้า รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอากาศและสร้างสภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น เพื่อให้แพนด้ายักษ์ที่ถือเป็น "สมบัติแห่งชาติ" มีบ้านที่เหมาะสมสำหรับสุขภาพที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ การปรับปรุงยังมุ่งหวังที่จะเสริมสร้างประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมสวนสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น จึงพัฒนาให้สถานที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการพักผ่อนและการเรียนรู้เกี่ยวกับแพนด้ายักษ์อย่างครบถ้วน

ที่มา : Xinhua

24 ธันวาคม 2483 ย้อนวันประวัติศาสตร์ไทย ประเทศไทยประกาศย้าย "วันขึ้นปีใหม่" จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่เหมือนนานาชาติ

(24 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2483 รัฐบาลไทยประกาศย้าย "วันขึ้นปีใหม่" จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ส่งผลให้ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือนเท่านั้น เนื่องจากปีใหม่ตามระบบเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2484 แต่รัฐบาลได้ตัดเหลือแค่ 31 ธันวาคม 2483 เพื่อให้ปีนับสอดคล้องกับระบบปฏิทินสากล

ก่อนหน้านั้น ประเทศไทยเคยมีปีใหม่หลายช่วงเวลาที่เปลี่ยนตามยุคสมัย เช่น ในระบบจันทรคติใช้ แรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นช่วงสงกรานต์ คือ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 และต่อมายึดวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางราชการ

ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ผลักดันการย้ายวันปีใหม่ เพื่อแสดงความทันสมัยและให้สอดคล้องกับนานาชาติ โดยในประกาศย้ำว่า "วันที่ 1 มกราคม ไม่ขัดต่อพระพุทธศาสนา" และเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่ใช้ในหลายประเทศ รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาการเหลื่อมของปีงบประมาณและการติดต่อระหว่างประเทศ

ผลคือ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ฉลองปีใหม่ 2 รอบ คือ วันที่ 1 มกราคม ตามปฏิทินสากล และ ช่วงสงกรานต์ในเดือนเมษายน ที่ยังคงเป็นปีใหม่ในวัฒนธรรมและประเพณีของไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวันหยุด แต่สะท้อนถึงความพยายามของผู้นำในการปรับประเทศให้ทันสมัยและเดินไปในจังหวะเดียวกับโลกสากล พร้อมทิ้งมรดกวัฒนธรรมให้คนไทย "มีปีใหม่สองครั้งในหนึ่งปี" ซึ่งยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทย

ที่มา : https://www.senate.go.th/view/386/News/SenateMagazine/252/TH-TH

‘แก้มบุ๋ม’ สดุดีทหารไทย ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดิน ลั่นตนเพิ่งเข้าใจคำว่ารักชาติที่สุดก็ปีนี้เอง

(23 ธ.ค. 68) แก้มบุ๋ม - ปรียาดา สิทธาไชย นักแสดงชื่อดัง โพสต์อินสตาแกรมส่วนตัว สดุดีทหารไทย ทึ่งในความกล้าหาญ ยอมแลกชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดิน ลั่นอายุ 37 ปี ตนเพิ่งเข้าใจคำว่ารักชาติที่สุดก็ปีนี้เอง โดยระบุข้อความว่า 
“คุณเอาร่างกายของตัวเองต้านกระสุน
เพื่อปกป้องประเทศชาติ
จากลูกผู้ชายของใครบางคน

ความกล้าหาญแบบนี้...
ไม่ใช่ใครก็มี แต่คุณมี

และสิ่งที่คุณทำไม่สูญเปล่าเลย
เพราะมีคนอีกหลายคน
ที่รักชาติมากขึ้น จากการเสียสละของคุณ”

“37 ปีที่อยู่บนผืนดินนี้
เพิ่งเข้าใจคำว่ารักชาติที่สุดก็ปีนี้เอง
พอเห็นทหารยอมแลกชีวิตเสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดิน”

ปกป้องชาติทำไมกลายเป็นผิด รู้ทัน 'Cognitive Warfare' สงครามทางความคิดที่อันตรายกว่ากระสุน ใช้วาทกรรมบิดเบือนเปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย ทำสังคมลังเลที่จะปกป้องอธิปไตย

จากสนามรบสู่สนามความคิด: ทำความเข้าใจ Cognitive Warfare ในสังคมไทย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราไม่ได้กำลังเผชิญกับสงครามเพียงรูปแบบเดียว หากแต่กำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งซ้อนทับกันอย่างน้อยสามระดับ ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันเป็นระบบ และส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระดับแรกคือสงครามในความหมายดั้งเดิม นั่นคือความขัดแย้งด้านความมั่นคงและชายแดน เป็นสงครามที่มีพื้นที่ มีการปะทะ มีผู้บาดเจ็บ มีความสูญเสียของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาพของคนขาขาด บ้านเรือนเสียหาย หรือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องอธิบายมาก ทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือภัยคุกคามต่อชาติและอธิปไตย

ระดับที่สองคือสงครามทางการเมืองภายใน ซึ่งอันตรายไม่แพ้กัน เพราะมันทำให้สังคมอ่อนแรงจากภายใน เกิดสภาวะแตกแยก ขาดฉันทามติ และนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด หากประเทศเลือกผู้นำหรือกลไกทางอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง ก็ย่อมเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูภายนอกได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้กำลังใด ๆ เลย

แต่เหนือกว่าสองระดับแรก คือสงครามรูปแบบที่อันตรายที่สุด และหลายคนยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ สงครามทางความคิด หรือ Cognitive Warfare

ในเชิงวิชาการ Cognitive Warfare คือการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยัง “กระบวนการรับรู้และการตัดสินใจ” ของประชาชน ไม่ได้ใช้กระสุน ไม่ได้ใช้รถถัง แต่ใช้ข้อมูล วาทกรรม อารมณ์ และกรอบความคิดเป็นอาวุธ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้แพ้ในสนามรบ แต่ทำให้สังคม คิดผิด ตีความผิด และตัดสินใจผิด โดยที่ผู้คนยังเชื่อว่านั่นคือความคิดของตนเอง

สิ่งที่ทำให้สงครามทางความคิดรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคนี้ คือมันเกิดขึ้นเป็นหลักบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็ว ถูกคัดเลือกด้วยอัลกอริธึม และเจาะจงอารมณ์ของผู้รับสารได้อย่างแม่นยำ ความจริงจึงไม่จำเป็นต้องถูกทำให้หายไป เพียงแค่ถูกจัดวางใหม่ในกรอบที่บิดเบี้ยว ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมทั้งสังคมได้แล้ว

เราจะสังเกตเห็นสัญญาณของ Cognitive Warfare ได้จากคำถามง่าย ๆ ที่หลายคนเริ่มตั้งกับตัวเองในช่วงนี้ เช่น
“เราปกป้องชาติบ้านเมืองของเรา ทำไมเรากลายเป็นฝ่ายผิด”
“เราอยู่ของเรา ประชาชนเราถูกยิง บาดเจ็บ สูญเสีย แต่พอเราตอบโต้กลับ ทำไมเราถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกราน”
“ทำไมการปกป้องตัวเองถึงถูกนิยามใหม่ว่าเป็นความคลั่งชาติ”

เมื่อมีนักวิชาการหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดออกมาบอกว่า การรักชาติหรือการปกป้องอธิปไตยคือความสุดโต่ง ทั้งที่บริบทคือการป้องกันตนเอง นั่นไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางวิชาการธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของสงครามทางความคิดที่กำลังทำงานอยู่

Cognitive Warfare ไม่ได้สั่งให้ใครเชื่อโดยตรง แต่ทำให้ผู้คนเริ่ม “ลังเลในสิทธิของตนเอง” เริ่มตั้งคำถามกับการป้องกันประเทศ เริ่มรู้สึกผิดกับการยืนอยู่ข้างบ้านของตัวเอง และในที่สุดก็อาจนำไปสู่การเลือกทางการเมืองที่อ่อนแอ เปิดช่องให้ผลประโยชน์ของชาติถูกลดทอนโดยไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ในภาคประชาชน สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดไม่ใช่แค่ข่าวปลอมหรือข้อมูลผิด แต่คือกรอบความคิดที่กำลังถูกปลูกฝังอย่างแนบเนียน การดู การฟัง และการอ่านในช่วงนี้จึงต้องมาพร้อมกับการตั้งคำถามว่า ข้อมูลนี้กำลังพาเราไปสู่การปกป้องตัวเอง หรือกำลังทำให้เราอ่อนแรงลง

เพราะในท้ายที่สุด ต่อให้เราชนะในสนามรบ แต่ถ้าแพ้ในสนามความคิด ต่อให้เรามีกองทัพเข้มแข็ง แต่สังคมตัดสินใจผิด ประเทศก็ยังแพ้ได้อยู่ดี

และนั่นแหละ คือแก่นแท้ของ Cognitive Warfare ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

'ตรีนุช' สยบข่าวมั่ว!! ยันแรงงานกัมพูชาไม่ต้องกลับประเทศ 13 ก.พ. 69 ชี้เป็นความเข้าใจผิด ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ ย้ำ อยู่ทำงานต่อได้ยาวถึงปี 70-72 วอนนายจ้างอย่าตื่นตระหนก

‘ตรีนุช’ แจงไม่มีแรงงานกัมพูชาต้องกลับประเทศ 13 ก.พ. 69 ชี้เป็นความเข้าใจผิด ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ 
ย้ำอยู่ทำงานต่อได้ยาวถึงปี 70-72 

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยต้องเดินทางกลับประเทศในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากไม่มีการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน นั้น  กระทรวงแรงงานขอชี้แจงว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีเพียงคนต่างด้าวสัญชาติลาวและเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้ผ่อนผันให้คนต่างด้าวดังกล่าว สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570   

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ในส่วนของคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา หากเป็นกลุ่มที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 จะได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 และกลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแล้ว (ที่ใบอนุญาตเดิมหมดอายุในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 จะสามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2570 และสามารถต่ออายุได้อีกครั้งเดียวไม่เกิน 2 ปี ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2572ดังนั้น จึงไม่มีแรงงานสัญชาติกัมพูชากลุ่มใดที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางาน  อยู่ระหว่างหามาตรการที่เหมาะสมร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับแรงงานกัมพูชาอย่างรอบคอบรัดกุม เกิดความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ ติดตามข่าวสารจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

จีนไม่ได้ “ขายของออนไลน์” แต่สร้าง “เครื่องจักรการซื้อขาย” แล้ว SME ไทยต้องเตรียมตัวยังไง หากไม่อยากโดนคลื่น eCommerce ซัดหายไป

ถ้าคุณยังคิดว่า eCommerce คือ “เปิดร้านบนแพลตฟอร์ม + ยิงแอด + ส่งของ” คุณกำลังมองจีนเล็กไป เพราะจีนไปไกลกว่านั้นมาก

เขากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการบริโภคที่เอา คอนเทนต์-การปิดการขาย-การชำระเงิน-โลจิสติกส์-บริการหลังบ้าน-AI มาร้อยเป็นเส้นเดียว จนผู้บริโภคติดความเร็ว และผู้ขายถูกบังคับให้บริหารแบบเรียลไทม์มากขึ้น

ภาพรวมหนึ่งที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงคือ “ค้าปลีกออนไลน์” ในจีนกลายเป็นตลาดหลัก ไม่ใช่ตลาดทางเลือก และการแข่งขันจึงไม่ใช่แค่ราคา แต่คือระบบทั้งยวง ตั้งแต่คอนเทนต์จนถึงการส่งถึงมือ

5 สิ่งที่ทำให้ eCommerce จีน “ล้ำ” จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่

1) ตลาดใหญ่จนแพลตฟอร์มลงทุนเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน”
ขนาดตลาดทำให้แพลตฟอร์มจีนกล้าลงทุนหนักในเครื่องมือสำหรับผู้ขาย ระบบโฆษณา/แนะนำสินค้า และบริการหลังบ้าน เพื่อเร่งให้ทั้งระบบวิ่งเร็วขึ้น “ใครช้าจะถูกทิ้ง”

2) Content-Commerce: คนดูเพลิน แล้วซื้อเลย
จีนทำให้ “ดูคอนเทนต์ = ช้อป” เป็นพฤติกรรมมาตรฐาน โดยเฉพาะ short video และไลฟ์ ที่ย่นวงจรการตัดสินใจให้สั้นที่สุด: ดู-เชื่อ-กดซื้อ จบในแพลตฟอร์มเดียว

3) Instant retail: จาก “ส่งพรุ่งนี้” → “ส่งภายในชั่วโมง”
การแข่งขันเรื่องความเร็วส่งกดมาตรฐานผู้บริโภคขึ้นเรื่อย ๆ จนคำว่า “ได้ไว” ไม่ใช่ข้อได้เปรียบ แต่กลายเป็นขั้นต่ำที่ลูกค้าคาดหวัง

4) Price war หนักจนรัฐต้องออกมาส่งสัญญาณเบรก
สงครามราคาทำให้ทุกคนกำไรบางลงทั้งระบบ และเสี่ยงลากคุณภาพลงตามราคา จีนเริ่มมีสัญญาณจากภาครัฐ/ผู้กำกับดูแลให้ลดการแข่งขันแบบ race-to-the-bottom เพราะท้ายที่สุดจะทำลายทั้งผู้ขายและผู้บริโภค

5) เทศกาลลดราคายังเงียบ แปลว่า “ส่วนลด” ไม่พออีกต่อไป
ต่อให้แคมเปญใหญ่แค่ไหน หากกำลังซื้อไม่ฟื้นหรือผู้บริโภคไม่มั่นใจ รายการลดราคาก็ไม่อาจการันตียอดขาย เกมต่อไปจึงเป็นเรื่อง “ทำให้ซื้อได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเชื่อใจได้มากขึ้น” ด้วยระบบ

แล้ว SME ไทยควร “เรียนรู้ล่วงหน้า” อะไร ก่อนคลื่นจีนกลืนตลาด?

บทเรียนที่ 1: เปลี่ยนจาก “เปิดร้าน” เป็น “ทำรายการ”
แบรนด์ที่ชนะไม่ใช่แค่ขายเก่ง แต่เล่าเรื่องเก่ง ทำให้คนติดตามทุกวัน แล้วค่อยผูกตะกร้าให้จบในที่เดียว

บทเรียนที่ 2: สร้าง Content Factory (ใช้ AI ลดต้นทุน)
คุณไม่ต้องมีทีมใหญ่แบบจีน แต่ต้องมีเวิร์กโฟลว์ผลิตคอนเทนต์ที่ทำซ้ำได้และวัดผลได้: ไอเดีย → สคริปต์ → ถ่าย/ตัด → รีไซเคิล → A/B test

บทเรียนที่ 3: โลจิสติกส์ต้องเป็น “จุดขาย” ไม่ใช่หลังบ้าน
ตั้งมาตรฐานส่ง/แพ็ก/คืนของให้ชัด (SLA) และออกแบบสต๊อกให้ใกล้ลูกค้าเท่าที่ทำได้ เพราะความเร็วกำลังกลายเป็นขั้นต่ำ

บทเรียนที่ 4: อย่าตายเพราะสงครามราคา
ถ้าคุณมีคำตอบได้แค่ว่า “ถูกกว่า” คุณจะเหนื่อยตลอดชีวิต ต้องสร้างเหตุผลให้จ่ายแพงกว่า เช่น คุณภาพ บริการ รับประกัน ความเฉพาะทาง และสื่อสารให้คม

บทเรียนที่ 5: ความน่าเชื่อถือคือกำแพงกันของเลียนแบบ
รีวิวจริง ใบรับรอง QC แพ็กมาตรฐาน แชทตอบไว และนโยบายคืนของชัด คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเลือกซ้ำ แม้คู่แข่งลอกสินค้าได้

บทเรียนที่ 6: วัดผลแบบแพลตฟอร์ม (ไม่ใช่วัดแค่ยอดวิว)
วัดเป็น funnel และ retention: View→Click, Click→Cart, Cart→Buy, CAC, Repeat rate, Return rate แล้วปรับแผนทุกสัปดาห์

แผน “ทำก่อน 30 วัน” (ฉบับ SME ไทย)
•วาง 3 เสาคอนเทนต์: เดโม / เปรียบเทียบ / รีวิวลูกค้า
•ไลฟ์ขายสัปดาห์ละ 2-4 ครั้ง แล้วตัดไฮไลต์เป็นคลิปสั้นทุกครั้ง
•ตั้ง SLA ส่ง-แพ็ก-คืนของ ให้ชัดเจนบนหน้าร้าน
•ทำชุดข้อความ “เหตุผลที่ต้องซื้อของเรา” 5 ข้อ (ห้ามมีแค่ “ถูก”)
•ตั้งแดชบอร์ดตัวเลข 6 ตัว และประชุมปรับแผนทุกสัปดาห์

จีนไม่ได้ล้ำเพราะเทคโนโลยีเท่เพียงอย่างเดียว แต่ล้ำเพราะเอาคอนเทนต์มาบังคับการค้า เอาความเร็วโลจิสติกส์มาบังคับประสบการณ์ และเอาข้อมูล/AI มาบังคับการตัดสินใจ SME ไทยที่รอดไม่ใช่คนที่ขายถูกที่สุด แต่คือคนที่ทำระบบให้ลูกค้าซื้อได้ง่าย เชื่อใจได้ และกลับมาซื้อซ้ำได้ก่อนคนอื่น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: National Bureau of Statistics of China (สถิติยอดค้าปลีกออนไลน์/สัดส่วนค้าปลีกออนไลน์); U.S. International Trade Administration (ITA)-China Country Commercial Guide (อ้างอิง GlobalData); Reuters (การแข่งขัน instant retail, สัญญาณเบรกสงครามราคา, และบรรยากาศแคมเปญ Singles’ Day)

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ‘พลเอก’ ให้ ‘พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ พร้อม 14 ทหารราชองครักษ์พิเศษ ทั้งเลื่อนยศ - รับพระราชทานเครื่องราชย์ฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พลเอก” แก่ ‘แม่ทัพกุ้ง - พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ เตรียมเข้าพิธีรับพระราชทานยศ 28 ธ.ค. 68

(23 ธ.ค. 2568) รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ร.อ.วีระศักดิ์ อ๊อกกังวาล ผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ประจำพระองค์ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงกลาโหม ลงวันที่ 21 ธ.ค. เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้นายทหารองครักษ์พิเศษ

สาระสำคัญระบุว่า ด้วยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศทหาร และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 15 นาย การนี้ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำนักงานราชองครักษ์ประจำพระองค์ จึงขอแจ้งกำหนดพิธีเข้ารับพระราชทานประดับเครื่องหมายยศ และพิธีเข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ อาคาร 606 สนามเสือป่า พระราชวังดุสิต

สำหรับบัญชีรายชื่อนายทหารราชองครักษ์พิเศษ สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แนบท้ายหนังสือฉบับดังกล่าว พบว่าลำดับที่ 15 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ขอรับพระราชทานยศ พล.อ. (พลเอก)

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตํารวจชั้นสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตํารวจราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 38 นาย หนึ่งในนั้นคือ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง

สำหรับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับด้านการบริหาร ด้านความมั่นคง ตลอดจนด้านการป้องกันประเทศ และกิจการอื่นๆ ให้แก่ ผบ.ทบ. และปฏิบัติงานเป็นการเฉพาะเรื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจให้กับ ผบ.ทบ. ตามที่ได้รับมอบหมาย

ไวรัลกลายเป็นงานจริง!! “เจนิส–แพต” จับมือเปิดตี้ไอ่เพื่อนรัก งานไวรัลกลางทองหล่อ เคมีเพื่อนซี้สายปั่น จุดไฟโซเชียล ด้วยวลี “คอไม่พับไม่กลับบ้าน”

(23 ธ.ค. 68) "เจนิส–เจณิสตา พรหมผดุงชีพ" และ "แพต–ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช" ผนึกรวมความสนุกในงาน "Pat x Janis เปิดตี้ไอ่เพื่อนรัก" ที่จัดขึ้นที่ทองหล่อ พร้อมกิจกรรมร่วมกับ Samsung Galaxy Z Flip7 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะจากแฟนคลับที่รู้ดีว่าเมื่อทั้งคู่มารวมตัว เรื่องสนุกไม่มีหยุด

จุดเริ่มต้นของงานนี้มาจากโพสต์ของเจนิสที่ประกาศอยากจัดปาร์ตี้ โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากชาวเน็ตที่แท็กเรียก "แพต–ชญานิษฐ์" มาร่วมเล่นด้วย ก่อนที่แพตจะเข้ามารับคำท้าผ่านคอมเมนต์ และ Samsung จะเข้ามาช่วยจัดงานให้กลายเป็นความจริง

ความพิเศษของงานปรากฏตั้งแต่ทางเข้างานที่ทั้งสองสาวจับคู่ "โบกรถเมล์แดง" เป็นคอนเซ็ปต์สร้างเสียงฮือฮา และโดยแฟชั่นลุคของทั้งคู่ที่สร้างมีมใหม่ "จากมอเตอร์ไซค์สู่รถเมล์แดง" ซึ่งกลายเป็นภาพจำไม่เหมือนใครในช่วงงาน

ระหว่างงานมีการท้าดวลฝีปากกันอย่างน่าติดตาม พร้อมทั้งกิจกรรมชาเลนจ์ "พับ" มือถือ Galaxy Z Flip7 ที่ดึงดูดความสนใจจากอินฟลูเอนเซอร์และผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก

ที่สุดของงานคือการประกาศต้อนรับ "แพต–ชญานิษฐ์" และ "เจนิส–เจณิสตา" เข้าสู่ครอบครัว #TeamGalaxy อย่างเป็นทางการ พร้อมสัญญาว่าจะมีสิ่งใหม่ๆ มาเซอร์ไพรส์ในปี 2026 ต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_10071131


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top