Monday, 7 September 2026
THE STATES TIMES TEAM

เปิดบัญชีแชมป์!! ‘บิว ภูริพล’ เจ้าของลมกรดทองคำ คว้า 3 ทองซีเกมส์ เงินอัดฉีดรวมหลักล้าน นักกรีฑาวัย 19 ปีทะยานสู่ดาวเด่นกรีฑาไทย

(22 ธ.ค. 68) ‘บิว’ ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาวัย 19 ปี สร้างประวัติศาสตร์ในซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ด้วยการคว้า 3 เหรียญทองในวิ่ง 100 เมตร, 200 เมตร และผลัด 4x100 เมตรชาย ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568

ผลงานลมกรดหนุ่มนี้สะเทือนวงการกีฬาไทย โดยเฉพาะสถิติการวิ่ง 200 เมตรที่ทำสถิติใหม่ของไทยคือ 20.07 วินาที พร้อมคว้าเวลาที่รวดเร็วใน 100 เมตร 9.94 วินาที ในรอบรองฯ และผลัด 4x100 เมตรที่ 38.28 วินาที

ตามรายงานเงินอัดฉีดที่แน่ชัด คือ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) มอบเงินทองละ 300,000 บาท รวม 900,000 บาท จาก 3 ทอง และผู้จัดการทีมกรีฑาเพิ่มอีกเหรียญทองละ 50,000 บาท รวม 150,000 บาท ทำให้ยอดขั้นต่ำที่ได้รับยืนยันได้คือ 1,050,000 บาท

แม้บางกระแสจะระบุเงินอัดฉีดรวมแตะ 1.5 ล้านบาท แต่ข้อมูลจาก NSDF ยืนยันจ่ายตามเกณฑ์เดิม กระแสเงินพิเศษอาจมาจากแหล่งอื่นที่ยังไม่เปิดเผย ทำให้ ‘บิว’ กำลังเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการกรีฑาไทยและเตรียมก้าวสู่เวทีที่ใหญ่กว่าในอนาคต

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1627877/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1330704825768425&set=pcb.1330705945768313

 

รู้ทัน Scammers!! สารพัดกลโกงวิวัฒนาการสู่ยุคดิจิทัล เปิดโปง 7 ประเภทมิจฉาชีพออนไลน์ จากเว็บพนัน - เงินกู้ดอกโหด - หลอกให้รัก ถึงขโมยข้อมูล ส่วนตัวทุกธุรกรรมล้วนอันตราย

รู้ทัน...Scammers EP#2 รูปแบบของการหลอกลวงและฉ้อโกง อย่าให้ความหวังเป็นช่องว่าง! เปิดรหัสลับ 7 กลโกงมิติต่างๆ ที่มิจฉาชีพใช้ล่อลวงเหยื่อในยุค AI

การหลอกลวงและฉ้อโกงนั้นเกิดขึ้นมายาวนานต่อเนื่องกว่าสองพันปีแล้ว แต่โลกก็ยังคงเผชิญกับผลกระทบอันเลวร้ายจากอาชญากรรมทางการเงิน การหลอกลวงและฉ้อโกงจึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่แต่อย่างใด ตราบเท่าที่มนุษย์ยังต้องทำธุรกิจ แสวงหาความสำเร็จ และไว้วางใจผู้อื่น ก็ยังคงมีคนจำนวนหนึ่งที่ฉกฉวยโอกาสจากความทะเยอทะยานเหล่านี้อยู่ และในยุคดิจิทัลนี้ การหลอกลวงและฉ้อโกงทางการเงินก็มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย และมีการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ ทั้งยังปรับตัวเข้ากับการเติบโตของวิทยากรตามแต่ละยุคสมัย การหลอกลวงและฉ้อโกงก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าระวังและปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเครื่องมืออำนวยความสะดวกในปัจจุบันอาจกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ในอนาคต แม้ว่าความพยายามในการหลอกลวงและฉ้อโกงหลายครั้งจะดูเหมือนเป็นเรื่องใหม่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพียงการหลอกลวงและฉ้อโกงที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในรูปแบบที่มีความซับซ้อนกว่าเดิม 

การหลอกลวงและฉ้อโกงทั่วไปหลายอย่างยิ่งแพร่หลายมากขึ้นด้วยความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 นั่นก็คือ การใช้อินเทอร์เน็ต โดยมิจฉาชีพทำการหลอกลวงและฉ้อโกงมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่ในไม่กี่ประเภทหลัก ๆ ดังต่อไปนี้:
1. การหลอกลวงและฉ้อโกงในเรื่องทางการเงิน อาทิ 
- มิจฉาชีพหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง-อีเมล ข้อความ หรือเว็บไซต์ปลอมที่แอบอ้างเป็นธนาคาร บริษัท หรือบุคคลที่เหยื่อไว้วางใจ
- นักต้มตุ๋นด้านการลงทุน โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงหรือ "รับประกัน" (คริปโตเคอร์เรนซี ฟอเร็กซ์ หุ้น NFT)
- มิจฉาชีพเรียกเก็บเงินล่วงหน้า ซึ่งมักจะขอเงินเป็นค่ากู้ยืม รางวัล มรดก หรือบริการที่ไม่มีวันได้รับจริง
- มิจฉาชีพหลอกลวงเพื่อขอรับบริจาค ใช้ภัยพิบัติหรือความเศร้าโศกของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการขอรับบริจาค
- มิจฉาชีพหลอกลวงเรื่องภาษีและการคืนภาษี แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกเก็บเงินหรือเสนอการคืนภาษีปลอม
- มิจฉาชีพหลอกลวงเรื่องการกู้ยืมเงิน ปัจจุบัน “เงินกู้ดอกโหด” ได้แปรสภาพจากออฟไลน์เป็น “เงินกู้ดอกโหดออนไลน์” ออนไลน์แล้ว ด้วยการโฆษณาตามสื่อซเชียลต่าง ๆ และเปิดแอปพลิเคชันเงินกู้ออนไลน์ ทำให้เหมือนว่าเป็นการปล่อยกู้ถูกกฎหมาย แต่กลับเป็นแอปหรือเว็บเงินกู้นอกระบบที่ให้ยืมเงินผ่านออนไลน์ โดยโฆษณาว่าอนุมัติเร็ว ไม่ต้องใช้เอกสารมาก แต่จริง ๆ แล้วมีเงื่อนไข ค่าใช้จ่าย และดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก ๆ

2. การหลอกลวงในเรื่องของการพนัน ปัจจุบัน การพนันออนไลน์ยังคงผิดกฎหมายในประเทศไทย และทั้งผู้เล่นและผู้ให้บริการมีโทษตามกฎหมายโทษตามกฎหมาย โดย ผู้เล่น: จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของผู้จัด (เจ้ามือ/เว็บ): จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานความผิดอื่น: อาจต้องคดีตามข้อหาฟอกเงิน (จำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุด 200,000 บาท) และถูกยึดทรัพย์

3. การหลอกลวงทางความสัมพันธ์และสังคม อาทิ
- มิจฉาชีพหลอกลวงทางความรัก ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ทางออนไลน์ แล้วขอเงินจากเหยื่อ
- มิจฉาชีพหลอกลวงโดยใช้ชื่อปลอม หรือใช้ตัวตนปลอมเพื่อหลอกลวงเอาเงินหรือข้อมูลส่วนตัว
- การหลอกลวงแอบอ้างเป็นเพื่อนได้รับความเดือดร้อน หรือแอบอ้างเป็นคนรู้จัก โดยอ้างว่ามีเหตุฉุกเฉิน

4. การหลอกลวงแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น อาทิ 
- มิจฉาชีพหลอกลวงด้านบริการช่วยเหลือทางเทคนิค อาทิ การอ้างว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สามารถออนไลน์ได้ของเหยื่อมีปัญหาหรือติดไวรัส แล้วเรียกเก็บเงิน
- มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิ แอบอ้างเป็น ตำรวจ DSI สรรพากร หรือแม้กระทั่งศาล ฯลฯ
- มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นบริษัทบริการลูกค้า หรือบริษัทที่จัดส่งสินค้าปลอมหรือสินค้าที่แทบไม่มีมูลค่าหรือกล่องเปล่า

5. การหลอกลวงในการช้อปปิ้งและตลาดออนไลน์ อาทิ
- ร้านค้าออนไลน์ปลอมเสนอขายสินค้าในราคาที่ถูกมากจนเกินจริง 
- ร้านค้าออนไลน์หลอกลวงไม่ส่งมอบสินค้า หรือรับเงินไปแล้วแต่ไม่ส่งสินค้าให้
- มิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับการจ่ายเงินเกิน โอนเงินผิดแล้วขอเงินคืน

6. การหลอกลวงทางดิจิทัลและการปลอมแปลงข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ
- มิจฉาชีพขโมยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้เปิดบัญชีหรือขอสินเชื่อ
- มิจฉาชีพที่พยายามเข้าควบคุมบัญชี หรือเข้าถึงอีเมล โซเชียลมีเดีย หรือบัญชีธนาคารของเหยื่อ
- มิจฉาชีพหลอกลวงด้วยการสลับซิม หรือขโมยหมายเลขโทรศัพท์เพื่อสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคาร

7. การหลอกลวงด้านการจ้างงานและการศึกษา อาทิ
- มิจฉาชีพหลอกลวงเรื่องการเสนองาน (ปลอม) ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือขอข้อมูลส่วนตัว
- มิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับการทำงานจากบ้าน โดยอ้างว่าจะได้รับเงินค่าจ้างอย่างง่าย ๆ ด้วยการทำงานที่ไม่ยาก
- มิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือ โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับการรับประกันการให้ทุน (ยังมีตอนต่อไป)

น้ำใจหลั่งไหล!! ‘วีระศักดิ์’ เผย อาสาเพื่อนพึ่งภาฯ ลุยหาดใหญ่ เร่งสร้างบ้าน 11 หลัง ช่วยผู้ป่วย-คนพิการ คืนที่พักให้คนยากไร้พ้นวิกฤตน้ำท่วม พร้อมชวนผู้มีจิตศรัทธามอบวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนพึ่งภาฯ เผยทีมงานเร่งปรับพื้นที่เชื่อมโครงเหล็กหวังคืนบ้านให้ผู้ประสบภัยที่ต้องอาศัยบ้านเพื่อนอยู่ เปิดรับบริจาควัสดุซ่อมแซมบ้านโดยตรงเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือ 

(22 ธ.ค. 2568) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ทีมอาสาเครือข่ายเพื่อนพึ่งภาฯ จากนครศรีธรรมราช 17 คน ลงพื้นที่ช่วยฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่หลังน้ำท่วม โดยเร่งปรับพื้นที่และก่อสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยที่ชุมชนบ่อนไก่-ท่ายาง จำนวน 11 หลัง

นายวีระศักดิ์กล่าวว่า "วันนี้ทีมเข้าปรับพื้นที่และเชื่อมโครงเหล็กก่อสร้างบ้านได้ 2 หลัง พรุ่งนี้จะเร่งต่ออีก 2 หลัง" โดยเลือกช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เน้นคนยากไร้ คนพิการ และผู้ป่วย ที่สำคัญผู้ประสบภัยไม่มีที่อยู่ ต้องไปอาศัยเพื่อนบ้านตั้งแต่น้ำท่วมจนถึงปัจจุบัน

สำหรับผู้ประสงค์ช่วยเหลือ สามารถบริจาคหรือมอบวัสดุก่อสร้าง โดยติดต่อจ่าโท โกเมศ ทองบุญชู หมายเลขโทรศัพท์ 089-444-4312 ทั้งนี้ ไม่ประสงค์รับบริจาคเป็นตัวเงิน แต่หากเป็นวัสดุสำหรับฟื้นฟูบ้านจะยินดีมาก

22 ธันวาคม 2431 สัญญา 9 ข้อ จุดเริ่มยุคเสียดินแดน “สิบสองจุ” ไทเป็นเส้นแบ่งเขต ไทย–ฝรั่งเศส ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเสียดินแดนในรัชกาลที่ 5 ถูกจารว่าเป็นการเสียดินแดนครั้งแรกของยุครัตนโกสินทร์ใหม่

(22 ธ.ค. 74) วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2431 เป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อสยามและฝรั่งเศสลงนามใน "สัญญา 9 ข้อ" เรื่องเมืองสิบสองจุไท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเสียดินแดนในรัชกาลที่ 5

เมืองสิบสองจุไทเป็นแคว้นภูเขาที่รวมกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ ไทขาว และไทแดง อยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามปัจจุบัน โดยแคว้นนี้ถือเป็นพื้นที่กันชนทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างเวียดนาม ลาวเหนือ และจีนยูนนาน สยามไม่ตั้งจังหวัด แต่มีอำนาจบังคับในระบบบรรณาการสั้น ๆ และใช้เป็นฐานร่วมกับการป้องกันภัย

ในช่วงเวลานั้น ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลในอินโดจีน และใช้ฐานการทูตและกำลังทหารแผ่อำนาจในพื้นที่สิบสองจุไท ขณะที่สยามต้องการหลีกเลี่ยงสงครามกับมหาอำนาจฝรั่งเศส จึงเจรจาหยุดรบชั่วคราวผ่านสัญญานี้ แต่หลังลงนาม ฝรั่งเศสเริ่มผนวกสิบสองจุไทโดยอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์และแม่ทัพฝรั่งเศสใช้คำสั่งให้เลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับฝรั่งเศส

เหตุนี้ทำให้สัญญา 9 ข้อถูกมองในประวัติศาสตร์ไทยว่าเป็นการเสียเปรียบทางการทูต เป็นจุดเริ่มต้นของการเสียดินแดนที่ตามมาหลังจากนั้น เช่น วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ที่สยามต้องเสียลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส

"ในโลกที่มหาอำนาจยังมีอยู่เสมอ รัฐไทยต้องเรียนรู้ที่จะรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของตน" นี่คือบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ที่ควรจำและนำไปใช้เป็นบทเรียนทางการทูตในทุกยุคสมัย

ที่มา : https://ooylifeiseasy.wordpress.com/

โค้งสุดท้ายวัดใจสลิ่ม!! เลือกตั้ง 2569 จุดวัดใจสลิ่ม เมื่อถึงวันหย่อนบัตรจะเทใจให้พรรคไหน หลังขั้วอนุรักษ์นิยมแตกหน่อกระจายไปหลายพรรค

โค้งสุดท้ายวัดใจสลิ่ม!!
เลือกตั้ง 2569 จุดวัดใจสลิ่ม เมื่อถึงวันหย่อนบัตรจะเทใจให้พรรคไหน หลังขั้วอนุรักษ์นิยมแตกหน่อกระจายไปหลายพรรค

เกมทรัพย์สินเดือด!! รัสเซียเรียก “ชัยชนะของกฎหมาย” หลัง EU ไม่ยึดทรัพย์ แต่ยังโยงเงินกู้ยูเครน 9 หมื่นล้านยูโร รัสเซียชี้ “สามัญสำนึกเหนือการเมือง”

(19 ธ.ค. 68) คิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้อำนวยการกองทุนการลงทุนโดยตรงของรัสเซียและทูตรัสเซียพิเศษด้านเศรษฐกิจต่างประเทศ ประกาศว่ากฎหมายและสามัญสำนึกเป็นฝ่ายชนะ หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจไม่ยึดทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไว้

ดมิทรีเยฟโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า "หากเป็นความจริง การที่ EU พับแผนเดิมที่เสนอไว้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย—การแตะต้องเงินสำรองต่างประเทศของรัสเซียเพื่อนำไปสนับสนุนยูเครน—ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของกฎหมาย + สามัญสำนึก และเป็นชัยชนะของ ‘เสียงแห่งเหตุผล’ ในยุโรป ที่ช่วยปกป้อง EU/ยูโร/และยูโรเคลียร์ (อย่างน้อยในตอนนี้)"

ก่อนหน้านี้ EU ได้ประกาศเงินกู้ 90,000 ล้านยูโรแก่ยูเครน โดยอาจใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่อายัดไว้เป็นแหล่งชำระคืน แม้เครมลินจะขึ้นว่าความพยายามยึดทรัพย์เหล่านี้เป็น "การขโมย" และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านดมิทรีเยฟยังเรียกร้องให้ 'อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน' ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ 'ฟรีดริช เมิร์ซ' นายกรัฐมนตรีเยอรมนีลาออก พร้อมตำหนิกลุ่มผู้นำยุโรป "พวกกระหายสงคราม" ที่พยายามบังคับใช้มาตรการที่ละเมิดกฎหมาย

ตั้งแต่ปี 2565, EU และกลุ่ม G7 ได้อายัดเงินสำรองรัสเซียมากกว่า 300,000 ล้านยูโร ส่วนใหญ่เก็บในยุโรปกับยูโรเคลียร์ ขณะที่ EU พยายามขออนุมัติใช้ทรัพย์เหล่านี้เพื่อสนับสนุนยูเครน ท่ามกลางบทวิเคราะห์ว่าการตัดสินใจหลีกเลี่ยงการริบทรัพย์ครั้งนี้เป็นชัยชนะของกฎหมายและสามัญสำนึกในเวทีระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik

ทรูบิสิเนสโชว์ล้ำ!! จับมือสตาร์ตอัปจากไต้หวัน ใช้ 5G + AI เฝ้าไข้แบบไม่ต้องสัมผัส ลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาล 9.6% เตรียมพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบปีหน้า

ทรูบิสิเนส จับมือ SymptomTrace สร้างนวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานศักยภาพเครือข่าย 5G และ AI พลิกโฉมการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังแบบเชิงรุก เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดแบบไร้สัมผัสตลอด 24 ชั่วโมง

(21 ธันวาคม 2568) - ทรูบิสิเนส เดินหน้าทรานสฟอร์มอุตสาหกรรมสาธารณสุขไทยสู่ดิจิทัล ผนึกกำลังร่วมกับ SymptomTrace สตาร์ทอัพด้านเฮลท์เทคสัญชาติไต้หวันที่มุ่งใช้ AI ขับเคลื่อนการบริหารจัดการโรคเรื้อรัง พัฒนานวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานอัจฉริยภาพเครือข่ายทรู 5G และ AI เปลี่ยนวิถีการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ชูเทคโนโลยีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าสุขภาพได้แบบไร้การสัมผัสขั้นสูง ดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย ครอบคลุมทั้งการวัดสัญญาณชีพและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่งข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายทรู 5G เพื่อวิเคราะห์และประมวลผลด้วย Edge AI Analytics 

พร้อมเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยโดยรวมผ่านแพลตฟอร์มศูนย์กลาง สามารถแจ้งเตือนบุคลากรทางการแพทย์ทันทีเมื่อพบความผิดปกติหรือเหตุฉุกเฉิน ทั้งยังเอื้อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลสุขภาพ ภายใต้ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลขั้นสูง เพื่อวางแผนฟื้นฟูดูแลรักษาผู้ป่วยเฉพาะรายอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแพทย์เฉพาะบุคคลให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย เผยเตรียมส่งโซลูชัน 5G Patient Digital Twin เข้าสู่ตลาดผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ ในปี 2569

นวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G และระบบตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสผ่านอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ผสานการทำงานร่วมกับ AI เปลี่ยนรูปแบบการดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยจากเชิงรับไปสู่เชิงรุก ด้วยระบบติดตามสุขภาพที่มีความปลอดภัยสูง ต่อเนื่อง และมีความเป็นส่วนตัว สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรการแพทย์ และความคุ้มค่าด้านต้นทุนสำหรับโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ 

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำบริการสื่อสารและดิจิทัลโซลูชันครบวงจรสำหรับลูกค้าธุรกิจ ทรูบิสิเนสบูรณาการเครือข่ายทรู 5G คลาวด์ เทคโนโลยี AI และอุปกรณ์เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับแบบไร้สัมผัส พัฒนานวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ที่จะช่วยให้โรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้ป่วยสามารถเฝ้าระวังและส่งมอบบริการดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 

หลายงานวิจัย*เกี่ยวกับ 5G Patient Digital Twin ได้ระบุผลการศึกษาเชิงประจักษ์ว่า การตรวจวัดสัญญาณชีพระยะไกล ช่วยให้ตรวจพบภาวะทรุดลงได้เร็วยิ่งขึ้น และในหลายกรณีสัมพันธ์กับการลดการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30-60 วัน ทั้งยังสามารถตรวจพบความเสี่ยงได้เร็วขึ้น ช่วยพัฒนาผลลัพธ์ด้านการรักษา ลดอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 9.6% และลดอัตราการเสียชีวิต 3% นอกจากนี้ ระบบเฝ้าระวังสัญญาณชีพระยะไกลแบบอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาในการดูแลตามขั้นตอนประจำและการประสานงานได้ประมาณ 45.9% ทำให้พยาบาลมีเวลามากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยโดยตรง”

นายจอร์จ ไท ประธานกรรมการบริหาร บริษัท SymptomTrace เปิดเผยว่า “ด้วยโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูงของทรูบิสิเนส เสริมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำของอินเทล (Intel) เราสามารถขยายการให้บริการเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ Digital Twin ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลต่างๆ ติดตามอาการของผู้ป่วยเรื้อรังได้อย่างปลอดภัยและชาญฉลาด”

สำหรับ เทคโนโลยีที่เบื้องหลัง 5G Patient Digital Twin ทำงาน 2 ฟังก์ชันหลัก คือ การวัดสัญญาณชีพ และ การตรวจจับความเคลื่อนไหว ตลอดจนแนวโน้มการพลัดตกเตียงและการล้ม โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสขั้นสูง และเรดาร์ (Radio Detection And Ranging) เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวและสร้างข้อมูลแผนที่ 3 มิติของอัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และลักษณะการเคลื่อนไหวของร่างกาย ขณะที่ยังคงความเป็นส่วนตัว ด้วยการตรวจจับเพียงโครงร่างและรูปแบบการเคลื่อนไหวเท่านั้น สามารถดูแลและเฝ้าระวังได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย

ธปท. ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่สนามจริงของ SME ยังโหด เพราะแบงก์มอง “ความเสี่ยงผิดนัด” ก่อน เงินเข้าไม่ชัด = ผ่านยาก

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.25% แบบ “เอกฉันท์” เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอและรับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง ค่าเงินบาทแข็ง และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย

แต่สำหรับเจ้าของกิจการจำนวนมาก ข่าวนี้ให้ความรู้สึกเหมือน “ดีต่อภาพรวม” มากกว่า “ดีต่อกระเป๋าตัวเอง” เพราะความจริงในตลาดสินเชื่อคือ ดอกเบี้ยลง แต่สินเชื่อ SME ยังยากเหมือนเดิม บางรายยากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ทำไมดอกเบี้ยลง แต่ SME ยังติดด่านกู้

(1) ธนาคารไม่ได้ดูแค่ ‘ราคาเงิน’ แต่ดู ‘โอกาสผิดนัด’ ก่อนเสมอ
ช่วงเศรษฐกิจโตช้า ธนาคารจะเข้มการคัดกรองโดยอัตโนมัติ ต่อให้ดอกเบี้ยลง แต่ถ้าเห็น cash flow แกว่ง ลูกค้าจ่ายช้า ยอดขายไม่แน่น บัญชีไม่สะท้อนจริง…คำตอบก็ยังเป็นคำเดิม: ไม่อนุมัติ หรืออนุมัติวงเงินน้อย พร้อมขอหลักประกันหนัก

(2) ยุคนี้คือ ‘ดอกเบี้ยขาลง แต่เครดิตขาล็อก’
ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ธนาคารพาณิชย์ต้องดูพอร์ตหนี้เสีย (NPL) และการกันสำรอง จึงเลือกปล่อยกู้กับลูกหนี้ที่ ‘พิสูจน์ได้’ มากขึ้น ผลคือคนที่เอกสารไม่พร้อมหรือรายได้ไม่ชัด ถูกดันออกนอกระบบโดยไม่รู้ตัว

(3) หลักประกันกลายเป็น ‘ภาษากลาง’ เมื่อข้อมูลธุรกิจยังไม่ชัด
SME จำนวนมากยังมีปัญหา classic: แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีบริษัทไม่ชัด เดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ รายได้จริงอยู่ “นอกสเตทเมนต์” พอธนาคารประเมินยาก ก็หันไปพึ่งสิ่งที่จับต้องได้อย่างหลักประกันเพื่อปิดความเสี่ยง

SME ต้องทำอะไรเพื่อเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน (ทำได้ทันที)

• ทำรายได้ให้ ‘พิสูจน์ได้’ : เดินบัญชีให้สม่ำเสมอ ใช้ช่องทางรับเงินที่ตรวจสอบได้ (POS/โอน/ออกเอกสารภาษี) และแยกบัญชีให้ชัด

• ทำแผนเงินสดให้เป็นภาษาแบงก์: สรุปกระแสเงินสด 6-12 เดือนหน้า + เหตุผลรองรับ (ออเดอร์/สัญญา/ประวัติรับชำระ)

• เลือกสินเชื่อให้ตรงโจทย์: ถ้ารายได้หมุนเร็ว ให้ดูสินเชื่อที่ผูกกับลูกหนี้การค้า/ใบแจ้งหนี้/PO แทนการขอวงเงินก้อนใหญ่แบบไม่มีที่มา

• ต่อรองอย่างมีข้อมูล: ถ้าโดนขอค้ำหนัก ให้ขอคำอธิบาย ‘เหตุผลความจำเป็น’ และเสนอปรับโครงสร้างวงเงิน/สัดส่วนค้ำให้สัมพันธ์กับความเสี่ยงจริง

ดอกเบี้ย 1.25% อาจช่วยภาพรวมเศรษฐกิจ แต่สนามจริงของ SME คือ “ความน่าเชื่อถือของกระแสเงินสด” ใครทำให้ธนาคารเชื่อได้ว่าเงินจะกลับมาแน่ คนนั้นถึงจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงจริง ๆ

แหล่งข้อมูล/อ้างอิง
-Reuters: Thai central bank cuts policy rate by 25 bps to 1.25% (17 Dec 2025)
-Bangkok Post: Bank of Thailand cuts rates to support weak economy (17 Dec 2025)
 

เตือนก่อนสาย!! ญี่ปุ่นประเมินแผ่นดินไหวใหญ่ โอกาสเกิดในโตเกียวสูงภายใน 30 ปี สูญเสียหนักทั้งคนทั้งเศรษฐกิจ มาตรการป้องกันช่วยลดความรุนแรงได้

(21 ธ.ค. 68) รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่าเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.3 แมกนิจูดที่อาจเกิดขึ้นในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 18,000 ราย

คณะทำงานของรัฐบาลแจ้งว่าการประเมินเกิดจากสมมติฐานแผ่นดินไหวศูนย์กลางทางตอนใต้ของใจกลางโตเกียว ซึ่งมีความเสียหายลดลงราว 20% จากการประเมินในปี 2013 เนื่องจากการพัฒนาอาคารที่ทนทานและมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ที่ 82.6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 16.65 ล้านล้านบาท) ลดลงจากเดิมที่ 95 ล้านล้านเยน (ประมาณ 19.11 ล้านล้านบาท)

โดยมีโอกาสประมาณ 70% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูดภายใน 30 ปีข้างหน้าในพื้นที่กรุงโตเกียวและรอบข้าง ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดซึ่งอาจเกิดในช่วงเย็นฤดูหนาว รัฐบาลคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8,000 รายในโตเกียวเพียงแห่งเดียว หรือมากกว่าร้อยละ 40 ของยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด

คำเตือนนี้สะท้อนผ่านมาตรการป้องกันที่ทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ลดลง แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คงอยู่และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในประเทศที่มีความหนาแน่นทางประชากรสูงเช่นญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua

 

สงครามพิมพ์เงิน!! TISCO ESU ชี้ปี 69 "การคลัง" นำโลก! สหรัฐฯ-จีนแข่งพิมพ์เงินพยุงเศรษฐกิจ ชูเทรนด์ AI ยังร้อนแรงและยั่งยืนกว่ายุค Dotcom พร้อมเตือนไทยเผชิญ "ปีม้าไฟ" จีดีพีโตเพียง 1.6%

TISCO ESU ชี้ปี 2569 การคลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก สหรัฐ vs จีน แข่งพิมพ์เงิน - AI ยังร้อนแรง – ด้านไทยโตต่ำเสี่ยงปากเหว

(20 ธันวาคม 2568) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 เติบโตภายใต้บริบทใหม่  โดยนโยบายการคลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ส่วนนโยบายการเงินลดบทบาทลงชัดเจน พร้อมจับตากระแสลงทุน AI ยังร้อนแรง ด้านสหรัฐฯ - จีนแข่งพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ไทยยังไม่พ้นปากเหว  โตต่ำจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง - การเมืองไม่แน่นอน แม้มีแรงหนุนจาก FDI

เศรษฐกิจโลกภายใต้เกมการคลังของประเทศมหาอำนาจ
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวภายใต้บริบทใหม่ โดยมีนโยบายการคลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่บทบาทของนโยบายการเงินลดลงอย่างชัดเจน หลังธนาคารกลางทั่วโลกทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวใกล้ระดับเป้าหมาย นโยบายการคลังจึงกลายเป็นกลไกหลักสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

สหรัฐฯ เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) เพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษี หนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือน พร้อมออกมาตรการจูงใจลงทุนภาคเอกชน เช่น การหักค่าเสื่อมราคาแบบพิเศษ (Bonus Depreciation) และการบันทึกรายจ่ายทันที (Expensing) อีกทั้งกระแสลงทุนในเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังมีความร้อนแรง หากอ้างอิงจากแผนธุรกิจและนักวิเคราะห์คาดว่าการลงทุนใน Data Center และ Software ของบริษัทชั้นนำใน S&P จะเพิ่มขึ้นกว่า 25% ในปี 2569 หนุนอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเรามองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตประมาณ 1.9% และมีพลวัตที่สมดุลมากขึ้น

ยูโรโซน คาดว่าจะขยายตัวราว 1.1% จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเยอรมนีที่เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มงบกลาโหม ประกอบกับสภาวะการเงินที่ผ่อนคลายและการลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและหนุนการลงทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่การใช้จ่ายครัวเรือนจะปรับตัวดีขึ้นตามรายได้ที่แท้จริง หลังเงินเฟ้อชะลอและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง

จีน คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงเล็กน้อยในปีหน้า ตามภาคการส่งออกที่จะเป็นแรงส่งเศรษฐกิจได้น้อยลง แต่รัฐบาลยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการบริโภค เพิ่มโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Safety Nets) ฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรมไฮเทค ส่วน ญี่ปุ่น คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงมากขึ้น ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กับจีนที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่นโยบายการคลังยังมุ่งไปยังการบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือน

ด้าน นโยบายการเงิน คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลง 0.25–0.50% ตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในครึ่งปีหลัง ขณะที่ ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 2.0% จากเงินเฟ้อเข้าใกล้ระดับเป้าหมายและอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัว ส่วนญี่ปุ่นแตกต่าง คาดว่า BoJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ตามเงินเฟ้อที่ทรงตัวใกล้เป้าหมาย

AI Boom vs Dotcom Bubble ทำไมรอบนี้ไม่เหมือนเดิม
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับแรงหนุนจากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลายคนตั้งคำถามว่า เรากำลังเข้าสู่ฟองสบู่แบบยุค Dotcom หรือไม่ โดย TISCO ESU ประเมินความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างสองยุค และเหตุผลว่าทำไมการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม

1. มูลค่าหุ้นไม่ได้สูงเกินจริงเหมือนอดีต: ในยุค Dotcom ปี 2000 หุ้นผู้นำเทคโนโลยีมีค่า P/E เฉลี่ยสูงถึง 95.6 เท่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่ม Magnificent 7 รวม Microsoft, Apple, Nvidia และ Amazon มีค่าเฉลี่ยเพียง 35.5 เท่า ไม่นับรวม Tesla  ที่มีค่า P/E สูงถึง 308.7 เท่า แต่โดยรวมตลาดไม่ได้อยู่ในระดับฟองสบู่แบบเดิม
2. IPO Activity ไม่มีความร้อนแรงแบบ FOMO: ปัจจุบันจำนวนและมูลค่า IPO ยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 1999–2000 ที่มีการระดมทุนอย่างบ้าคลั่ง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกหรือการเก็งกำไรแบบสุดโต่ง (FOMO : Fear of Missing Out)
3. โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง: ยุค Dotcom ใช้เงินทุนจากหนี้สินเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงสูงเมื่อกระแสเงินสดไม่เป็นไปตามคาด แต่รอบนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีงบดุลแข็งแกร่งและใช้เงินสดลงทุน โดยสัดส่วนหนี้ต่อมูลค่าตลาดของ S&P 500 ลดลงต่อเนื่อง แสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน
4. สภาพคล่องและเครดิตยังแข็งแรง: Credit Spread อยู่ในระดับต่ำ ไม่มีสัญญาณความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงและสภาพคล่องยังคงผ่อนคลาย ซึ่งต่างจากช่วงก่อนฟองสบู่แตกในอดีต
5. แนวโน้มกำไรยังหนุนตลาด: EPS ของ S&P500 คาดว่าจะเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องใน 2 ปีข้างหน้า หากกำไรยังเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐานแรงจะต่ำลง

“การปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI แตกต่างจากยุคฟองสบู่ Dotcom อย่างชัดเจน ดังนั้น แม้จะมีความผันผวนตามธรรมชาติของตลาด แต่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทำให้รอบนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม”
 
เมื่อเศรษฐกิจโลกผูกโยง “สงครามพิมพ์เงิน” สหรัฐฯ–จีน
นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิส กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า ไม่อาจแยกออกจากการแบ่งแยกห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก (Decoupling) และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ “สหรัฐ ฯ และจีน” จากเดิมที่เน้นสงครามการค้าและเทคโนโลยี ปัจจุบันสมรภูมิใหม่เริ่มชัดเจนขึ้น นั่นคือ “สงครามพิมพ์เงิน” ที่ทั้งสองประเทศใช้เป็นเครื่องมือเร่งสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

ฝั่งสหรัฐฯ ระบุในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติชัดว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ โดยจะเน้นเสริมศักยภาพการผลิต การพึ่งพาตนเอง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสำคัญ ความพยายามลดการพึ่งพาจีนและดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้โมเดลเศรษฐกิจที่เรียกว่า “4F” ที่อาศัยความยืดหยุ่นของระบบการเงินแบบ Fiat Currency เพื่อผลักดันนโยบายการคลังเชิงขยายตัว จนนำไปสู่ภาวะ Fiscal Dominance ที่ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางจึงถูกกดดันให้ใช้นโยบาย Financial Repression กดอัตราดอกเบี้ยแท้จริงให้อยู่ในระดับต่ำ จูงใจเงินทุนเข้าสู่การลงทุนมากกว่าการออม ส่งผลให้เกิด Passive Flows ที่หล่อเลี้ยงตลาดทุนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเงินออมในประเทศและเงินทุนต่างชาติ

“ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับตลาดทุนอย่างแนบแน่น และขยายตัวแรงกว่าศักยภาพ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันกับจีน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสำคัญเช่นกัน”

ด้านจีน เคยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อทศวรรษก่อน โดยลดบทบาทอสังหาริมทรัพย์ และย้ายทรัพยากรสู่ภาคอุตสาหกรรม จนกลายเป็นผู้นำการผลิตโลกที่สามารถยืนหยัดต้านทานแรงกดดันจากสงครามการค้ารอบใหม่ได้ ล่าสุดจีนส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศอีกครั้ง ผ่านมาตรการ Anti-Involution และแผน 19 ประการ เน้นพัฒนาธุรกิจขนาดย่อม กระตุ้นการบริโภค ฟื้นความมั่งคั่งครัวเรือน และกระจายรายได้ออกจากภาคการผลิต ขณะเดียวกันต้องขยายปริมาณเงินเพื่อสกัดแรงแข็งค่าของเงินหยวน ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากกลยุทธ์ 4F ของสหรัฐฯ

“เมื่อทั้งสองมหาอำนาจต่างเร่งสร้างในสิ่งที่ตนเองขาด สภาพคล่องโลกจึงยังถูกคงไว้ในระดับสูงในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ และจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นของทั้งสองประเทศ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคภูมิภาคนิยม”
 
เศรษฐกิจไทยปีม้าไฟยังไม่พ้นปากเหว
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง และประเมินว่าจะเป็น “ปีม้าไฟ” ที่ยังไม่พ้นจากปากเหว โดยคาดว่าทั้งปีจะเติบโตเพียง 1.6% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าศักยภาพมาก โดยมองครึ่งปีแรกยังคงอ่อนแรง ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในครึ่งหลัง แรงกดดันสำคัญมาจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะมีผลเต็มปี ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความขัดแย้งชายแดน ตลอดจนภาคการผลิตที่อ่อนแอและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากการขาดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเท่าระดับก่อนโควิด สวนทางกับคู่แข่งคนสำคัญอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม ทำให้เครื่องยนต์หลักทั้งสองอย่างการท่องเที่ยวและการส่งออกแผ่วลงจนไม่สามารถจะเป็นแรงส่งที่สำคัญได้เหมือนในอดีต

ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนจากภายในก็เผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้สินต่อจีดีพีที่สูง ทั้งหนี้ครัวเรือนที่แม้จะลดลงต่อเนื่องแต่ยังสูงเกือบ 90% ของจีดีพี และหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพีแล้ว ทำให้การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเผชิญกับข้อจำกัด และมีแนวโน้มชะลอลงจากปีนี้ นอกจากนี้ หากไม่มีการปฏิรูปแผนการใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ก็จะทำให้อันดับเครดิตของประเทศมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับลดอันดับลงในปี 2570

สำหรับปัจจัยบวกนอกเหนือไปจากดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะต่ำลงแล้ว คือการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) หากมาตรการ Fast Pass สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเสรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt. แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากประเด็นการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายและระยะเวลาในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่มีแนวโน้มจะล่าช้าไปไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน นอกจากนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดเวลาเดิมส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยออกมาช่วยฟื้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอย่าง “คนละครึ่งพลัสเฟสสอง” หรือ “ช็อปดีมีคืน” เป็นอันต้องสะดุด ไปทำให้กำลังซื้อในไตรมาสแรก และภาพรวมเศรษฐกิจอาจซึมกว่าที่คาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนกับกัมพูชา หากยืดเยื้ออาจทำให้มีความเสี่ยงที่การเลือกตั้งอาจล่าออกไป โดยประเด็นความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจลงทุนได้ ดังนั้นจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ด้านนโยบายการเงิน หลัง กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25% ตามที่คาด และเน้นย้ำว่านโยบายต้องสอดประสานกันทั้งการคลัง และการเงิน ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมเข้ามา ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่จะยังต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 1.00%  ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อดูแลค่าเงินบาทและลดภาระหนี้ รวมถึงภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไป อีกทั้งเพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด ขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันด้านลบ (Negative Shocks) ที่รุนแรงเพิ่มเติม ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 1-2 ครั้งเป็น 0.50% ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top