Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

'ดิสนีย์' เปิดทางเคสแพทย์หญิงไทยดับจากแพ้อาหาร ฟ้องศาลได้ หลังก่อนหน้าใช้ข้ออ้างเงื่อนไขในสัญญา Disney+ กีดกันการฟ้อง

(21 ส.ค.67) สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า บริษัทวอลท์ ดิสนีย์ (Walt Disney) ตกลงยอมเปิดทางให้สามีของ พญ.กนกพร แต่งสวน สามารถยื่นฟ้องในชั้นศาลได้แล้ว กรณีที่แพทย์หญิงชาวไทยรายนี้เสียชีวิตจากการแพ้อาหารที่สวนสนุกดิสนีย์ในฟลอริดาเมื่อปีที่แล้ว แต่ดิสนีย์ปฏิเสธการฟ้องศาล โดยยกเงื่อนไขในข้อตกลงบริการสตรีมมิ่ง Disney+ มาใช้กับเคสนี้ 

ทั้งนี้ พญ.กนกพร จากศูนย์การแพทย์แลนกอน มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ได้รับประทานอาหารที่ร้าน Raglan ในดิสนีย์ สปริงส์เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว โดยมีการแจ้งย้ำกับพนักงานหลายครั้งว่ามีอาการแพ้อาหารอย่างรุนแรงในถั่วและนม จึงขอให้มีการทำอาหารที่ปราศจากวัตถุดิบที่แพ้ ซึ่งพนักงานเสิร์ฟตกลงรับทราบ

แต่หลังจากนั้น พญ.กนกพร มีอาการแพ้อย่างรุนแรงและเสียชีวิตภายในวันเดียวกัน ซึ่งผลชันสูตรศพที่ระบุในเอกสารฟ้องร้องของเจฟฟรีย์ เจ พิกโคโล ผู้เป็นสามีพบว่า ผู้เสียชีวิตมีอาการแพ้อาหารอย่างรุนแรง และพบระดับของนมและถั่วในร่างกายในปริมาณมาก

สามีของ พญ.กนกพร ยื่นฟ้องทางร้านและดิสนีย์เรียกร้องค่าเสียหายกว่า 50,000 ดอลลาร์ แต่ทางดิสนีย์ใช้ข้ออ้างที่ผู้เป็นสามีเคยสมัครสมาชิกบริการสตรีมมิ่ง Disney+ เมื่อปี 2562 ที่มีเงื่อนไขห้ามฟ้องร้องบริษัทเอาไว้ จึงอ้างว่าไม่สามารถฟ้องร้องในกรณีนี้ได้ และขอไปใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยยอมความนอกศาลแทน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ส.ค.67 จอร์จ ดามาโร ประธานแผนก Disney Experiences ได้เปิดเผยกับรอยเตอร์สผ่านทางอีเมลว่า “เราเชื่อว่าสถานการณ์นี้ควรได้รับการดำเนินการอย่างละเอียดอ่อน เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้กับครอบครัวผู้ที่สูญเสียอย่างเจ็บปวด”

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงตัดสินใจสละสิทธิในการใช้กลไกอนุญาโตตุลาการและให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวในศาล” ดามาโร กล่าวเสริม 

ทั้งนี้หลังจากถูกยื่นฟ้อง ในช่วงแรกเดือน เม.ย. ทางดิสนีย์ยังปฏิเสธโดยอ้างว่าบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีนี้ เนื่องจากดิสนีย์เป็นเพียงเจ้าของที่ และไม่มีส่วนในการควบคุมการดำเนินงานหรือบริหารงานของร้าน Raglan

ทว่าต่อมาในเดือน พ.ค. ดิสนีย์ได้อ้างข้อต่อสู้ใหม่เรื่องเงื่อนไขในสัญญาให้บริการสตรีมมิ่ง Disney+ รวมถึงเงื่อนไขที่ผู้เป็นสามีได้ใช้เว็บไซต์ของดิสนีย์ในการซื้อตั๋วเข้าสวนสนุกในปี 2566

อย่างไรก็ตาม โจเซฟ เซลเลอร์ส ทนายฝ่ายโจทก์ ซึ่งเคยมีผลงานการฟ้องคดีเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ระบุว่า การที่ดิสนีย์ตัดสินใจไม่ใช้สิทธิอนุญาโตตุลาการไกล่เกลี่ยนอกศาลถือเป็นเรื่องผิดปกติ และบ่งชี้ว่าทนายฝ่ายของดิสนีย์เชื่อว่าข้อตกลงใน Disney+ ไม่สามารถใช้กับกรณีนี้ได้

ประธานวุฒิสภาเข้าร่วมการแสดงดนตรีแจ๊ส เนื่องในโอกาสที่ฮังการีดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป

เมื่อวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2567 เวลา 18.00 นาฬิกา ณ เดอะ ล็อบบี้ โรงแรม เดอะ เพนนินซูลา กรุงเทพฯ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เข้าร่วมชมการแสดงดนตรีแจ๊ส เนื่องในโอกาสที่ฮังการีดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Hungarian Presidency of the Council of the European Union) ตามคำเชิญของนายชานโดร์ ชีโปช (H.E. Mr. Sándor Sipos) เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย พร้อมทั้งมอบของขวัญแสดงความยินดีในโอกาสดังกล่าว โดยมีนายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมงานแสดงดนตรีดังกล่าวด้วย 

การแสดงดนตรีแจ๊สครั้งนี้ เป็นการแสดง 'Cimbalom' หรือ 'ขิมฮังการี' ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประจำชาติของประเทศฮังการี ประกอบการบรรเลงบทเพลงแจ๊สที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายเพลง รวมถึงเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” (Falling Rain) เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ ได้เน้นย้ำถึงความพิเศษของดนตรี ในฐานะภาษาสากล เปรียบเสมือนทูตวัฒนธรรม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกและสร้างความเป็นเอกภาพให้กับผู้คนต่างเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม และหวังว่าฮังการีและไทยจะร่วมกันส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสังคม ซึ่งแสดงถึงอัตลักษณ์ของประเทศทั้งสองต่อไปในอนาคต อนึ่ง มีบุคคลสำคัญเข้าร่วมชมการแสดงดนตรีครั้งนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกอัครราชทูตจากประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป

'อดีตขุนคลัง' เชื่อ!! 'ดิจิทัลวอลเล็ต' คงปรับมาแจกเป็นเงินสด แต่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่เท่า 'คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน'

(21 ส.ค. 67) นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'ดิจิทัลวอลเล็ตแปลงโฉม' ระบุว่า..

คอลัมน์คนปลายซอย ของเปลวสีเงิน 21 ส.ค. 2567

ทักษิณ 'หลุดปาก' บรรยายเป็นฉาก-เป็นช่อง ที่ทำการพรรคเพื่อไทยชั่วคราวเมื่อวาน จำเป็นบันทึกละเอียดไว้ซักนิด ดังนี้...

นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตตอนนี้ นายกฯ กับฝ่ายงบประมาณ ฝ่ายเศรษฐกิจ กำลังคุยกันอยู่

การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องทำแน่นอน และต้องทำอย่างเร็วด้วย ช้าไม่ได้ เพราะถ้าเศรษฐกิจยิ่งไหลลงลึกเท่าไหร่ ก็ดึงขึ้นมายาก

นายกฯ กำลังวางแผนกันอยู่ ทำงานได้เมื่อไหร่ ก็คงสั่งการเลย

"คำว่าดิจิทัล วอลเล็ต มีอยู่ ๓ เรื่อง คือ..."

๑.การกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นหัวใจสำคัญและต้องทำ
๒.การให้ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไปข้างหน้า ก็ต้องทำต่อไป แต่ความเร่งด่วนอาจรอได้
๓.อนาคต 'ดิจิทัล วอลเล็ต' เมื่อวางไว้แล้ว สามารถใช้ประโยชน์กับประชาชนกับประเทศ ให้ประชาชนกับรัฐบาลเชื่อมต่อกันได้ทางเศรษฐกิจ

เป็นช่องหน้าต่างให้ประชาชนทำธุรกิจผ่านวอลเล็ต เป็นเรื่องเทคนิคที่ต้องมีต่อไป

“แต่ ๒-๓ รอได้ อันที่ ๑ รอไม่ได้ รูปแบบอาจจะอิงเทคโนโลยีบ้างหรือไม่ ไม่อิงบ้างก็ได้ แต่ต้องถูกกฎหมาย และไม่ขัดแย้งกับคนที่เห็นต่างเยอะเกินไป”

ส่วนเรื่องการอัดฉีด "เท่าที่เดินผ่านไปเห็นนายกฯ คุยกับฝ่ายงบประมาณ" ก็บอกว่า "ควรจะต้องทำ" ผมก็ช่วยให้คำแนะนำ แต่การตัดสินใจเป็นของนายกฯ และคณะรัฐมนตรี แต่ผมให้คำแนะนำได้

จะเปลี่ยนเป็น ‘แจกเงินสด’ หรือไม่?

ข้อดีแจกเงินสดคือมันเร็ว แต่ข้อเสีย กลัวว่าจะใช้ในสิ่งที่กระตุ้นเศรษฐกิจไม่เต็มที่

ผมขอให้ข้อคิดต่อไปนี้...

1.การกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากเงินที่ใช้แจก โยกมาจากงบประมาณอื่น ดังนั้น ผลบวกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะต้องหักตัวเลขผลลบที่การใช้จ่ายงบประมาณอื่นจะกระตุ้นเศรษฐกิจออกไปเสียก่อน

ดังที่ ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรมช.คลัง เคยอธิบายไว้ว่า...

ถ้าเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทย เป็นคนไข้ที่ซูบซีด ขาดเลือด ที่ต้องฉีดเลือดเข้าไปเพิ่มเติมด้วยแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต คือสูบเลือดเข้าทางแขนซ้าย

แต่โครงการใช้เงินตามงบประมาณอื่นที่มีอยู่เดิม ที่ต้องชะลอไป เพราะถูกโยกเงินไปใช้แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ก็จะทำให้ผลดีต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในส่วนนี้ลดลง คือสูบเลือดออกทางแขนขวา

สรุปแล้ว สูบเลือดออกไป เพื่อสูบกลับเข้ามา ดังนั้น โดยตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ จึงไม่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญ

มีข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียว คือประชาชนกลุ่มที่ได้รับเงิน ที่โยกออกมาจากโครงการงบประมาณเดิม เมื่อได้รับเงินเข้าไปในกระเป๋า ก็จะรู้สึกดีขึ้น

แต่สำหรับโครงการงบประมาณเดิมที่ถูกชะลอไว้ก่อนนั้น ผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่ประเทศและแก่ประชาชนโดยรวม ก็ถูกเลื่อนออกไป

2.การแจกเป็นเงินสด ผมเคยแสดงความเห็นชัดเจนว่า การแจกเงินเป็นดิจิทัลนั้น มีอุปสรรคทางเทคนิคที่ไม่สามารถแก้ไขได้หลายประการ (ก) ความมั่นคงปลอดภัยของระบบซูเปอร์แอป (ข) ปัญหาการไม่สามารถเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารพาณิชย์ และ (ค) ปัญหาฝ่าฝืนกฎหมายเงินตรา เป็นต้น

และยังมีข้อวิจารณ์ อาจมีความเสี่ยงในการหาประโยชน์ส่วนตน ทั้งในการพัฒนาโปรแกรม ทั้งอาจมีการปั่นเงินดิจิทัล และอาจมีการนำเอาข้อมูลส่วนตัวของประชาชนหลายสิบล้านคนไปหาประโยชน์เชิงธุรกิจ

การแจกเป็นเงินสดโดยผ่านระบบเป๋าตัง จะไม่มีปัญหาข้างต้น แต่ไม่สามารถคุมวิธีการใช้เงินได้เลย

ถ้าเทียบกับโครงการในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เช่น คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ถึงแม้รัฐเสียรายได้ในโครงการแบบนี้ แต่มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า เพราะกระตุ้นให้ประชาชนควักกระเป๋าออกมาใช้จ่ายสนับสนุนการใช้เงินของรัฐ

ยิ่งการแจกดิจิทัลวอลเล็ต ที่เปลี่ยนไปเป็นเงินสดฟรี ๆ นั้น ในส่วนที่เอาไปชำระหนี้นอกระบบ ในส่วนที่เอาไปซื้อสินค้านำเข้า เติมน้ำมัน ฯลฯ คงไม่สามารถหวังให้เกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับเดียวกับโครงการในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

นอกจากนี้ ผู้ที่คิดริเริ่มโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ควรจะคิดเตรียมหาคำตอบว่า โครงการเรือธงที่นำไปหาเสียงใหญ่โตนั้น มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ในขั้นตอนการคิดริเริ่ม ได้สืบค้นตรวจสอบวิธีการให้รอบคอบอย่างไร เพื่อเป็นบทเรียนแก่พรรคการเมืองที่จะเตรียมคิดนโยบายหาเสียงในอนาคต

'จีน' ร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ จนฟิล์มแรปปกป้องสีรถยนต์บวมเป่ง แต่ไม่ก่อความเสียหาย 'ด้านกลไก' หรือข้อบกพร่อง 'ด้านการผลิต'

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในจีน ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่รู้สึกถึงความร้อน รถยนต์ก็เช่นกัน หลังปรากฏภาพรถยนต์หลายคันสีบวมเป่ง สืบเนื่องจากอากาศอันร้อนระอุ ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์เรียกขานมันว่า ‘รถตั้งครรภ์’

ผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับคลิปวิดีโอหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพรถยนต์หลายคันบวมโป่งขึ้นมา คล้ายกับกำลังตั้งท้อง

ปรากฏการณ์ที่เรียกขานกันว่า ‘รถตั้งครรภ์’ เร้าความอยากรู้อยากเห็นและความกังวลแก่ผู้คนในวงกว้าง กระตุ้นให้หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์อันแปลกประหลาดนี้

ในวิดีโอเผยให้เห็นว่ารถยนต์หลายคันบวมจากภายนอก ทำให้พวกมันรูปร่างเหมือนกับตั้งท้อง ขณะที่ เจนนิเฟอร์ เจิง ผู้สื่อข่าวที่มีถิ่นฐานในสหรัฐฯ แต่ปัจจุบันอยู่ในจีน แชร์วิดีโอลงบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ พร้อมเขียนว่า "ไม่ใช่เรื่องตลก! รถยนต์ผลิตในจีนตั้งครรภ์ เมื่อสภาพอากาศมันร้อนเกินไป"

วิดีโอนี้กลายเป็นที่พูดถึงและส่งต่อกันอย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีผู้เข้าชมแล้วอย่างน้อย 757,000 วิว ในนั้นรวมไปถึงคลิปรถออดีคันหนึ่ง ซึ่งจอดในที่โล่งแจ้ง มีสภาพฟิล์มปกป้องหรือฟิล์มแรปรถโป่งพองขึ้นมา

รายงานข่าวสันนิษฐานว่า ท่ามกลางอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในจีน ฟิล์มแรปปกป้องสีรถยนต์เกิดบวมขึ้นมา และผู้คนพากันเรียกขานมันว่า ‘รถตั้งครรภ์’

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลายคนทั้งแสดงความคิดเห็นติดตลก แสดงความกังวลและคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา ในนั้นรวมถึงรายหนึ่งซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของกาวที่ใช้ในการแรป บางคนสอบถามเกี่ยวกับวิธีการที่จะทำให้ฟิล์มแรปที่บวมขึ้นมาแฟบลง ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม บางส่วนก็เบาใจได้ประมาณหนึ่ง เนื่องจากภาพเหตุการณ์อันแปลกประหลาดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเสียหายด้านกลไกหรือข้อบกพร่องด้านการผลิตรถยนต์ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในจีน

แม้ฟิล์มแรปรถยนต์จะมีชั้นปกป้องรังสียูวี สำหรับปกป้องสีรถจากปัญหาดังกล่าว แต่อุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในจีน พิสูจน์แล้วว่ามันหนักหนาสาหัสเกินไปสำหรับฟิล์มแรปบางยี่ห้อ

เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัด พวกผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เจ้าของรถใช้ฟิล์มแรกคุณภาพสูงและกาวคุณภาพดี รวมถึงหลีกเลี่ยงจอดรถตากแดดในชั่วโมงที่มีสภาพอากาศร้อนจัด

เปิดใจ ‘ร้านข้าวแกงในอุทัยฯ’ ขายแกงถุงละ 10 บาท มานานกว่า 9 ปี เน้นขายเยอะ-กำไรนิดหน่อย ช่วยคนหาเช้ากินค่ำในยุคต้องรัดเข็มขัด

(21 ส.ค. 67) ที่จังหวัดอุทัยธานี จากปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา​ลงเรื่อย ๆ ​ประชาชนส่วนใหญ่ต้องรัดเข็มขัด​ประหยัดค่าใช้จ่าย​ ส่งผลให้การค้าขายซบเซา แต่ทว่ามีร้านแกงถุงของสองสามีภรรยาที่ขายแกงถุง เพียงถุงละ 10 บาท กลับขายดีเป็นพิเศษ

เนื่องจากราคาถูกและสามารถช่วยเหลือประชาชนลดค่าใช้จ่ายได้ โดยมีลูกค้าทั้งชาวบ้านทั่วไปและคนหาเช้ากินค่ำที่มีรายได้น้อยแวะเวียนมาซื้ออย่างไม่ขาดสาย 

นายกิติรัตน์ พันธ์นุ่ม อายุ 38 ปี และนางสาวสุทธิราภรณ์ เชิดสูงเนิน อายุ 35 ปี สองสามีภรรยาเจ้าของร้านแกงถุง 10 บาท กล่าวว่า ได้ร่วมกันเปิดร้านขายแกงถุงในราคา 10 บาทนี้มาแล้ว ถึง 9 ปีเต็ม โดยตั้งใจว่าเอากำไรแค่พออยู่ได้ โดยเฉพาะช่วงวิกฤติเศรษฐกิจย่ำแย่อย่างนี้ เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เอากำไรแต่น้อย อาศัยขายได้จำนวนมากก็พอที่มีกำไรให้พออยู่ได้ก็ถือว่าดีแล้ว

ดีกว่าขายราคาสูงแต่ขายได้น้อยไม่มีกำไร โดยจะมาตั้งร้านขายแกงถุงตั้งแต่เวลา 05.00-10.00 น. ทุกวัน ลูกค้าที่มาซื้อก็หลากหลาย

โดยเฉพาะคนมีรายได้น้อย ด้วยราคาที่ถูกจึงทำให้สามารถเลือกซื้อได้มากกว่า 1 เมนู จะมาซื้อไปเป็นกับข้าว 3 - 4 อย่าง ก็กินกันได้ทั้งครอบครัวกันเป็นประจำดีกว่าซื้อกับข้าวไปปรุงอาหารเองมื้อหนึ่งจะแพงกว่านี้มาก ไม่ต่ำกว่ามื้อละ 100 บาท

แต่ละวันร้านแกงร้านนี้จะมีให้เลือกมากถึง 8 - 9 เมนูไม่ซ้ำหมุนเวียนไปในแต่ละวัน ซึ่งมีทั้ง ต้มยำ ต้มจืด แกงส้ม แกงเผ็ด ผัดกะเพรา ผัดวุ้นเส้น และยำต่าง ๆ รวมถึงข้าวสวยในราคาถุงละ 10 บาท เช่นกัน อีกด้วย

'จันทร์ส่องหล้า' เอฟเฟกต์!! คลังสมองชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก หวั่นถูกยุบ-ตัดสิทธิ์การเมือง หลังพรรครับเทียบเชิญหารือนายกฯ ใหม่

(21 ส.ค. 67) รายงานข่าวจากพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) แจ้งว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายรัฐชทรัพย์ นิชิด้า กรรมการยุทธศาสตร์และประชาสัมพันธ์ อดีตที่ปรึกษานายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ได้ยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา และตำแหน่งต่าง ๆ ในพรรคทั้งหมด โดยมีการยื่นใบลาออกต่อนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมให้เหตุผลเพียงสั้น ๆ ว่า ต้องการไปทำงานในธุรกิจส่วนตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามคนใกล้ชิดของนายรัฐชทรัพย์ กล่าวว่า สาเหตุการลาออกในครั้งนี้ เนื่องจากผู้บริหารและสมาชิกพรรคหลายคน มีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ หลังจากที่พรรคชาติไทยพัฒนาส่งตัวแทนไปหารือการจัดตั้งรัฐบาลที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ในช่วงเย็นวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทางกลุ่มผู้บริหารเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ผ่านคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค และมีความสุ่มเสี่ยงถูกยุบพรรคได้ ซึ่งอาจส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองได้

ทั้งนี้ เนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้เชิญแกนนำพรรคการเมืองมาหารือ เพื่อเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ๆ เพราะขาดคุณสมบัติตามมาตรา 24 แห่ง พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ประกอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98 เพราะเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีทุจริต 

ดังนั้นการที่นายทักษิณ เทียบเชิญพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล มาร่วมหารือเพื่อตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาล จึงเข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 29 แห่ง พรป.พรรคการเมือง ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งไม่ใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม โดยมาตรา 108 กำหนดให้ผู้ที่ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ห้าถึงสิบปี

นอกจากนี้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่ปล่อยให้นายทักษิณ ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามากระทำการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคตัวเอง ก็มีความผิดตามมาตรา 28 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ซึ่งมาตรา 92 กำหนดให้พรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนต้องถูกยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคด้วย

จากสาเหตุดังกล่าวสมาชิกพรรคหลายคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะมีการลาออกจากสมาชิกพรรคก่อนถูกร้องในเรื่องดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผศ.ดร.สันติ กีระนันทน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ประกาศในกลุ่มไลน์ของคณะกรรมการบริหารพรรค ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคมาแล้ว และมีสมาชิกพรรคอีกหลายคน กำลังเดินทางไปยื่นใบลาออกจากสมาชิกพรรคด้วย

“หลังจากหัวหน้าพรรค และเลขาพรรค ไปพบคุณทักษิณ ทางสมาชิกพรรคหลายคน ก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะการเข้าไปที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ทางพรรคการเมืองที่เข้าไป มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกร้อง และอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ หากยุบพรรคคนที่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง คือ กรรมการบริหารพรรค ไม่ใช่ สส.พรรคที่ไปยกมือสนับสนุนเขา เราพัง ยอมรับว่าไม่สบายใจ นายรัฐชทรัพย์ จึงมาคุยกับผม หลังจากอาจารย์สันติ ลาออก เขาคิดว่าอยู่ก็ไม่น่าจะมีประโยชน์ต่อพรรคต่อไป เขาเลยบอกว่าจะไปยื่นใบลาออก ตอนนี้ ก็มีหลายคนจะไปยื่นใบลาออก” แหล่งข่าวจากพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรัฐชทรัพย์ ถือเป็นคนหนึ่งที่เป็นคลังสมองของพรรคชาติไทยพัฒนา โดยนายรัฐชทรัพย์ เป็นประธานที่ปรึกษานายประภัตร โพธสุธน สมัยเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่ตรวจสอบ จัดสรรงบ เพื่อดำเนินโครงการต่าง ๆ โดยมีการยับยั้งโครงการที่ส่อทุจริต และผิดปกติมาแล้วหลายโครงการ

‘พิธา’ เริ่มบทบาทใหม่ที่ ‘Harvard’ ในฐานะ Visiting Democracy Fellows ลั่น!! ไม่ได้หายไปไหน แค่รอวันกลับมาเป็นนักการเมืองที่ดีกว่าเดิม

(21 ส.ค. 67) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีต สส. และหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ พร้อมแนบลิงก์บทสัมภาษณ์จากเว็บไซต์ BLOOMBERG.COM โดยระบุว่า…

"ก้าวต่อไป กับ บทบาทใหม่ของผมที่ Harvard ในฐานะ Visiting Democracy Fellows หวังว่าจะไปแชร์ประสบการณ์การเมืองให้คนรุ่นใหม่ และ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอวันกลับมาเป็นนักการเมืองที่ดีกว่าเดิมครับ ไม่ได้หายไปไหนนะ ไป ๆ มา ๆ ระหว่าง บางกอก กับ บอสตัน ครับ"

'หนุ่มกะเหรี่ยง' ตะโกนลั่นตลาดบางบอนหยามหญิงไทย เข้ามอบตัวแล้ว อ้าง!! ถูกตีความผิด ไม่ได้ไลฟ์สดชวนพรรคพวกมานอนกับสาวไทย

(20 ส.ค. 67) ที่สถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน จากกรณีที่หนุ่มชาวกะเหรี่ยงได้ไลฟ์สดผ่าน TIKTOK กลางตลาดบางบอน กรุงเทพมหานคร ชักชวนให้พรรคพวกเพื่อนฝูงมาจีบสาวไทย ว่า ชวนไปหลับนอนด้วยไม่ยาก จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล ว่า เป็นการไม่ให้เกียรติคนไทย หากปล่อยคนที่มีแนวคิดและพฤติกรรมเช่นนี้ไว้ อาจเป็นภัยในอนาคตได้ อยากให้ตำรวจไปดำเนินการกับหนุ่มกะเหรี่ยงคนนี้

ต่อมาหนุ่มกะเหรี่ยงคนดังกล่าว คือ นาย ซอ ตวน ตวน วิน อายุ 25 ปี ก็ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ สน.บางขุนเทียน โดยมีตำรวจสืบสวนนครบาล 9 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมสอบปากคำด้วย โดยมีล่ามชาวเมียนมามาช่วยแปลภาษาระหว่างการสอบปากคำ

นาย ซอ ตวน ตวน วิน กล่าวขอโทษคนไทย ว่า ไม่ได้มีเจตนาพูดไม่ให้เกียรติผู้หญิงไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้คำที่ไม่สุภาพขณะไลฟ์สด จนทำให้ถูกนำไปแปลความหมายในทางที่ผิด

นาย ซาน มิน อู ล่ามชาวเมียนมา ก็ได้อธิบายให้ผู้สื่อข่าวทราบว่า เนื้อหาที่ นายซอ ตวน ตวน วินไลฟ์สดนั้น ไม่ได้เป็นการเชิญชวนให้พรรคพวกมาพาสาวไทยไปหลับนอนแต่อย่างใด แต่มีคำพูดอยู่ช่วงหนึ่งที่พูดว่า “อยากได้อวัยวะเพศหญิง” จึงทำให้ถูกตีความไปในทางที่ผิด ซึ่งจากการกระทำดังกล่าว ก็ส่งผลทำให้แรงงานชาวเมียนมาเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย จึงอยากอธิบายให้ประชาชนชาวไทยได้เข้าใจ

ด้าน พันตำรวจเอก กฤติเดช จันทร์เพชร ผู้กำกับการ สน.บางขุนเทียน เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเรื่องทางตำรวจก็ได้เร่งไปติดตามตัว นายซอ ตวน ตวน วิน เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนกระทั่ง นาย ซอ ตวน ตวน วิน มามอบตัว ซึ่งเมื่อตรวจสอบพิสูจน์ทราบก็พบว่าเป็นการแปลภาษาผิด จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบ นาย ซอ ตวน ตวน วิน ไม่พบเอกสารการเข้ามาในราชอาณาจักรอย่างถูกต้อง จึงดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง โดยจะส่งตัวให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไปดำเนินการต่อ เพื่อผลักดันออกนอกประเทศต่อไป

สำหรับปมดรามาดังกล่าว เกิดจาก เพจ 'LOOK Myanmar' ได้โพสต์คลิปหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินไลฟ์ในตลาดบางบอนที่พูดภาษากะเหรี่ยง และถ่ายกล้องไปที่สาวไทย ซึ่งกำลังเดินผ่านไปผ่านมา โดยความหมายในถ้อยคำของชายในคลิปนั้น สื่อถึงว่า "อยากมีอะไรกับผู้หญิงไทย" นั่นเอง 

ทั้งนี้ ทางเพจได้โพสต์ข้อความประกอบด้วยว่า...

“คนบางคนคิดว่าตูอยู่ไทย เดินตลาดพม่าในไทย ไลฟ์ถ้าไม่พูดพม่าไม่มีใครจับได้ ก็เผอิญเนี่ย แอดมินเพจนี้เนี่ย รู้จักคนเยอะ สมัครพรรคพวกชาวกะเหรี่ยงที่เป็นคนดี ๆ เค้าเลยแปลให้ เค้าบอกว่า มันพูดภาษากะเหรี่ยงสายหนึ่งละกัน ไม่ใช่กะเหรี่ยงฝั่งแม่สอด มันบอกมันอยากเฮ๊ดกีสาวไทย แถมชักชวนพวกขี้กลากแบบมันให้เข้ามาเฮ๊ดกีสาวไทยด้วย นี้ให้สมัครพรรคพวกช่วยกันแปล ถามตำรวจไทยหรือ ตม. ไทย ว่าทำอะไรคนแบบนี้ได้บ้างหรือต้องให้มีเหยื่อจากภัยสังคมแบบมันก่อนถึงจะทำ พิกัด : ตลาดบางบอน”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด จัดทีมลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัย ช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต รวมงบประมาณกว่า 1.16 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 19-20 สิงหาคม 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกสาธารณภัย และแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ ฝ่ายปฏิบัติการ และลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด  ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช และน้ำปลา ให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอนายายอาม อำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี และ อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด รวมทั้งสิ้น 2 จังหวัด เครื่องอุปโภคบริโภครวมจำนวน 2,500 ชุด นอกจากนี้ยังได้ มอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต จำนวน 2 รายๆ ละ 20,000 บาท  รวมงบประมาณการช่วยเหลือทั้งสิ้น 1,165,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนหกหมื่นห้าพันบาทถ้วน)  โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจันทบุรี  และสมาคมตราดพุทธสงเคราะห์ “พ่งไล้หลักเซียวเกาะ” จังหวัดตราด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะดำเนินการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท ทั้งนี้ หากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถประสานรายละเอียดเกี่ยวกับการช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โทร 0-2225-0020 เวลา 08.30-16.30 น.

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

'รวมไทยสร้างชาติ' อ้าแขนรับ 'อรรถวิชช์' ร่วมพรรค คาด!! ดึงมาช่วยเสริมกำลังให้ทีมกฎหมายแน่นปึ้ก

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ประชุมพรรค รทสช. อบอุ่น ชื่นมื่น เหมือนเคยค่ะ วันนี้เราปรบมือรับสมาชิกใหม่ พี่เอ๋ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่จะมาช่วยเสริมกำลังให้ทีมกฎหมายของเรา

วันพุธ พฤหัสบดี นี้เตรียมดู เตรียมฟัง การผลักดัน เรื่องดี ๆ ทั้งเรื่อง พรบ.การออกเสียงประชามติ ปัญหาผู้ลี้ภัยการสู้รบในเมียนมา การปรับปรุงการบริหารงานราชทัณฑ์ ฯลฯ จาก พรรครวมไทยสร้างชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top