Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

‘รมว.ดีอี’ เดินหน้า ปิดแพลตฟอร์ม ‘ทางรัฐปลอม’ 290 บัญชี แจ้งเตือนพี่น้องประชาชน อย่าเชื่อ-อย่าแชร์ ‘ข่าวปลอม’ ยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

วันที่ 20 สิงหาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti Fake New Center หรือ AFNC) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และ เครือข่าย ได้ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินสถานการณ์การกระทำที่เข้าข่ายการก่ออาชญากรรมออนไลน์ พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1-20 สิงหาคม 2567 ทีมปฏิบัติการได้ดำเนินการประสานปิดกั้นแพลตฟอร์ม ‘ทางรัฐ’ ปลอม 290 เพจ  โดยแบ่งเป็น แฟนเพจ Facebook จำนวน 284 เพจ และบัญชี Tiktok จำนวน 6 บัญชี  พร้อมเฝ้าระวังการกระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง 

นายประเสริฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบมิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงประชาชน ส่งข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน โดยแอบอ้างโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet หรือ โครงการ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ อยู่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พบกรณีการส่งข้อมูลต่อกันว่า ‘ผู้ที่ลงทะเบียนแอปทางรัฐ มีสิทธิ์ที่ข้อมูลจะตกไปอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์’ และ ‘ยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ขายข้อมูลให้มิจฉาชีพ’

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA พบว่าประเด็นเรื่อง “ผู้ที่ลงทะเบียนแอปทางรัฐ มีสิทธิ์ที่ข้อมูลจะตกไปอยู่กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์” เป็นข้อมูลเท็จ โดยแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และระบบงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นมีการดำเนินการตามมาตรการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลอย่างรัดกุม มีความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013 ระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Information Security Management Systems – ISMS) จึงมั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยไปสู่ภายนอกได้

สำหรับ ‘แอปฯ ทางรัฐ’ เป็นเพียงช่องทางในการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการจากหน่วยงานต้นทางให้แก่ผู้ใช้บริการเท่านั้น ไม่ได้มีการเก็บข้อมูลประชาชนจากหน่วยงานต้นทาง หรือของประชาชนที่ลงทะเบียนมาไว้ที่ แอปฯ ทางรัฐ แต่อย่างใด โดยข้อมูลส่วนบุคคลที่แสดงใน แอปฯ ทางรัฐ นั้น สามารถเข้าถึงได้เฉพาะเจ้าของข้อมูลและผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น โดยสามารถดาวน์โหลดแอปฯ ‘ทางรัฐ’ ได้โดยตรงจากแอปฯ ‘App Store’ สำหรับระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) และแอปฯ ‘Google Play’ ในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) เท่านั้น

ในส่วนของ ข่าวปลอม ‘ยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ขายข้อมูลให้มิจฉาชีพ’ จากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ สำนักงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการดิจิทัล (Digital wallet) กระทรวง ดีอี พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการประกาศยุติโครงการดิจิทัลวอลเล็ต (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ส.ค. 2567) และข้อมูลการลงทะเบียนในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมีการควบคุมกำกับดูแลที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง มั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยออกไปภายนอก ซึ่งการขายข้อมูลหรือส่งต่อข้อมูลให้กับมิจฉาชีพเป็นความผิดตามกฎหมาย รัฐบาลไม่สามารถทำได้แต่อย่างใด 

“ดังนั้นจึงขอแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมืออย่าเชื่อ อย่าแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในทุกช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยประชาชนสามารถรับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับ “แอปฯทางรัฐ” ได้จากสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dga.or.th หรือ โทร. 02-612-6060 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตรียมการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ www.digitalwallet.go.th หรือพิมพ์เป็นภาษาไทยว่า www.กระเป๋าเงินดิจิทัล.รัฐบาล ไทย หรือสามารถสอบถามผ่านศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน (Call Center) สายด่วน โทร. 1111 ซึ่งกระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน ต่ออันตรายที่เกิดขึ้นจากภัยไซเบอร์ โดยโจรออนไลน์ได้อาศัยการเผยแพร่ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวข้องกับโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต และการลงทะเบียนผ่านแอปฯ ‘ทางรัฐ’ ซึ่งขณะนี้กระทรวงดีอีได้ทำการปิดกั้นแพลตฟอร์มปลอมแล้ว 290 บัญชี พร้อมกับการตรวจสอบข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนที่เกี่ยวข้อง โดยถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรง และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง และขอให้ประชาชน ยึด ‘หลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน’ พร้อมกับไม่แชร์ข้อมูลที่บิดเบือนในทุกช่องทางสังคมออนไลน์” นายประเสริฐ กล่าวย้ำ 

หากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 สอบถามข้อมูลข่าวสารโครงการ “ดิจิทัลวอลเล็ต” โทรสายด่วน Digital Wallet 1111 (24 ชั่วโมง) แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชั่วโมง) , Line ID: @antifakenewscenter และเว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

21 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ‘ในหลวงรัชกาลที่ 5’ ประกาศใช้หน่วย ‘สตางค์’ เป็นครั้งแรกในไทย กำหนด 100 สตางค์เท่ากับ 1 บาท กลายเป็นมาตรฐานเงินบาทในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่อ 156 ปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้มีการออกประกาศให้ใช้หน่วย ‘สตางค์’ เป็นครั้งแรก

โดยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศไทยใช้หน่วยเงินเป็น ทศ พิศ พัดดึงส์ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง ไพ ซีก เสี้ยว อัฐ และโสฬส ซึ่งถือเป็นระบบที่ยากต่อการคำนวณและการแลกเปลี่ยนในการใช้จ่ายต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม 100 สตางค์ มีการกำหนดค่าให้เท่ากับ 1 บาท และนั่นถือเป็นจุดกำเนิดของหน่วยสากลที่นิยมใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

'ดร.คงกระพัน' เปิดแผน!! เขย่า ปตท.ครั้งใหญ่ พลังงานรูปแบบใหม่ รายได้ใหม่ โอกาสระยะยาว

แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 ทาง ปตท.จะแถลงผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี โดยมีกำไรสุทธิรวมของ ปตท. และบริษัทย่อยจำนวน 64,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,475 ล้านบาท หรือ 34.4% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2566 พร้อมๆ กับการเปิดเผยภาษีนำส่งรัฐรวม 35,684 ล้านบาท และส่วนร่วมบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตด้านราคาพลังงาน ตั้งแต่ปี 2563 ในวงเงินกว่า 24,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

แต่สิ่งที่ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอสใหญ่คนใหม่ ดูจะย้ำในงานแถลงครั้งนี้บ่อยครั้ง กลับไม่ใช่การเน้นในเรื่องของความสำเร็จจากผลการดำเนินงานจากกลุ่ม ปตท.เท่าไรนัก 

เหตุผลหนึ่ง เพราะ ดร.คงกระพัน รู้ดีว่ากลุ่มธุรกิจเดิมของ ปตท.ที่มีอยู่ เริ่มส่งสัญญาบางอย่าง เช่น การเติบโตขึ้นบ้าง ทรงๆ บ้าง และบางกลุ่มอาจจะเหนื่อยในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพลังงานรูปแบบเดิม ซึ่งในอนาคต เชื่อว่าจะต้องปรับเปลี่ยนไปจากอิทธิพลของ 'สภาพภูมิอากาศ' ในโลกที่บีบให้มนุษย์ต้องหันมาใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น 

ขณะเดียวกันแนวโน้มพลังงานฟอสซิลพลังงานเดิมที่ใช้อยู่ ก็จะค่อยๆ ลดลงในอนาคต ภายใต้การคาดการณ์ว่า ถ่านหินจะลดลงเร็วกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ถัดมาคือน้ำมันก็จะลดลงต่อไป ส่วนก๊าซธรรมชาติจะลดลงช้า ปตท.ยังมุ่งเน้นในการขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติ คือ LNG และมุ่งมองหาพลังงานหมุนเวียนอื่นมาพลังงานทดแทน ซึ่งหลัก ๆ จะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์และลม รวมไปถึงไฮโดรเจน

ดังนั้น สิ่งที่ ดร.คงกระพัน ได้ประกาศในเชิงของเป้าหมายจากนี้ จึงชัดเจนไปที่ การมุ่งสร้างธุรกิจเพื่อความมั่นคงทางพลังงานให้เมืองไทย ที่อยู่บนพื้นฐานความถนัดของ ปตท. และต้องทำกำไรได้ในระยะยาว ซึ่งก็คงไม่พ้นการปรับทิศหันหาพลังงานสะอาดที่เด่นชัดขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานแห่งอนาคต ที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 

"การทำให้ ปตท.เติบโตยั่งยืนอย่างสมดุลจากนี้ จะอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ ที่จะสร้างความ "แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน' หรือ TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD...

"ขณะนี้เรากำลังทบทวนตัวเอง (Revisit) เพื่อเดินหน้าแผนกลยุทธ์ใหม่ในการทำธุรกิจ จากเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ที่ ปตท. ก็ไม่ต่างจากผู้ผลิตในกลุ่ม Oil Major ต่าง ๆ ในโลก ซึ่งมองเห็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และแนวโน้มการใช้น้ำมันจะลดน้อยลง ส่งผลให้ทุกรายกระโดดเข้าไปทำธุรกิจอื่นนอกเหนือจากเรื่องน้ำมัน ซึ่งอาจจะมีทั้งธุรกิจที่ถนัดบ้างไม่ถนัดบ้าง มีการลองผิดลองถูก แต่ในส่วนของเราจากนี้ คงต้องเลือกทำแบบโฟกัส เพราะเงินเราไม่ได้มีอย่างไม่จำกัด"

ดร.คงกระพัน เผยต่อว่า ปัจจุบันธุรกิจของ ปตท.แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ธุรกิจ Hydrocarbon & Power ที่ครอบคลุม การสำรวจและผลิต ก๊าซ น้ำมัน ปิโตรเคมีและการกลั่น ค้าปลีกน้ำมัน และธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจที่เรามีความถนัด ซึ่งตอนนี้มีสัดส่วนกำไร 99% ของกำไรรวมของ ปตท. แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ธุรกิจกลุ่มนี้ก็ต้องปรับตัว ทำให้ดีขึ้น ต้นทุนต่ำลง รวมถึงการหาโอกาสในการเติบโตใหม่ ๆ เช่น การหาพันธมิตรที่เหมาะสม เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญคือจะทำแบบเดิมไม่ได้ ต้องทำควบคู่กับการลดคาร์บอน

อีกกลุ่มคือ ธุรกิจ Non-Hydrocarbon เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ (Mega Trend) อย่างเช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ปตท. ได้ทบทวนธุรกิจกลุ่มนี้ใหม่ทั้งหมดทั้ง value chain และพบว่าธุรกิจ EV Charging หรือการอัดประจุกระแสไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ น่าจะเป็นธุรกิจที่เหมาะสมกับกลุ่ม ปตท. โดยสามารถใช้จุดแข็งของบริษัท ปตท.นํ้ามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่มี Ecosystem ที่ดี ใกล้ชิดกับลูกค้า โดย OR จะมีบทบาทเป็น Mobility Partner ให้กับคนไทย

อย่างไรกับก็ตาม การจะ Revisit ตัวเองนั้น ดร.คงกระพัน มองว่าจะต้องวิเคราะห์ 2 มุมมองให้ออก คือ...

1) ธุรกิจที่ทำใน Value Chain นั้นยังเป็นธุรกิจที่ดีอยู่หรือไม่ เพราะ 3-4 ปีที่แล้วกับวันนี้คนละเรื่องกัน

และ 2) ปตท. มี Right to play หรือจุดแข็งในการจะเข้าไปทำธุรกิจกลุ่มนี้หรือไม่

"ถ้ามีทั้ง 2 อย่าง แปลว่าธุรกิจยังน่าสนใจอยู่ เราสู้ ทำต่อ หรือบางธุรกิจอาจจะต้องเร่งเครื่องด้วย บางธุรกิจอาจจะต้องออก เช่น กรณีที่ธุรกิจที่ลงทุนไปแล้วไม่ตอบโจทย์ ปตท. ก็มีทางออกหลายวิธี เช่น อาจจะต้องหาพาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจที่จะต้องดูความสามารถในการแข่งขันว่าเหมาะสมกับเราไหม สามารถเข้าหรือออกได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการกอดสินทรัพย์ (Asset) ไว้เยอะเกินไป เราจึงควรต้องทำให้ตัวเบา" ดร.คงกระพัน กล่าว

ทั้งนี้ ภายใต้แผนการทบทวนตัวเองของ ปตท. ก็มีการพูดถึง 'CCS – ไฮโดรเจน' เข้ามาเป็นสมการสำคัญอยู่อย่างชัดเจนขึ้นด้วย

"อย่างที่บอกไปว่า ตอนนี้เราทำ Strategy Plan เสร็จแล้ว ซึ่งก็จะเริ่มบอกได้ชัดเจนว่า ธุรกิจไหนจะเร่งเครื่อง? ธุรกิจไหนจะถอย? อย่างไฮโดรคาร์บอนจะทำไฮโดรเจน คู่กันกับ CCS ช่วงปลายปีก็จะรู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร ต้องกู้เท่าไร ต้องปันผลอย่างไร จะมีความสามารถที่จะลงทุนแค่ไหน ก็เอามาเทียบกับโครงการที่จะเกิดขึ้น แต่แน่นอนว่าอยู่ในแผนการ...

"นั่นก็เพราะ 'ไฮโดรเจน' (Hydrogen) จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยลดคาร์บอน สำหรับภาคอุตสาหกรรม เพราะอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า โรงกลั่น โรงปิโตรเคมี หากปรับเปลี่ยนมาใช้ไฮโดรเจนเป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิง จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ หากเราสามารถใช้ไฮโดรเจนทดแทนไฮโดรคาร์บอนได้ 5% ก็จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 5% เช่นกัน"

(***แนวโน้มราคาต้นทุนผลิตไฮโดรเจนจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ทำให้ ปตท.อาจจะดำเนินการได้เร็วกว่าแผน)

ดร.คงกระพัน เสริมอีกว่า "ก่อนหน้านี้ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ได้ไปเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งท่านก็คุยเรื่องไฮโดรเจนเหมือนกัน ทาง ปตท. ก็ได้มีคุยกับท่านแล้ว ทางซาอุดีอาระเบียก็อยากจะมาลงทุนที่เมืองไทย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะตลาดนี้มีศักยภาพใหญ่กว่า Mobility เป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว"

"ส่วนการลงทุนเรื่อง CCS (การดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage) จะอยู่ในแผนการลงทุน 5 ปีแน่นอน และไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่ ปตท.สผ. ทำก่อนหน้านี้ ซึ่งโครงการของ ปตท.สผ. นั้นเป็นแซนด์บ็อกซ์ เป็นการทดลองเบื้องต้น แต่โครงการนี้กลุ่ม ปตท. เราวางแผนกลยุทธ์การกักเก็บคาร์บอนร่วมกัน หรือก็คือใครปล่อยก็เก็บ เช่น IRPC, GC, GPSC, TOP จะต้องดักจับคาร์บอนมาจากโรงงานตัวเอง การเก็บไม่ได้แปลว่า ต้องปล่อยแล้วก็เก็บ บางทีอาจจะเก็บตั้งแต่ยังไม่ปล่อยเลยก็ได้ โดยมี ปตท. เป็นคนลงทุนเรื่อง Infrastructure และทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อปลดล็อกกฎระเบียบ และให้ ปตท.สผ. ช่วยดูแลปลายทาง ในเรื่องการเก็บลงหลุมเช่น ใต้ทะเล"

อย่างไรก็ตาม ดร.คงกระพัน มองว่า ในส่วนของเทคโนโลยี CCS นั้น ในต่างประเทศไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ มีการลงทุนทำกันมาเยอะในหลายประเทศ อย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรปก็มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว ซึ่งหากปตท.จะลงทุน ก็อาจจะลงทุนพัฒนาร่วมกับพันธมิตร หรืออาจจะไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเอาเทคโนโลยีมาปรับประยุกต์ ก็เป็นไปได้หมด

สุดท้าย ซีอีโอ ปตท. ให้บทสรุปว่า ไม่ว่าจะมีความท้าทายในด้านพลังงานอย่างไร ปตท.ต้องมีทิศทางชัดเจน ดังวิสัยทัศน์ 'ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน' ซึ่งต้องสร้างความแข็งแรงร่วมกับสังคมไทย ภายใต้การเติบโตทางธุรกิจที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืนอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการมีธรรมาภิบาลที่ดี รวมถึงยึดความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเป็นเรื่องสำคัญ

‘Kang Mak’ หนังผีอินโดฯ ฉาย 4 วัน โกยรายได้ทะลุ 110 ล้านบาท หลังรีเมกจาก ‘พี่มากพระโขนง’ ของไทยอย่างถูกต้องตามลิขสิทธิ์

(20 ส.ค.67) หลังจากที่ เพจเฟซบุ๊ก GDH โพสต์แสดงความยินดีกับภาพยนตร์ ‘Kang Mak’ ระบุว่า ภาพยนตร์ของประเทศอินโดนีเซียที่รีเมกอย่างถูกต้องตามลิขสิทธิ์จากภาพยนตร์ไทย ‘พี่มาก…พระโขนง’ ที่เข้าฉายที่อินโดฯ เพียง 4 วัน ก็สามารถโกยรายได้ไปแล้วถึง 110 ล้านบาทไทย โดยมีตัวเลขผู้ชมถึง 1,236,673 คนนั้น ก็ได้สร้างความฮือฮากับชาวโซเชียลไทยจำนวนมาก 

โดยสำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า ‘Kang Mak’ ภาพยนตร์สัญชาติอินโดนีเซีย ซึ่งกำกับโดย Herwin Novianto และเขียนบทโดย Alim Sudio Falcon Pictures ซึ่งดัดแปลงมาจากพี่มาก…พระโขนง ของประเทศไทย ที่แสดงนำโดย มาริโอ้ เมาเร่อ และใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ กวาดรายได้ทั่วประเทศ 1,000 ล้านบาท

หลังจาก ‘Kang Mak’ ปล่อยมาได้เพียง 4 วัน มีคนรับชมไปแล้ว 1.2 ล้านคน ในอินโดนีเซีย บริษัทสร้างภาพยนตร์ประกาศข่าวดีผ่านโซเชียลมีเดียว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จมาก เพราะมียอดผู้ชมมากกว่า 356,000 คน ด้วยจำนวนตัวเลขดังกล่าวนี้ ทำให้ภาพยนตร์เรื่อง ‘Kang Mak’ ขึ้นแท่นภาพยนตร์อินโดนีเซียที่ขายดีที่สุดอันดับ 9 ในปี 2024 ทันที และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาทางเพจ GDH ได้โพสต์ข้อความว่า "ขอแสดงความยินดีกับ ‘Kang Mak’ ภาพยนตร์อินโดนีเซียที่รีเมกอย่างถูกต้องตามลิขสิทธิ์จากภาพยนตร์ไทย ‘พี่มาก...พระโขนง’ ที่เข้าฉายที่อินโดฯ เพียง 4 วัน ก็สามารถโกยรายได้ไปแล้วถึง 110 ล้านบาทไทย โดยมีตัวเลขผู้ชมถึง 1,236,673 คน ผู้ชมชาวอินโดนีเซียโพสต์รีวิวว่า ‘Kang Mak’ สามารถปรับเอกลักษณ์ของต้นฉบับเข้ากับบริบทความเป็นอินโดนีเซียได้เป็นอย่างดี สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ทั้งเรื่อง และเป็นหนังตลกสยองขวัญที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว มาร่วมลุ้นไปด้วยกันว่า ‘Kang Mak’ จะทำรายได้สูงสุดที่เท่าไร!"

‘การรถไฟไทย-มาเลฯ’ เห็นชอบเปิดเดินรถ ‘กรุงเทพอภิวัฒน์-บัตเตอร์เวอร์ธ’ เชื่อมต่อการเดินทาง-กระตุ้นท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ ระหว่าง 2 ประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13-16 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา นายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนการรถไฟฯ เดินทางเข้าประชุมร่วมระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยและการรถไฟมาเลเซีย ครั้งที่ 42 (42nd KTMB - SRT Joint Conference) ณ เมืองโคตา คินาบาลู รัฐซาบาห์ สหพันธรัฐมาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือการให้บริการเดินรถเชื่อมต่อระหว่างไทย-มาเลเซีย อำนวยความสะดวกการเดินทางแก่ประชาชน การขนส่งสินค้าของทั้งสองประเทศแบบไร้รอยต่อ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวตามนโยบายของ นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐบาล

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเดินทางไปร่วมประชุมฯ ของนายอวิรุทธ์ ทองเนตร รองผู้ว่าการการรถไฟฯ และคณะผู้แทนการรถไฟฯ กับการรถไฟมาเลเซียครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความร่วมมือการให้บริการขนส่งทางรางของทั้ง 2 ประเทศร่วมกันในทุกมิติ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบหลักการจัดเดินขบวนรถจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-ปาดังเบซาร์-บัตเตอร์เวอร์ธ รัฐปีนัง สหพันธรัฐมาเลเซีย เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางของชาวไทยและชาวมาเลเซียให้ไปมาหาสู่กันแบบไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบให้มีการขยายเส้นทางขบวนรถไฟท่องเที่ยว MySawasdee จากมาเลเซียมาไทย จากเดิมเปิดให้บริการถึงสถานีชุมทางหาดใหญ่ ให้ขยายมาถึงสถานีสุราษฎร์ธานี หลังขบวนรถท่องเที่ยว MySawasdee ได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยม มีจำนวนผู้โดยสารเต็มทุกเที่ยว การขยายเส้นทางรถไฟท่องเที่ยวนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และนำรายได้เข้าสู่ประเทศเพิ่มขึ้น โดยหลังจากนี้ทั้ง 2 หน่วยงานจะมีการตกลงรายละเอียด และระยะเวลาที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ประชุมฯ เห็นชอบในหลักการแล้ว จะได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อพิจารณาการเปิดให้บริการขบวนรถไฟเส้นทางต่อขยายจากสถานีกลางกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ไปยังสถานีบัตเตอร์เวอร์ธ โดยในช่วงแรกจะเป็นการทดลองการเดินรถเป็นระยะเวลา 6 เดือน  

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ พระราชทานดอกไม้ยินดีกับ 3 จอมพลังไทย หลังคว้าเหรียญโอลิมปิกปารีส จนสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.67) ที่ห้องโถงชั้นล่าง อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ (ตึก 25 ชั้น) การกีฬาแห่งประเทศไทย ถนนรามคำแหง กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โปรดให้ พลเอกศิวะ ภระมรทัต กรมวังผู้ใหญ่ ประจำวังศุโขทัย เป็นผู้แทนพระองค์ พระราชทานดอกไม้ แสดงความยินดีแก่ 3 นักยกน้ำหนักทีมชาติไทย ที่คว้า 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปารีส 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

สร้างความปลื้มปิติ เป็นล้นพ้น แก่ นายธีรพงศ์ ศิลาชัย เหรียญเงิน รุ่น 67 กิโลกรัมชาย นายวีรพล วิชุมา เหรียญเงิน รุ่น 73 กิโลกรัมชาย และ นางสาวสุรจนา คำเบ้า เหรียญทองแดง รุ่น 49 กิโลกรัมหญิง ตลอดจน คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่ และผู้ฝึกสอน ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้

ทั้งนี้ ในโอกาสดังกล่าว นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศ และวิทยาศาสตร์การกีฬา, พลตรีอินทรัตน์ ยอดบางเตย นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย, พลเอกวิสุทธ์ เดชสกุล เลขาธิการสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และ คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมด้วย

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชม 'อีลอน มัสก์' เป็นคนฉลาด-เก่งมาก แย้ม!! พร้อมทาบทามนั่งที่ปรึกษาหรือคณะรัฐมนตรี

(20 ส.ค. 67) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน ขึ้นเวทีปราศรัยในเมืองยอร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ได้กล่าวกับสำนักข่าวว่า เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการแต่งตั้ง 'อีลอน มัสก์' ซีอีโอของเทสลา ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหรือคณะรัฐมนตรีหรือไม่นั้น เขาได้กล่าวว่า 'อีลอน มัสก์' เป็นคนที่ฉลาด เขาเคยคุยกันอย่างสนุกสนานเมื่อไม่กี่วันก่อน และถ้าหากเขาตกลงดึง 'อีลอน มัสก์' เข้ามาทำงานในรัฐบาลของเขาอย่างแน่นอน เพราะ 'อีลอน มัสก์' เป็นคนที่เก่งมาก

โดย 'อีลอน มัสก์' ประกาศสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะที่ทางเทสลายังไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการประกาศสนับสนุนดังกล่าวของอีลอน มัสก์ 

หากทรัมป์ชนะเลือกตั้งเขาอาจยกเลิกกฎของกระทรวงการคลังที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ได้รับประโยชน์จากเครดิตภาษี EV มูลค่า 7,500 ดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 250,000 บาท ได้ง่ายขึ้น หรืออาจเรียกร้องให้สภาคองเกรสยกเลิกทั้งหมดในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยทรัมป์เคยพยายามยกเลิกเครดิตภาษี EV แต่ถูกขยายเพิ่มเติมโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐในปี 2565 ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าของเทสลา

โดยเขายังได้กล่าวว่า "เขายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ เขาเป็นแฟนตัวยงของรถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็เป็นแฟนตัวยงของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนกัน"

🔎คาดการณ์ 25 รายชื่อ ในสังกัด ‘บิ๊กป้อม’ หลังข่าวสะพัดแยกทาง ‘ร.อ.ธรรมนัส’

20 (ส.ค. 67) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ประกาศอิสรภาพของตนเองและสส.ในสังกัดอีก 18 รายชื่อ โดยระบุว่า ขออิสรภาพคืน หลังชื่อหลุดจาก ครม.แพทองธาร พร้อมยอมรับเสียใจรับใช้คน ๆ หนึ่ง และพรรคพลังประชารัฐมาเป็นปี ชี้สั่งให้ไปตายก็ไป ไม่มีอะไรต้องคุยกับ พล.อ.ประวิตร

ขณะที่ สส.ฝั่งของ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เช็กรายชื่อแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 25 คน พบว่ามี 5 คน ที่รายชื่อซ้ำกับทางร.อ.ธรรมนัส โดยทั้ง 5 คนได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประวิตร ที่มูลนิธิบ้านป่ารอยต่อฯ โดยไม่ได้เดินทางไปร่วมแถลงข่าวกับร.อ.ธรรมนัส 

สำหรับรายชื่อ สส. ที่อยู่ในสังกัด พล.อ.ประวิตรมีดังนี้ 

1. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ 
2. นายสถิระ เผือกประพันธ์ สส.ชลบุรี เขต 10
3. นางขวัญเรือน เทียนทอง สส.สระแก้ว เขต 1
4. นางตรีนุช เทียนทอง สส.สระแก้ว เขต 2
5. นางสาวกาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ เขต 4

6. นายจำลอง ภูนวนทา สส.กาฬสินธุ์ เขต 3
7. นายกระแสร์ ตระกูลพรพงศ์ สส.หนองคาย เขต 1
8. นายไชยมงคล ชัยรบ สส.สกลนคร เขต 5
9. นายวิริยะ ทองผา สส. มุกดาหาร เขต 1
10. นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สส.เพชรบูรณ์ เขต 1

11. นายจักรัตน์ พั้วช่วย สส.เพชรบูรณ์ เขต 2
12. นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์ สส.เพชรบูรณ์ เขต 3
13. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สส.เพชรบูรณ์ เขต 4
14. นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ เขต 6
15. นายเพชรภูมิ อาภรณ์นวรัตน์ สส.กำแพงเพชร เขต 2

16. นายอนันต์ ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร เขต 3
17. นายปริญญา ฤกษ์หร่าย สส.กำแพงเพชร เขต 4
18. นายสุธรรม จริตงาม สส.นครศรีธรรมราช เขต 6
19. นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ สส.พังงา เขต 2
20. นายทวี สุระบาล สส.ตรัง เขต 2

21. นายคอซีย์ มามุ สส.ปัตตานี เขต 2
22. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส เขต 2
23. นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส เขต 3
24. นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สส.สิงห์บุรี เขต 1
25. นายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี เขต 4

‘ดร.สุวินัย’ ชี้!! ‘ชนชั้นปกครอง’ เดินเกม ‘พาไทยให้รอดจากศึกช้างชนกัน’ มองการเมืองโลกในความเป็นจริง ละทิ้ง ‘ความรัก-ความชัง’ มุ่งพาชาติพ้นภัย

(20 ส.ค. 67) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ การจับมือกันเพื่อดำเนินยุทธศาสตร์ ‘เอาไทยให้รอดจากช้างชนกัน’ ระบุว่า…

ถ้ามองหมากทั้งกระดานจากสายตาของ ผู้คุมเกม ไม่มีเรื่องราวใดสำคัญไปกว่าความอยู่รอดของบ้านเมือง ท่ามกลางบริบทของสงครามใหญ่ (ช้างชนกัน) หรือ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ ที่เริ่มต้นแล้วในทางพฤตินัย จากสงครามยูเครน (NATO) กับรัสเซีย และสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและฝ่ายต่อต้านที่มีอิหร่านเป็นแกนนำ

ตอนนี้ดูเหมือนว่าในระดับชนชั้นปกครอง ได้มีการ ‘แบ่งงาน’ และ ‘แบ่งอำนาจ’ กันระหว่างทหารกับทักษิณและอนุทิน อย่างค่อนข้างชัดเจนและลงตัวแล้ว

'ทหาร' สร้างสัมพันธ์อันดีกับทางจีน รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย

'ทักษิณ' สร้างสัมพันธ์อันดีแบบแน่นปึ้กกับทางตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกา

'อนุทิน' รับงานทำหน้าที่ปรับสมดุลแห่งสมการทางอำนาจ ปิดทางทักษิณจับมือกับธนาธร

นี่คือความเป็นจริงของ Real Politics ที่นักยุทธศาสตร์และนักกลยุทธ์ทั้งหลายไม่ว่าสังกัดค่ายพรรคใด จะต้องก้าวข้ามอคติความเกลียดชังส่วนบุคคลที่มีต่อทหาร หรือต่อทักษิณให้จงได้

เพราะเกมยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมืองท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ช้างกำลังชนกัน ... เกมมันต้องเดินทรงนี้ทรงเดียวเท่านั้น เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของคนไทยทั้งประเทศ

การที่ทักษิณหวนกลับมาสู่สมการอำนาจไทยอย่างเท่ ๆ ได้อีกครั้ง มันย่อมมีราคาที่ทักษิณต้องจ่ายหรือต้องเสี่ยงเช่นกัน

สั้น ๆ 'ทักษิณ' ยังเป็นหมากที่มีคุณค่าสำหรับชนชั้นปกครองไทย ในยุทธศาสตร์ ‘เอาไทยให้รอดจากช้างชนกัน’

ทั้งทหาร ทักษิณ และอนุทินต้องอยู่ด้วยกัน เพื่อสร้างยุทธศาสตร์เอาตัวรอดจากช้างชนกัน

ฝ่ายหนึ่งกุมจุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่งเอาไว้เพื่อต่อรองและป้องกันการหักหลัง แล้วจึงปล่อยให้เจ้าตัวสนุกกับการเล่นเกมบนเวทีอำนาจอีกครั้งในช่วงบั้นปลายชีวิต ขณะที่อีกฝ่ายซุ่มซ่อนตัวอยู่หลังฉากในฐานะที่เป็นรัฐพันลึก (deep state)

ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า ปี ค.ศ. 2030 หรืออีกหกปีข้างหน้า โลกจะดำดิ่งเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) และสงครามใหญ่ที่เป็นสงครามโลกครั้งที่สาม

อนาคตอันรุ่งโรจน์ของไทยย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของชนชั้นปกครองไทยในการนำพาบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยด้วยยุทธศาสตร์ ‘เอาไทยให้รอดจากช้างชนกัน’ ที่กำลังดำเนินอยู่ผ่านหมากทหาร หมากทักษิณ และหมากอนุทิน

ตราบใดที่มวลชนไม่ว่าสังกัดค่ายพรรคสีใด ยังมอง ‘การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง’ ด้วยสายตารักหรือชังอยู่ ตราบนั้นพวกเขาก็คงไม่สามารถมองเกมแห่งอำนาจให้ทะลุอย่างมองเห็นหมากทั้งกระดานได้

หากยังทำใจให้มองความเป็นจริงอย่างเยือกเย็นและไร้อารมณ์ไม่ได้ ก็จงเตรียมตัวให้พร้อมด้วยความไม่ประมาท เพื่อเอาตัวรอดให้ได้จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำยืดเยื้อและสงครามใหญ่ต่อจากนี้เถิด

...เพราะมันมาแน่และเกิดขึ้นแน่

ด้วยความปรารถนาดี

~ สุวินัย ภรณวลัย

'ผศ.ดร.เพิ่มศักดิ์' ติง!! ‘นักวิชาการ’ วิพากษ์ ‘ศาสนาพุทธ’ ‘อ่านไม่แตก-ขาดความรู้’ แล้วยังกล้ายกยอตนเป็นผู้เชี่ยวชาญ

(20 ส.ค. 67) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ กลุ่มวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Phermsak Chariamphan โดยระบุว่า

“บางทีนักวิชาการที่ชอบวิพากษ์ศาสนาพุทธอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่า เขาเข้าใจหลักธรรมของศาสนาพุทธมากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนใหญ่เขาเป็นมาร์กซิสต์อะครับ อย่าว่าแต่หลักธรรมของศาสนาพุทธเลย บางคนทฤษฎีตะวันตกหรือมาร์กซ์ยังอ่านไม่แตกใช้ไม่คล่อง ดีแต่วิพากษ์อย่างเดียว น้อยคนที่จะเข้าใจลึกซึ้ง (คนที่เข้าใจก็มีนะ บางคนนี่เขาคิดว่า เข้าใจมาร์กซ์มากกว่ามาร์กซ์เข้าใจตัวเองเสียด้วยซ้ำ ต้นกำเนิดลัทธิแก้ ตัวเองแก้ได้คนเดียวแต่คนอื่นห้ามแก้ ผิด ฮา) บางคนเป็นมาร์กซิสต์จิตนิยม ไหว้พระไหว้เจ้าก็มี ไม่รู้ว่าทำไปเพราะแสร้งทำหรืออะไรยังไง ไม่ได้อยากรู้คำตอบด้วยครับไม่ต้องมาตอบ

อย่างผม ผมมองว่าถ้ายังไม่สามารถอ่านเขียนภาษาบาลี สันสกฤต อ่านพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และปกรณ์จนแตกฉานทั้งหมด รวมไปถึงคิด พูด ทำ ให้สมกับภูมิธรรมที่ตัวเองมีด้วย เช่นหลวงพ่อชา ท่านพุทธทาส ท่านปยุต ท่านชยสาโร ฯลฯ ถ้าไม่มีคุณสมบัติแบบนี้อย่ามาเรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและวิพากษ์ศาสนาพุทธอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ อายคนมีภูมิเขาบ้าง (ถ้าไม่อายก็ทำไป ด้านได้อายอด)

พอ ๆ กับทฤษฎีตะวันตกนั้นแหละ อธิบายอย่างนั้นอย่างนี้เป็นวรรคเป็นเวร พอไล่ไปถึง Epistemology หรือญาณวิทยา ก็มีแต่หลักกูหรือคิดขึ้นมาเองทั้งนั้น แล้วเที่ยวไปไล่ตัดสินคนอื่น อย่างว่าตามประสาปุถุชน หลอกได้แค่คนไม่เรียนมาหรือคนตามไม่ทันวาทกรรมของเขาแค่นั้นแหละ

แต่สุดท้ายแล้วมีปากก็วิพากษ์ไปเถิดครับ ปากเป็นของท่าน ศอกเป็นของผม

ปล. ตามแนวคิดของพุทธศาสนานั้น พุทธองค์ท่านให้ถือธรรม หรือความถูกต้องเป็นใหญ่หรือธรรมาธิปไตย

ส่วนประชาธิปไตย ในทางพุทธศาสนาถือเป็นระบอบการปกครองที่พุทธองค์ไม่ยกย่อง เพราะถือเป็นโลกาธิปไตย คือเอาความเห็นของคนในโลกเป็นใหญ่ ถ้าความเห็นของคนส่วนใหญ่ในโลกมันดี มีหลักคุณธรรม มีความละอายต่อบาปค้ำจุนอยู่ในกมลสันดานบ้างมันก็ดีไป แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ในโลกมันบ้า ไร้คุณธรรม ไม่รู้ดีรู้ชั่ว มันก็เป็นระบอบการปกครองของคนบ้าและคนชั่ว หรืออุปมาดั่งแมลงวันตอมสิ่งโสโครกตามที่หลวงพ่อชาและหลวงพ่อพุทธทาสได้วิเคราะห์เอาไว้ครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top