Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

ตำรวจอุทัยธานี ตามหา ‘ลอตเตอรี่ 500 ใบ’ ให้พ่อค้าที่อ้างว่าทำหายในวัด สุดท้ายจบอย่างพีค!! หลังหากันให้วุ่น ลืมทิ้งไว้เอง บนลังถังน้ำแข็ง

(25 ส.ค. 67) นายประมวล อายุ 64 ปี ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.ประสงค์ เชื้อนุ่น ร้อยเวร สภ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ว่าทำแผงลอตเตอรี่หายประมาณ 500 ใบ เป็นเงินจำนวน 40,000 กว่าบาท โดยทำหายแถวบริเวณวัดแห่งหนึ่ง ต.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

โดยนายประมวลพาจนท.ตำรวจไปดูสถานที่ที่วัดดังกล่าว เพื่อจำลองภาพเหตุการณ์ ว่าตนทำอะไร เข้าห้องน้ำอย่างไร พร้อมกับตำรวจเก็บหลักฐานในที่สถานที่วัดดังกล่าว พร้อมกับสอบถามกับนายประมวลถามถึงเหตุการณ์ แต่นายประมวลก็ยังอ้างว่า ตนนั้นลืมลอตเตอรี่ไว้อยู่ที่ภายในวัด

ล่าสุดเจ้าหน้าที่สอบถามกับนายประมวลอีกครั้ง พร้อมกับให้นึกภาพดูดีๆ ว่า ตนไปลืมลอตเตอรี่ไว้ที่ไหน หลังจากนั้นนายประมวลจึงพาย้อนลงไปที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง ว่านายประมวล นั้นไปขายลอตเตอรี่ให้กับใครบ้าง พร้อมกับย้อนลงไปดูร้านค้าแห่งหนึ่ง ทราบว่านายประมวลไปลืมแผงลอตเตอรี่ งวดวันที่ 1 กันยายน 2567 ไว้อยู่ที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง

ล่าสุดผู้สื่อข่าวสอบถาม เจ้าของร้านค้าแห่งหนึ่งชื่อ นางวรณัน อาย 54 ปี ชาว ต.เจ้าวัด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ว่านายประมวลหรือผู้ขายแผงลอตเตอรี่นั้นมาขายลอตเตอรี่ให้กับร้านค้าของตนเอง โดยขายให้ตนทั้งหมด 4 ใบราคา 400 บาท

หลังจากนั้นนายประมวล นำแผงลอตเตอรี่ ไปวางไว้ที่บนลังถังน้ำแข็ง แล้วก็ลืมทิ้งแผงไว้ นายประมวลขับรถจยย.ออกไป โดยที่ไม่ได้นำแผงกลับไปด้วย โดยเจ้าของร้านก็จำหน้าพ่อค้าไม่ได้ ล่าสุดจนท.ตำรวจพร้อมกับพ่อค้าลอตเตอรี่ มาติดตามแผงลอตเตอรี่นำกลับคืนไป เนื่องจากพ่อค้ามาลืมไว้เอง ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวนำภาพพ่อค้าลอตเตอรี่ ให้เจ้าของร้านดู ก็นึกขึ้นได้ว่าใช่คนนี้ที่ลืมหวยไว้ดังกล่าว

‘ภูมิธรรม’ ชี้ตั้ง ‘ครม.’ เสร็จภายในเดือนนี้ เผย!! ส่งชื่อเกินเกือบทุกพรรค คาด!! พร้อมลุยงานเดือนหน้า ยังกั๊กตอบ ‘ปชป.’ ได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่

(25 ส.ค. 67)  ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีและในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแพทองธาร 1 ที่มีกระแสข่าวว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันที่ 26 ส.ค.นี้ ว่า ยังไม่ได้ระบุถึงขั้นนั้น อยู่ที่ความพร้อมทั้งหมด แต่กำลังเร่งเพราะต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งได้ทำงานเต็มที่ ขออย่ากังวลเพราะเราทำหน้าที่ เสมือนรัฐบาลจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ จึงจะพ้นจากหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับ แต่ก็อยากให้ทุกอย่างเสร็จภายในสิ้นเดือนส.ค.นี้ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนจะมีการโปรดเกล้าฯเมื่อใดอยู่ที่กระบวนการขั้นตอนการตรวจสอบ

เมื่อถามถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภานายภูมิธรรม กล่าวว่า ได้มีการเตรียมคู่ขนานไว้แล้ว ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งก็จะสามารถเรียกประชุมได้ คาดว่าภายในต้นเดือนก.ย. หรือไม่เกินกลางเดือนก.ย. รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถทำหน้าที่ได้

เมื่อถามถึงกรณีที่จำนวนคนเกินกว่าตำแหน่งรัฐมนตรี ได้มีการเคลียร์เรื่องนี้หรือยัง นายภูมิธรรม กล่าวว่า เกินเกือบทุกพรรคเพราะไม่รู้ตามดุลยพินิจใหม่ที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความ คำว่าจริยธรรมไว้กว้างมาก จึงต้องระมัดระวัง

เมื่อถามถึงพรรคพลังประชารัฐมีข้อสรุปที่ชัดแล้วหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวส่งชื่อมา 2 บัญชี นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องขออนุญาตเพราะตามมารยาทไม่ควรพูดถึงพรรคอื่น แต่เชื่อว่าแต่ละพรรครู้ดีอยู่แล้ว ต้องรีบดำเนินการให้ทันกับสถานการณ์ของประเทศ เพราะภัยพิบัติต่างๆรออยู่ ไม่อยากให้ช้าถึงขั้นกระทบต่อภัยพิบัติที่ประชาชนได้รับ ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการ

เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ จะนับรวมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลมันพูดชัดเจนไม่ได้ จนกว่าสุดท้ายจะตกลงและมีชื่อยื่น และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯลงมา เพราะในกระบวนการต่างๆเราไม่รู้ว่าใครจะมีปัญหาหรือไม่ หรือแต่ละพรรคจะได้ตามโควตาที่เป็นอยู่หรือไม่ หรือเกิดปัญหาภายในพรรคที่จัดการไม่ได้หรือไม่ เราไม่รู้ข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า การเชิญพรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลจะต้องมีการเทียบเชิญหรือไม่ หรือสามารถส่งชื่อเข้ามาได้เลย นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้เราไม่ควรดำเนินการแบบนี้ เพราะจะทำให้เกิดความไม่มั่นใจหรือไม่มั่นคงในพรรคร่วมรัฐบาล เป็นไปตามขั้นตอนหรือ step by step ถ้าเกิดปัญหาตรงไหนค่อยคลี่คลายไปตามสภาพ เพราะวันนี้เราได้ร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลและทุกคนได้เสนอตัวมาแล้ว ขึ้นอยู่กับว่ารายละเอียดจะลงตัวอย่างไร

เมื่อถามอีกว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมจะต้องแจ้งให้พรรคอื่นที่ร่วมรัฐบาลทราบใช่หรือไม่นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น ขอคิดในขั้นตอนปัจจุบัน และขอคิดเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนก่อน

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่าส่วนตัว ยังไม่ได้ยื่นใบกรอกประวัติ และยังไม่ได้รับแจ้ง ว่าจะดำรงตำแหน่งกระทรวงใด

‘ดินถล่ม’ อุโมงค์รถไฟความเร็วสูง ช่วงคลองขนานจิตจันทึก สูญหาย 3 ราย ‘กู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตา’ ระดมกำลัง เร่งค้นหา!! แต่ยังไม่ทราบชะตากรรม

เมื่อวานนี้ (24 ส.ค. 67) เวลาประมาณ 23.30 น. เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างวิชา ปากช่อง รับแจ้งเกิดเหตุอุโมงค์รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงคลองขนานจิต ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ดินถล่มทับคนงาน ขณะกำลังปฏิบัติงานขุดเจาะอุโมงค์ จึงประสานเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างเมตตา นครราชสีมา ระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุเป็นไซต์งานขุดเจาะอุโมงค์รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงคลองขนานจิต ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของผู้รับเหมากำลังระดมรถแบ็กโฮ ขุดดินใส่รถบรรทุก เพื่อเข้าไปช่วยเหลือคนงานที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์

จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ของไซต์งาน ทราบว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงานกำลังใช้รถแบ็กโฮ และรถตักทำงานขุดเจาะอุโมงค์อยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งอยู่ลึกจากปากอุโมงค์ไปประมาณ 600 เมตร โดยมีหัวหน้างานขับรถเก๋งเข้าไปควบคุมงานอยู่ด้วย แต่จู่ๆเกิดดินภูเขาถล่มลงมาทับรถทั้ง 3 คัน เสียงดังสนั่น โดยไม่ทราบสาเหตุ

เนื่องจากขณะนั้นก็ไม่ได้มีฝนตกลงมาแต่อย่างใด ส่วนคนงาน 2 คน และหัวหน้าคนงานอีก 1 คนที่ถูกอุโมงค์ถล่มทับ ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม ซึ่งอยู่ระหว่างระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย และเจ้าหน้าที่ไซค์งาน ทำการขุดดินปากอุโมงค์ออก เพื่อเข้าไปให้การช่วยเหลืออยู่

ทั้งนี้ล่าสุด ในช่วงเวลา 09.00 น. วันที่ 25 ส.ค.67 ยังไม่สามารถเข้าไปถึงจุดที่คนงานและหัวหน้างานถูกอุโมงค์ถล่มทับ จึงยังไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นอย่างไร โดยผู้สื่อข่าวจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

'อ.พงษ์ภาณุ' แนะ!! เมื่อนายกแพทองธารรับตำแหน่งแล้ว ก็สมควรจะต้องแก้อุปสรรคของการพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน

(25 ส.ค. 67) ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ได้พูดคุยถึงคำกล่าวของ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งได้กล่าวไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า...

"น่าจะตรงและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สุด เพราะที่ผ่านมาหลายท่านคงจะรู้สึกเหมือนว่าประเทศไทยไม่มีธนาคารกลาง หรือหากมี ก็เป็นธนาคารกลางที่ไม่แคร์ความรู้สึกและความเดือดร้อนของประชาชน

"ดังนั้น เมื่อนายกแพทองธารรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว ก็สมควรจะต้องแก้อุปสรรคของการพัฒนาประเทศอย่างเร่งด่วน เพราะหากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ก็ยากที่จะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกลับคืนมา รวมทั้งการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและลูกหนี้รายเล็กรายน้อยที่กำลังกลายเป็น NPL และจะถูกยึดทรัพย์สินในเร็ว ๆ นี้"

อ.พงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า "ไม่มีใครไม่เห็นด้วยว่าธนาคารกลางต้องมีความเป็นอิสระ แต่ความเป็นอิสระดังกล่าวต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งการดำเนินนโยบายการเงิน (Monetary Policy Independence) เท่านั้น 

ทั้งนี้ อ.พงษ์ภาณุ มองว่า ความเป็นอิสระของธนาคารกลางต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ...

ประการแรก ธปท. ต้องมี Focus ที่การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคาเท่านั้น มิใช่ทำงานแบบจับฉ่ายเช่นที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลสถาบันการเงิน การแก้ไขหนี้นอกระบบ การแก้ไขปัญหาโลกร้อน เป็นต้น ซึ่งล้วนนำมาซึ่ง Conflict of Interest กับนโยบายการเงินและความเกรงอกเกรงใจเจ้าของและผู้บริหารสถาบันการเงิน การตัดสินใจลดดอกเบี้ยแต่ละคร้้งก็มัวแต่กลัวว่าแบงก์จะมีกำไรลดลง แทนที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ประการที่สอง การดำเนินนโยบายการเงินต้องมีความรับผิดชอบ (Accountability) และอยู่ในกรอบ Inflation Targeting อย่างเคร่งครัด ซึ่งมีเป้าหมายเงินเฟ้อที่ตกลงกับรัฐบาลไว้อย่างชัดเจน และจะต้องมีการติดตามและประเมินการทำงานของ ธปท. อย่างใกล้ชิด เมื่อมีผลประกอบการผิดเป้าหมาย เช่นที่เกิดขึ้นตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และปีนี้จะเป็นปีที่สามที่นโยบายการเงินพลาดเป้า จะต้องมีผู้รับผิดชอบ เพราะได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ รวมทั้งจะต้องมีการปรับกรอบเงินเฟ้อให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอไว้ด้วย

เงื่อนไขความเป็นอิสระของธนาคารกลางดังกล่าวข้างต้น อาจจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายธนาคารแห่งประเทศ และอาจไม่สามารถทำได้รวดเร็วนัก แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถทำได้ทันที เช่น การปรับกรอบเงินเฟ้อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงตัวบุคคลในองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้มีความเป็นอิสระและเป็นมืออาชีพ แทนที่จะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใต้การควบคุมของผู้ว่าการ ธปท. รวมทั้งการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ ธปท. บางคน ที่ทำตัวเสมือนเจ้าอาณาจักรที่แฝงตัวอยู่ในประเทศไทย

‘จอม เพชรประดับ’ ฟาดใส่ ‘จักรภพ เพ็ญแข’ ชี้!! ไม่เหลือความเป็น ‘นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’

(25 ส.ค. 67) นายจอม เพชรประดับ สื่อมวลชนอิสระ ลี้ภัยหนีคดีความมั่นคงในประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

 ‘จักรภพ เพ็ญแข’ ตัวอย่างของผู้ลี้ภัยการเมือง ที่เคยต่อสู้กับเผด็จการและอำนาจเหนือประชาชน ที่ทำให้การเมืองไทยเป็นระบบมาเฟีย เต็มไปด้วยความอยุติธรรม และไม่เห็นหัวประชาชน..

แต่เมื่อมีโอกาสได้กลับไทย ด้วยการเข้ามามีบทบาททางการเมืองและเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองที่โอบอุ้ม ค้ำยัน ระบบมาเฟียที่เป็นเผด็จการอยู่บนบ่าประชาชน

ซึ่งไม่เพียงจะเป็นการทำลายตัวเอง จนไม่เหลือความเป็นนักต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม และความเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่ยังเป็นการสะท้อนความขี้ขลาด หวาดกลัว ไร้ความกล้าหาญอีกด้วย....

กรณีนี้ คนไทย ส่วนมากน่าจะได้สังวรว่า ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในสังคมไทย มีจำนวนไม่น้อย แต่ในจำนวนไม่น้อยนี้ มีน้อยมากที่จะมีความกล้าหาญ และมั่นคงในหลักการและอุดมการณ์ หรือเคารพตัวเองอย่างแท้จริง

สส.เพชรบูรณ์ นำ ‘ชาวศรีเทพ’ ยื่นหนังสือให้ ‘คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ’ เรียกร้อง!! ให้ทวงคืนวัตถุโบราณ ที่ถูกลักลอบนำออกไป ในช่วงสงครามเวียดนาม

(25 ส.ค. 67)  นายอัคร ทองใจสด สส.เพชรบูรณ์ พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวว่า ตนได้นำคณะผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่อำเภอศรีเทพ เข้าพบคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องทวงคืนวัตถุโบราณแหล่งโบราณคดีศรีเทพ จำนวน 17 ชิ้น ที่มีการลักลอบออกจากพื้นที่เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม โดยผู้นำท้องถิ่น ประชาชน และนักวิชาการในพื้นที่ได้รวบรวมหลักฐานรายการวัตถุโบราณ เอกสารทางวัฒนธรรมศิลปวัฒนธรรมที่อยู่ในอำเภอศรีเทพ ที่ไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ รวมถึงสถานทูตประเทศต่างๆ ที่มีวัตถุโบราณครอบครองในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่

“หากดำเนินการสำเร็จ และสามารถนำกลับมาสู่มาตุภูมิ เราจะนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์อำเภอศรีเทพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานในการจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อเปิดให้ประชาชนได้เข้าชมและเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติไทยที่มีอายุกว่า 1800 ปี ที่สำคัญจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศให้มายัง จ.เพชรบูรณ์ เพิ่มขึ้น เป็นการสร้างชื่อเสียงแหล่งเรียนรู้ชนชาติไทย และเพิ่มรายได้ประชาชนจากการท่องเที่ยว“ นายอัคร กล่าวทิ้งท้าย

‘จิราพร’ ตั้งศูนย์ JIC ระดมข้อมูลน้ำท่วม ย้ำ!! เร่งช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤต

(25 ส.ค. 67) นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนมีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะการติดตามและรับข้อมูลข่าวสารของพี่น้องประชาชน จึงได้สั่งการให้กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแล ทำหน้าที่เป็นหน่วยเชื่อมประสานระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน โดยยึดแนวทางการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต (แผนพระอินทร์) ของกรมประชาสัมพันธ์

นางสาวจิราพร กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วม (Joint Information Center : JIC) ซึ่งจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัย โดยมีสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และบูรณาการการทำงาน ระดมผู้ปฏิบัติงานสื่อของกรมประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งรายงานข่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

นางสาวจิราพร กล่าวว่า นอกจากนี้ กรมประชาสัมพันธ์ยังได้ปรับรูปแบบการนำเสนอรายการข่าวและรายการต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อรองรับการสื่อสารสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งสามารถติดตามได้จากช่องทางต่างๆ ดังนี้ 1. สถานีโทรทัศน์ : NBT2HD ซึ่งเปิดช่วงพิเศษ “สถานการณ์-ช่วยเหลือน้ำท่วม” ในรายการ Better Future เวลา 10.00 – 11.00 น. ทุกวัน และรายการ NBT มีคำตอบ เวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ สรุปสถานการณ์น้ำ ในรายการข่าวภาคค่ำ เวลา 17.30 น. ของทุกวัน

นางสาวจิราพร กล่าวว่า 2. วิทยุ : FM 92.5 MHz 3. ช่องทาง Online : สามารถติดตามทาง X และ Facebook: NBT CONNEXT NBT2HD กรมประชาสัมพันธ์ เพจสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด Live : กรมประชาสัมพันธ์ Website : www.prd.go.th และ http://prdee.prd.go.th

“กรมประชาสัมพันธ์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร สถานการณ์อุทกภัย เพื่อสื่อสารกับประชาชนในช่องทางต่างๆ นำไปสู่การดูแลช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย สามารถประสานมายังช่องทางต่าง ๆ ที่กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการ หรือโทรสายด่วน 1111 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล สายด่วน 1784 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สายด่วน 1567 ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย สายด่วน 1586 ทางหลวง และทุกช่องทางของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทางรัฐบาลเตรียมพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่“ นางสาวจิราพร กล่าวทิ้งท้าย

‘เทพไท’ อ้าง!! ถาม ‘คนสงขลา’ แล้ว ไม่เห็นด้วย ประชาธิปัตย์ ร่วมรัฐบาล ชี้!! เป็นการละทิ้ง ‘อุดมการณ์-จุดยืน’ ทำให้พรรคตกต่ำลง

(25 ส.ค. 67) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘เทพไท – คุยการเมือง’ ระบุว่า ‘ถามคนสงขลาแล้ว ไม่เห็นด้วย ปชป.ร่วมรัฐบาล’

เมื่อวาน (24 ส.ค.67) ผมได้เดินทางไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลศพของคุณแม่ใจ สามารถ มารดาของคุณสาโรจน์ สามารถ ว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ. พัทลุง ที่วัดหาดใหญ่ใน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้พบปะกับพี่น้องประชาชนในหลากหลายอาชีพ จากสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่สนามบินหาดใหญ่  ตลาดหาดใหญ่ จากหลายอำเภอในจังหวัดพัทลุง และบางส่วนมาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช 

ผมได้ถือโอกาสสอบถามความคิดเห็น เรื่องการที่พรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ที่มีคุณอุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่มีแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาบอกว่า ให้สอบถามความเห็นของคนสงขลาว่า เห็นด้วยกับการเข้าร่วมรัฐบาลกับระบอบทักษิณหรือไม่ 

ผมได้สอบถามความเห็นจากพี่น้องประชาชนหลายกลุ่ม หลายอาชีพ รวมถึงความเห็นของพระสงฆ์จากวัดต่างๆ ผลปรากฏว่าจากการที่ได้สอบถามและพูดคุยกัน ทุกคนไม่เห็นด้วยและคัดค้านการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้น เพราะเป็นการละทิ้งอุดมการณ์และจุดยืนของพรรค ที่เคยต่อสู้กับระบอบทักษิณมายาวนาน ซึ่งพี่น้องประชาชนคนภาคใต้ส่วนใหญ่ ได้เข้าร่วมเดินขบวนขับไล่ระบอบทักษิณมาก่อนทั้งนั้น 

การเข้าร่วมรัฐบาลกับระบอบทักษิณ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติยศ และอุดมการณ์ของพรรค ในการต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบมายาวนาน มีประชาชนหลายคนตำหนิคณะกรรมการบริหารพรรค และสส. รุ่นใหม่ที่ไม่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรค เห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า และประโยชน์ส่วนตัว จึงพร้อมใจกันสนับสนุนการเข้าร่วมรัฐบาลกับระบอบทักษิณ  โดยไม่ฟังเสียงของสมาชิกพรรค และประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำไปมากกว่านี้อีก

พี่น้องประชาชนหลายคนแสดงความเห็นใจ และสงสารนายชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลของพรรค ที่ต้องออกมาแสดงท่าทีและจุดยืนส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ได้ฝากให้กำลังใจท่านชวนมากับผมด้วย มีประชาชนหลายคนเตรียมทำใจ และเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสถาบันทางการเมือง มีระบบพรรคที่เข้มแข็ง มีผู้อาวุโสไม่กี่คน ลงมติโหวตกันก็ไม่ชนะ เพราะมีคณะกรรมการบริหารพรรคและสส.รุ่นใหม่จำนวนมากกว่า เหมือน ‘น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ’

พี่น้องประชาชนชาวสงขลาในหลากหลายพื้นที่ ได้ฝากให้นำความเห็นไปบอกกล่าวกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ว่า ได้มาสอบถามความเห็นจากชาวสงขลาแล้ว เขาไม่เห็นด้วยกับพรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าร่วมรัฐบาลกับระบอบทักษิณเลย

‘ดุสิตโพล’ เผยประชาชนคาดหวัง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ชี้!! ต้องทำงานร่วมกัน ซื่อสัตย์ โปร่งใส ให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น

(25 ส.ค. 67) สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ‘ความคาดหวังของประชาชน ต่อ ครม.ชุดใหม่’ ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคม 2567 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,164 คน สำรวจผ่านทางออนไลน์และภาคสนาม พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้ ครม. ชุดใหม่ควรต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ร้อยละ 74.43 และคาดหวังว่าจะทำงานดีขึ้น กระทรวงต่าง ๆ ร่วมมือกันทำงานได้ดีขึ้น ร้อยละ 70.30 โดยมองว่า “ความซื่อสัตย์และจริยธรรม” ทางการเมืองเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือก ครม.ชุดใหม่ ร้อยละ 84.19 การปรับ ครม. ครั้งนี้คาดหวังว่าน่าจะส่งผลให้การทำงานของรัฐบาลดีขึ้น ร้อยละ 46.39 สุดท้ายการปรับ ครม. จะส่งผลต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างไรนั้น ยังคาดการณ์อะไรไม่ได้ ร้อยละ 30.50

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลไม่ว่าจะกี่ครั้งของรัฐบาลนี้ ประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยมีความหวังว่าครม.ชุดใหม่จะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซื่อสัตย์ โปร่งใส เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล แม้ประชาชนจะมีความหวังแต่ก็ยังคงมีความกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมืองจะไปในทิศทางใด เนื่องจากยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เบญจพร พึงไชย ผู้ช่วยคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่าการเมืองไทยไม่มีอะไรแน่นอน สามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา สิ่งที่ประชาชนต้องการและคาดหวังอย่างยิ่ง คือ ความเชื่อมั่นว่าคนที่เข้ามาบริหารประเทศจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยมาอย่างยาวนาน สอดคล้องกับผลสำรวจที่สะท้อนว่า ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาเรื้อรัง ถึงร้อยละ 74.43 และสิ่งที่ตามมาจากปัญหาเศรษฐกิจ คือ ปัญหาปากท้องที่ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่รายรับกับสวนทาง สำหรับประเด็นการปรับครม.ชุดใหม่นี้ ประชาชนหวังว่าจะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลดีขึ้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าการคัดเลือกรัฐมนตรีที่จะเข้ามาสานต่อนโยบายการทำงานของรัฐบาลมีผลต่อความมั่นใจของประชาชน ทั้งนี้ ความซื่อสัตย์และจริยธรรมทางการเมืองเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญ เพราะการเมืองไทยช่วงสิบปีที่ผ่านมาล้วนประสบกับปัญหานี้มาโดยตลอด ซึ่งส่งผลต่อความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลหรือแม้กระทั่งฝ่ายค้านเอง อย่างไรก็ดี โฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ย่อมเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่าการเมืองไทยจะหลุดพ้นจากวังวนของปัญหาจริยธรรมนักการเมืองได้หรือไม่ คงต้องติดตามกัน ห้ามกระพริบตาเลยทีเดียว

“พล.ต.ท.ประจวบฯ” ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญตำรวจในพื้นที่ประสบอุทกภัย จ.น่าน กำชับดูแลพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

เมื่อวานนี้ (24 สิงหาคม 2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยม พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญและเงินช่วยเหลือให้กับข้าราชการตำรวจในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ณ ลานอเนกประสงค์ ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน (ภ.จว.น่าน) โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผบก.ภ.จว.น่าน , พ.ต.อ.ภูวนาท ดวงดี รอง ผบก.ภ.จว.น่าน ให้การต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.น่าน , สภ.เมืองน่าน และ ร้อย ตชด.324 จำนวน 60 นาย รับการตรวจเยี่ยมและรับมอบสิ่งของบำรุงขวัญ

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า ตามนโยบาย ผบ.ตร.ที่ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ตำรวจทุกหน่วยช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทุกภัย ทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นดูแลเอาใจใส่บำรุงขวัญ และช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว วันนี้จึงได้มาตรวจเยี่ยมพร้อมมอบเงินและสิ่งของบำรุงขวัญให้กับข้าราชการตำรวจหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมให้ทุกหน่วยเร่งสำรวจความเสียหายของสถานที่เพื่อของบประมาณดำเนินการซ่อมแซมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และได้กำชับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน การจัดระบบการจราจรในพื้นที่ที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ และยานพาหนะ เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย โดยขอให้ดูแลพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดสายด่วนให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งหมายเลขสายด่วน 191 , 1599 , สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 และสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top