Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2567 ต่อเนื่องเป็นแห่งที่ 3 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2567 เวลา 13.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ และนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดพิธีแจกข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2567 ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จำนวน 2,800 ชุด สิ่งของที่แจกประกอบด้วย  ข้าวสาร  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  ปลากระป๋อง  น้ำปลา น้ำมันพืช  และขนม บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ  พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 100 บาท  โดยมี นายนพรัตน์ ศรีพรหม นายอำเภอศรีราชา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย  แพทย์จีนสมชาย จิรพินิจวงศ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว   คณะพุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา คณะเครือสหพัฒน์  บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด  บริษัท เบสท์แฟคตอรี่ เอาท์เล็ท จำกัด สนามกอล์ฟบีเอสซี ร่วมในพิธี ณ บริเวณคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี

และในวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2567 มูลนิธิฯ กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคครั้งยิ่งใหญ่ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ เป็นลำดับต่อไป  รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2567 แก่ประชาชนทั้งสิ้น 4 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 13.3 ล้านบาท 
ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธา ยังคงสามารถร่วมทำบุญข้าวสารกับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2567 ได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 สิงหาคม 2567 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ หรือ ทำบุญทิ้งกระจาดออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh  ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ประเพณีทิ้งกระจาด  เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาทุกปีเป็นเวลาช้านานไม่ต่ำกว่า 80 ปี และคาดว่าจะเป็นมูลนิธิแห่งแรก ที่จัดงานทิ้งกระจาดอย่างเป็นทางการและเป็นกิจจะลักษณะ เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้วทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ในช่วงประเพณี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีผู้มีจิตศรัทธา และผู้ใจบุญจะนำเครื่องเซ่นไหว้ อาทิ ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบไหว้หลวงปู่ เพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์ ซึ่งมูลนิธิฯ จะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ รวม 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร นครราชสีมา ชลบุรี และ กรุงเทพฯ พร้อมนำมอบองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้พัฒนาการแจกจ่ายสิ่งของเครื่องใช้ ให้เข้ากับการใช้งานในแต่ละยุคแต่ละสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุในการบรรจุสิ่งของที่มูลนิธิฯ ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นถุงผ้าเพื่อลดการใช้พลาสติก และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่  อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้  มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

อินเตอร์ลิ้งค์ฯ รวมพลังเป็นหนึ่ง “ปลูกต้นไม้ล้ำค่า คืนพื้นที่ป่าให้ชุมชน” สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้สังคมเมือง เพื่อถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2567

เพิ่มพื้นที่สีเขียว กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐ ขับเคลื่อนฟื้นฟูพื้นที่น่าอยู่ให้ชุมชนเมือง ร่วมกับการดูแลสังคม และใส่ใจสิ่งแวดล้อม ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครบรอบ 92 พรรษา ที่บริษัทฯ มีความตั้งใจ และพร้อมที่จะเป็นอีกหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนคืนผืนป่า และต้นไม้ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากร รักษาระบบนิเวศ และพัฒนาชุมชน ให้ก้าวสู่สังคมเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน

วันนี้ (24 ส.ค. 67) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มูลนิธิอินเตอร์ลิ้งค์ให้ใจ จัดทำโครงการ “อินเตอร์ลิ้งค์ ปลูกต้นไม้ล้ำค่า คืนพื้นที่ป่าให้ชุมชน” ณ สวนป่าพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ โดยได้รับความร่วมมือจากทางการพิเศษแห่งประเทศไทย และสำนักงานเขตห้วยขวาง เป็นอย่างดีที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการทำกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครบรอบ 92 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2567 อีกด้วย 

 พร้อมกันนี้ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้เห็นถึงความสำคัญในทุก ๆ มิติ อย่างครอบคลุมทุกรอบด้าน โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ไม่เคยมองข้าม พร้อมทั้ง มีความตั้งใจที่จะคว้าโอกาสในการตอบแทนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล เพื่อให้กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะพัฒนาพื้นที่เล็ก ๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยผืนป่าไม้อันเขียวขจี ตลอดจนมุ่งพัฒนาธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเป็นองค์กรที่ดีสำหรับสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ให้เติบโตเคียงข้างไปด้วยกัน อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน สอดรับกับนโยบายของบริษัทฯ ที่เติบโตก้าวหน้ากว่า 38 ปี

งานนี้ คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการฯ และ ดร.ชลิดา อนันตรัมพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ลงพื้นที่ปลูกต้นไม้ พร้อมคณะผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ได้รวมพลังเป็นส่วนหนึ่งแห่งการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจ ให้ความสำคัญ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรอีกด้วย ปลูกต้นไม้กว่า 92 ต้น แบ่งออกเป็น “ต้นทองอุไร และต้นเหลืองปรีดียาธร” โดยที่บริษัทฯ ตั้งใจปลูกฝังให้พนักงานทุกท่านมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งโครงการนี้ ทุกท่านได้รวมพลังลงมือร่วมกันปลูกต้นไม้ เพื่อสร้างเสริมเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับคนในชุมชนเมือง สู่การมีสวนสาธารณะ สำหรับพักผ่อน ออกกำลังกาย และยังช่วยลดฝุ่นละออง ลดมลพิษทางอากาศ เพื่อส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนที่มาใช้บริการในสวนสาธารณะเขตพื้นที่ห้วยขวางแห่งนี้

นับว่า กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ มีความตั่งมั่นอันแน่วแน่ จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้กับคนในสังคมเมืองกรุง เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งส่งเสริมให้พนักงานได้สานต่อแนวคิด ESG อย่างครบทุกมิติ ควบคู่ไปกับเป็นการปลูกฝังถึงความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อการทำงานร่วมกันได้อย่างมีความสุข และมีประสิทธิภาพ สานสัมพันธ์ภายในองค์กรให้เหนียวแน่นแบบไร้รอยต่อ ตลอดจน บริษัทฯ ยังคงตระหนักถึงการมีเจตนารมณ์ และมุ่งมั่นที่จะนำพาความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม มาพัฒนาให้ก้าวหน้า พร้อมเติบโตควบคู่ไปกับสังคมเมือง โดยวางเป้าหมายไว้ชัดเจนแล้วว่า ในอนาคตจะผลักดันให้ในทุก ๆ เขตพื้นที่ของชุมชนเมืองนั้น เป็นพื้นที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นสวนสาธารณะที่มีความร่มรื่น และมีทัศนียภาพอันสวยงาม ด้วยการรักษา อนุรักษ์ และรณรงค์ ร่วมมือกันปลูกต้นไม้ เพื่อคืนพื้นที่ป่าให้ชุมชน สร้างโลกนี้ให้น่าอยู่อย่างยั่งยืนไปด้วยกัน 

 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกหน่วยตั้งศูนย์ปฏิบัติการ บูรณาการกับทุกภาคส่วนเพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เข้มงวดการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อไม่ให้คนร้ายฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมเปิดสายด่วนตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวานนี้ (24 สิงหาคม 2567) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการด่วนที่สุด ให้ตำรวจทุกหน่วยช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทุกภัย ทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2558 มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และจัดระบบจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ต่างๆ นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีมาตรการให้ทุกหน่วยช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดน่าน แพร่ เชียงราย และพะเยา รวมทั้งพื้นที่ที่ยังคงมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น และให้ทุกหน่วยในพื้นที่นำกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ (รถยนต์/เรือ) อุปกรณ์อื่นๆ ออกช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่โดยด่วน และให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นดูแลเอาใจใส่บำรุงขวัญ และช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้เพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย อำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพิ่มกำลังสายตรวจทั้งทางบกและทางน้ำ วางมาตรการในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพื่อป้องกันมิให้ถูกคนร้ายฉวยโอกาสซ้ำเติมผู้ประสบภัย พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (ศปก.) เพื่อบูรณาการกับทุกภาคส่วน รวมทั้งจิตอาสาในพื้นที่รับผิดชอบ ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด และจัดชุดช่วยเหลือประชาชนพร้อมออกปฏิบัติการในพื้นที่ประสบภัยอย่างทันที

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดสายด่วนให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งหมายเลขสายด่วน 191 , 1599 , สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 , สายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม 2567 : ทำบุญตอนนี้ ได้บุญตอนไหน?

จากช่องติ๊กต็อก @dhamma_tv ได้เผยแพร่คำสอนเรื่อง ‘ทำบุญตอนนี้ ได้บุญตอนไหน?’ จากรายการ ‘ธรรมะทำไม’ โดย ‘พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท)’ รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา เจ้าอาวาสวัดด่านใน

คำถาม: ทำบุญชาตินี้ ทำไมต้องหวังผลชาติหน้า?

พระครูศรีปริยัติวิสุทธิ์ (หลวงพ่อโกวิท): ต้องเคลียร์และทำความเข้าใจก่อน ในเรื่องของการทำบุญ ทำบาป ทำเดี๋ยวนั้น มันได้เดี๋ยวนั้นเลยนะ ยกตัวอย่างเช่น หากเราตีหัวคน เป็นการทำบาป ตีเดี๋ยวนั้น ก็เกิดเรื่องเดี๋ยวนั้น หรือเรายิ้มให้เพื่อนเดี๋ยวนั้น เขาก็ยิ้มตอบ ก็เป็นบุญเดี๋ยวนั้น หรือเรากราบพระ เราไหว้พระ เรารักษาศีล ทำแล้วมันได้เลย มันไม่ได้รอเลย แต่ว่าผลที่มันจะเกิดขึ้น บางครั้งเกิดมากเดี๋ยวนั้น บางครั้งก็ต้องรอเวลาที่มันจะเกิด คือมันอยู่ที่ปริมาณ 

สมมติถ้าตีหัวคนธรรมดา ๆ ก็เป็นเรื่อง หากตีหัวพระสงฆ์ เรื่องก็จะใหญ่ขึ้น และหากไปตีหัวผู้มีอำนาจใหญ่โต เรื่องก็ยิ่งใหญ่โตขึ้นตามไปด้วย จะเห็นได้ว่า เป็นการตีเหมือนกัน แต่วัตถุที่เป็นเหตุให้เกิดขึ้นจะมีพลังต่างกัน

ส่วนเรื่องทำบุญ เช่น การใส่บาตร ใส่ส้ม 1 ผล ใส่แกง 1 ถุง ใส่ข้าวสุก 1 ถุง ใส่น้อย ๆ แต่ใส่ทุกวัน บุญก็สะสมทุกวัน หรืออย่างเช่นการเรียนหนังสือ เข้าชั้นอนุบาล ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย ถามว่าตอนเรียนในมหาวิทยาลัย ความรู้สมัยอนุบาลติดตัวมาด้วยหรือไม่? แน่นอนว่าติดตัวมาด้วย เพราะเราอ่านออก เขียนหนังสือได้ นี่แหละเปรียบเสมือนการสะสมบุญ สะสมเรื่อย ๆ ต่อเนื่อง

ตราบใดที่เรายังทำบุญอยู่ ทำบุญสม่ำเสมอ เติมบุญอีกเรื่อย ๆ ทั้งบุญเก่า บุญใหม่ก็ส่งผลให้เกิดความสุข เกิดความสำเร็จ 

มีพระบาลีกำกับว่า ‘ยัง ยัง เทวาภิปัตเถนติ สัพพะเมเตนะ ลัพภะติ’ แปลว่า ‘บุคคลมนุษย์และเทวดา ปรารถนาผลเลิศ ผลประเสริฐอันใด ผลเลิศ ผลประเสริฐอันนั้น จะสำเร็จได้ด้วยบุญดังนี้’

ดังนั้นเมื่ออยากจะให้เกิดความสุข เกิดความสำเร็จ ก็พึงทำบุญ ไม่ต้องรอว่าจะไปรับผลชาติหน้า แต่จะได้รับผลชาตินี้

'โด่ง-อรรถชัย' ลั่น!! เห็นข่าวนํ้าท่วมตอนนี้ คิดถึงได้แค่เรื่องเดียว ข่าว 'วิสุทธิ์ ไชยณรุณ' ร่ำไห้!! ถูกบางพรรคตัดงบฯ ฝายแกนซีเมนต์

(24 ส.ค. 67) ‘โด่ง อรรถชัย’ โพสต์คลิป โดยมีเนื้อหา ดังนี้ …

เมื่อประมาณต้นปีตอนที่เราผ่านงบประมาณ 2567 กัน มีภาพนี้เกิดขึ้นในสภาคือ ภาพของ ‘นายวิโรจน์’ ที่เต้นแร้งเต้นกา เยาะเย้ยฝ่ายรัฐบาล

เพราะว่าเค้าล้มงบประมาณโครงการหนึ่งไปได้ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลเสนอและเป็นโครงการที่พรรคเพื่อไทยยืนยันอย่างยิ่งนะครับว่า เป็นโครงการที่สําคัญนั่นก็คือเขื่อน โครงการเขื่อนซีเมนต์

เขื่อน แกนดิน ซีเมนต์ ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดเล็กนะซึ่งสามารถอนุมัติงบประมาณทําให้อบจ. อบต. หน่วยงานการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนําไปสร้างกันได้ง่ายง่ายกันได้เร็ว ใช้งบประมาณไม่เยอะ แต่มันจะเกิดฝ่ายทดน้ำ จํานวนมากเมื่อเกิดน้ำาท่วมขึ้นมาเนี่ยฝายเหล่านี้เนี่ยก็จะไปช่วยชะลอ กําลังน้ำ ที่ไหลมาตามแม่น้ำ ทําให้น้ำไม่สามารถจะไหลบ่าเข้าท่วมในพื้นที่ต่างต่างได้อย่างรวดเร็ว

เพราะรักเวลาน้ำท่วมแบบนี้ ผมเห็นสภาพทางภาคเหนือ แล้วผมนึกถึงภาพนี้ทุกที นึกถึงบรรยากาศวันนั้นที่พวกเขาหัวเราะเยาะพรรคเพื่อไทยเขาดีใจที่ล้ม

ตัดงบประมาณเขื่อนแกนดินซีเมนต์ตัวนี้ไปได้ซึ่งรายการรู้ทันเอารายละเอียดของเรื่องนี้มาว่ากันแล้วพูดไปแล้วโครงการนี้เป็นโครงการที่ผมบอกว่าดีมากๆนะครับ

ดีมากๆ วันนั้นท่านวิสุทธิ์ไชยณรุณเนี่ยถึงกับหลั่งน้ำตาเลยนะ ครับคุณคิดว่าคุณทําลายเพื่อไทยหรอคุณคิดว่าคุณสกัดงบเพื่อไทยเสนอไปได้โดยไปบอกว่าในระดับเพื่อไทยก็จะเอาไปแล้วไปแบ่งเงินกินกับผู้รับเหมา

ระดับทั้งๆที่เรื่องเหล่านี้มันไม่มีมูลเลยแม้แต่นิดเดียวกล่าวหานะครับแล้วก็ล้มโครงการนี้ลง

วันนั้น คุณวิสุทธิ์ ร้องไห้เลยนะจําได้ไหมแล้วก็ที่เขาร้องไห้เขาเจ็บปวดแทนชาวบ้านเขารู้

แล้วเดี๋ยวหน้าฝนกําลังจะมานะครับ น้ำท่วมกําลังจะมา

ภัยพิบัติกําลังใจแล้วไม่ใช่แค่นี้นะนะครับเดี๋ยวจะมีอีกพายุจะมาอีกหลายลูกแล้วเวลาน้ำท่วมทีไร ท่านให้คิดเถอะว่าพรรคไหนนะครับเป็นพรรคที่สกัด

วันนี้ก็ผมเห็นอยู่ตามหน้าจอนะครับ มาเรียกร้องให้แก้ไข 
ให้รัฐบาลไปช่วยกันแก้ไขหาเรื่อง รัฐบาลทั้งๆที่เขาอยู่ในลักษณะรักษาการนะครับแต่ว่าอํานาจในการดูแลตรงนี้มีข้าราชการ

แต่ว่าประเด็นก็คือว่า เขาทํางานอยู่

ไม่ได้นิ่งนอนใจครับแต่เชื่อไหมครับว่าการแก้ไขเนี่ย  ยังไงก็ตามมันไม่ดีเท่าการป้องกันหรอก

วันที่เขาจะป้องกันสร้างเขื่อนแกนดินซีเมนต์เนี่ย

ของบประมาณพวกคุณขัดขวางพวกคุณตัดงบนี้ทิ้ง

ลไม่ให้มีแนวป้องกันให้กับประชาชน

วันนี้พอน้ำท่วมคุณก็หันมาด่ารัฐบาล ว่าทําไมไม่เร่งรีบแก้ไข พรรคนี้ครับ ‘ผมบอกว่า ผมจะไม่สนับสนุนตลอดกาล’

‘รัชกาลที่ 9’ ทรงเรียกประชุม เพื่อทรงสอบถามถึง ‘สถานการณ์น้ำ’ รับสั่งย้ำ!! ‘ไม่มีวันหยุดหรอก เขาทุกข์เดี๋ยวนี้ ต้องไปเดี๋ยวนี้เลย’

(24 ส.ค. 67) หลายปีก่อนกรุงเทพฯ กำลังจะเกิดน้ำท่วมใหญ่จากน้ำที่ไหลบ่ามาจากทางภาคเหนือ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงทรงเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อทรงสอบถามถึงสถานการณ์น้ำ หน่วยราชการได้กราบบังคมทูลว่าพรุ่งนี้จะไปดำเนินงาน
พระองค์จึงตรัสถามว่า...

"...น้ำหยุดแล้วหรือ ไปเดี๋ยวนี้แหละ คืนนี้เลย น้ำไม่ใช่ว่าเริ่มไหลเวลาแปดโมงครึ่ง แล้วก็สี่โมงครึ่งหยุดพักตามริมตลิ่ง..."
แม้ในวันนั้น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล จะไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ทว่าก็เคยได้รับการสั่งสอนในแบบเดียวกัน

"...เคยรับสั่งให้ผมเข้าเฝ้าฯ ในวันศุกร์ มีรับสั่งว่า ที่ตรงนี้ที่ตรงนั้นเขาอดอยากอยู่ ผมกราบทูลว่า เดี๋ยววันจันทร์ข้าพระพุทธเจ้าจะรีบไปพระพุทธเจ้าข้า พระองค์รับสั่งทันทีว่า...

"...ความทุกข์ ความทรมานไม่มีวันหยุดหรอก เขาทุกข์เดี๋ยวนี้ ต้องไปเดี๋ยวนี้เลย..."

'เพชรมงคล' คนรุ่นใหม่ ปชป. ชี้!! พรรคเข้าร่วมรัฐบาลหวังทำงานเพื่อปชช. ยืนยัน!! ไม่ว่ามติพรรคจะออกมาอย่างไร สมาชิกพรรคควรเคารพ

(24 ส.ค. 67) นายเพชรมงคล วัสสุวรรณ เลขานุการ สส.สมบัติ ยะสินธุ์ และตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ นั้น ส่วนตัว ผมเคารพในมติพรรค สำหรับผมแล้ว การเคารพมติพรรคเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันภายใต้พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย  

พรรคประชาธิปัตย์ เรายึดมั่นในหลักการนี้ การเคารพมติพรรค เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะเป็นหัวใจสำคัญที่แสดงถึงการทำงานร่วมกันอย่างมีระบบและความเป็นหนึ่งเดียวกันในองค์กร การที่สมาชิกพรรคทุกคนเคารพมติพรรค หมายถึงการยอมรับผลการตัดสินใจที่เกิดจากการปรึกษาหารือร่วมกัน ซึ่งเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง

เพราะประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการมีอิสระที่จะทำตามใจตัวเอง แต่หมายถึงการทำงานร่วมกันภายใต้กฎเกณฑ์และมติเสียงส่วนใหญ่ การเคารพในเสียงส่วนใหญ่และการปฏิบัติตามมติพรรคเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองทำงานภายใต้อุดมการณ์ 10 ข้อที่เป็นหลักการที่สำคัญในการทำงานทางการเมืองของพรรค ดังนั้นหากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ก็มิได้ขัดอุดมการณ์ของพรรคแต่อย่างไร การเข้าร่วมรัฐบาลก็คือส่วนหนึ่งในการดำเนินการเมืองโดยวิถีอันบริสุทธิ์ เพื่อทำงานให้พี่น้องประชาชน

สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจหรือไม่สามารถเคารพมติพรรคได้ ต้องลดทิฐิ และควรพิจารณาตัวเองว่ามีความเหมาะสมที่จะเรียกตนเองว่าเป็นนักประชาธิปไตยหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเคารพในกระบวนการและการตัดสินใจที่เกิดขึ้นร่วมกันในพรรค คือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นและความสามัคคีในองค์กร ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญในการรื้อฟื้นความน่าเชื่อถือของพรรคในอนาคตได้ 

'นายกฯ' ลงพื้นที่ จ.น่าน 'ทอดไข่เจียว-ผัดข้าว' แจกจ่ายประชาชน พร้อม 'ติดตามสถานการณ์-ให้กำลังใจ' ผู้เผชิญน้ำท่วม

(24 ส.ค. 67) ที่ ท่าอากาศยาน จ.น่าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.แพร่ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและให้กำลังใจประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม

โดยมี นายทรงยศ รามสูต นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ พรรคเพื่อไทย รอให้การต้อนรับ โดยทันทีที่มาถึง จ.น่าน น.ส.แพทองธาร เดินทางไปยังสถานีดับเพลิงเทศบาลเมืองน่าน ที่ใช้เป็นที่สำหรับประกอบอาหารเป็นโรงครัวแจกจ่ายประชาชนโดย น.ส.แพทองธาร ได้เดินทักทายให้กำลังใจอาสาสมัครและสภากาชาด

ที่มาช่วยกันปรุงอาหารให้กับประชาชน พร้อมกันนี้น.ส.แพทองธาร ได้ช่วยปรุงอาหาร ทอดไข่เจียวและบรรจุอาหารใส่ถุง เพื่อนำไปมอบให้กับผู้ประสบภัยในจุดที่น้ำยังท่วมสูง  

'อรรถวิชช์' เผย 'เอกนัฏ' ให้ปากคำปมคดี 112 ของ 'ทักษิณ' เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ตรงไปตรงมา ไม่เกี่ยวเรื่องตำแหน่ง

(24 ส.ค. 67 ) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ฝ่ายกฎหมายพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นผู้ให้ปากคำในคดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร และประเด็นคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีนั้น 

ประเด็นการให้ปากคำนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหมายเรียกนายเอกนัฏ ไปให้ปากคำ จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องไปให้ปากคำแก่พนักงานสอบสวนตามข้อเท็จจริง มิใช่เสนอตัวไปให้การเอง อีกทั้งการให้ปากคำดังกล่าวยังอยู่ในช่วงต้นปี ไม่ใช่ในช่วงเวลานี้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับการต่อรองตำแหน่งใด ๆ ปัจจุบันอัยการสั่งฟ้องคดีไปแล้ว อยู่ในชั้นศาลที่จะตัดสินตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป 

สำหรับประเด็นคุณสมบัติรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าดูตามตัวอักษรในกฎหมาย วิ.อาญามาตรา 15 ประกอบ วิ.แพ่ง มาตรา 145 วรรค 1 ได้วางหลักว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี

ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมายกฟ้องนายเอกนัฏแล้ว เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายเบื้องต้นหมายความว่า หากยังไม่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาเห็นเป็นอย่างอื่นออกมา นายเอกนัฏเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่เคยต้องคำพิพากษาจำคุกมาก่อน 

ดังนั้นประเด็นเรื่องคุณสมบัติของนายเอกนัฏจึงไม่มีปัญหาอย่างใด  นอกจากนี้ยังมีกระบวนการตรวจสอบของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจำนวนมากอีก คาดว่าจะชัดเจนเร็วๆ นี้

“ข้อกฎหมายชัดเจนว่าคุณเอกนัฏเป็นรัฐมนตรีได้ ใจผมอยากให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าบริหารบ้านเมืองบ้าง” นายอรรถวิชช์ กล่าว

‘รมว.พิพัฒน์’ เอาจริง!! ตรวจเข้มแรงงานข้ามชาติ ‘ผิดกฎหมาย’ ปฏิบัติการ!! ‘เจอ-จับ-ปรับ-ผลักดัน’ 78 วัน ดำเนินคดีแล้วกว่า 1.4 พันคน

(24 ส.ค. 67) นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ‘เจอ จับ ปรับ ผลักดัน’  ตรวจสอบ จับกุม และดำเนินคดีนายจ้าง/สถานประกอบการ และแรงงานต่างชาติ ที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย ควบคู่กับประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้นายจ้าง/สถานประกอบการ และแรงงานต่างชาติ มีความรู้ความเข้าใจสามารถปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคนต่างด้าว และมติครม.ในคราวต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง เป็นระยะเวลา 120 วัน โดยส่งชุดปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ของกรมการจัดหางาน ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กำลังพลจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของแรงงานข้ามชาติอย่างเข้มงวด มีผลการดำเนินการระหว่างวันที่ 5 – 22 สิงหาคม 2567 รวม 78 วัน ตรวจสอบสถานประกอบการที่จ้างแรงงานข้ามชาติทั่วประเทศแล้ว 15,718 แห่ง ดำเนินคดี 539 แห่ง และตรวจสอบคนต่างชาติ จำนวน 208,035 คน แยกเป็นสัญชาติเมียนมา 155,669 คน กัมพูชา 32,810 คน ลาว 12,920 คน เวียดนาม 141 คน และสัญชาติอื่น ๆ 6,495 คน มีการดำเนินคดีทั้งสิ้น 1,438 คน แยกเป็นสัญชาติเมียนมา 914 คน กัมพูชา 208 คน ลาว 188 คน เวียดนาม 26 คน และสัญชาติอื่น ๆ 102 คน

นายสมชาย กล่าวต่อว่า กรมการจัดหางาน จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อให้แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสม สำหรับคนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ทำได้ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศต้นทาง รวมทั้งไม่สามารถขอรับใบอนุญาตทำงานได้จนกว่าจะพ้นโทษมาแล้วเป็นระยะเวลา 2 ปี และนายจ้าง/สถานประกอบการที่รับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หากกระทำผิดซ้ำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี 

ทั้งนี้ หากพบเห็นการจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย หรือพบเห็นคนต่างชาติทำงานนอกเหนือสิทธิที่ทำได้ขอความร่วมมือทุกท่านแจ้งเบาะแสมาที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน อาคารกระทรวงแรงงาน ชั้น 4 โทร. 0 2354 1729 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร 1694


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top