Wednesday, 22 July 2026
Hard News Team

“ไทย-จีน” ร่วมใจ หารือด้านดิจิทัล เสริมแกร่ง “เศรษฐกิจ-สังคม” เห็นพ้องนำ AI ปราบอาชญากรรมออนไลน์ เตรียมพิจารณาจัดตั้งคณะทำงาน ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์ 2 ประเทศ

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย. 68) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับนายหวัง เหวยผิง (H.E. Mr. Wang Weiping) รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง พร้อมคณะผู้แทนจากรัฐบาลเขตกว่างซีจ้วง ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยมีนางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือ

นายไชยชนก เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างไทยและรัฐบาลเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

โดยประเด็นหลักที่ถือเป็นความท้าทายและโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน ได้แก่
1.การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ 
2.การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 
3.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน การนำเทคโนโลยี AI มาป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam) 
4.การส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย

ขณะเดียวกันในการหารือทั้งสองฝ่ายยังได้มีข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การนำเทคโนโลยี AI มายกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชน ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านดิจิทัล ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีศักยภาพและความพร้อมสูง จึงเป็นโอกาสอันดีในการขยายความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

“ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เตรียมพิจารณาการจัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน  เพื่อยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอื่น ๆ โดยหวังให้มีการผลักดันความร่วมมือนี้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะคำนึงถึงความมั่นคงทางไซเบอร์และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายไชยชนก กล่าว

คอนเทนต์ใช้ไฟให้เป็นแสง ขับเคลื่อนการค้นหาการพูดถึง บทเรียนจาก 'บอสณวัฒน์' ในเวที Miss Universe 2025

ดราม่าไม่ใช่อุบัติเหตุของคอนเทนต์อีกต่อไป แต่มันคือ “เครื่องยนต์การตลาด” ที่ขับเคลื่อนการค้นหา การพูดถึง และยอดเข้าถึง—ถ้าคุมกรอบเรื่องและจังหวะได้พอ บทความนี้สรุปเพลย์บุ๊กเชิงธุรกิจ + บทเรียนคมๆ จากเคสจริงของ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล บนเวที Miss Universe 2025

เหตุการณ์สั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น
ระหว่างอีเวนต์ก่อนประกวดที่กรุงเทพฯ เกิดปากเสียงบนไลฟ์สตรีมระหว่าง “ณวัฒน์” กับ “มิสเม็กซิโก Fátima Bosch” ประเด็นการโปรโมตเจ้าภาพ มีคำพูดที่ถูกตีความว่าเรียกผู้เข้าประกวดว่า “dummy/dumb head” จนนำไปสู่การวอล์กเอาต์ของผู้เข้าประกวดหลายชาติ และแรงสะท้อนบนสื่อสากล–ไทยจำนวนมาก ต่อมาประธาน MU “Raúl Rocha Cantú” ออกคลิปแถลง “จำกัดบทบาท” ของณวัฒน์ในการประกวดครั้งนี้ ขณะที่เจ้าตัวออกคำขอโทษ/ชี้แจงต่อสาธารณะในเวลาต่อมา (และปฏิเสธบางถ้อยคำที่ถูกกล่าวหา) หมายเหตุ: ประเด็นนี้ยังมีคำอธิบายที่สวนทางกันในรายละเอียดบางส่วน จึงควรยึดคำพูดตรงจากคลิป/ถ้อยแถลง และเปิดสิทธิ์ชี้แจงให้ทุกฝ่ายเสมอ

ดราม่า = การตลาดแบบหนึ่ง (Drama-as-Marketing)
ตรรกะของแพลตฟอร์มตอนนี้: อารมณ์แรง → คอมเมนต์/แชร์พุ่ง → อัลกอริทึมขยายการมองเห็น → เกิด Discovery ฟรีในวงกว้าง กฎเหล็ก: ต้องรีบ “แปลง” ความสนใจให้เป็นทราฟฟิกของเราเอง/ชุมชน/ยอดขาย และต้องมีทางลง (Normalize) ที่รักษาแบรนด์

• AIDA × Algorithm (ฉบับดราม่า):
• Attention: จุดติดด้วยประเด็นสาธารณะ ไม่ใช่ปะทะส่วนบุคคล
• Interest: เสิร์ฟ Fact vs. Spin ให้คนตามต่อบนฐานข้อมูล
• Desire: แปลงการถกเถียงเป็นความต้องการ “รู้จริง/แก้ปัญหา” (Q&A/Explainer/Live ชี้แจง)
• Action: ดึงเข้าช่องทางของเรา (สมัครชุมชน/จดหมายข่าว/ลงทะเบียนอีเวนต์/ซื้อคอร์ส)

Playbook 24–72 ชั่วโมง (เวอร์ชันธุรกิจล้วน)
0–6 ชม.: ออก Fact Note 5–7 บรรทัด + คลิปสั้น 60–90 วินาที + เปิดกล่องรับคำชี้แจง

6–24 ชม.: แตกคอนเทนต์ 3 แบบ: Q&A / Fact vs. Spin / จุดยืนแบรนด์ + เปิดเกตแปลงผล (สมัครชุมชน/ดาวน์โหลด)

24–48 ชม.: อินโฟ “ไทม์ไลน์ข้อเท็จจริง” + ไลฟ์สั้นชี้แจง → ตัดเป็น Shorts

48–72 ชม.: สรุปบทเรียน + ปล่อยคอนเทนต์ “คุณค่าแกนหลัก” ดึงอุณหภูมิกลับศูนย์

KPI ที่ต้องเฝ้า (รายชั่วโมง → รายวัน): Reach/ผู้ชมใหม่, Watch time/Completion, การค้นหาแบรนด์/เมนชัน, สัดส่วน Sentiment, Conversion (สมัคร/ยอดขาย), EMV คร่าวๆ, การแจ้งเตือนแพลตฟอร์ม

เคสศึกษา “บอสณวัฒน์”: จุดที่พาไปไว และจุดที่พาไปไกล
1) จุดไฟไว: ไลฟ์สตรีมต่อหน้าผู้เข้าประกวด + ถ้อยคำแรง = Hook & Polarize พุ่งระดับโลกใน 24 ชม. (คลิปถูกตัดซ้ำข้ามแพลตฟอร์ม สื่อสากล–ไทยหยิบต่อ)

2) แรงสะท้อนจากพาร์ตเนอร์: ฝั่ง MU ออกแถลงหนุนสิทธิ์และศักดิ์ศรีผู้เข้าประกวด พร้อมจำกัดบทบาทณวัฒน์ชั่วคราว—นี่คือ “ค่าเสียหายเชิงโอกาส (Opportunity Cost)” ของงานร่วม/ลิขสิทธิ์/สปอนเซอร์ในอนาคต

3) พยายามปิดเกม: การออกคำขอโทษ/ชี้แจงในเวลาต่อมา คือความพยายามดึงแบรนด์กลับศูนย์ แต่ก็ทิ้ง “รอยดราม่า” ในบันทึกออนไลน์ ซึ่งภาคสปอนเซอร์ระดับโลกมักอ่อนไหวต่อประเด็นนี้.

4) บทพิสูจน์ของ Drama-as-Marketing: ดราม่า “ป้อน” Earned Media มหาศาล แต่ถ้าไม่รีบแปลงเป็น First-party Data/Community/สินค้าที่มีคุณค่า ก็จะเหลือแค่ “ดังแล้ววืด”.

5) เส้นแดง: เมื่อแตะคุณค่าพื้นฐาน (ศักดิ์ศรี/ความปลอดภัย/ความเป็นมืออาชีพ) — พาร์ตเนอร์จะเข้ามาคุมความเสี่ยงแทนคุณทันที.

กรอบตัดสิน “คุ้มไหม” (ฉบับผู้บริหาร)
EMV คร่าวๆ = Estimated Reach ÷ 1,000 × CPM เฉลี่ย

Drama ROI ≈ EMV + รายได้ตรง (D2C/ตั๋ว/คอร์ส) – ค่าเสียหายภาพลักษณ์ (ดีลสปอนเซอร์ที่หาย + ส่วนลดราคา + เวลาทีมกฎหมาย)

ตั้งเพดานเสี่ยง: ถ้า Sentiment ลบ > 35–40% หรือถูกแจ้งละเมิดเกินเกณฑ์ ⇒ เข้าสู่โหมด Repair/Normalize ทันที

เช็กลิสต์ “เล่นไฟอย่างโปร”
• โจมตี “ประเด็น/ระบบ” แทน “ตัวบุคคล”
• ทำ Fact vs. Spin ทุกครั้ง—แยกคำพูดตรง/หลักฐาน ออกจากความเห็น
• เปิด Right of Reply อย่างเป็นระบบ (ฟอร์ม/อีเมล/หน้ารวมคำชี้แจง)
• ล็อกกฎหมายไทย: หมิ่นประมาท/พ.ร.บ.คอมฯ/PDPA/ลิขสิทธิ์
• Exit Plan ชัดเจน: ใครถือไมค์ 1 เสียงเดียว, ข้อความปิดเกม, คอนเทนต์แกนคุณค่า

สรุปคมๆ
ดราม่าเป็นตัวเร่ง ไม่ใช่ตัวตนของแบรนด์ มันเร่งการค้นพบและการพูดถึง แต่ความยั่งยืนมาจากคุณค่า-ข้อมูลจริง-ความรับผิดชอบ เคส “บอสณวัฒน์” ชี้ชัดว่า—คุณ “ดังได้” ในชั่วข้ามคืน แต่จะ “น่าเชื่อถือ” ไปอีกยาวๆ หรือไม่ ขึ้นกับวินัยในการคุมกรอบเรื่อง แปลงผลเร็ว และรู้จักลงจากเวทีอย่างมืออาชีพ.

หมายเหตุบรรณาธิการ
เหตุการณ์นี้ยังมีข้อมูลอัปเดตต่อเนื่องและถ้อยคำบางช่วงมีข้อโต้แย้งตามคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง เมื่อดึงคำพูด/ข้อเท็จจริงเฉพาะเจาะจง ควรอ้างอิงคลิป/ถ้อยแถลงต้นทางและเปิดสิทธิ์ชี้แจงให้ครบถ้วน

บช.ศ.–บช.น.–สสส. ผนึกกำลังปกป้องเยาวชน “หยุดบุหรี่ไฟฟ้า–ใส่หมวกนิรภัย” สร้างเกราะความปลอดภัยในทุกโรงเรียน

(6 พ.ย. 68) ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคารกองบัญชาการศึกษา พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. เป็นประธานเปิดงานเสวนาในโครงการ “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย สวมหมวกนิรภัยคือทางรอด” ภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, บช.ศ., บช.น. และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน บรรยากาศคึกคัก

ด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมายให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. / ผอ.ศูนย์ยาเสพติด บช.น. เป็นตัวแทนมอบประกาศนียบัตร พร้อมกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนงานป้องกันภัยในเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่ 9 โรงเรียนในพื้นที่ บช.น. ที่ดำเนินงานป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าและรณรงค์สวมหมวกกันน็อกอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ รร.สัมมาชีวศิลป์ (สน.พญาไท) รร.บ้านลาดพร้าว (สน.พหลโยธิน) รร.วัดแสนสุข (สน.มีนบุรี) รร.ศรีพฤฒา (สน.ประเวศ) รร.ประถมนนทรี (สน.ทุ่งมหาเมฆ) รร.วัดหัวลำโพง (สน.บางรัก) รร.วัดคฤหบดี (สน.บวรมงคล) รร.วัดอินทาราม (สน.บางยี่เรือ) และรร.มัธยมวัดสิงห์ (สน.บางขุนเทียน)

ส่วน พล.ต.ท.นิธิธร เป็นผู้มอบโล่กิตติคุณให้แก่โรงเรียนที่ทำผลงานระดับสูงสุด สถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ รร.มัธยมวัดสิงห์ สถานศึกษาดีเยี่ยม ได้แก่ รร.วัดแสนสุข และสถานศึกษาดีมาก ได้แก่ รร.วัดหัวลำโพง

ตำรวจลงพื้นที่ให้ความรู้–แจกหมวกนิรภัย ส่งต่อความปลอดภัยสู่เด็กไทย

ในช่วงกิจกรรมภาคปฏิบัติ พล.ต.ต.ธีรเดช นำชุดปฏิบัติการยาเสพติด พร้อม พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากรณ์ รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น. และ พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ลงมือให้ความรู้ด้านภัยบุหรี่ไฟฟ้า วิธีป้องกันหลีกเลี่ยง รวมถึงการใช้หมวกกันน็อกอย่างถูกต้อง พร้อมส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่นักเรียนจำนวนมาก

โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น “เกราะป้องกันภัย” ใบแรกให้เยาวชนไทยยุคใหม่ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความร่วมมือระหว่างตำรวจ–สถานศึกษา–ภาคสาธารณสุข เพื่อสร้างสังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

แพทย์จีนเจ๋ง!! ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตา ด้วยหุ่นยนต์ 5G ควบคุมจากนครกวางโจว ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี โดยมีระยะทางไกลกว่า 4,000 กิโลเมตร

(6 พ.ย. 68) ทีมแพทย์จีนประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตาระยะไกลครั้งสำคัญ โดยใช้หุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G ควบคุมจากนครกวางโจว เพื่อทำ “การฉีดยาใต้จอประสาทตา” ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร

หุ่นยนต์ที่อุรุมชีทำหน้าที่จัดวางเข็มขนาดจิ๋วจ่อดวงตาผู้ป่วย ก่อนศัลยแพทย์ที่กวางโจวเข้าควบคุมระยะไกล นำเข็มแตะผิวจอประสาทตา ทะลุลงไปตามความลึกที่กำหนด และฉีดยาตามแผนการรักษา การปฏิบัติการทั้งหมดใช้เวลาน้อยกว่า 7 นาที เครือข่ายสัญญาณคงที่ และแขนกลตอบสนองราบรื่นไร้อาการสั่นของแขนกล

กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยความแม่นยำระดับไมครอน และมีเป้าหมายช่วยกอบกู้การมองเห็นในโรคตาบอดรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกใต้จุดภาพ ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นก้าวย่างสำคัญในการใช้เทคโนโลยีลดช่องว่างทรัพยากรทางการแพทย์ระหว่างเมืองชายฝั่งที่พัฒนาแล้วกับพื้นที่ห่างไกล

หลิน หาวเถียน (Lin Haotian) หัวหน้าโครงการจากศูนย์จักษุวิทยาโจงซาน มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ระบุว่า “การผ่าตัดทางคลินิกครั้งนี้ เป็นการก้าวกระโดดจากระดับพิสูจน์ศักยภาพ สู่การใช้งานจริงของศัลยกรรมตาความแม่นยำสูงทางไกลในจีน”

ขอนแก่น - แบงก์ชาติอีสาน แถลง "เศรษฐกิจอีสานไตรมาส 3 หดตัวต่อเนื่อง จากไตรมาสก่อน" คาดไตรมาสที่ 4 มีฟื้นตัวจากโครงการคนละครึ่ง

เมื่อวันที่ (4 พ.ย.68) ที่ ห้องประชุมปัญญาวิจิตร ธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ดร.ทรงธรรม ปั่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท. สภอ.,) แถลงข่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้  เศรษฐกิจอีสานไตรมาส 3/2566 "กลับมาหดตัว" ตามการบริโภคที่อ่อนแอ รายได้เกษตรลดลง และการผลิตอุตสาหกรรมหดตัว การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยบวกเดียวภาพรวมเศรษฐกิจ เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลับมาหดตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (Q3/66\text{ เทียบ} Q3/65) และหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน (หลังปรับฤดูกาล) โดยได้รับแรงกดดันจาก กำลังซื้อที่เปราะบาง และ ค่าครองชีพสูง

ในด้านการอุปโภคบริโภค การบริโภคภาคเอกชนหดตัว (-1.7% YoY) ต่อเนื่อง สาเหตุ: กำลังซื้อที่เปราะบางจาก รายได้เกษตรกรที่ลดลง และ ค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง กดดันการใช้จ่ายในสินค้าอุปโภคบริโภคและกึ่งคงทนสินค้าคงทน (เช่น รถยนต์): หดตัวต่อเนื่องจากความเข้มงวดในการให้สินเชื่อ สินค้าบริการ: ขยายตัว จากการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวันหยุดยาว

รายได้เกษตรกรและผลผลิตภาคเกษตร รายได้เกษตรกรหดตัวรุนแรง (-5.6% YoY) สาเหตุ: ราคาข้าวเปลือกและอ้อยโรงงานลดลง ประกอบกับปริมาณผลผลิตพืชหลักที่สำคัญลดลงเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว (-6.5% YoY) สาเหตุ การหดตัวตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการผลิตเพื่อส่งออกที่ยังหดตัว แต่การผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป (เช่น น้ำตาล) เพิ่มขึ้นตามคำสั่งซื้อ ด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวขยายตัวดี (111.8% YoY) สาเหตุ จำนวนผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้น ทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาว และมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราการเข้าพักปรับเพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเล็กน้อย (1.2% YoY) การลงทุนด้านก่อสร้าง ขยายตัว จากการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยที่ทยอยเปิดใหม่ และการจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง

การลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ หดตัว ตามการนำเข้าสินค้าทุนที่ลดลง สอดคล้องกับการผลิตเพื่อส่งออกที่ชะลอตัว การค้าผ่านด่านศุลกากร มูลค่าการค้าหดตัว (-27.3% YoY) การส่งออก หดตัว จากการส่งออกทุเรียนสดไปจีนที่ชะลอลง และสินค้าอื่น ๆ ไปประเทศเพื่อนบ้านที่ลดลงตามเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว การนำเข้า หดตัว ตามการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ข้อสังเกตเพิ่มเติม อัตราเงินเฟ้อทั่วไป และ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ลดลง หมายเหตุ: การหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 3/2566 ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจอีสานยังคงเผชิญกับความท้าทายหลักจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและผลกระทบจากภัยแล้งต่อภาคเกษตร มีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

นราธิวาส ไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือข้ามพรมแดนเปรัก- IGROW และ ศอ.บต. สื่อมวลชนฯสานผนึกกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน สู่อนาคต 

การประชุมเชิงกลยุทธ์เชื่อมความสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ ข้ามพรมแดนระดับภูมิภาคระหว่างประเทศมาเลเซียรัฐเปรักและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชานแดนใต้(ศอ.บต.)ประเทศไทย พร้อมการขับเคลื่อนนำกองทัพสื่อมวลชนเพื่อสันติจังหวัดชายแดนใต้ จับมือเดินหน้า สานต่อจากกลยุทธเดิน ก้าวสู่การร่วมมือเชิงกลยุทธ์มิติใหม่ ที่เน้นสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน นำโมเดลที่ให้ประชาชนมีบทบาท เข้าถึงในการจัดการด้วยตนเอง และมีภาครัฐให้การสนับสนุน หลังจากการประชุมสำคัญเมื่อวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม D Hotel Seri Iskandar รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย การประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้เป็นการรวมพลังกันของสามองค์กรหลัก ได้แก่ สมาคมพัฒนาชุมชนอำเภอเปรักกลาง, สถาบันการเกษตรและผู้ประกอบการ (IGROW) ของมาเลเซีย และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ของไทย ซึ่งนำเอกชนและสื่อมวลชนไปด้วยเพื่อวางรากฐานสำหรับแผนงานการพัฒนาเศรษฐกิจข้ามพรมแดนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

แนวคิดหลักสำคัญระหว่างประเทศโดยมุ่งเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากและเปิดตลาด MSMEs “การจัดการด้วยตนเอง”ของชุมชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยมาภาครัฐสนับสนุน การประชุมเชิงยุทธศาสตร์นี้มีจุดเน้นที่ชัดเจนในการ ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างศักยภาพของ วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) รวมถึงชุมชนท้องถิ่น การผนึกกำลังระหว่าง IGROW ซึ่งเป็นสถาบันเอกชนที่เน้นทักษะด้านการเกษตรและผู้ประกอบการ และ ศอ.บต. ซึ่งดูแลการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นที่ธุรกิจการเกษตร (Agribusiness) และการขยายตลาดเป็นพิเศษ

ประเด็นที่เป็นรูปธรรมคือการอำนวยความสะดวกด้านตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ SME ของรัฐเปรักซึ่งเป็นรัฐภาคเหนือของมาเลเซียกับภาคใต้ของไทย ซึ่งจะเป็นการเปิด เส้นทางการส่งออกใหม่ และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กของมาเลเซียเข้าสู่ตลาดไทยและไทยเข้ามาเลเซีย ภายใต้แนวคิดของ "โมเดล IGROW ในภาคใต้ของไทย เปิดตลาดผลิตภัณฑ์ IKS (SME)"

รากฐานความร่วมมือที่ก่อร่างสร้างมาตั้งแต่ปี 2560 ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลจากการประสานงานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 โดยมีการเชื่อมโยงครั้งแรกระหว่าง ศอ.บต. และ IGROW ผ่านสมาคมสื่อมวลชนเพื่อสันติภาพภาคใต้ของไทย นำโดยคุณระพี มามะ และตูแวดานียาล มารีงิง อันเป็นกรอบการทำงานที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งอย่างเป็นระบบตลอดหลายปีที่ผ่านมาผ่านการมีส่วนร่วมระดับสูง เช่น:

การหารือติดตามผลกับเลขาธิการ ศอ.บต.(ไทย) นำโดย นางสาว กนกรันต์ พงษ์ธัญญะวิริยะ (ผู้ช่วยเลขาธิการ) การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างคณะผู้แทนไทยไปยังรัฐเปรัก และผู้แทน IGROW มายังประเทศไทย NORDIN BIN ABDUL MALEK ประธานสมาคมพัฒนาชุมชนอำเภอเปรักกลาง ประเทศมาเลเซีย

การประชุมกับรัฐบาลรัฐเปรักเพื่อรับรองการสนับสนุนอย่างเป็นทางการสำหรับโครงการความร่วมมือข้ามพรมแดน การประชุมปี 2568 นี้คาดว่าจะนำไปสู่การจัดทำ แผนงานที่เป็นรูปธรรมและบันทึกความเข้าใจ (MoUs) เพื่อนำวิสัยทัศน์ความร่วมมือที่สั่งสมมาอย่างยาวนานไปสู่การปฏิบัติจริง

ศักยภาพความร่วมมือครอบคลุม 7 ประเด็นหลัก
การประชุมเข้าร่วมหารือภายใต้เจตนารมณ์ของอาเซียน (ASEAN spirit) และระบุถึงศักยภาพความร่วมมือที่กว้างขวางใน 7 ประเด็นสำคัญ เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลกและนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองในพื้นที่ชายแดนมาเลเซีย-ไทย ได้แก่

1.การศึกษา การพัฒนาศูนย์ TVET (อาชีวศึกษาและฝึกอบรมเทคนิค) ข้ามพรมแดน และโครงการแลกเปลี่ยน
2.เกษตรกรรม การริเริ่มโครงการแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมเกษตรกร และการจัดตั้งเครือข่ายอุปทานและการกระจายอาหารข้ามพรมแดน การปลูกผักพืชสวนครัวให้มีปริมาณพอแก่การบริโภคในประเทศและสามารถนำไปจำหน่ายส่งออกนอกประเทศได้
3.การท่องเที่ยว การพัฒนา เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรเชิงนิเวศ และการส่งเสริมเส้นทางมรดกไทย-มาเลเซีย อนุรักษ์และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมดั่งเดิม คงอยู่และสืบทอดชั่วลูกชั่วหลานต่อไป
4.การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร (Media/Information Exchange)
5.การค้าทวิภาคี (Bilateral Trade) การสร้าง ศูนย์กลางโลจิสติกส์ฮาลาล และการจัดงานแสดงสินค้าข้ามพรมแดน
6.การขจัดความยากจน (Eradicate Poverty) การสร้างศูนย์ทักษะและ TVET ชนบทข้ามพรมแดน และโครงการบูรณาการความมั่นคงทางอาหาร
7.ทุเรียนอาเซียน (ASEAN Durian) การจัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาทุเรียนอาเซียน และการเร่งรัดการรับรองฮาลาลทุเรียนข้ามพรมแดน

โดยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์นี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการบูรณาการระดับภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของทั้งรัฐเปรักประเทศมาเลเซียและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยได้ในระยะยาว อย่างมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืนตลอดไป

นางสาวกนกรัตน์ พงษ์ธัญญะวิริยะ (ผู้ช่วยเลขาธิการ) ศอ.บต. กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยในนามของ ศอ.บต.สื่อมวลชนทั้งหลาย ก็จะนำความคิดเห็นทั้งหลายนี้กลับไปยังประเทศไทยเพื่อที่นำเสนอของผู้บริหารในระดับสูงอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะนำเรียนในส่วนของความสัมพันธ์ที่เราสามารถเดินก้าวต่อไปได้เพื่อความสัมพันธ์ ความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืนตามที่ได้มีกันไว้เมื่อ8 ปีที่แล้วและก็ในส่วนรายละเอียดนี้เดี่ยวเราก็จะมีการคุยในรายละเอียดต่อไป

ล้มลุกคลุกคลาน!! กว่าจะมาเป็น “น้ำปลาร้าภาทอง” ภายใต้การปลุกปั้น ‘หนิง วีรดาอร’ ผู้พลิกวิกฤตสู่โอกาสจากติดลบจนสำเร็จ ด้วยความเชื่อ ความกล้า และความมุ่งมั่น

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การเริ่มต้นจากจุดติดลบและก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นไปได้ด้วยวิสัยทัศน์ ความกล้า และความมุ่งมั่น เรื่องราวของ ‘วีรดาอร พึ่งโพธิ์เจริญพันธุ์’ หรือ ‘คุณหนิง’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็น แอนด์ โกสุม อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “น้ำปลาร้าภาทอง” คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนของคำว่า "จากศูนย์สู่ความสำเร็จ"

เมื่อความจำเป็นบีบคั้น… สู่จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง

ตลาดน้ำปลาร้าบรรจุขวดในวันนี้มีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาท มีผู้ประกอบการมากกว่า 200 ราย ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ไปจนถึงคนดังที่ตบเท้าเข้ามาในสมรภูมินี้ แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่า ต้นกำเนิดของตลาดที่ยิ่งใหญ่นี้ มาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าคิดนอกกรอบ

ชีวิตของคุณหนิงพลิกผันเมื่อต้องแบกรับภาระหนี้สินกว่า 10 ล้านบาทจากธุรกิจฟาร์มหมูของครอบครัวที่ล้มเหลว เธอตัดสินใจทิ้งงาน marketing ในเมืองหลวง กลับบ้านเกิดที่อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อดูแลครอบครัวและสานต่อธุรกิจน้ำปลาร้าดั้งเดิมของที่บ้าน แม้จะเริ่มต้นจาก "ติดลบ" แต่ด้วยประสบการณ์ด้านการตลาด เธอเห็น "ช่องว่าง" และ "ความต้องการที่ซ่อนอยู่" ในตลาดน้ำปลาร้า ที่คนส่วนใหญ่ยังมองข้าม

บุกเบิกเส้นทางที่ไม่มีใครกล้าเดิน: อย. น้ำปลาร้าเจ้าแรกของไทย

ในยุคนั้น น้ำปลาร้ายังเป็นสินค้าพื้นบ้านที่ขายตามตลาดสด ไม่มีใครคิดถึงเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย แต่คุณหนิงกลับมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับน้ำปลาร้าให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ด้วยแนวคิดที่ว่า "ถ้าสินค้าจะเป็นที่ยอมรับได้ มันต้องมีคุณภาพการันตีก่อน"

เธอตัดสินใจเดินหน้าขอขึ้นทะเบียนองค์การอาหารและยา (อย.) ให้กับน้ำปลาร้าของเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน การเดินทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค เธอต้องเผชิญกับคำปรามาส การถูกหัวเราะเยาะจากเจ้าหน้าที่ที่มองว่าน้ำปลาร้าเป็นเพียงของพื้นบ้าน และที่สำคัญคือ อย. เองก็ยังไม่มีหมวดหมู่สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าปรุงรส

"โชคดีที่เราโดนปรามาส" คุณหนิงกล่าว เพราะสิ่งเหล่านั้นยิ่งผลักดันให้เธอต้องลงมือทำและเรียนรู้ทุกขั้นตอน เธอปรับปรุงโรงจอดรถของคุณพ่อให้เป็นโรงงานต้นแบบ โดยได้รับคำปรึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหลังจากใช้เวลาและความพยายามอย่างหนัก ในที่สุดน้ำปลาร้าปรุงรสของเธอก็ได้รับการรับรองจาก อย. เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้การจัดประเภท "อาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิท" ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูบานแรกให้กับอุตสาหกรรมนี้

คว้าโอกาสด้วยความกล้า: คำสั่งซื้อแรก 30,000 บาท

หลังจากได้ อย. มาแล้ว ปัญหาต่อไปคือจะขายสินค้าอย่างไร ในเมื่อสินค้ายังคงกองอยู่ในสต็อก คุณหนิงที่มีหัวใจนักการตลาด ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาห้างค้าส่งขนาดใหญ่ "แม็คโคร" โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ที่อยู่หลังจดหมายข่าว

เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องติดต่อแผนกจัดซื้อ และถูกโอนสายไปหลายครั้ง จนมาถึงแผนกจัดซื้ออาหารทะเล "เพราะมีคำว่าปลาอยู่ในปลาร้า" คำสั่งซื้อแรกมูลค่า 30,000 กว่าบาท เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่ก็มาพร้อมกับบทเรียนใหม่ๆ

เธอต้องเรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่บาร์โค้ด ประกันภัยอาหาร ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าด้วยรถตู้ทึบที่ได้มาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องลงทุนเพิ่ม คุณหนิงเล่าว่าวันนั้นเธอโทรกลับบ้านบอกคุณพ่อว่า "เราต้องถอยรถส่งของแล้วนะ" และคุณพ่อก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย: ฟ้ามีตาที่สมุย

ยอดขายในช่วงแรกยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และเกือบจะถูกถอดออกจากเชลฟ์ตามกฎของห้าง แต่แล้ว "ฟ้าก็มีตา" ยอดขายน้ำปลาร้าภาทองในสาขาแม็คโครที่เกาะสมุยกลับพุ่งกระฉูดอย่างไม่น่าเชื่อ แซงหน้าสาขาในภาคอีสานที่คาดว่าจะขายดี กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักและขยายไปสู่สาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ และหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ

ปณิธานที่แข็งแกร่ง: ราคาถูก คุณภาพดี สร้างโอกาสให้ผู้อื่น

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แบรนด์ภาทองยังคงยึดมั่นในปณิธานเดิม คือการสร้างสรรค์น้ำปลาร้าคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ "เรามีโรงงานเป็นของตัวเอง ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้" คุณหนิงกล่าว พร้อมบอกด้วยว่า "เราเป็นน้ำปลาร้าที่ถูกที่สุดในกลุ่มเดียวกัน แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความซื่อสัตย์" คุณหนิง อธิบายปณิธานการทำธุรกิจที่ต้องการให้ทุกคนในห่วงโซ่ธุรกิจ "อยู่ได้" 

และ เธอเลือกที่จะรักษามาร์จิ้นให้น้อยลง เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร ที่นำสินค้าของเธอไปใช้ มีกำไร และเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความภักดีจากกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการได้อย่างเหนียวแน่น ถือเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์พาทองแตกต่างและอยู่รอดท่ามกลางคู่แข่งกว่า 200 ราย คือกลยุทธ์การตั้งราคาที่เข้าถึงได้ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้สินค้าแพร่หลายไปทั่วประเทศ และ

ปัจจุบัน แบรนด์ภาทองไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำปลาร้าปรุงรส แต่ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 30 สูตร รวมถึงซอสส้มตำสำเร็จรูป และเป็นผู้ผลิตเบื้องหลัง (OEM) ให้กับร้านอาหารดังๆ มากมาย

ก้าวสู่ระดับโลก: ปลาร้าซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ความท้าทายในยุคปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์สุขภาพ และคนรุ่นใหม่ แต่คุณหนิงมองว่าปลาร้ามีศักยภาพมากกว่าการเป็นเครื่องปรุงรส เธอต้องการผลักดัน "ปลาร้า" ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย สู่เวทีโลก เหมือนที่กิมจิของเกาหลี หรือนัตโตะของญี่ปุ่นเป็นที่รู้จัก

"เราอยากให้เมื่อพูดถึงเมืองไทยพูดถึงเครื่องปรุงรส เราอยากให้นึกถึงปลาร้า" เธอกล่าวพร้อมอธิบายถึงคุณประโยชน์ของปลาร้าที่มีทั้งโปรตีน โอเมก้า โปรไบโอติก และวิตามินบี ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้

บทเรียนจาก "ฟอร์มซีโร่ ชีวิตติดลบ"
จากจุดเริ่มต้นที่ติดลบ คุณหนิงได้ให้บทเรียนอันทรงคุณค่าแก่ผู้ประกอบการทุกคน:
1.  เชื่อมั่นในตัวเอง: เมื่อต้องเผชิญปัญหา อย่ารอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก
2.  เผชิญหน้ากับปัญหา: จดบันทึกปัญหาที่เจอในแต่ละวัน เมื่อย้อนกลับไปอ่าน จะพบว่าหลายครั้งมันเป็นเพียง "เรื่องขี้หมา" ที่สามารถผ่านไปได้
3.  ความอดทนคือสิ่งสำคัญ: ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการรอคอยและหาหนทาง
4.  เตรียมพร้อมเสมอ: การมีมาตรฐานรองรับและเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับวิกฤตและสร้างความน่าเชื่อถือได้
5.  ท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร: เธอเชื่อว่าอุปสรรคคือบททดสอบ ที่หากผ่านพ้นไปได้ จะทำให้เราแข็งแกร่งและเปล่งประกาย

เรื่องราวของ ‘คุณหนิง’ ผู้ปลุกปั้น "น้ำปลาร้าภาทอง” จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างแบรนด์ แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ยากลำบากที่สุด แต่ด้วยความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ และหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้และปรับตัว ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ยูโอบี ร่วมกับ สกพอ. จัดโรดโชว์ที่ประเทศจีน เพื่อส่งเสริมการลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกของประเทศไทย

(6 พ.ย. 68)  ธนาคารยูโอบี และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ผนึกกำลังจัดงาน “Thailand: Your Gateway to ASEAN Growth and Prosperity” ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจจีนกับตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโต

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และสกพอ. ได้ลงนามไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ EEC ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญของธนาคารยูโอบี ในการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในภูมิภาค

ยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายการลงทุนระดับภูมิภาค
EEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย รายงานประจำไตรมาสปี 2568 ของ สกพอ. สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมดิจิทัล และโลจิสติกส์อัจฉริยะ ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสกพอ. กล่าวว่า “การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และธนาคารยูโอบี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการผสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนชั้นนำของอาเซียน ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค EEC ถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมการลงทุนจากภาคธุรกิจจีนในช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสม EEC พร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างชาติรวมถึงประเทศจีนในการเข้ามาสำรวจโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

เชื่อมโยงธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในอาเซียน
ภายในงาน สกพอ. ได้นำเสนอภาพรวมด้านการลงทุนในประเทศไทย สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน และกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขต EEC แก่บริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรมขณะเดียวกัน ธนาคารยูโอบี นำเสนอบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Advisory) และบริการทางการเงินข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของนักลงทุนต่างชาตินอกจากนี้ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักงานกฎหมาย Rajah & Tann Singapore LLP ยังได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและประเทศไทย 

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะธนาคารระดับภูมิภาคที่มีรากฐานมั่นคงในประเทศไทย ธนาคารยูโอบี ภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเชื่อมโยงธุรกิจจีนเข้ากับโอกาสการลงทุนใน EEC ความร่วมมือกับสกพอ. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน”

ความร่วมมือระหว่างธนาคารยูโอบี และ สกพอ.ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทั้งสองหน่วยงานได้ได้พบปะและแลกเปลี่ยนโดยตรงกับบริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของ EEC ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน และสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ

ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์การลงทุนของประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในปี 2567 จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับสองของไทย มีจำนวนโครงการลงทุนรวม 810 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 174,600 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนโดยรวมของประเทศในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 แตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย

ด้วยเครือข่ายระดับภูมิภาคและความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ธนาคารยูโอบี พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการผลิตขั้นสูง เพื่อผลักดันให้ EEC เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ไขข้อสงสัย?? คดีไล่แทงบนรถไฟ LNER สะเทือนอังกฤษ ผู้โดยสาร–พนักงาน เจ็บ 11 ราย ตำรวจถูกตั้งคำถามในการปฏิบัติหน้าที่ หลังมีผู้แจ้งเหตุซ้ำๆ แต่จับไม่ทัน!!

เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดบนขบวนรถไฟ LNER เส้นทางดอนคาสเตอร์–ลอนดอน คิงส์ครอส เวลาประมาณ 19:39 น. ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 11 ราย ในจำนวนนี้มีพนักงานของ LNER ซึ่งพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้โดยสารและถูกยกย่องว่าเป็น “ฮีโร่” ขบวนรถหยุดฉุกเฉินที่สถานีฮันติงดัน มณฑลแคมบริดจ์เชียร์ ของอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ติดอาวุธจาก British Transport Police (BTP) และตำรวจแคมบริดจ์เชียร์เข้าควบคุมสถานการณ์และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทันที ผู้ต้องสงสัยคือ แอนโทนี วิลเลียมส์ (Anthony Williams) อายุ 32 ปี ชาวเมืองปีเตอร์โบโร ถูกตั้งข้อหารวม 13 กระทง ได้แก่…

พยายามฆ่า 11 กระทง (เกี่ยวข้องกับเหตุบนรถไฟ 10 กระทง และที่สถานี Pontoon Dock DLR อีก 1 กระทง), ทำร้ายร่างกาย (ABH) 1 กระทง และครอบครองอาวุธมีคมในที่สาธารณะ 1 กระทง เขาถูกนำตัวขึ้นศาล Peterborough Magistrates’ Court เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 68 และคดีกำหนดขึ้นศาล Cambridge Crown Court ต่อไปในวันที่ 1 ธ.ค. 68 (เป็นการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ใช่วันพิพากษา)

ขณะเดียวกัน เกิดข้อกังขาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังมีรายงานว่ามีการแจ้งเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมต้องสงสัยของชายคนเดิมหลายครั้งก่อนเกิดเหตุจริง เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า คืนวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม มีการแจ้งเหตุแทงเด็กชายวัย 14 ปีในปีเตอร์โบโร แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนี อีกทั้งมีผู้พบเห็นชายถือมีดขนาดใหญ่บริเวณร้านตัดผมและแจ้งตำรวจ แต่เมื่อไปถึงพื้นที่ ชายดังกล่าวไม่อยู่แล้ว

ต่อมาเช้าวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 10.00 น. ชายต้องสงสัยกลับมาปรากฏตัวที่ร้านตัดผมแห่งเดิมอีกครั้ง ผู้เห็นเหตุการณ์บางรายเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมระบุว่าได้แจ้งตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้า และยืนยันว่า “ตำรวจรู้เรื่องเขาตั้งแต่เช้าวันเสาร์แล้ว” ประเด็นนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามี “โอกาสทอง” ที่ตำรวจอาจสกัดเหตุได้เร็วกว่านี้หรือไม่

หน่วยงานอิสระกำกับดูแลตำรวจ (Independent Office for Police Conduct: IOPC) จึงเริ่มสอบสวนว่าตำรวจแคมบริดจ์เชียร์จัดการรับแจ้งเหตุ ประเมินความเสี่ยง และประสานงานกับ BTP อย่างทันท่วงทีเพียงใด ควบคู่ไปกับกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้บาดเจ็บอยู่ระหว่างรับการรักษา และ LNER ระบุว่าจะสนับสนุนผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สรุป
เหตุการณ์ไล่แทงบนรถไฟ LNER ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล และมีการสอบสวนคู่ขนานในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อการรับแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการโจมตีจริง

ดราม่า Miss Universe ไทย–เม็กซิโก ไทยเจอบทเรียนราคาแพงบนเวทีโลก สะเทือน Soft Power และภาพลักษณ์ ประเทศในสายตาโลก

(6 พ.ย. 68) ดราม่า Miss Universe Thailand 2025 กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดถูกกล่าวหาว่าใช้คำว่า “dumb head” ต่อหน้า Fátima Bosch ผู้เข้าประกวดจากเม็กซิโก คำพูดนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดียนำไปสู่การวอล์กเอาต์ของผู้เข้าประกวดหลายชาติและแถลงการณ์จาก Raúl Rocha Cantú ประธาน Miss Universe Organization (MUO) ที่ย้ำว่า “ความเคารพและศักดิ์ศรีของผู้หญิงทุกคน คือหัวใจของเวทีนี้” ฝ่ายไทยชี้แจงในภายหลังว่าเป็นความเข้าใจผิด คำที่พูดคือ “damage” ไม่ใช่ “dumb head” ท่ามกลางกระแสโซเชียลที่ไม่อาจหยุดยั้ง

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของ Soft Power ไทยที่ใช้เวทีนี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมศักยภาพระดับโลก แต่กลับต้องเผชิญคำถามถึงความพร้อมในการจัดงานที่สื่อถึงความเท่าเทียมและเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม Fátima Bosch กล่าวว่า “I’m not afraid to make my voice heard. We’re in the 21st century.” แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ที่ผู้หญิงในวงการนางงามกล้าพูดและเรียกร้องศักดิ์ศรี

เบื้องหลังเวทีนี้คือธุรกิจพันล้านบาทที่มีสปอนเซอร์และการลงทุนสูง ดราม่าครั้งนี้อาจทำให้แบรนด์โลกชะลอหรือย้ายการสนับสนุนได้ ทางออกเชิงโครงสร้างจึงเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงต้องมี Charter for Global Pageants in Thailand, การอบรมข้ามวัฒนธรรม, ทีมรับมือวิกฤต และการวัด Soft Power ด้วยข้อมูลจริง เพื่อรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ของชาติ

ดราม่าใน Miss Universe ปีนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า Soft Power ต้องมาพร้อมมาตรฐานการเคารพและความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม มิใช่เพียงการประชาสัมพันธ์ภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top