Wednesday, 22 July 2026
Hard News Team

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยไตรมาส 2/68 ตลาดแรงงานไทยเสถียร การจ้างงานอยู่ในระดับสูง อัตราว่างงานต่ำ เดินหน้าพัฒนาทักษะ-คุ้มครองสิทธิแรงงานต่อเนื่อง

(7 พ.ย. 68) พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไตรมาส 2/2568 ซึ่งจัดทำโดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน พบว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีความมั่นคง โดยสะท้อนจากอัตราการมีงานทำที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของการจ้างงาน  

สำหรับข้อมูลด้านกำลังแรงงานในไตรมาส 2/2568 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) จำนวน 59.43 ล้านคน โดยอยู่ในกำลังแรงงาน 40.11 ล้านคน และเป็นผู้มีงานทำ 39.51 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการมีงานทำต่อประชากรอยู่ที่ร้อยละ 66.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค 

ในส่วนของสถานการณ์การจ้างงานในระบบประกันสังคม ไตรมาส 2/2568 หรือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12,159,025 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.52 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการจ้างงานในระบบยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านการว่างงานในระบบประกันสังคมมีจำนวน 241,809 คน ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมาร้อยละ -3.98 โดยในจำนวนนี้มีผู้ถูกเลิกจ้าง จำนวน 41,973 คน โดยอัตราการว่างงาน (ในระบบ) อยู่ที่ร้อยละ 1.95 และอัตราการเลิกจ้างอยู่ที่ร้อยละ 0.34  

ขณะที่ข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร ณ เดือนกันยายน 2568 มีจำนวน 4,005,283 คน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากช่วงก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 19.42 โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานชั่วคราวตามมาตรา 63/2 ซึ่งอยู่ในระบบและผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง  

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยืนยันว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงดี และกระทรวงแรงงาน จะเดินหน้าดำเนินมาตรการส่งเสริม การมีงานทำ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การดูแลแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม  

สมุทรปราการ-วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร ครบ 15 วัน อุทิศถวายพระราชกุศลพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

(7 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. ณ อุโบสถวัดบางพลีใหญ่กลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ คณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลางประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวารในวาระครบ 15 วัน อุทิศถวายพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

โดยมี พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี จุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมด้วย นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผอ.โรงพยาบาลบางพลี จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

โดยมี พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ 10 รูป ประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้น ได้ร่วมกันถวายผ้าไตรแด่พระสงฆ์ถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในพิธีมี พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผกก.สภ.บางปู ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก.อบต.บางพลีใหญ่ คณะไวยาวัจกร หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการตำรวจ คณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลบางพลีสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่กลาง 

คณะครูโรงเรียนบางพลีราษฎ์บำรุง คณะครูโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง เจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ และพสกนิกรในเขตพื้นที่เข้าร่วมพิธีถวายพระราชกุศลและร่วมแสดงความอาลัยด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

โดยมีกำหนดประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 50 วัน ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และสัตตมวาร ครบ 100 วัน ในวันที่ 31 มกราคม 2569 และจนกว่าจะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อให้พสกนิกรชาวอำเภอบางพลีได้ร่วมกันน้อมรำลึกและถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติและสมบูรณ์ตามราชประเพณีทุกประการ

จีนอัปเกรดพลัง AI เนรมิตหุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ เติมเต็มแรงงานขาดแคลน โรงงานทั่วประเทศก้าวสู่ยุค “AI+” ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

(7 พ.ย. 68) จีนเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง ล่าสุดโรงงานอัจฉริยะทางตะวันออกของประเทศผลิต “หุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ” ออกสู่ตลาดปีละกว่า 1,000 หน่วย เพื่อทดแทนแรงงานช่างเชื่อมที่ขาดแคลนทั่วประเทศกว่า 3.5 ล้านคน 

“หัวใจของเรา คือการผสานความแม่นยำของงานเชื่อมเข้ากับระบบอัตโนมัติในโรงงาน” หวัง เต๋อเจ้าหวี ซีอีโอ 3S Robotics กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีจากปักกิ่งได้พัฒนาโมเดล AI สำหรับงานเชื่อม ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจและทำงานได้อย่างอัตโนมัติทั้งกระบวนการ ลดเวลาพัฒนาได้กว่า 60% “หุ่นยนต์ของเราสามารถคิดและตัดสินใจได้เหมือนช่างเชื่อมมืออาชีพ” หาน เถิงเยว่ จากบริษัท Botsing Technology กล่าว ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “AI+ อุตสาหกรรม” ที่จีนตั้งเป้าสร้างระบบการผลิตยุคใหม่ภายใน 5 ปี

จีนยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องมา 15 ปี และมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานมากที่สุดในโลก โดยมีหุ่นยนต์เฉลี่ย 470 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน ปัจจุบันจีนมีโรงงานอัจฉริยะกว่า 35,000 แห่ง และโรงงานระดับก้าวหน้ากว่า 230 แห่ง ซึ่งช่วยให้การวิจัยและพัฒนาเร็วขึ้น 28% เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกว่า 22% และลดการปล่อยคาร์บอนถึง 20% “โรงงานเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของยุค AI+ อย่างแท้จริง” จง ซินหลง นักวิจัยจาก CCID Consulting กล่าว

ในภาคยานยนต์ บริษัทจากเซินเจิ้นได้พัฒนาเครื่องตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ที่ใช้ดีปเลิร์นนิงและโมเดลขนาดใหญ่ สามารถตรวจหาข้อบกพร่องได้กว่า 70 ประเภทในครั้งเดียว เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบกว่า 85% 

“เราทำงานร่วมกับผู้ผลิตกว่า 300 ราย และตั้งเป้าช่วยเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะอีกกว่า 1,000 แห่ง” เจีย เจียหย่า ผู้ก่อตั้ง SmartMore กล่าว 

ส่วนบริษัท Envision Energy ผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ก็เผยว่า ระบบ AI ของตนช่วยคาดการณ์สภาพอากาศระดับจุดได้แม่นยำในรัศมีไม่ถึง 20 เมตร เพิ่มรายได้กว่า 21% และ “คาดการณ์การขัดข้องล่วงหน้าได้ถึงสองเดือน” หวง หู รองประธานบริษัท ระบุ

รัฐบาลจีนยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย “AI Plus” ซึ่งกำหนดแผนบูรณาการ AI กับเศรษฐกิจจริง ตั้งเป้าให้นวัตกรรมอย่างอุปกรณ์อัจฉริยะและระบบผู้ช่วย AI มีการใช้งานมากกว่า 70% ภายในปี 2027 ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ทดสอบ ไปจนถึงบริการและบริหารจัดการ

ด้านจง ซินหลง นักยุทธศาสตร์ด้าน AI วิเคราะห์ว่า สหรัฐเน้น “ทุ่มเทกำลังคอมพิวเตอร์” เพื่อรักษาความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ขณะที่จีนเลือกแนวทาง “เน้นการใช้งานจริง” โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากระบบอุตสาหกรรมครบวงจร ตลาดภายในขนาดใหญ่ และยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งพัฒนา “ผลิตภาพคุณภาพใหม่” 

“แนวทางของจีนสะท้อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในระยะยาว” จง ซินหลง กล่าวปิดท้าย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งด่วนดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” 24 ชั่วโมง

(7 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน จากกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนเรื่องอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” จะส่งผลให้ช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ระดมกำลังเตรียมพร้อมออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยนำข้อสั่งการตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการถอดบทเรียนในครั้งที่ผ่านมา นำมาปรับใช้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที เพื่อดูแลบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ตั้งแต่การขนย้ายสิ่งของและช่วยนำพาพี่น้องประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพอาศัยโอกาสเข้าซ้ำเติมสร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้กับผู้ประสบภัย รวมทั้งจัดการและอำนวยความสะดวกการจราจร โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องแต่งกายแสดงสัญลักษณ์ให้ประชาชนเห็นเด่นชัด เพื่อสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันที และเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์กู้ภัยเพื่อความพร้อมในการออกปฏิบัติงาน บูรณาการกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด

หากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหรือประสบปัญหาอุทกภัย สาธารณภัย ต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตำรวจทุกพื้นที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

“กรมทางหลวง” เดินหน้า!! รับฟังความเห็น โครงการมอเตอร์เวย์ “รังสิต-บางปะอิน” ก่อนเปิด PPP ปี 69 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ชู M-Flow แก้รถติด เชื่อม “กทม.-เหนืออีสาน” สร้างประโยชน์เศรษฐกิจ 1.2 แสนล้านบาท

(6 พ.ย. 68) นายพงศกร จุลละโพธิ รองอธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน โดยมีวงเงินค่าลงทุนโครงการรวม 30,080 ล้านบาท ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Gross Cost) การจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสนใจและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต ผู้แทนบริษัทเอกชน หอการค้า สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังข้อมูลกว่า 150 คน เพื่อให้การรวบรวมความคิดเห็นครอบคลุมทุกมิติ และใช้ประกอบการจัดทำเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) ก่อนออกประกาศเชิญชวนร่วมลงทุนโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2569 ต่อไป

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน เป็นโครงการสำคัญภายใต้แผนแม่บททางหลวงพิเศษระหว่างเมือง พ.ศ. 2560-2579 ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับจังหวัดปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา รวมถึงเป็นเส้นทางสายหลักสำหรับการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างภาคกลางสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพหลโยธินตอนบนและถนนวิภาวดีรังสิต ส่งเสริมให้การเดินทางและการขนส่งมีความคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษของประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์และเชื่อมโยงทุกภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ

โครงการนี้มีรูปแบบการร่วมลงทุนแบบ PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินและรายได้ทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมผ่านทาง ส่วนเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการ (Availability Payment) ตามผลการดำเนินงานจริง โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการรวมไม่เกิน 34 ปี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ:

* ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี

* ระยะที่ 2 การดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี นับจากวันเปิดให้บริการ
ทั้งนี้ คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 คัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาภายในปีเดียวกัน และเปิดให้บริการในปี 2574

โครงการจะนำระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) มาใช้ตลอดเส้นทาง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางและลดความแออัดของการจราจรบนถนนพหลโยธินอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปิดให้บริการแล้ว จะยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ โครงการยังสร้างผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิกว่า 7,928 ล้านบาท และเกิดการขยายตัวของรายได้ในระบบทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 120,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากการลดต้นทุนด้านเวลาเดินทาง ค่าพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 มีระยะทางรวมประมาณ 29 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต (7 กม.) ปัจจุบันดูแลโดยกรมทางหลวง และช่วงรังสิต-บางปะอิน (22 กม.) ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินก่อสร้างงานโยธา โดยไปสิ้นสุดที่ทางแยกต่างระดับบางปะอิน ตลอดเส้นทางมีจุดขึ้น-ลงและตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรวม 7 แห่ง ประกอบด้วย รังสิต 1, รังสิต 2, คลองหลวง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นวนคร, วไลยอลงกรณ์ และประตูน้ำพระอินทร์ พร้อมจุดพักรถ (Rest Stop) บริเวณตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรังสิต 1 ขาเข้า ซึ่งออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการแก่ผู้ใช้ทาง

การจัดสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ารับฟังข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน และแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้การจัดเตรียมเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนมีความเหมาะสม รอบคอบ และโปร่งใส

นอร์เวย์คิดการใหญ่!! ตั้งกองทุน 100 ล้าน ดึงนักวิจัยตัวท็อป เข้ามาพัฒนาประเทศ หลังถูกสหรัฐฯ หั่นงบ ญี่ปุ่น-เวียดนาม ไม่น้อยหน้า เพิ่มสิทธิประโยชน์ ออกแพ็กเกจฉุกเฉิน-แก้กฎหมายสัญชาติ

(6 พ.ย. 68) นอร์เวย์เปิดโครงการใหม่เพื่อดึงดูดนักวิจัยระดับนานาชาติ ท่ามกลางแรงกดดันต่อเสรีภาพทางวิชาการในสหรัฐ โดยสภาวิจัยนอร์เวย์ประกาศตั้งกองทุน 100 ล้านโครน (ราว 330 ล้านบาท) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับนักวิจัยจากต่างประเทศ ครอบคลุมสาขาสภาพภูมิอากาศ สุขภาพ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ โครงการจะเดินหน้าหลายปี โดยกันงบไว้สำหรับปี 2026 พร้อมเปิดรับข้อเสนอภายในเดือนหน้าที่จะถึงนี้

ซิกรุน ออสลันด์ รัฐมนตรีด้านการวิจัยและอุดมศึกษา ระบุว่า “นอร์เวย์ต้องรุกในสถานการณ์ที่ท้าทายต่อเสรีภาพวิชาการ เราสามารถสร้างความแตกต่างให้แก่นักวิจัยชั้นเลิศและองค์ความรู้สำคัญได้ และต้องทำอย่างรวดเร็ว” สอดคล้องกับมุมมองของมารี ซุนด์ลี ท์เวต ผู้บริหารสภาวิจัย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันต่อเสรีภาพวิชาการและการตัดงบในสหรัฐทำให้มาตรการนี้ “ยิ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ”

กระแสย้ายถิ่นของนักวิชาการไม่ได้จำกัดอยู่แค่นอร์เวย์ ยุโรปหลายประเทศเดินเกมคล้ายกัน ทั้งฝรั่งเศสที่เปิดรับ “ผู้ลี้ภัยทางวิชาการ” มหาวิทยาลัยในเบลเยียม-เนเธอร์แลนด์ เพิ่มตำแหน่งเฉพาะสำหรับนักวิจัยอเมริกัน ขณะที่ผลสำรวจของวารสาร Nature พบว่า นักวิจัยกว่า 75% กำลังพิจารณาโยกย้ายออกจากสหรัฐหลังเผชิญแรงกดดันเชิงนโยบายในมหาวิทยาลัย

เอเชียเองเร่งเครื่องเช่นกัน เมื่อญี่ปุ่นออกมาตรการฉุกเฉินวงเงินอย่างน้อย 100,000 ล้านเยน (ราว 22,000 ล้านบาท) เมื่อ 13 มิถุนายน 2025 เพื่อดูดนักวิจัยต่างชาติ โดยเน้น AI ควอนตัม และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมปฏิรูประบบค่าตอบแทนและโครงสร้างพื้นฐานวิจัย รวมถึงบริการภาษาและดูแลครอบครัวนักวิจัย ส่วนเวียดนามกำลังพิจารณาผ่อนกฎหมายสัญชาติ-วีซ่าและสิทธิประโยชน์ภาษี เพื่อดึงคนทักษะสูงกลับมาหนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคในภูมิภาค ถือเป็นเกมเร่งพัฒนากำลังคนความรู้ขั้นสูงให้ทัดเทียมมหาอำนาจในยุคใหม่

กองบัญชาการศึกษาเปิดเวทีเสวนา “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” จุดประกายความร่วมมือปกป้องเยาวชนไทย สร้างสังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

(6 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. ณ อาคารเรียน 8 ชั้น วิทยาลัยการตำรวจ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กองบัญชาการศึกษาได้จัดเวทีเสวนา “ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ากับการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนไทย” พร้อมแถลงผลกิจกรรมในโครงการ “ส่งเสริมความปลอดภัยในเด็กและเยาวชน: บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” โดยมี พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., นำคณะครูตำรวจ (ครูแดร์) ในสังกัด บก.น.1-9 , สสส. และ ภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนไทยห่างไกลจากภัยใกล้ตัว ให้ครูตำรวจได้มีสื่อในการสอนและประชาสัมพันธ์ให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่กำลังถูกคุมคามจากภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และเป็นการปลูกฝังวินัยจราจร การสวมหมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ตลอดจนส่งเสริมให้ตำรวจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมอย่างแท้จริง 

พร้อมนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้มอบรางวัลสถานศึกษาดีเด่นในการปกป้องคุ้มครองนักเรียนจากยาเสพติด ในพื้นที่ บก.น.1-9 จำนวน 9 โรงเรียน และ มอบโล่รางวัลดีเด่น ให้แก่โรงเรียนดังกล่าว 3 อันดับแรก ดังนี้
1. สถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ พื้นที่ บก.น.9
2. สถานศึกษาดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนวัดแสนสุข พื้นที่ บก.น.3 
3. สถานศึกษาดีมาก ได้แก่ โรงเรียนวัดหัวลำโพง พื้นที่ บก.น.6 

ทั้งนี้ การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้กำชับให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศยึดมั่นความเป็น “แบบอย่างที่ดี” ทั้งในด้านพฤติกรรมและการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นภัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและพฤติกรรมของเยาวชนไทยในปัจจุบัน

นอกจากนี้ โครงการ “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” ยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในสองมิติสำคัญ คือ สุขภาพและการใช้ชีวิตบนท้องถนน ผ่านกิจกรรมให้ความรู้ การสาธิต และการมีส่วนร่วมของนักเรียน นักศึกษา และครูตำรวจ โดยเน้นให้เยาวชนเข้าใจถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปลูกฝังวินัยการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจร ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการศึกษายังได้ดำเนินการ อบรมครูตำรวจและบุคลากรในสังกัด เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าและกฎหมายจราจร พร้อมส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง ถ่ายทอดสู่ชุมชน และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัยในทุกมิติ

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปกป้องเยาวชน คือการปกป้องอนาคตของชาติ ตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายและแบบอย่างของสังคม ต้องไม่เพียงจับกุมผู้กระทำผิด แต่ต้องสร้างความเข้าใจ ถ่ายทอดความรู้ และมีส่วนร่วมในการป้องกัน เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างปลอดภัย แข็งแรง และมีคุณภาพ”

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งมั่น ขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันและส่งเสริมความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่อนาคตที่มั่นคงของเยาวชนไทยและประเทศชาติ

สยามพิวรรธน์ตอกย้ำด้านความยั่งยืน ได้รับการรับรองเครื่องหมายฉลาก การชดเชยคาร์บอน 100% จาก TGO ครอบคลุม 5 ศูนย์การค้าทั้งหมดในเครือ

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำของประเทศ ยังคงเดินหน้าสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

โดยล่าสุด ได้ขยายผลความสำเร็จในการได้รับประกาศนียบัตรรับรองเครื่องหมายการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset & Carbon Neutral) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 สำหรับรอบปี 2567 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งได้รับการรับรองมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ 5 ศูนย์การค้า 2 ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการในเครือ ได้แก่…

สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ไอซีเอส พารากอน ฮอลล์ และไอคอนสยาม ฮอลล์ รวมถึงอาคารสำนักงานสยามพิวรรธน์ทาวเวอร์ ที่ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์ระดับโลกให้กับผู้มาเยือน ถือเป็นศูนย์การค้า ศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการแห่งแรกในประเทศไทย ที่ชดเชยคาร์บอน 100% จากการดำเนินธุรกิจ

พิธีมอบใบประกาศนียบัตรรับรองเครื่องหมายรับรองคาร์บอน สำหรับรอบปี 2567 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ โดยนางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองประธาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีและมอบใบประกาศนียบัตรให้กับองค์กรทั่วประเทศที่ผ่านการรับรอง โดยมีนางสาวนรีรัตน์ สันธยาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มงานพัฒนาความยั่งยืนและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และตัวแทนจากกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์เข้าร่วมพิธีครั้งนี้

การขยายผลการชดเชยคาร์บอน 100% ในครั้งนี้ กลุ่มสยามพิวรรธน์ดำเนินการเพิ่มเติมในพื้นที่ของไอคอนสยาม ไอซีเอส และศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการ ไอคอนสยาม ฮอลล์ จึงทำให้ครอบคลุม 5 ศูนย์การค้า ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการทั้งหมดในเครือ โดยการดำเนินการครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังระหว่างกลุ่มสยามพิวรรธน์กับบริษัท “อินโนพาวเวอร์” ซึ่งเป็นบริษัทนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เกิดจากความร่วมมือของ 3 พันธมิตร ได้แก่… 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) โดยสยามพิวรรธน์ได้ทำการชดเชยคาร์บอนจากการดำเนินงานของ 5 ศูนย์การค้า  ศูนย์ประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการทั้งหมดในเครือ ในขอบเขตที่ 1 และ 2 สำหรับรอบปี 2567 ด้วยคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ของบริษัท อินโนพาวเวอร์ จากโครงการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ซึ่งผ่านการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ผ่านโครงการ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER)

ด้าน บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ในฐานะ Decarbonization Partner ได้ร่วมมือกับกลุ่มสยามพิวรรธน์ในการวางกลยุทธ์ลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดหาคาร์บอนเครดิต โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการนำ "การซื้อขายคาร์บอนเครดิต" มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการคาร์บอนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาร์บอนเครดิตที่อินโนพาวเวอร์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมและซื้อขาย มาจากโครงการพลังงานสะอาดภายในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Social Co-Benefit) ในภาพรวม เช่น 

โครงการที่ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ดังนั้นการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของสยามพิวรรธน์จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

การได้รับการรับรองครั้งนี้ตอกย้ำความตั้งใจจริงของสยามพิวรรธน์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำมั่นสัญญา แต่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นผลสำเร็จที่จับต้องได้ สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการลดขยะฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสร้างแรงบันดาลใจและพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของประเทศอย่างยั่งยืน

ปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 10 ประเทศสมาชิกลงนามแถลงการณ์ร่วมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ ปราบสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์

(6 พ.ย. 68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำโดย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้เข้าร่วมการประชุม ร่วมพิธี ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร

การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL CONFERENCE) ภายใต้หัวข้อ "ปฏิบัติการร่วมกันทลายแก๊งหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน" (Collaboration in Action Crushing Scams, Disrupting Fraud and Protecting People) จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเป็นเกียรติและเสริมสร้างความร่วมมืออันยาวนานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนนาโปล (ASEANAPOL) ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม, คู่เจรจา ผู้สังเกตการณ์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการต่อสู้กับอาชญากรรมเพื่อรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นรากฐานสำหรับความมั่นคงที่ยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค และเพื่อเสริมสร้างความมุ่งมั่นร่วมกันต่อไปสู่การเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้น 

ทั้งนี้ หัวหน้าตำรวจอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้ร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมีมติในการร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ 8 ด้าน ได้แก่ การลักลอบค้ายาเสพติด, การลักลอบค้าอาวุธ, การก่อการร้าย, การค้ามนุษย์, อาชญากรรมเกี่ยวกับสัตว์ป่า, อาชญากรรมทางการเงิน, อาชญากรรมทางไซเบอร์ และอาชญากรรมทางทะเล โดยมุ่งเน้นการปราบปรามสแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ 

นอกจากนี้ ยังได้ตกลงผสานความร่วมมือต่อเนื่องใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อาเซียนนาโปล, ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา, การแลกเปลี่ยนบุคลากรและโครงการฝึกอบรมระหว่างกองกำลังตำรวจอาเซียน, เครือข่ายนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจอาเซียน พร้อมให้การรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการขจัดศูนย์หลอกลวงที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์เพื่อการ
บังคับให้กระทำความผิด 

ในโอกาสนี้ ได้มีพิธีส่งมอบและรับมอบหน้าที่ ผู้อำนวยการบริหาร (ED) คนที่ 9 ของ ASEANAPOL และผู้อำนวยการฝ่ายแผนและโครงการ (DPP) คนที่ 7 ของ ASEANAPOL สำหรับวาระปี 2569 - 2570 โดยมีมติให้ พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กิตติถิระพงษ์ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร (ED) คนที่ 9 ของ ASEANAPOL และให้ พ.ต.อ.Jean Mary A Mangahis จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายแผนและโครงการ (DPP) คนที่ 7 ของ ASEANAPOL 

คณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมได้แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและการจัดการประชุมที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อความสำเร็จของการประชุม และต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนนาโปล สำหรับการประสานงานและความร่วมมือ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียนนาโปล ครั้งที่ 44 ในปี 2569

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า จากการที่ได้มีการประชุม ASEANAPOL ครั้งที่ 43 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุม ในประเด็นเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการหลอกลวงพี่น้องประชาชน หรือคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเกี่ยวโยงเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งปัญหาเหล่านี้คือภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ ความสงบสุข และทำลายชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกประเทศอย่างรุนแรง พวกเราในฐานะตำรวจจึงต้องเร่งรัดปราบปรามให้หมดสิ้นไป

โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมหารือครั้งนี้จะทำให้เกิดความร่วมมือกันในการประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมปฏิบัติการในการทำลายเครือข่าย/ที่ตั้งศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มขบวนการที่กระทำผิดในเรื่องของการหลอกลวง สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ ภายใต้บทบาทการเป็นตำรวจอาเซียน (ASEANAPOL) ที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติการอย่างเด็ดขาด ต่อกลุ่มผู้กระทำผิด และสร้างความสงบสุขให้เกิดกับพี่น้องประชาชนในประเทศของเราต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top