Wednesday, 22 July 2026
Hard News Team

ผบ.ตร.ประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับเข้ม 8 ข้อ ดูแลประชาชนเข้าถวายความอาลัยฯ รุกปราบสแกมเมอร์ ต่างด้าวผิดกฎหมาย ย้ำแนวทางแต่งตั้งวาระ 68 ยึดกฎหมายและข้อวินิจฉัย ก.พ.ค.ตร. พัฒนางานสอบสวนเร่งด่วน

เมื่อวานนี้ (7 พ.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำชับในที่ประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ผู้บัญชาการหน่วยต่าง ๆ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ผบ.ตร.ย้ำนโยบายเร่งด่วนและนโยบายสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับให้ทุกหน่วยป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเด็ดขาด เนื่องจากรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการปฏิบัติร่วมกันหน่วยงานอื่น เพื่อการปราบปรามอาชญากรออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ให้ประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
 
ผบ.ตร.มีข้อสั่งการและกำชับ 8 ข้อ ในการขับเคลื่อนภารกิจการดูแลความสงบเรียบร้อย บริการประชาชนที่เข้าถวายถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, การปราบปรามอาชญากรรมเชิงรุก, การพัฒนางานสอบสวน, การแต่งตั้งตำรวจ วาระปี 2568 รวมถึงการดูแลสวัสดิการตำรวจและครอบครัว ฯลฯ ดังนี้

1 .ให้ข้าราชการตำรวจทุกนายที่ร่วมปฏิบัติภารกิจในการดูแลความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยในกรณีที่ประชาชนจะเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ให้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และให้ความช่วยเหลือ ดูแลประชาชนด้วยความเป็นมิตร

2. ให้คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการ ผบ.ตร. ประจำปีงบประมาณ 2569 กำหนดกรอบการติดตาม และขับเคลื่อน นโยบาย "6 เร่งรัด" อาทิ ขับเคลื่อนส่งเสริมโครงการพระราชดำริ พัฒนางานสอบสวน กวดขันเสริมสร้างวินัยจราจร ปรับปรุงสวัสดิการตำรวจและครอบครัว ฯลฯ ให้เห็นความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แล้วรายงานทุก 3 เดือน

3. ให้ศูนย์พัฒนางานสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 458/2568 รวบรวมติดตามประเด็นจากคณะกรรมการ คณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุง พัฒนางานสอบสวน ที่มีอยู่หลายคณะ เพื่อนำข้อสังเกตมาปรับปรุง เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ กำหนดไทม์ไลน์ เป็นระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว
 
4. ให้ศูนย์อำนวยการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็นกลไกหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการขับเคลื่อนงาน โดยกำหนดแผน มาตรการ ให้ทุกหน่วยปฏิบัติ ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่รัฐบาลกำหนดเป็น "วาระแห่งชาติ"  โดยรายงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาล ทุก 7 วัน และ 1 เดือน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทราบว่า “ตำรวจไทย แก้ไขปัญหา สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง"

5. ให้ศูนย์อาชญากรรมพิเศษ จัดทีมรวบรวมผลการปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์ฯ ที่สามารถนำไปใช้ในการกำหนด ทิศทางการทำงานของศูนย์และรายงานผลการปฏิบัติงาน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ ทุก 7 วัน 
 
6. ให้ศูนย์อำนวยการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาบุคคลต่างด้าวทำผิดกฎหมาย กำหนดแผนให้ทุกหน่วยบูรณาการกำลังในการปฏิบัติร่วมกัน พร้อมรายงานผลการปฏิบัติทุก 7 วัน และ 1 เดือน 
 
7. การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในวาระประจำปี 2568 ให้หัวหน้าหน่วยซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งแต่งตั้ง ดำเนินการให้เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการไว้ รวมถึงให้ปฏิบัติตามขั้นตอนในการพิจารณาให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย และแนวทางที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้เคยวินิจฉัยในประเด็นต่าง ๆ ไว้ อย่างเคร่งครัด
 
8. ให้เร่งรัดการพิจารณาให้ความช่วยเหลือข้าราชการตำรวจและหน่วยงานตำรวจที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม และสาธารณภัยอื่น ๆ โดยเร็ว

ชื่นชม นร.เทพศิรินทร์ ฮีโร่กระโดดช่วยลูกแมวตกคลองผดุงฯ หนึ่งชีวิตก็มีความหมายในคืนวันลอยกระทง สน.พลับพลาไชย ซูฮก-ผอ.มอบรางวัล ให้ข้อคิด ทำดีและต้องห่วงความปลอดภัย

(7 พ.ย. 68) สน.พลับพลาไชย 1 โพสต์เรื่องราวสุดประทับใจเมื่อเย็นวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา นักเรียนชายโรงเรียนเทพศิรินทร์เห็นลูกแมวกำลังจมน้ำในคลองผดุงกรุงเกษม จึงกระโดดลงไปช่วยจนปลอดภัย ก่อนห่อตัวด้วยผ้าให้ความอบอุ่น โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่อและได้รับคำชื่นชมล้นหลามจากชาวเน็ต

เพจเฟซบุ๊ก สน.พลับพลาไชย 1 ระบุแคปชันว่า “สุดยอดเรื่องราวดีๆ ในคืนวันลอยกระทง… หนึ่งชีวิตก็มีความหมายเสมอ” พร้อมเผยบทสัมภาษณ์นักเรียนเจ้าของเหตุการณ์ที่เล่าว่า เพื่อนๆ พยายามช่วยด้วยบันไดและไม้แต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจกระโดดลงน้ำ เพราะว่ายน้ำได้และคิดว่าแมวอาจมีเจ้าของ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 68 นายวิธาน พรหมสินธุศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ เชิญนักเรียนชั้น ม.2/1 โครงการ English Program ที่เกี่ยวข้อง 3 คน ได้แก่ เด็กชายชลภัทร คงสมพงษ์ เด็กชายพิชยะ เรืองรอด และเด็กชายอิทธิพัทธ์ รัตนากรสิริ (ผู้ที่ลงน้ำช่วยแมว) เข้าพบและเล่าเหตุการณ์ ซึ่งเกิดบริเวณใต้สะพานนพวงศ์ ริมคลองผดุงฯ ในคืนลอยกระทง

โดยผู้อำนวยการกล่าวชื่นชมและมอบเสื้อเป็นรางวัลแก่ทั้ง 3 คน พร้อมให้ข้อคิดว่า “การทำความดีเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ต้องประเมินสถานการณ์และคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง” สะท้อนบทเรียนสำคัญว่าความกล้าหาญควรมาพร้อมสติและการป้องกันความเสี่ยง

เชียงใหม่ฮือฮา!! “ลลิษา มโนบาล” โผล่วัดเจดีย์หลวง ถ่ายโปรโมตท่องเที่ยวไทยให้ ททท. ร่วมงานคืนสุดท้าย “ยี่เป็ง” เชียงใหม่ กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล

(7 พ.ย. 68) ลิซ่า แบล็คพิ้งค์ หรือ ลลิษา มโนบาล ซูเปอร์สตาร์ชาวไทยระดับโลก โผล่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ในคืนสุดท้ายของงานประเพณียี่เป็ง เพื่อถ่ายงานโปรโมตการท่องเที่ยวไทยให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

แฟนคลับและชาวเชียงใหม่ต่างตื่นเต้นและถ่ายภาพเหตุการณ์เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นกระแสไวรัล แต่ไม่นานหลังจากนั้น เพจต่างๆ ที่แชร์ภาพถูกทีมงานติดต่อให้ลบโพสต์ โดยอ้างถึงปัญหากฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อป้องกันความขัดแย้ง

ประเพณียี่เป็งถือเป็นงานสำคัญของเชียงใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอย่างมาก ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือว่าลิซ่าจะเดินทางมาถ่ายงานโปรโมตกับ ททท.ในช่วงจัดงานจริงตามที่แฟนๆ ตั้งตารอคอย

อดีตที่ปรึกษาทรัมป์จี้!! สอบสวนเส้นทางการเงินไปยูเครน เม็ดเงินสหรัฐฯ หลายพันล้านไร้ร่องรอย ซัดรัฐบาลไม่เปิดเผยบัญชีงบประมาณ ถามตรงๆ “เงินภาษีชาวอเมริกันหายไปไหน?”

(7 พ.ย. 68) ไมเคิล ฟลินน์ (Michael Flynn) อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว RIA Novosti เรียกร้องตรวจสอบความโปร่งใสเงินช่วยเหลือยูเครน โดยระบุว่าสหรัฐฯ “อัดฉีดเงินภาษีประชาชนเป็นพันล้านดอลลาร์” แต่ยังไม่เห็นบัญชีที่ชัดเจน พร้อมตั้งคำถามว่า “เงินไปไหน”

ฟลินน์กล่าวในเวทีเสวนา “บทบาทสื่ออิสระในเวทีระหว่างประเทศ” ซึ่งจัดโดยสถาบัน Gold Institute for International Strategy เมื่อ 30 ต.ค. ว่าทีมของเขากำลังติดตามคดีจากผู้เปิดโปงข้อมูล ราว 8 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือเกี่ยวกับเงินประมาณ 47- 48 พันล้านดอลลาร์ที่เขาเชื่อว่า “อาจไม่เคยไปถึงยูเครน”

เขาย้ำว่ากำลังเดินหน้าดำเนินคดีแพ่งเพื่อให้มีการชี้แจงเส้นทางการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงบัญชีรายจ่ายอย่างละเอียด เพื่อรับผิดชอบต่อผู้เสียภาษีและสร้างความเชื่อมั่นต่อการสนับสนุนต่างประเทศในอนาคต

“ตรีนุช” นั่งประธาน คบต. ทบทวนขยายเวลาทำงานแรงงานต่างด้าว ลาว เมียนมา และเวียดนาม ผ่อนผันต่อใบอนุญาต ลดหลักประกันนายจ้าง แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์  คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวนมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานภายในประเทศและสภาพทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและทบทวน 3 แนวทางสำคัญ ดังนี้

1. อนุญาตให้แรงงานต่างด้าว สัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีหลักฐานการอนุญาตให้อยู่หรือทำงานในประเทศไทยแต่การอนุญาตทำงานหรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด รวมถึงคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก่อนที่ประกาศจะมีผลบังคับใช้และต้องการทำงาน สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้ 1 ปี ในส่วนคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ต้องเป็นคนที่อยู่หรือเคยอยู่และทำงานในราชอาณาจักรแล้วเท่านั้น และต้องดำเนินการตามแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด

2. ผ่อนผันให้คนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567  ที่ได้รับอนุญาตถึง 31 มีนาคม 2569 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ได้รับอนุญาตถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่และทำงานได้ต่อไปเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงาน พร้อมเอกสารหลักฐาน ก่อนที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุ เพื่อป้องกันการขาดแคลนแรงงานอันจะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของนายจ้าง สถานประกอบการ

3. แก้ไขการเก็บหลักประกันในการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ (กรณีหลักประกันของนายจ้าง) ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 และมติวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 โดยให้นายจ้างวางหลักประกัน 1 พันบาท ต่อการจ้างคนต่างด้าว 1 คน สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อช่วยบรรเทาและลดภาระต้นทุนให้กับนายจ้าง สถานประกอบการ โดยนายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทาง กรณีมีค่าใช้จ่ายเกินหลักประกันที่วางไว้

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการทั้ง 3 แนวทางนี้เป็นการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนแรงงานและช่วยลดภาระให้กับนายจ้างได้อย่างแท้จริง โดยกรมการจัดหางานจะเร่งรัดสรุปผลการพิจารณาทั้งหมดเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุดต่อไป โดยแรงงานต่างด้าวกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผันก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และประกาศกระทรวงมหาดไทย รวมถึงประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ ขอให้นายจ้าง สถานประกอบการ และแรงงานต่างด้าว ติดตามข่าวสารและรายละเอียด แนวทางการปฏิบัติจากกรมการจัดหางานอย่างใกล้ชิด ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ดราม่าบอสณวัฒน์!! กลายเป็นระบบการตลาด เป็นเครื่องมือจัดการไลฟ์กระแส ยุทธศาสตร์สื่อสารยุคดิจิทัล ทำให้แบรนด์ และตัวเข้าไปอยู่ในสปอตไลต์ต่อเนื่อง

(7 พ.ย. 68) ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ใช้ไลฟ์สตรีมจุดกระแสดราม่า ผ่านเหตุการณ์สำคัญสองครั้ง ได้แก่ ไลฟ์จากโรงพยาบาลในช่วงโควิด-19 เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2564 ที่เล่าว่า "ถูกให้กลับบ้านภายใน 24 ชม." ซึ่งสร้างประเด็นถกเถียงเรื่องการจัดการเตียงผู้ป่วยจนมีหน่วยงานออกมาชี้แจง และไลฟ์พรีอีเวนต์ Miss Universe 2025 เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่เกิดข้อขัดแย้งระหว่าง ณวัฒน์กับมิสเม็กซิโก โดยเขายืนยัน "ไม่ได้พูดคำว่า dumb head แต่เป็น damage" พร้อมขอโทษในเวที Welcome Night

เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ณวัฒน์ใช้ดราม่าเป็นเครื่องมือจัดการกระแส ทำให้แบรนด์และตัวเขาอยู่ในสปอตไลต์ต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีวินัยในการบริหารความเคลื่อนไหว บทเรียนจากเขาคือ ต้องเตรียม Fact Sheet ภายใน 6 ชั่วโมงหลังเกิดดราม่า เพื่อแยกคำพูดตรงและการตีความ พร้อมสร้างเนื้อหาเชิงบวกภายใน 24-72 ชั่วโมง และวางเงื่อนไขทางแบรนด์กับพาร์ตเนอร์อย่างชัดเจน เพื่อให้จัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อถกเถียงและดราม่าที่เกิดขึ้นกับณวัฒน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการนางงาม เช่นเคส Miss Iceland 2016 ที่นางงามลาออกกลางคันอ้างโดนบอกให้ลดน้ำหนัก, Vietnam 2022 ที่มีวิจารณ์เรื่องสัดส่วนของผู้เข้าประกวด หรือกรณี Rachel Gupta ในปี 2025 ที่แฉปัญหาสภาพแวดล้อมองค์กรกลั่นแกล้ง แต่ทั้งหมดยังเน้นให้เห็นว่าดราม่าคือ "ตัวเร่ง" ที่ต้องเปลี่ยนเป็นความเชื่อใจและรายได้อย่างมีระบบ ไม่ใช่แค่การแจ้งเกิดผ่านไฟจากไลฟ์เพียงอย่างเดียว

ทำไมไต้หวันไม่เชื่อ "สองระบบ" อีกต่อไป จากกฎหมายความมั่นคงถึงอาร์ติเคิล 23 เมื่อเสรีภาพถูกตีกรอบภายใต้ชื่อ "ความมั่นคง" ไต้หวันจึงเลือก "รักษาระยะ" มากกว่า "รวมชาติ"

บทเรียนจากฮ่องกง: ทำไมไต้หวันมองว่า “สองระบบ” ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

1) จุดพลิกเกม: จากกฎหมายความมั่นคง 2020 ถึง “อาร์ติเคิล 23” ปี 2024
ฮ่องกงเปลี่ยนฉากการเมืองครั้งใหญ่เมื่อจีนบังคับใช้ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” (NSL) วันที่ 30 มิ.ย. 2020 กำหนดความผิดกว้างมากตั้งแต่แบ่งแยกประเทศ-โค่นล้มอำนาจรัฐ-ก่อการร้าย-สมคบกับต่างชาติ ต่อมาวันที่ 23 มี.ค. 2024 ฮ่องกงตรากฎหมายความมั่นคงท้องถิ่นตาม “มาตรา 23” เพิ่มข้อหาหนักอย่างกบฏ ก่อการจลาจล สายลับ ล้วงความลับรัฐ และ “การแทรกแซงจากต่างชาติ”—โทษบางฐานถึงจำคุกตลอดชีวิต นี่คือจุดที่ “สองระบบ” ถูกตีความให้เข้มสุดและกินพื้นที่เสรีภาพพลเมืองโดยตรง

2) บทพิสูจน์ที่คนไต้หวันมองเห็น: “การเมืองแบบเลือกได้จริง” หายไป
หลังปี 2020 โครงสร้างเลือกตั้งของฮ่องกงถูกปรับเป็น “เฉพาะผู้รักชาติ” ทั้งระดับสภานิติบัญญัติ (2021) และสภาเขต (2023) โดยตัดสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งตรงและเพิ่มกลไกคัดกรองผู้สมัคร ผลคือการมีส่วนร่วมประชาชนถดถอย—เลือกตั้งสภาเขต 10 ธ.ค. 2023 มีผู้มาใช้สิทธิแค่ 27.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบกับ 71% ในปี 2019 ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน คนไต้หวันจึงเห็น “สัญญาเรื่องสิทธิเลือกตั้ง” ถูกหดตัวอย่างเป็นระบบ

3) เสรีภาพสื่อและการแสดงออก: เคสสั่นสะเทือนความเชื่อมั่น
• หนังสือพิมพ์ Apple Daily ปิดตัว 24 มิ.ย. 2021 หลังรัฐอายัดทรัพย์ตามกฎหมายความมั่นคง สะท้อนว่าเครื่องมือทางกฎหมายสามารถ “ปิดปาก” องค์กรสื่อได้จริงในทางปฏิบัติ
• ปี 2024 อดีตบรรณาธิการ Stand News ถูกตัดสินผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น (sedition)” และถูกจำคุก กลายเป็นคดีสื่อใหญ่หลัง NSL
• ปี 2024–2025 มีสื่อและองค์กรระหว่างประเทศยุติ/ลดบทบาทในฮ่องกง จากความกังวลด้านความปลอดภัยภายใต้กฎหมายใหม่
• ดัชนีเสรีภาพสื่อของ Reporters Without Borders (RSF) ปี 2025 จัดอันดับฮ่องกงรั้งที่ 140 ของโลก ขณะที่รายงาน Freedom House ปี 2025 ให้คะแนน “เสรีภาพ” ของฮ่องกงลดลงอีก
ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำกับสังคมไต้หวันว่า “สองระบบ” ในเวอร์ชันปัจจุบันไม่รับประกันเสรีภาพสื่อและการวิพากษ์อำนาจ

4) สังคมพลเมืองถูกเบรก: องค์กร-สหภาพ-NGO ทยอยยุบ
หลัง NSL เครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมากยุติบทบาท เช่น สหภาพครูที่ใหญ่สุด (HKPTU) ประกาศยุบใน ส.ค. 2021 และแนวร่วม Civil Human Rights Front ก็ปิดตัวในเดือนเดียวกัน ภาพที่ส่งถึงไต้หวันคือ “พื้นที่ถกเถียง-จัดตั้ง-รวมตัว” หดแคบลงอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อหาความมั่นคง

5) ตัวเลขบังคับใช้กฎหมาย: จับกุม-หมายจับ-คดีมั่นคง ต่อเนื่อง
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและรายงานสิทธิมนุษยชนระบุการจับกุมหลายร้อยรายตั้งแต่ปี 2020 และยังมีหมายจับพร้อม “เงินรางวัล” ไล่ล่าผู้ลี้ภัยการเมืองในต่างแดน ภาพรวมทำให้คนไต้หวันตั้งคำถามกับหลักนิติรัฐภายใต้ “สองระบบ” ว่าจะกลายเป็น “กฎหมายที่ตีความกว้างเพื่อปิดปาก” หรือไม่

6) การศึกษา-พื้นที่ความคิด: หลักสูตรใหม่และการคัดหนังสือ
วิชาสังคมศึกษาเสาหลัก “Liberal Studies” ถูกยกเครื่องและเปลี่ยนชื่อเป็น “Citizenship and Social Development” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2021/22 พร้อมกรอบเนื้อหาย้ำ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และศึกษาจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะเดียวกัน มีรายงานการถอด/คัดหนังสือในห้องสมุดสาธารณะและสถาบันการศึกษา ภายใต้บรรยากาศ NSL สิ่งนี้สื่อถึงไต้หวันว่าพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์ในระบบการศึกษาถูกจำกัดมากขึ้น

7) ผลกระทบต่อชีวิตคนฮ่องกง: การอพยพ และ “สมองไหล”
หลังปี 2019 มีคลื่นการย้ายถิ่นจากฮ่องกงทั้งไปสหราชอาณาจักร (โครงการ BN(O)) และไปไต้หวันเอง—ปี 2020 ไต้หวันออกใบอนุญาตพำนักให้ชาวฮ่องกงกว่า 10,800 ราย (เพิ่มเกือบเท่าตัวจากปี 2019) และตัวเลขสถานะพำนักถาวรยังโตต่อในปี 2023 ภาพนี้สะท้อนความไม่มั่นใจในทิศทางของ “สองระบบ” ที่ผู้คนรู้สึกในชีวิตจริง

8) แล้วไต้หวันอ่านบทเรียนนี้อย่างไร
สำรวจทัศนะสาธารณะของสภากิจการจีนแผ่นดินใหญ่ (MAC) ปี 2025 ชี้ว่าคนไต้หวันกว่า 80% “ไม่เห็นด้วย” กับกรอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ขณะที่นักการเมืองหลักในไต้หวัน—ไม่ว่าฝ่ายใด—ก็ปฏิเสธโมเดลนี้อย่างเปิดเผย แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลอัตลักษณ์จากศูนย์ศึกษาการเลือกตั้ง ม.เจิ้งจื้อ ที่สัดส่วน “รู้สึกว่าเป็นคนไต้หวัน” เพิ่มต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งยิ่งเร่งหลังวิกฤติฮ่องกงปี 2019–2024

สรุปสำหรับคนอ่านไต้หวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงหลังปี 2019 ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าข่าว แต่มากระทบ “คุณภาพชีวิตทางการเมือง” จริง—สิทธิเลือกตั้งถูกลดทอน เสรีภาพสื่อ-การรวมตัวถูกจำกัด การศึกษาถูกตีกรอบ และการบังคับใช้กฎหมายมั่นคงขยายกรอบตีความอย่างกว้าง เมื่อมองบทเรียนนี้ ไต้หวันจึงไม่เชื่อว่า “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะคุ้มครองวิถีประชาธิปไตยและสิทธิของตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงเลือก “คงสถานะเดิม/รักษาระยะ” มากกว่าการรวมชาติภายใต้เงื่อนไขที่เห็นผลลัพธ์ชัดแล้วในฮ่องกง

คุ้มครองสิทธิฯ เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม “10 ปี กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือเคียงข้างประชาชน”

(7 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มอบหมายให้กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ โดยนางสาวศิวาพร ศรียาคะบุตร นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม “10 ปี กองทุนยุติธรรมช่วยเหลือเคียงข้างประชาชน” โดยได้รับเกียรติจาก พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานแถลงผลการดําเนินงาน และมีนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวรวิวรรณ จตุรพิธพร รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายโกมล พรมเพ็ง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวัลลภ นาคบัว โฆษกกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม คณะผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายภาคประชาชน (ผู้ไกล่เกลี่ย) และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้อง Jupiter โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนของกองทุนยุติธรรม และเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในภารกิจของกองทุนยุติธรรมให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึง ผ่านช่องทางสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ และสื่อสังคมออนไลน์

โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมากองทุนยุติธรรม ได้มุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับการให้บริการในการให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้ง 4 ภารกิจสำคัญ เพื่อการให้ความช่วยเหลือได้ขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ มีการรับฟังและร่วมแก้ไขปัญหา นำความยุติธรรมเชิงรุกเข้าถึงทุกเสียงความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการงานยุติธรรมได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม และในการก้าวสู่ปีที่ 11 กองทุนยุติธรรมยังคงมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์และการดำเนินงานเพื่อสร้างหลักประกันว่าประชาชนทุกคนจะสามารถเข้าถึงเส้นทางแห่งความยุติธรรม และได้รับโอกาสสู่ความเป็นธรรมอย่างเสมอภาค

ทั้งนี้ การดำเนินงานของกองทุนยุติธรรมตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้รับคำขอความช่วยเหลือจากประชาชน ผู้ได้รับความเดือดร้อนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม จำนวน 61,613 ราย คิดเป็นเงินช่วยเหลือ จำนวนกว่า 2,242 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีงบประมาณ 2568 กองทุนยุติธรรมได้รับคำขอความช่วยเหลือจากประชาชน จำนวน 5,217 ราย เป็นเงินช่วยเหลือ จำนวนกว่า 227 ล้านบาท

บทเรียนจาก 12 เคสทั่วโลก ถอดรหัส 5 เงื่อนไขความสำเร็จ ฉันทามติ-แผนชัด-สวัสดิการจับต้องได้ รวมเพื่ออยู่ ไม่ใช่รวมเพื่อชนะ

สรุปสั้น: การรวมชาติที่ “สำเร็จจริง” มักมี 5 เงื่อนไขร่วม—(1) ความชอบธรรมตามกฎหมายและฉันทามติสังคม, (2) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ชัด, (3) การรับรอง/ไม่ขัดขวางจากมหาอำนาจ, (4) แผนรวมเศรษฐกิจ-สวัสดิการที่จับต้องได้, และ (5) การเล่าเรื่องชาติ (nation-building) ที่ครอบคลุมความหลากหลาย ไม่ทับอัตลักษณ์เดิมจนแตกร้าว

12 เคส “รวมชาติ/รวมรัฐ” ที่สำเร็จ (คัดแบบหลากภูมิภาค)
1. 1) เยอรมนี (1990) — “สองเยอรมัน” กลับมาเป็นหนึ่งผ่านกรอบ Two Plus Four (สองเยอรมัน + สหรัฐฯ/โซเวียต/สหราชอาณาจักร/ฝรั่งเศส) เคลียร์กรอบความมั่นคง-กฎหมายระหว่างประเทศ ก่อนบังคับใช้ “สนธิสัญญารวมชาติ” วันที่ 3 ต.ค. 1990
2. 2) เวียดนาม (1976) — หลังสงครามสิ้นสุด เวียดนามเหนือ-ใต้ประกาศเป็น “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” (2 ก.ค. 1976) จากนั้นเดินหน้ารวมระบบกฎหมาย-การคลัง-พรรคการเมือง
3. 3) เยเมน (1990) — เยเมนเหนือ + เยเมนใต้ รวมเป็น “สาธารณรัฐเยเมน” (22 พ.ค. 1990) แม้ต่อมามีความขัดแย้งภายใน แต่สถานะรัฐรวมยังคงยืนในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
4. 4) แทนซาเนีย (1964) — แทงกันยีกา + แซนซิบาร์ รวมเป็น “สาธารณรัฐแห่งสหภาพแทนซาเนีย” ด้วยข้อตกลงที่คง “เอกลักษณ์-อำนาจท้องถิ่น” ฝั่งเกาะไว้บางส่วนเพื่อลดแรงเสียดทาน
5. 5) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (1971–72) — สหพันธรัฐเริ่ม 6 เอมิเรตส์ (2 ธ.ค. 1971) ก่อนราสอัลไคมาห์เข้าร่วม (ก.พ. 1972) โครงสร้างสหพันธรัฐ + รายได้พลังงานแบ่งปันชัด เป็นกาวใจสำคัญ
6. 6) แคเมอรูน (1961) — British Southern Cameroons เลือกผ่านประชามติภายใต้กำกับยูเอ็น ไปรวมกับ Republic of Cameroon เกิด “สหพันธ์สาธารณรัฐแคเมอรูน” (1 ต.ค. 1961) ก่อนค่อย ๆ ปรับเป็นรัฐเดี่ยว
7. 7) อิตาลี (1861–1870) — Risorgimento รวมรัฐเล็กภาคเหนือ-ใต้ สถาปนาอิตาลี (1861) แล้ว “ปิดจ็อบ” เมื่อได้เวเนโต (1866) และโรม (1870) กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจการเมือง-วัฒนธรรม
8. 8) สหราชอาณาจักร (1707) — กฎหมายสหภาพทำให้อังกฤษ + สกอตแลนด์ กลายเป็น “บริเตนใหญ่” (ภายหลังรวมไอร์แลนด์เหนือเป็นสหราชอาณาจักร) จุดแข็งคือโครงสร้างสหภาพที่เปิดพื้นที่อัตลักษณ์ท้องถิ่น
9. 9) แอฟริกาใต้ (1910) — รวมอาณานิคมอังกฤษ 4 แห่งเป็น “สหภาพแอฟริกาใต้” (ต่อมาเป็นสาธารณรัฐ) โครงสร้างเศรษฐกิจสมัยใหม่ช่วยเชื่อมภูมิภาคที่ต่างกันมาก
10. 10) โรมาเนีย (1859 & 1918) — มอลดาเวีย + วาลาเคีย รวมปี 1859 และ “มหาสหภาพ” 1 ธ.ค. 1918 เมื่อทรานซิลเวเนียเข้าร่วม (ได้การรับรองในสนธิสัญญาหลังสงคราม)
11. 11) ซาอุดีอาระเบีย (1932) — รวมเฮญาซ + นัจด์ ภายใต้ราชวงศ์ซะอูด (23 ก.ย. 1932) ใช้ทั้งการทหาร-การเมือง-เศรษฐกิจ สถาปนารัฐชาติศูนย์กลางศาสนาและพลังงาน
12. 12) ลิเบีย (1951) — รวม 3 แคว้นประวัติศาสตร์ (ทริโปลิแทเนีย-ไซเรไนกา-เฟซซาน) เป็นราชอาณาจักรลิเบียอิสระ (24 ธ.ค. 1951) ก่อนเลิกโครงสร้างสหพันธรัฐในปี 1963

แพตเทิร์นความสำเร็จ: 7 ปัจจัยที่ซ้ำกันแทบทุกเคส
· 1) ฉันทามติ + ความชอบธรรมทางกฎหมาย — มักมีสนธิสัญญา/ประชามติ/กรอบกฎหมายชัด (เช่น เยอรมนี—Two Plus Four, แคเมอรูน—ประชามติภายใต้ยูเอ็น)
· 2) รับรองจากมหาอำนาจ/องค์กรระหว่างประเทศ — ลดความเสี่ยงปะทะเชิงยุทธศาสตร์ เพิ่มความแน่นอนด้านเขตแดน-ความมั่นคง
· 3) ข้อตกลงเปลี่ยนผ่านที่ “แตะกระเป๋าเงิน” — บูรณาการเศรษฐกิจ-สวัสดิการ-งบชดเชย (ตัวอย่าง UAE แบ่งปันรายได้พลังงาน, เยอรมนีมีการโอนงบไปภาคตะวันออก)
· 4) ออกแบบสถาบันการเมืองที่ยืดหยุ่น — สหพันธรัฐ/เขตปกครองพิเศษ/โควตาอำนาจ เพื่อลดแรงเสียดทานอัตลักษณ์ (แทนซาเนีย, UK)
· 5) สงคราม/ความขัดแย้งต้อง “จบจริง” หรือควบคุมได้ — สันติภาพที่มีหลักประกัน ช่วยให้การรวมไม่ถูกรื้อใน 3–5 ปีแรก (เวียดนามหลัง 1975)
· 6) เล่าเรื่องชาติแบบ “รวม ไม่ลบ” — สัญลักษณ์/แบบเรียน/วัฒนธรรมที่ยอมรับความต่าง สร้างความภาคภูมิใจร่วม ไม่ใช่ให้ฝ่ายหนึ่ง “แพ้แล้วหายไป”
· 7) แผน 100 วัน–1 ปี–5 ปี ที่ตรวจสอบได้ — Roadmap รวมกฎหมาย/ดิจิทัลไอดี/ภาษี/แรงงาน/พรมแดน/บริการสาธารณะ พร้อม KPI และงบประมาณ

เทียบกับ “รวมไม่รอด/ไปต่อยาก”: บทเตือนใจสั้น ๆ
• สหพันธ์ที่อายุสั้น: สหภาพอียิปต์–ซีเรีย (UAR, 1958–61), เซอร์เบีย–มอนเตเนโกร (2003–2006)
• บทเรียนร่วม: ขาดดุลอำนาจรุนแรง, ไม่มีผลประโยชน์ร่วมที่แตะชีวิตประจำวัน, ไม่ได้ฉันทามติจากฐานสังคม, โครงสร้างสถาบันไม่รับแรงสั่นสะเทือน

เช็กลิสต์ “ถ้าจะรวมให้สำเร็จ” (ฉบับผู้กำหนดนโยบาย)
· วัดอุณหภูมิสังคมด้วยโพลหลายสำนัก + เวทีรับฟังความเห็นที่โปร่งใส
· ทำ Term Sheet การรวม: งบชดเชย, ภาษี, ทรัพยากร, อำนาจท้องถิ่น, กระบวนการยุติธรรมช่วงเปลี่ยนผ่าน
· ขอ “กรอบรับรอง” ระหว่างประเทศตั้งแต่ต้น (สนธิสัญญา/คำประกาศร่วม)
· สื่อสาร value proposition ที่จับต้องได้: รายได้ต่อหัว, สวัสดิการ, การเดินทาง/ค้าขายที่ดีขึ้น
· ทำ Integration PMO กลาง + Dashboard KPI สาธารณะภายใน 100 วัน

ปิดท้าย: การ “รวมชาติ” ไม่ใช่การต่อชิ้นส่วนภูมิศาสตร์ แต่คือการต่อ “ความยินยอมพร้อมใจ” ผ่านกฎหมาย สถาบัน การกินดีอยู่ดี และเรื่องเล่าร่วมของผู้คน เคสที่สำเร็จจึงมักเริ่มจากคำถามง่าย ๆ แต่ยากมาก: ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไร และรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐใหม่แค่ไหน

รมว.อรรถพล นำทีม พลังงานและ กฟผ. ร่วมกับชาวอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมน้อมถวายความอาลัย “พระพันปีหลวง” ณ เขื่อนสิริกิติ์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

(7 พ.ย. 68) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมคณะผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์นับพันคน ร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ เขื่อนสิริกิติ์ จัดขึ้นเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ 

โดยกิจกรรมประกอบด้วยการแปรอักษร “เรารักพระพันปีหลวง” บนสันเขื่อนสิริกิติ์ ตักบาตรพระสงฆ์ 48 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” แสดงพระราชกรณียกิจเมื่อครั้งเสด็จเยือนเขื่อนสิริกิติ์ และการประดับไฟบริเวณสวนสุมาลัย ที่ กฟผ. สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ 60 พรรษา เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535

ทั้งนี้ เขื่อนสิริกิติ์ได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นชื่อเขื่อน ซึ่งยังประโยชน์ ให้แก่ประเทศ ทั้งด้านชลประทานและการผลิตไฟฟ้า เขื่อนสิริกิติ์เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กั้นแม่น้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ มีความจุอ่างเก็บน้ำประมาณ 9,510 ล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 3 รองจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนภูมิพล 

โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2514 และเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดเขื่อนสิริกิติ์และโรงไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2520 จวบจนปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เขื่อนสิริกิติ์ ยังสนองพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” โดย กฟผ. ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชน ปลูกป่าเทิดพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมในพื้นที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อปี 2565 จำนวน 400 ไร่ 900,000 ต้น และสร้างฝายชะลอน้ำ ป้องกันการพังทลายของดิน ยืดอายุแหล่งน้ำ ดักตะกอนและวัสดุต่าง ๆ ไม่ให้ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินด้วย

กระทรวงพลังงาน กฟผ. และประชาชนชาวอุตรดิตถ์  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้ร่วมจัดกิจกรรมต่างๆ ณ เขื่อนสิริกิติ์ ทั้งกิจกรรมการแปรอักษร กิจกรรมตักบาตรพระสงฆ์ การจัดแสดงวีดิทัศน์และนิทรรศการ “น้อมรำลึกพระแม่แห่งแผ่นดิน” และที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ก็ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เช่น การปลูกป่า การสร้างอ่างเก็บน้ำ การสร้างฝาย การปลูกหญ้าแฝก รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนรอบเขื่อนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ ในวันเดียวกัน กฟผ. ได้จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีผู้บริหาร กฟผ. ผู้บริหารบริษัทในกลุ่ม กฟผ. และผู้ปฏิบัติงาน ร่วมแสดงความอาลัยกว่า 600 คน ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานกลาง กฟผ. พร้อมทั้งทุกเขต เขื่อน โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top