Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

มาสด้าทุ่ม 5,000 ล้าน!! ดันไทยขึ้นแท่นฐานผลิต B-SUV Mild Hybrid เตรียมผลิต 1 แสนคันต่อปี ส่งออกญี่ปุ่น-อาเซียน-ตลาดโลก

(13 ก.พ.68) นายมาซาฮิโร โมโร (Masahiro Moro) ประธานและซีอีโอของบริษัท มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยมาสด้าเตรียมทุ่มงบกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของรถยนต์อเนกประสงค์ B-SUV แบบ Mild Hybrid (MHEV) ตั้งเป้าการผลิตที่ 100,000 คันต่อปี เพื่อส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก

แผนการลงทุนครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบไปเมื่อเดือนธันวาคม 2567 โดยมาตรการดังกล่าวรวมถึงการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ Hybrid (HEV) และ Mild Hybrid (MHEV) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 7 ปี ตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2575 นอกจากนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังได้ออกมาตรการส่งเสริมเพื่อกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิตที่นำเทคโนโลยีอัตโนมัติและระบบหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต

นายมาซาฮิโร โมโร เปิดเผยว่า มาสด้ามีประวัติการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 70 ปี และได้ลงทุนสร้างฐานการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากโรงงาน AutoAlliance (AAT) ในจังหวัดระยองเมื่อปี 2538 เพื่อผลิตรถยนต์นั่งและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และโรงงาน Mazda Powertrain Manufacturing Thailand (MPMT) ในจังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2558 สำหรับการผลิตเครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติ โรงงานเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตของมาสด้าและซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการลงทุนครั้งล่าสุด มาสด้ามุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) โดยเพิ่มงบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาทเพื่อผลิต B-SUV Mild Hybrid ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง ลดมลภาวะ และเพิ่มความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล รถยนต์รุ่นนี้จะถูกผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน และตลาดโลก การลงทุนดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น เครื่องยนต์ เกียร์ และแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าที่จะเริ่มกระบวนการผลิตภายในปี 2570

นอกจากการขยายฐานการผลิต มาสด้ายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเชนในประเทศเพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ โดยการลงทุนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญภายใต้แนวทาง Multi-Solution ของมาสด้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันยาวนานระหว่างบริษัทกับประเทศไทย พร้อมทั้งมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

เปิดฉากการฝึก กองทัพเรือประจำปี 68 ภายใต้แนวคิด 'รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น'

(13 ก.พ.68) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2568 โดยมี ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ พร้อมกำลังพลที่เข้ารับการฝึก เข้าร่วมในพิธี ณ ท่าเรือแหลมเทียนกลางท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 

โดย ภายหลังพิธีเปิด ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ร่วมสังเกตการณ์ การสาธิตการปฏิบัติการทางเรือและอากาศยาน และเยี่ยมชม การแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ในการฝึกกองทัพเรือใน ปี 2568 นี้

การฝึกกองทัพเรือประจำปี ถือเป็นการฝึกที่มีความสำคัญสูงสุดของกองทัพเรือ โดยใช้แนวคิดในการฝึกว่า 'รบอย่างไร ฝึกอย่างนั้น' ซึ่งในปีนี้ เป็นการฝึกป้องกันประเทศโดยกำหนดสถานการณ์ตั้งแต่ในขั้นปกติสถานการณ์วิกฤต ไปถึงขั้นป้องกันประเทศ ซึ่งมีการทดสอบและสร้างความคุ้นเคยทางด้านแนวความคิดหลักการ หลักนิยม ไปจนถึงขีดความสามารถของกำลังรบในแต่ละประเภท โดยส่วนต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ทั้งในกองอำนวยการฝึก และหน่วยรับการฝึกทุกหน่วยได้มีการเตรียมและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยนำวัตถุประสงค์การฝึกและหัวข้อการทดสอบที่กองทัพเรือกำหนด ไปกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะตามภารกิจของหน่วย และนำไปทดสอบในการฝึกปัญหาที่บังคับการ (CPX ) และการฝึกภาคสนาม (FTX) เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายคำสั่งและวัตถุประสงค์การฝึกที่ได้กำหนดไว้ ต่อไป

สำหรับการฝึกในปี 2568 นี้ได้ทำการฝึกแผนป้องกันประเทศ ในพื้นที่ทัพเรือภาคที่ 2 ประกอบด้วย การฝึกปัญหาที่บังคับการ และการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล โดยในส่วนของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเลในปีนี้ มีหัวข้อการฝึกที่สำคัญคือ การฝึกปฏิบัติการทางเรือของกองเรือเฉพาะกิจปฏิบัติการระยะไกลที่ 72 

โดยมีการจัดกำลังเข้าร่วมการฝึก ประกอบด้วย เรือหลวงช้าง เรือหลวงอ่างทอง เรือหลวงสุรินทร์ และเรือหลวงมันใน เป็นหมู่เรือลำเลียง โดยมีเรือหลวงนเรศวร เรือหลวงเจ้าพระยา และเรือหลวงกระบุรี ประกอบกำลังเป็นหมู่เรือคุ้มกัน ร่วมด้วยกำลังจากอากาศยานนาวีกำลังรบยกพลขึ้นบกและกำลังสนับสนุน อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นจะมีการฝึกที่สำคัญอื่น ๆ อาทิ การฝึกยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศ MIistral ของเรือหลวงจักรีนฤเบศร การฝึกปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพเรือและกองทัพอากาศ การฝึกปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การฝึกต่อต้านการก่อการร้ายบนแท่งผลิตก๊าซธรรมชาติ การฝึกให้ความช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล (SAR) และการขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ในทะเล (Oil and chemical spill) การฝึกเป็นหน่วยกรมผสมนาวิกโยธิน และการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) การฝึกของหน่วยวิชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งประจำพื้นที่และการฝึกยิงอาวุธทางยุทธวิธี 

โดยมีการเชิญกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพอากาศ รวมถึงศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เข้าร่วมการฝึกในครั้งนี้ 

หนุ่มวัย 15 ประสบอุบัติเหตุสมองตายได้สร้างบุญกุศลยิ่งใหญ่ หลังครอบครัวตัดสินใจบริจาคอวัยวะส่งมอบชีวิตใหม่ให้ผู้อื่น

หนุ่มวัย 15 ปี ประสบอุบัติเหตุจนสมองตาย ครอบครัวตัดสินใจบริจาคอวัยวะ เพื่อส่งต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วย ที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ ให้กลับมามีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

(13 ก.พ. 68) เพจเฟซบุ๊ก 'คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (official)' ได้โพสต์เรื่องราวสุดเศร้า แต่ก็สร้างความประทับใจในเวลาเดียวกัน เมื่อหนุ่มวัย 15 ปี ประสบอุบัติเหตุ แล้วเกิดสมองตาย จึงทำให้ครอบครัวบริจาคอวัยวะ มอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้อื่น นับว่าเป็นกุศลยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้าย

โดย เพจคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุข้อความว่า รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ สร้างสะพานบุญ ผู้ป่วยภาวะสมองตาย รายที่ 41“ส่งต่อ 'ชีวิตใหม่' ให้ผู้อื่นผ่านการบริจาคอวัยวะ”

คุณรัชชานนท์ พรหมเสน อายุ 15 ปี ประสบอุบัติเหตุทางจราจร เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถ แต่อาการของโรคทรุดลงตามลำดับ จนในที่สุดทีมแพทย์วินิจฉัยว่า ผู้ป่วยอยู่ใน 'ภาวะสมองตาย' โดยประกาศการเสียชีวิต เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 ในเวลา 02.40 น. 

ทางครอบครัวมีความเห็นร่วมกันว่า มีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะทุกส่วนของผู้เสียชีวิต ที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์และส่งมอบโอกาสการรอดชีวิตกับผู้ที่รอคอย โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และสภากาชาดไทย จึงได้ประสานงานร่วมกัน เพื่อส่งต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ ให้กลับมามีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น 

การบริจาคอวัยวะในครั้งนี้ สามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้ โดยส่งต่ออวัยวะคือ ตับ และ ไต 2 ข้าง 

คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่ได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ขอให้ดวงวิญญาณของ คุณรัชชานนท์ พรหมเสน ไปสู่สุคติและสัมปรายภพที่ดี 

ร่วมสร้างความตระหนักรู้ในสังคม เกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะว่า นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในมิติใหม่แล้ว ยังช่วยให้กระบวนการทางการแพทย์ในด้านการปลูกถ่ายอวัยวะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และลดเวลารอคอยสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการ

การบริจาคอวัยวะผู้ป่วยภาวะสมองตายนั้น เปรียบเสมือน 'พินัยกรรมอวัยวะ' ถึงแม้ว่าผู้เสียชีวิตจะสมัครใจในการบริจาคอวัยวะ หากญาติไม่ให้ความยินยอม ผู้เสียชีวิตย่อมไม่สามารถบริจาคได้ ดังนั้น ครอบครัวและญาติ จึงเป็นแรงกำลังสำคัญที่จะร่วมกันสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่นี้ 

ตำรวจเตือนระวังภัยวาเลนไทน์ พร้อมแนะ 3 ข้อป้องกัน 

(13 ก.พ.68) พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า เทศกาล 'วันวาเลนไทน์' หรือวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะมีประชาชนจำนวนมากถือเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงความรัก ซึ่งมิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีมักจะใช้โอกาสพิเศษเหล่านี้ก่อเหตุร้าย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวง การล่อลวง คุกคามทางเพศ และภัยออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมเหล่านี้

กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอประชาสัมพันธ์ 3 ข้อป้องกันภัยช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ดังนี้
1. ระมัดระวังพฤติกรรมเสี่ยง : ขอความร่วมไปยังพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้ดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการออกไปเที่ยวฉลองวันวาเลนไทน์
2. รู้ทันกลลวงที่มากับความรัก : กลลวงของมิจฉาชีพในการหลอกลวงแสวงหาประโยชน์จากประชาชนในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ เช่น หลอกให้รักหวังเอาเงิน ชวนให้เหยื่อวิดีโอคอล หรือถ่ายคลิปลามก บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอม แอบอ้างเป็นร้านอาหารต่างๆ จัดโปรโมชั่นช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ 
3. ประสานเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง : หากพบการกระทำไม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชน หรือเหตุการณ์อาชญากรรมต่างๆ ให้แจ้งเบาะแสข้อมูลข่าวสารให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ ทางสายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

นอกจากนี้ ผู้บังคับการกองสารนิเทศ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดกำลังสายตรวจออกตรวจตราบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นพื้นที่ล่อแหลมหรือเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม การคุกคามทางเพศ แหล่งมั่วสุมของเด็กและเยาวชน พร้อมเน้นย้ำให้สถานบันเทิงและสถานบริการ ต้องไม่ปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการ รวมถึงตรวจสอบการลักลอบจำหน่ายสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชน และสุ่มตรวจหาสารเสพติดในสถานบันเทิงและสถานบริการต่างๆ รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดและเฝ้าระวังตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ พร้อมตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำผิดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ สื่อลามกอนาจารที่มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน 

สหรัฐตัดโอกาสยูเครนเป็นสมาชิกนาโต แถมขอคืนพรมแดนเดิมก็ไม่ได้

(13 ก.พ.68) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ พีต เฮกเซธ ประกาศจุดยืนชัดเจนระหว่างการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ว่า สหรัฐไม่สนับสนุนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตของยูเครน และเตือนว่าความพยายามของเคียฟในการฟื้นคืนพรมแดนเดิมเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ยาก

เฮกเซธระบุว่า แม้สหรัฐเห็นความสำคัญของการให้หลักประกันด้านความมั่นคงแก่ยูเครน แต่การให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโตนั้น 'ไม่อยู่ในทางเลือก' พร้อมย้ำว่าสหรัฐไม่มีแผนส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในยูเครนไม่ว่ามติใดจะถูกเสนอขึ้นก็ตาม ทั้งนี้ เขาเชื่อว่าภาระด้านความมั่นคงของยูเครนควรเป็นหน้าที่หลักของกองทัพยุโรป

นอกจากนี้ เฮกเซธกล่าวถึงความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันให้รัสเซียกลับสู่การเจรจาในประเด็นพลังงาน โดยหวังว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สหรัฐต้องการให้ยุโรปร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับยูเครน แทนที่จะปล่อยให้สหรัฐเป็นฝ่ายรับผิดชอบหลัก

ในส่วนของงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ เฮกเซธย้ำถึงเป้าหมายของทรัมป์ที่ต้องการให้สมาชิกนาโตเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมจาก 2% ของจีดีพีเป็น 5% อย่างไรก็ตาม มาร์ค รึตเตอ เลขาธิการนาโต เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังมีการหารือถึงการขยายสัดส่วนดังกล่าวให้สูงกว่า 3% เป็นเป้าหมายเบื้องต้น

นครพนม-แม่ทัพภาคที่ 2 แถลงข่าวทหารพราน 'Seal Stop Safe' สกัดยาเสพติดชายแดน รวบ 3 ผู้หาขนยาไอซ์ 658 กิโลกรัมพร้อมยาบ้ากว่าแสนเม็ด ริมฝั่งแม่น้ำโขงบ้านอำเภอบ้านแพง 

เมื่อวันที่ (12 ก.พ. 68) เวลา 15.00 น. ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 บ้านปากห้วยม่วง ตำบลนาเข อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2/ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดสารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) พร้อมด้วยพลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์  ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี, พลเรือตรีณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง,พันเอกศิวดล ยาคล้าย ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 1 ( ร.3 ), พันเอกอินทราวุธ  ทองคำ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21,นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 4 , นายอำเภอบ้านแพง พร้อมกับหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาชาว สปป.ลาว 3 ราย 

พร้อมตรวจยึดยาเสพติดประเภท 1 ยาไอซ์ จำนวน 16 กระสอบ 658 กิโลกรัม/ก้อน และยาบ้า  58 มัด จำนวน 116,000 เม็ด รถตู้ 1 คัน เรือกีบติดเครื่องยนต์ 2 ลำ ที่บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงบ้านแพงใต้ ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม โดยร้อยโท วันชาติ  เหมือนปืน ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 21 ได้นำกำลังพลหน่วยขึ้นตรงกองบังคับการควบคุมที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้รับแจ้งว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จากฝั่ง สปป.ลาวเข้ามายังพื้นที่ฝั่งไทยเพื่อนำเข้าสู่พื้นที่ตอนใน บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำโขงบ้านแพงใต้ ตำบลบ้านแพง อำเภอบ้านแพงจึงได้ประสานกำลังกับหน่วยงานฝ่าวความมั่นคงที่เกี่ยวข้องซุ่มเฝ้าตรวจ พบเรือกลีบ จำนวน 2 ลำรถยนต์(รถตู้)จำนวน 1 คันพร้อมผู้ต้องหา จำนวน 3 คน เป็นชาวสปป.ลาว ประกอบด้วย ท้าวดำ (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 16 ปี บ้านนาข่า เมืองคูนคำ แขวงคำม่วน สปป.ลาว-ท้าว ลี (ไม่ทราบนามสกุล) อายุ 17 ปี บ้านทางแยกหลักซาว เมืองปากกะดิ่ง แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว และท้าวพง อภัยโส อายุ 30 ปี อยู่บ้านดอน เมืองปากกระดิ่ง แขวงบอลิคำไซ สปป. ลาว พร้อมของกลาง 4 รายการ คือยาไอซ์ จำนวน 16 กระสอบ น้ำหนัก 658 กิโลกรัม/ก้อน,ยาบ้า 58 มัด 116,000 เม็ด,เรือกลีบเล็กพร้อมเครื่องยนต์ จำนวน 2 ลำ-รถยนต์ (รถตู้) จำนวน 1 คัน ทางหน่วยได้นำของกลางมาตรวจนับอีกครั้ง ที่กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2101 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21

และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปจากการสอบถามผู้ต้องหาทั้งสามคนรับสารภาพว่าได้รับค่าจ้าจากนายทุนชาวลาวให้นำของกลางมาส่งที่ฝั่งไทยแลกค่าจ้างคนละ 20,000 บาทก่อนจะมาถูกจับกุมเสียก่อน โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 /ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวขอบคุณกำลังพลทุกนาย และทุกภาคส่วน ที่ได้มีการบูรณาการกำลัง ได้ทุ่มเทเสียสละ แรงกายแรงใจ ร่วมกันสกัดกั้น ป้องกันและปราบปราม การลักลอบนำเข้ายาเสพติดตามแนวชายแดน ปฏิบัติภารกิจในการเสริมสร้างความมั่นคงป้องกัน/ปราบปราม ต่อการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในทุกภารกิจต่อไป

ซึ่งหลังจากวันที่ 30 มกราคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดมอบนโยบายปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด Seal Stop Safe ผนึกกำลัง 51 อำเภอชายแดน ในห้วงที่ผ่านมาในพื้นที่ชายแดนซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2  มีสถิติการจับกุมในพื้นที่อําเภอชายแดนของจังหวัดนครพนม จำนวน 139 ครั้งผู้ต้องหา 237 ราย โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 16,707380 เม็ด, ไอซ์ 778 กิโลกรัม, เฮโรอีน 67 กิโลกรัม และเคตามีน 320 กิโลกรัม การจับกุมในพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 7 จังหวัด 25 อําเภอ จํานวน 428 ครั้ง ผู้ต้องหา 626 คน โดยมีของกลางยาบ้ามากถึง 74,168,318 เม็ด, ไอซ์ 2,566,308 กิโลกรัม, เฮโรอีน 123.95 กิโลกรัม, เคตามีน 573.83กิโลกรัม, และอื่น ๆ (ยาอี 1,490 เม็ด. happy Water 800 ซอง, ฝิ่น 0.66 กรัม)

รฟฟท. จัดโครงการ 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง' เสริมการเรียนรู้ผ่านการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดง

(13 ก.พ.68) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จัดโครงการ CSR 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง ปี 2' เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ผ่านเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของเด็ก ๆ ในชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า โครงการ 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง' ถือเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักเรียนและชุมชนในปี 2566 ที่ผ่านมา และในปี 2568 บริษัทฯ มีความยินดีที่จะสานต่อโครงการดีดีอย่างนี้ให้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 จำนวน 100 คน จากโรงเรียนชุมทางตลิ่งชัน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง ได้ทัศนศึกษาโดยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ซึ่งเริ่มต้นที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปจนถึงสถานีหลักหก (ม.รังสิต) และเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ อ.คลองห้า จ.ปทุมธานี

โดยการเดินทางในครั้งนี้ เด็ก ๆ จะได้เห็นและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ นอกห้องเรียนผ่านการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนระบบรางที่มีมาตรฐานอย่างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง และเด็ก ๆ จะได้สัมผัสการเรียนรู้นอกตำรา ผ่านกิจกรรมที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีการจัดแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในหลากหลายแง่มุม อาทิ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ และการศึกษาเรื่องราวของร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีการเรียนรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาของไทยและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดีแห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ ต่อไป โดยกำหนดการจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรม 'พี่หนูแดงพาน้องนั่งรถไฟไปเปิดโลกกว้าง ปี 2' ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการเป็นองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่เพียงแต่เป็นผู้ให้บริการขนส่งมวลชนระบบรางที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน เพื่อเป็นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตต่อไปอย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ จะดำเนินกิจการเคียงข้างประชาชน และจะมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง รวมทั้งรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองอย่างยั่งยืนต่อไป

สสส. ผนึก มสส.-มรพ. จัดนิทรรศการ ‘ศิลปินวัยใส ใส่ใจสุขภาวะ’ โชว์ผลงานศิลปะและสื่อ TikTok ดึงสื่อมวลชนด้านการ์ตูนนิสต์ทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษาทั่วประเทศ 

สสส. ผนึก มสส.-มรพ. จัดนิทรรศการ ‘ศิลปินวัยใส ใส่ใจสุขภาวะ’ โชว์ผลงานศิลปะและสื่อ TikTok ดึงสื่อมวลชนด้านการ์ตูนนิสต์ทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษาทั่วประเทศ ปั้นศิลปินตัวน้อยสู่เยาวชนนักสื่อสารสุขภาวะ ป้องกันปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ-สังคม

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2568 ที่ Palette Artspace (ชั้น 4) ทองหล่อ กรุงเทพฯ มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดตัว นิทรรศการ : ศิลปินวัยใส ใส่ใจสุขภาวะ เพื่อแสดงผลงานศิลปะของเด็กเยาวชนในประเด็นลดปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ พนัน และอุบัติเหตุ จัดแสดงระหว่างวันที่ 13-18 ก.พ. 2568 เวลา 10.00 – 18.00 น. ที่ Palette Artspace  (ชั้น 4) ทองหล่อ กรุงเทพฯ มีผลงานทั้งภาพวาดการ์ตูนไทย และสื่อ TikTok รณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง

​น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (สสส.) ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การสื่อสารสู่การหลอมรวมสื่อ (Convergence Media) ในทุกรูปแบบ ส่งผลให้แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักที่ดึงให้เด็กเยาวชนเข้าสู่กับดักของสินค้าที่ทำลายสุขภาพและสิ่งเสพติดมากขึ้น ทั้งบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า พนันออนไลน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สสส. ในฐานะองค์กรขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะและลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพและสังคม จึงให้ความสำคัญการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้อันตรายจากปัจจัยเสี่ยง โดยสานพลังร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพ และเครือข่ายสื่อมวลชน นักการ์ตูนนิสต์ เครือข่ายละครเพื่อการเรียนรู้ และสถาบันการศึกษา มาร่วมออกแบบผลงานศิลปะและสื่อ TikTok เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กเยาวชนให้เท่าทันปัจจัยเสี่ยง ถือเป็นเป็นมิติใหม่ของการทำงานรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในโทษภัยของสิ่งเสพติดและปัจจัยเสี่ยงทางสังคมเรื่องพนันและความปลอดภัยทางถนน

​นายอภิวิชร์ เกตุทัต ประธานมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) กล่าวว่า มสส. ได้ขยายการทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน (มรพ.) เพื่อเชื่อมประเด็นการทำงานเชิงประเด็นและเทคนิคการสร้างสรรค์และผลิตสื่อศิลปะการ์ตูน โดยนักการ์ตูนนิสต์ชื่อดัง ทั้งเซียไทยรัฐ (นายศักดา แซ่เอียว), พี่ขวดเดลินิวส์ (นายณรงค์ จรุงธรรมโชติ), ครูอ๋า เก่งคิดเก่งวาด (นายสิทธิพร กุลวโรตตมะ) ฯลฯ  เพื่อร่วมงานผ่านกิจกรรมค่าย We Win Wow ชนะมาร-ชนะใจ พัฒนากระบวนการเรียนรู้วิชาชนะมาร (เหล้า บุหรี่ พนัน) ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในพื้นที่การทำงานของเครือข่ายละครเพื่อการเรียนรู้ชนะมารของ มรพ. ใน 5 ภาค คือ ภาคเหนือ - อุตรดิตถ์, ภาคใต้ - สงขลา, ภาคตะวันออก - ชลบุรี, ภาคคะวันออกเฉียงเหนือ - โคราช และภาคกลาง - กรุงเทพฯ โดยภูมิรู้ด้านปัจจัยเสี่ยงและเทคนิคการสร้างงานศิลปะ จะเป็นสารตั้งต้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กนักเรียนเติบโตเป็นพลเมืองที่มีสุขภาวะที่ดีของสังคม

​นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์พนัน (มรพ.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงในเด็กเยาวชน พบว่าทั้งเรื่องเหล้า บุหรี่ไฟฟ้า และพนันออนไลน์ ล้วนเป็นธุรกิจสีเทา ที่พุ่งเป้ามาที่เด็กและเยาวชนเพื่อดึงให้เป็นนักดื่ม นักสูบ นักเล่นหน้าใหม่ ทดแทนกลุ่มลูกค้าเดิมที่อาจได้รับผลกระทบจนสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปแล้ว ซึ่งการจัดกิจกรรมค่าย We Win Wow ใน 5 ภาค เมื่อเดือนต.ค. 2567 ที่ผ่านมา ถือเป็นการฉีดวัคซีนความรู้เรื่องปัจจัยเสี่ยง เหล้า บุหรี่ไฟฟ้า และพนันออนไลน์ให้นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 50 แห่ง สอนเทคนิคการทำสื่อรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงในสาขาการวาดการ์ตูน และการผลิตคลิปสั้น TikTok ผลงานทั้งหมดถือเป็นพลังเสียงเล็ก ๆ ที่ส่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ถึงผู้ใหญ่ของบ้านเมืองว่า “ขอสังคมที่ปลอดภัย ปลอดปัจจัยเสี่ยง” ให้พวกเขาได้เติบโตอย่างมีอนาคต

ดร.ศิวัช บุญเกิด รองปลัดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่ มรพ. ได้มีการลงพื้นที่ไปจัดค่าย We Win Wow กล่าวว่า เครือข่ายโรงเรียนและครูในสังกัดเมืองพัทยาให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมสร้างภูมิรู้เท่าทันให้กับเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติดและปัจจัยเสี่ยง ตามมาตรการโรงเรียนปลอดภัยเมืองพัทยา (Safety School) โดยส่งเสริมการศึกษาให้เยาวชนมีศักยภาพในการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นและบริบทของสังคมปัจจุบัน เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะที่ดี สร้างภูมิรู้เท่าทันการลดปัจจัยเสี่ยงทุกมิติ ทั้งเหล้า-บุหรี่-พนัน ที่แฝงมากับช่องทางสื่อออนไลน์และข่าวลวง (Fake News) ทั้งนี้ ความร่วมมือกับ สสส. เครือข่ายภาคีด้านสุขภาพ และเครือข่ายรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง ร่วมเป็นพันธมิตรให้พัทยาเดินทางไปสู่เป้าหมาย Smart City เมืองน่าอยู่และปลอดภัยได้

นายศักดา แซ่เอียว (เซียไทยรัฐ) การ์ตูนนิสต์ วิทยากรหลัก ในการสร้างผลงานนิทรรศการในครั้งนี้ กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาวะในเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในประเด็นปัจจัยเสี่ยง ผู้ใหญ่ไม่ควรไปสอนเด็กตรง ๆ แต่ควรเป็นเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงด้วยตนเอง และสร้างเครื่องมือการสื่อสารที่ตนเองเข้าใจและมีความรู้ด้วยตนเอง ผ่านผลงานศิลปะและสื่อที่ผลิตออกมา เพราะเด็กบางคนที่เข้าร่วมกิจกรรมก็มีประสบการณ์ตรงในการสูญเสีย หรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยเสี่ยง จึงมีการสื่อสารออกมาได้ตรงประเด็น สร้างสรรค์ และมีเสน่ห์ น่าสนใจ”

ประชุมร่วมรัฐสภา ถกวาระแก้รธน.เริ่มแล้ว ‘ไชยชนก’ แจ้งประธานฯ ‘ภท.’ ขอไม่ร่วมพิจารณา ด้าน ‘หมอเปรมศักดิ์’ เสนอญัตติด่วนขอสมาชิกโหวตส่งศาลรธน.ตีความอำนาจหน้าที่

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ (13 ก.พ.68) ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายในฐานะตัวแทนพรรคว่า วาระที่กำลังจะพิจารณาค่อนข้างผิด และขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยจึงขอไม่เข้าร่วมพิจารณา

จากนั้น ประธานรัฐสภา กล่าวว่า นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ได้เสนอญัตติด่วนขอให้รัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 250 วรรคหนึ่ง (2) ทำให้นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า แน่นอนว่าการเข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะเป็นญัตติด่วนด้วยวาจา แต่ต้องเป็นการยื่นญัตติด่วนด้วยหนังสือ และมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 40 คน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครเห็นตัวญัตติ และหากมีการเสนอเพิ่มเติมหรือการบรรจุระเบียบวาระเพิ่มเติมเป็นอำนาจประธานรัฐสภา แต่ต้องแจ้งไม่น้อยกว่าวันประชุม 1 วัน ดังนั้น ระหว่างมีการแจกเอกสารให้สมาชิกพิจารณาเนื้อหา ขอให้พักการประชุม 15 นาที ได้หรือไม่เพื่อให้วิปแต่ละฝ่ายได้หารือกัน   

ขณะที่ นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ระเบียบของการเสนอญัตติด่วนตนทราบดี และได้รวบรวมรายชื่อของสมาชิกรัฐสภาทั้งสส.และสว. เนื่องจากเห็นความสำคัญว่าเป็นเรื่องใหญ่จึงควรมีสมาชิกทั้ง 2 สภา โดยรวมรายชื่อกันแล้วเกินกว่า 40 รายชื่อ และเอกสารนั้นเราดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง และท่านสมาชิกที่อภิปรายสักครู่ไม่ต้องห่วงใย ตนเป็นสมาชิกสภามานาน ท่านสมาชิกที่เพิ่งมาใหม่อาจจะมองว่าทำถูกระเบียบหรือไม่ ซึ่งตนเป็นคนมีวุฒิภาวะทำอย่างไรก็ต้องให้ถูกต้องตามระเบียบ รวมถึงตนได้เข้าหารือกับประธานก่อนที่จะเข้าประชุมวันนี้เพื่อทราบว่าการประชุมจะมีการดำเนินการอย่างไร และวันนี้ตนอยากให้การประชุมมีความเรียบร้อยเพราะประชาชนทั่วประเทศกำลังเฝ้ามองเราอยู่ว่าสมาชิกรัฐสภาจะมีแนวคิดในเรื่องนี้อย่างไร จึงขอให้สมาชิกอย่าได้กังวลเรื่องรายละเอียดญัตติ ตนคิดว่าได้บรรจงเขียนสุดยอดในชีวิตแล้วและคิดว่าขอให้มีการพิจารณาตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันมูหะมัดนอร์ จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่แจกเอกสารแก่สมาชิก จากนั้น เวลา 09.48 น. ได้สั่งพักการประชุม 15 นาที เพื่อให้วิป 3 ฝ่ายหารือร่วมกัน

รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (11) : ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ใช่...สาเหตุของ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ หรือไม่?

นักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนักมักหยิบยกเอาเรื่องของ “การมี ‘ไฟฟ้าสำรอง’ มากจนเกินความต้องการ จนทำให้ ‘ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment หรือ ค่า AP)’ อันเป็นต้นทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฯ จ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนเป็นค่าความพร้อมในการเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้า ไม่ว่าโรงไฟฟ้าจะผลิตหรือไม่ ก็ตาม สูงมาก” ว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ ซึ่ง TST ได้อธิบายถึงข้อเท็จในส่วนที่เกี่ยวข้องใน “รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (7) : ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ปริมาณ เหตุผล และความจำเป็น” แล้ว สำหรับตอนนี้จะได้ขยายความข้อเท็จจริงให้ท่านผู้อ่านได้รู้และเข้าใจได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ทำไม? นักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนักจึงอ้างว่า ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ของไทยนั้นมากถึง 50% แต่ขณะที่โฆษกกระทรวงพลังงานได้อธิบายชี้แจงโดยระบุว่า ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ในปัจจุบันอยู่ที่ 25.5% เท่านั้น แล้วทำไมตัวเลข ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ของนักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนัก จึงมากกว่าตัวเลขปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ที่โฆษกกระทรวงพลังงานได้ระบุไว้ถึงหนึ่งเท่าตัว นั่นก็เป็นเพราะวิธีการคำนวณตัวเลขปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ของ 2 ฝ่ายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงขออธิบายหลักการคำนวณปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ของ 2 ฝ่ายเป็นข้อมูลพอสังเขปดังนี้  

กระทรวงพลังงานใช้วิธีการคำนวณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ จากปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ของปี ซึ่งวันที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดของปี พ.ศ. 2567 คือ วันที่ 29 เมษายน 2567 เวลา 20.56 น. มีค่าเท่ากับ 36,477.80 เมกะวัตต์ และหักด้วยปริมาณไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล จึงไม่สามารถนำมานับรวมในปริมาณพลังงานไฟฟ้า 100% ได้ อันเนื่องมาจากพลังไฟฟ้ากลุ่มนี้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา ไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยปัจจัยช่วงเวลา (พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตได้เพียงวันละ 6-8 ชั่วโมง) ฤดูกาล (ฤดูฝนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์) จึงทำให้ไม่สามารถนำปริมาณไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนมาคำนวณเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่แท้จริงได้

ในขณะที่ตัวเลขปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ที่นักวิชาการ NGO ซึ่งสื่อบางสำนักอ้างว่ามากถึง 50% นั้น ใช้วิธีคำนวณจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยทั้งปี โดยคิดรวมเอาปริมาณไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนเข้าไปด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงในการคำนวณตัวเลขปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ หากต้องการคิดรวมเอาปริมาณไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนเข้าไป นั่นหมายความว่า ต้องสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือมีการเก็บกักพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้ารายใดสามารถทำได้เลย แม้แต่ กฟผ. เองก็ตาม

นอกจากนี้ นักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนักยังได้อ้างว่า การจัดทำ ‘แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (แผน PDP)’ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ จึงทำให้ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ มากจนเกินความต้องการ นั่นคือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะในการจัดทำ ‘แผน PDP’ คณะทำงานที่รับผิดชอบจัดทำการพยากรณ์ประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเกิดขั้นในอนาคตนั้น จะต้องใช้ข้อมูลจากการพยากรณ์ประมาณการตัวเลข ‘ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คำนวณออกมาเป็น ‘ตัวเลข’ ประมาณการไว้แล้วเป็นหลัก 

แต่ ในปี พ.ศ. 2563 เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ติดลบถึง 6.1% นั่นหมายถึง ความต้องการการใช้พลังงานไฟฟ้าก็ติดลบในอัตราที่ใกล้เคียงเช่นเดียวกัน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้ามากเกินความต้องการ และกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมากำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับสูง อันเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว จนทำให้ตัวเลข ‘ไฟฟ้าสำรอง’ มากเกินต่อความจำเป็น และเกินกว่าอัตรามาตรฐานปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ควรสำรอง แต่มีผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาที่ทำไว้กับกฟผ. ได้มีการลงทุนสร้างและเดินเครื่องโรงงานผลิตไฟฟ้าขึ้นมาแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีการจ่าย ‘ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment หรือ ค่า AP)’ ซึ่งเป็นค่าความพร้อมเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้า ไม่ว่าจะมีการใช้ไฟฟ้านั้นหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างของรูปแบบข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนและเอกชน (Power Purchasing Agreement หรือ PPA) แต่ในปัจจุบันมีบริหารจัดการจนกระทั่ง ‘ไฟฟ้าสำรอง’ อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว

การกล่าวอ้างและกล่าวหาว่า หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ ‘แผน PDP’ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นได้จงใจจัดทำ ‘แผน PDP’ ให้เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ โดยนักวิชาการ NGO และสื่อบางสำนัก ได้มีนักการเมืองผู้หนึ่งรวบรวมข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการอ้างถึงความไม่ถูกต้องชอบธรรมของพฤติการณ์และพฤติกรรมดังกล่าว ยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี หลังจากกระบวนการยุติธรรมเสร็จสิ้นลง คำตัดสินในคดีนี้ก็จะเป็นการสร้างความชอบธรรมเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และแสดงให้สังคมไทยได้เห็นว่า เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลและความไม่ถูกต้องเป็นไปตามที่มีกล่าวอ้างและกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งกระบวนการยุติธรรมจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่มีการฟ้องร้องนั้นจริงหรือเท็จ ถูกหรือผิด และควรเป็นไปอย่างไร แต่เท่าที่ผ่านมาจนทุกวันนี้ ยังไม่เคยปรากฏว่า มีหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานใดแพ้คดีที่มีการฟ้องร้องลักษณะเช่นนี้มาก่อนเลย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top