Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

TikTokกลับมาแล้ว!! ดาวน์โหลดได้อีกครั้งในสหรัฐฯ หลังถูกถอดออกจากแอปสโตร์

(14 ก.พ.68) หลังจากที่ถูกถอดออกจากแอปสโตร์ของแอปเปิ้ล (Apple) และเพลย์สโตร์ของกูเกิล (Google) เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ติ๊กต๊อก (TikTok) ได้กลับมาพร้อมให้ดาวน์โหลดอีกครั้งในสหรัฐอเมริกา ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แอปถูกถอดออกตามการบังคับใช้กฎหมายห้ามแอปจากจีนที่ได้รับการอนุมัติเมื่อปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม อนาคตของติ๊กต๊อกยังไม่ชัดเจน เนื่องจากกฎหมายที่บังคับให้ไบต์แดนซ์ (ByteDance) เจ้าของแอปต้องขายกิจการเพื่อตอบสนองข้อกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา

แต่แล้วการกลับมาของติ๊กต๊อกเกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการบังคับใช้คำสั่งห้ามดังกล่าว โดยในวันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามขยายเวลาบังคับใช้คำสั่งดังกล่าวออกไปอีก 75 วัน จนถึงวันที่ 5 เมษายน

แม้ติ๊กต๊อกจะถูกถอดออกจากแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งสองแห่งนานเกือบเดือน แต่ข้อมูลจากคลาวด์แฟลร์ (Cloudflare Radar) ระบุว่าแอปสามารถฟื้นคืนยอดการเข้าชมได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้

‘พีระพันธุ์’ แจงละเอียดยิบภารกิจดูแลพลังงานเพื่อคนไทย คืบหน้าร่าง กม.กํากับน้ำมัน-ก๊าซ วิธีลดค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 4 บาท

‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ เผยแจงความคืบหน้าร่างกฎหมายกํากับกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซ เผยวิธีลดค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่า 4 บาท  เตรียมเร่งผลิตระบบโซลาร์ราคาถูกวางจำหน่ายในปีนี้ 10,000 เครื่อง

เมื่อวันที่ (13 ก.พ.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์พิเศษโดยเปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างกฎหมายกํากับการประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยดี แต่ก็มีข้อท้วงติงจากผู้เชี่ยวชาญว่าอาจมีช่องโหว่ในเรื่องของการกำหนดราคาก๊าซ เพราะกฎหมายฉบับนี้จะดูแลประชาชนไปถึงเรื่องของก๊าซด้วย นั่นคือ กรณีของก๊าซหุงต้ม LPG และก๊าซที่ใช้สำหรับรถยนต์ ตนจึงได้มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงาน และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน รวมทั้งผู้ชำนาญการช่วยกันทบทวนเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายในส่วนของก๊าซ เพื่อดูแลการกำหนดราคาให้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งขณะนี้ก็ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ส่วนร่างกฎหมายเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกในการติดตั้งโซลาร์เซลล์นั้น นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่า ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้ยื่นร่างกฎหมายนี้เข้าสภาฯไปแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่ทางรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานก็จะเสนอร่างกฎหมายส่งเสริมการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เข้าสู่สภาฯ ในเร็ว ๆ นี้ โดยขณะนี้กำลังรอให้ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบร่างฯ ของกระทรวงพลังงานแล้วเสร็จ และจะเร่งนำเข้าสู่กระบวนการทำประชาพิจารณ์โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 15-20 วัน ก่อนนำส่งเข้าสภาฯ เพื่อพิจารณาประกอบกับร่างฯ ที่เสนอจากพรรคการเมือง

ในส่วนของการปรับลดค่าไฟนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อหาแนวทางปรับลดค่าไฟมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2567 ที่ผ่านมา เพื่อหาทางปรับลดค่าไฟให้ได้ต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วย และมีแนวโน้มว่าจะทำได้ แต่ต้องปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างและหลักเกณฑ์หลายอย่าง โดยเฉพาะการปรับระบบ Pool Gas แต่เผอิญว่าต้นปี 2568 มีประเด็นเพิ่มเติมเรื่องจะให้ลดค่าไฟลงมาเหลือ 3.70 บาทต่อหน่วย และสํานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ซึ่งกำกับดูแลเรื่องค่าไฟ ก็ออกมาบอกว่าสามารถลดได้ ซึ่งสำหรับตนถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะตลอดปี 2567 ที่ผ่านมา ตนในฐานะรัฐมนตรีพลังงานต้องพยายามบริหารจัดการอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้มีการขึ้นค่าไฟทุก 4 เดือน  จนสามารถตรึงค่าไฟไว้ได้ที่ 4.18 บาทต่อหน่วยไว้ได้ตลอดปี แต่อย่างไรก็ดี ข้อเสนอล่าสุดของ กกพ. ก็มีประเด็นที่อาจทำไม่ได้

“ทุก 4 เดือน ผมต้องพยายามบริหารจัดการเพื่อไม่ให้มีการขึ้นค่าไฟ เพราะถ้าลดยังไม่ได้ ก็อย่าขึ้น เพราะฉะนั้นปี 67 ทั้งปีเราได้ที่ 4 บาท 18 สตางค์มาตลอด ส่วนงวดปัจจุบันนี้ คือตั้งแต่ มกราคม-เมษายน 68 ผมก็ดําเนินการปรับลงมาที่ 4 บาท 15 สตางค์ แต่ก็ยังมีดราม่าบอกลดอะไร 3 สตางค์ ความจริงถ้าผมไม่ดําเนินการวันนั้น เขาบอกเขาจะขึ้นไป 5 บาทกว่า หรือไม่ก็ 4 บาทปลาย ๆ แต่อีกไม่กี่เดือนก็ต้องเหนื่อยต่อแล้ว เพราะค่าไฟงวดที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 68) จะมาแล้ว ทุกทีผมต้องเป็นคนไปขอให้ลด แต่อย่างน้อยคราวนี้ ทาง กกพ. บอกว่าลดได้ ผมก็ใจชื้น แต่ประเด็นคือ เขาบอกว่าการลดนี้ให้เป็นนโยบายรัฐบาล ให้ไปเลิกสัญญา Adder กับสัญญาที่เป็นปัญหา ที่เราเรียกว่า สัญญาชั่วนิรันดร์ คือสัญญาไม่มีวันหมด ผมในฐานะรัฐมนตรีพลังงานก็ได้พยายามศึกษาแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะไปเซ็นสัญญากันไว้ตั้งแต่ยุคไหนว่า สัญญานี้ต่ออายุไปเรื่อย ๆ ทุกห้าปี ไม่มีวันหมด แล้วก็ราคาก็สูงเกินปกติ เพราะฉะนั้นมันทําไม่ได้ ที่บอกให้ไปลด 17 สตางค์ได้โดยวิธีเลิกสัญญา ถ้าเลิกก็โดนฟ้องนะครับ ตอนนี้เรากําลังศึกษาว่ามีวิธีการอะไรที่จะแก้ไขสัญญาทั้งสองแบบนี้อยู่เพราะประเด็นที่เสนอโดย กกพ.นั้น มันทําไม่ได้” นายพีระพันธุ์กล่าว

อย่างไรก็ดี นายพีระพันธุ์ได้มองเห็นทางออกในอีกมุมว่า การปรับลดค่าไฟสามารถทำได้จากการบริหารจัดการเชื้อเพลิง เพราะปัจจุบัน ประเทศไทยใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟอยู่ 3 แหล่งใหญ่ ๆ คือ อ่าวไทย เมียนมา และจากต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่นำเข้ามาเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG  ซึ่งมีราคาแพง และอิงราคาตลาดโลกที่ผันผวนตลอดเวลา  แต่ถ้าหากสามารถปรับพอร์ต Pool Gas ให้เป็นสัดส่วนชัดเจน ระหว่างการนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าและการนำไปใช้ในอุตสาหกรรม ก็น่าจะทำให้ค่าไฟลดลงได้อีกถึงเกือบ 40 สตางค์ โดยตนจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้ทันค่าไฟงวดต่อไป

“ปัญหาเรื่องค่าไฟต่างกับปัญหาเรื่องน้ำมันเยอะมากและมีประเด็นต่าง ๆ ที่ต้องเข้ามาแก้ไขเยอะมาก น้ำมันคือน้ำมัน แต่ค่าไฟ มันไม่ใช่แค่ค่าไฟ มันคือค่าแก๊ส ค่าถ่านหิน ค่าขนส่ง ค่าอะไรต่าง ๆ ที่บวกไว้ในสัญญา ค่าบริหารจัดการเงินกู้ของผู้ประกอบการ และที่สําคัญ ผมคิดว่าทํายังไงจะให้ กฟผ. กลับมาแข็งแรงแล้วก็เป็นหลักให้กับประชาชนในเรื่องของการผลิตไฟฟ้า แล้วกําหนดค่าไฟที่ถูกต้องเป็นธรรมมากขึ้น” นายพีระพันธุ์กล่าว

สำหรับกรณีที่มีกระแสว่าการทำงานของ รมว.พลังงาน จะไปขัดผลประโยชน์และสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มทุนนั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนทำในสิ่งที่ต้องทำ ไม่ได้ทําเพื่อจะไปเป็นศัตรูกับใคร แต่ต้องทําในสิ่งที่ประชาชนได้ประโยชน์ ประเทศชาติได้ประโยชน์สูงสุด


“เราไม่ได้เจตนาไปทําอะไรใคร คนเขาพูดไปเอง สื่อก็พูดไปเรื่อยนะครับ จริง ๆ ผมก็ทํางานในสิ่งที่ต้องทํา เมื่อมาเห็นอะไรต้องปรับปรุงก็ต้องทํา และที่สําคัญก็คือว่ามันไม่ใช่เราคนเดียว มันเป็นนโยบายรัฐบาล และถ้าหากจําได้นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปประกาศที่ NBT เรื่องของการปรับลดค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน และท่านก็มอบหมายให้ผมเป็นคนทํา เพราะฉะนั้นมันก็เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทํา ทั้งนโยบายส่วนตัว ทั้งนโยบายของพรรคของผมรวมถึงนโยบายรัฐบาลมันตรงกันในเรื่องตรงนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาทํา เราก็ต้องทํานะครับ เราไม่ได้ทําเพราะว่า มันจะกระทบใคร หรือจะเกิดอะไร แต่ต้องทําในสิ่งที่ประชาชนได้ประโยชน์ ประเทศชาติได้ประโยชน์สูงสุด และผมพูดเสมอว่านายทุนหลักคือประชาชน” นายพีระพันธุ์กล่าว

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าของการพัฒนาเครื่อง Inverter สำหรับติดตั้งกับระบบโซลาร์เซลล์สิทธิบัตรของคนไทย ซึ่งกระทรวงพลังงานมีแผนจะนำออกจำหน่ายในราคาถูกให้กับประชาชนในปีนี้ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในขั้นตอนที่ 2 และ 3 หลังจากผ่านการทดสอบขั้นตอนแรกของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช.) โดยทางผู้ออกแบบกำลังนำอุปกรณ์ต้นแบบไปทดสอบที่ห้องแล็บในประเทศจีนภายใต้การรับรองของ สวทช. ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็วและความสะดวกในการปรับปรุงอุปกรณ์ และเมื่อผ่านการทดสอบแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการผลิต ซึ่งทางกระทรวงพลังงานจะร่วมกับบริษัทในเครือของ กฟผ. และ ปตท. ในการผลิตและจําหน่ายให้ประชาชนในราคาถูก โดยจะเตรียมการผลิตเบื้องต้นประมาณ 10,000 เครื่อง และคาดว่าจะทำให้ประชาชนสามารถติดตั้งระบบโซลาร์ได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดประมาณ 60% อีกทั้งยังมีการจัดหาเงินทุนสนับสนุนในเรื่องของการติดตั้งและการลดหย่อนภาษีด้วย

“ผมได้คุยกับท่านรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ท่านดูแลเอสเอ็มอีแบงค์ ก็จะให้ทางเอสเอ็มอีแบงค์มาช่วย สําหรับคนที่ไม่มีเงินทุนพอ ก็จะสามารถไปกู้ยืมเงินจากเอสเอ็มอี แล้วผมก็จะสนับสนุนอีกบางส่วนจากกองทุนอนุรักษ์พลังงานเพื่อช่วยเหลือเรื่องดอกเบี้ย และส่วนที่กระทรวงพลังงานเดินหน้าไปแล้วก็คือ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะให้กระทรวงการคลังช่วยหักลดหย่อนภาษีด้วย” นายพีระพันธุ์กล่าว

จีนจี้ทรัมป์ลดงบกลาโหม ตามนโยบาย America First ก่อนจะมาบีบจีน-รัสเซีย ให้ลดงบประมาณทางทหาร

(14 ก.พ.68) กระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่า สหรัฐฯ ควรยึดหลัก 'อเมริกาเป็นอันดับแรก' และควรเป็นผู้นำในการลดการใช้จ่ายด้านการทหาร โดยตั้งตนเป็นตัวอย่างในการลดงบประมาณทางทหาร

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าเขาวางแผนจะพบกับผู้นำของจีนและรัสเซียเพื่อหารือเกี่ยวกับการลดความตึงเครียดทางการทหาร โดยเฉพาะในเรื่องของอาวุธนิวเคลียร์

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวกับผู้สื่อข่าว ว่า "เนื่องจากสหรัฐฯ ยึดหลัก 'อเมริกาเป็นอันดับแรก' ควรตั้งตนเป็นตัวอย่างและเริ่มลดการใช้จ่ายด้านการทหารก่อน"

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของจีน "โปร่งใส เปิดเผย มีเหตุผล และพอเหมาะ" โดยเมื่อเทียบกับมหาอำนาจทางทหารเช่นสหรัฐฯ การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของจีน 'ค่อนข้างต่ำ' ไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP ส่วนแบ่งของงบประมาณรัฐบาล หรือการใช้จ่ายด้านการทหารต่อหัว

แม้ว่าจีนจะมีนโยบายทางทหารที่เน้นการป้องกัน และไม่เข้าร่วมในความขัดแย้งใดๆ แต่ก็ยังคงเพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศทุกปีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2023 การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น 7.2% โดยมีมูลค่ารวม 220 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2024 ก็เพิ่มขึ้นอีก 7.2% ทำให้มูลค่ารวมอยู่ที่ 231.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ งบประมาณการป้องกันประเทศที่เสนอสำหรับปี 2025 จะถูกเปิดเผยในวันที่ 5 มีนาคม เมื่อเปิดการประชุมสภานิติบัญญัติประจำปี

ทรัมป์สั่งยุบกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ถามกลับ มีไว้ทำไมหากอันดับการศึกษาตกต่ำ

เมื่อวันที่ (12 ก.พ.68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่ากระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ นั้นเป็นแหล่งรวมเรื่องหลอกลวงครั้งใหญ่ และต้องการยุบกระทรวงฯ ทันที

ทรัมป์ระบุว่าจากการจัดอันดับระบบการศึกษา 40 ประเทศชั้นนำทั่วโลก สหรัฐฯ ติดอยู่ในอันดับที่ 40 แต่กลับครองอันดับที่ 1 ในแง่ต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับนักเรียน

ก่อนหน้านี้ทรัมป์อ้างว่าเขาต้องการปิดกระทรวงฯ เพื่อคืนหน้าที่ความรับผิดด้านการศึกษาให้แต่ละรัฐดูแล และเคยเสนอให้ปิดกระทรวงฯ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดขนาดและหน้าที่ของรัฐบาลกลาง

สื่อสหรัฐฯ รายงานว่ากระทรวงฯ มีพนักงานอยู่ 4,245 คน และใช้จ่ายเงิน 2.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.49 ล้านล้านบาท) ในปีล่าสุด ซึ่งการปิดกระทรวงฯ ทันทีอาจส่งผลกระทบต่อเงินช่วยเหลือนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมปลายหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงเงินช่วยเหลือค่าเล่าเรียนสำหรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

ช่วงสัปดาห์หลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ทรัมป์ได้ผลักดันการปฏิรูปครั้งใหญ่ภายในรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเร่งลดจำนวนพนักงานของรัฐบาลกลางและอนุญาตให้กระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล ที่นำโดยอีลอน มัสก์ เข้าถึงระบบการชำระเงินสำคัญของหลายหน่วยงาน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามจะปิดอีกหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) โดยอ้างว่าหน่วยงานเหล่านี้เต็มไปด้วยการฉ้อโกงร้ายแรง ทว่าการปิดสำนักงานฯ และกระทรวงศึกษาธิการนั้นจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภากองเกรส

ลี ยัต-หลง ดาราฮ่องกงโกนหัวบวชที่อินเดีย เลือกเดินทางสู่ทางธรรมหลังเลิกรากับแฟน

(14 ก.พ.68) สื่อฮ่องกงรายงานว่า ลี ยัต-หลง Don Li Yat-long (ดอนหลี่) อดีตแฟนหนุ่มของมิสฮ่องกง วัย 43 ปี ตัดสินใจโกนศีรษะและบวชเป็นพระที่อินเดีย หลังจากผิดหวังในความรัก  

ก่อนหน้านี้ ลี ยัต-หลง ได้เดินทางไปอินเดียพร้อมกลุ่มเพื่อนเพื่อพักผ่อน แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2025 ภาพของเขาในชุดจีวรพระภิกษุได้ปรากฏบนสื่อออนไลน์ สร้างความประหลาดใจให้กับแฟน ๆ และผู้ที่ติดตามข่าวของเขา  

แหล่งข่าวระบุว่า การบวชครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากพระผู้ใหญ่จากไต้หวันและไทย ซึ่งเป็นประธานในพิธีบรรพชาให้กับเขา  

ลี ยัต-หลง เคยมีชื่อเสียงจากความสัมพันธ์กับอดีตมิสฮ่องกง แต่หลังจากเลิกรากัน เขายังไม่พบความสัมพันธ์ใหม่ และอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม  

ทั้งนี้ ไม่มีรายงานว่าเขาจะบวชตลอดชีวิตหรือเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยแฟนๆ ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของเขาอย่างใกล้ชิด

คาดเศรษฐกิจไทยปี 68 เวิลด์แบงก์เชื่อจีดีพีโต 2.9% แม้หนี้ครัวเรือนพุ่ง-ส่งออกชะลอตัว

(14 ก.พ.68) ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโต 2.9% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนภาครัฐ ขณะที่การท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 ภายในกลางปี นอกจากนี้ นโยบายแจกเงิน 10,000 บาท ส่งผลให้ระดับความยากจนลดลง 8.29% ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม จีดีพีของไทยยังคงต่ำ และยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก 

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า รายงาน *Thailand Economic Monitor* ฉบับล่าสุด คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตจาก 2.6% ในปี 2567 เป็น 2.9% ในปี 2568  

การลงทุนที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะภาครัฐ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยวยังมีบทบาทสำคัญ โดยคาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในกลางปี 2568  

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยนวัตกรรม ผู้ประกอบการ และธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความยืดหยุ่นและพลวัตสูง จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน  

"ประเทศไทยมีกรรมเก่า คือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่ก็ยังมีบุญเก่า คือ เสถียรภาพเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับดี โดยดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้กลับมาเป็นบวกจากการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด" นายเกียรติพงศ์กล่าว พร้อมเสริมว่า แม้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะดีกว่าที่คาด แต่จีดีพีของไทยยังคงต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 จีดีพีจะเติบโตที่ 2.7%  

ความท้าทายสำคัญที่ไทยต้องเผชิญ ได้แก่ การลดระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และการสร้างความยั่งยืนทางการคลัง ท่ามกลางความต้องการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมผู้สูงอายุ สงครามการค้า และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก  

ธนาคารโลกระบุว่า ประเทศไทยควรเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางการคลังผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การใช้งบประมาณอย่างมีกลยุทธ์ การขยายฐานภาษี และการให้ความสำคัญกับการลงทุนที่กระตุ้นการเติบโตในภาคโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนระยะยาว  

นางเมลินดา กูด ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทยและเมียนมา เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และโครงการแจกเงิน 10,000 บาทของรัฐบาล ส่งผลให้อัตราความยากจนลดลงจาก 8.5% ในปี 2566 เหลือ 8.29% ในปี 2567  

“ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา การปลดล็อกศักยภาพการเติบโตในอนาคต จำเป็นต้องมีการตัดสินใจที่กล้าหาญ ควบคู่ไปกับการลงทุนในระบบนิเวศนวัตกรรม การพัฒนาทักษะสำหรับอนาคต และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เอื้อต่อการเติบโต ซึ่งจะช่วยให้คนไทยสามารถปรับตัวต่อความท้าทายระดับโลกและเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต” นางเมลินดากล่าว

'ช้าง-บางจากฯ-ดิทโต้' ร่วมหนุน 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2025' ดันนักกอล์ฟเยาวชนไทยมุ่งสู่ระดับจัดศึกกอล์ฟเยาวชนฤดูกาล 2025

(14 ก.พ.68) นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด พร้อมด้วย  นายสุรพล อุทินทุ ผู้บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง (ที่ 5 จากซ้าย), นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ที่ 4 จากซ้าย) และ นายประสงค์ สุดอำพัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (ที่ 5 จากขวา) ร่วมแถลงข่าวจัดศึกกอล์ฟเยาวชน 'ช้าง - เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2025' ที่ราชพฤกษ์ คลับ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568

'บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด' ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดย 'น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง', 'บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)' และ 'บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)' พร้อมเดินหน้าพัฒนากอล์ฟเยาวชนอย่างต่อเนื่อง จัดศึกดวลสวิงกอล์ฟเยาวชนฤดูกาลใหม่ 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2025' (Chang - GENZ Golf Tour 2025) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาและผลักดันให้วงการกอล์ฟเยาวชนของไทยมีความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง สามารถพัฒนาไปสู่ความสำเร็จในระดับชาติ และนานาชาติได้ต่อไปในอนาคต 

นายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ ประธานกรรมการบริหาร 'บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด' กล่าวว่า 'เดอะ เจ็นซ์' ได้สร้างทัวร์นี้ขึ้นมาให้เป็นทัวร์เยาวชนของคนรุ่นใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนานักกอล์ฟเยาวชนของไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ ในปีนี้เราก้าวเข้าสู่ปีที่ 4…'เดอะ เจ็นซ์' ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาวงการกอล์ฟเยาวชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังคงรักษามาตรฐานการจัดการแข่งขันตามกฎกติกาสากล รวมถึงมีการนับคะแนนสะสมอันดับนักกอล์ฟสมัครเล่นโลก (WAGR - World Amateur Golf Ranking) และ Junior Golf Scoreboard (JGS) ในปีนี้เราจัดการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 8 รายการ ซึ่งทุกรายการแข่งขันได้รับการรับรองจาก JGS และมี 4 รายการที่ได้รับการรับรองจาก WAGR...

โดยในปีนี้เราได้เพิ่มรุ่นการแข่งขันอีก 1 รุ่น รวมเป็น 4 รุ่นการแข่งขัน คือ Special GENZ (ชายและหญิง) อายุ 19-23 ปี, Super GENZ (ชายและหญิง) อายุ 15-18 ปี, รุ่น Junior GENZ (ชายและหญิง)  อายุ 11-14 ปี และรุ่น Rookie GENZ (ชายและหญิง) อายุ 8-10 ปี ทำการแข่งขันแบบเก็บคะแนนสะสมตลอดฤดูกาล เพื่อคัดเลือกนักกอล์ฟในรุ่น Super GENZ และรุ่น Junior GENZ เข้าร่วมทีม GENZ CREW  จำนวน 12 คน โดยนักกอล์ฟที่มีคะแนนสะสม (สนามที่ 1-8) อันดับ 1, 2 และ 3 ในสองรุ่นดังกล่าวทั้งชายและหญิง จะได้รับการดูแลและสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาฝีมือจากทาง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และยังคัดเลือกนักกอล์ฟ ฝีมือดีในรุ่น Super GENZ และ Junior GENZ (ชายและหญิง) จำนวน 8 คน ร่วมแข่งขันในรายการ Yonex Junior Golf Champioship 2025 ที่ประเทศญี่ปุ่น และอีก 1 รายการคือ Singapore Junior World Masters 2025 ที่ประเทศสิงคโปร์ และในปีนี้พิเศษกับ Genz Golf Camp ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่ง เดอะ เจ็นซ์ ได้ร่วมมือกับ Golfing Ground และ FlowCode โดยมี Dr. Rick Sessinghaus (ดอกเตอร์ริก เซสซิงฮาว) โค้ชของ Collin Morikawa (คอลิน โมริกาวา) รวมถึงคุณ Hallam Morgan (ฮาลัม มอร์แกน) และทีม Flow Code มาร่วมสอนเรื่อง Mental อีกด้วย

การแข่งขัน 'ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2025' จัดแข่งขันรวม 8 รายการ ดังนี้ 
รายการที่ 1 'ช้าง โอเพ่น' วันที่ 8-9 มี.ค.2568  สนามพานอราม่า กอล์ฟ แอนด์ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา
รายการที่ 2 'บางจาก แชมเปี้ยนชิพ' (WAGR) วันที่ 18-20 เม.ย.2568 สนามกบินทร์บุรี สปอร์ต คลับ จ.ปราจีนบุรี  
รายการที่ 3 'ช้าง แชมเปี้ยนชิพ' วันที่ 10-11 พ.ค.2568 สนามปัตตาเวีย เซ็นจูรี่ กอล์ฟ คลับ จ.ชลบุรี
รายการที่ 4  'ดิทโต้ Super 6 Match Play' วันที่ 7-8 มิ.ย.2568 สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา
รายการที่ 5 'ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ' (WAGR) วันที่ 4-6 ก.ค.2568  (To Be Announced)    
รายการที่ 6 'บางจาก มาสเตอร์ส' วันที่ 2-3 ส.ค.2568 สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา
รายการที่ 7 'ช้าง คลาสสิค' (WAGR)  วันที่ 5-7 ก.ย.2568 สนามเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ คลับ จ.เพชรบุรี  
รายการที่ 8 'บางจาก แชมเปี้ยนส์ คัพ' (WAGR) วันที่ 3-5 ต.ค.2568 สนามแรนโช ชาญวีร์ รีสอร์ท แอนด์ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา  

สำหรับผู้ปกครองและนักกอล์ฟที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @genzgolf  หรือโทร. 065 696 2229

นครพนม​ -​ตชด.235 ธาตุพนม ไล่ล่ายึดยาบ้ากลางงานพระธาตุพนม 1 ล้านเม็ด

(14 ก.พ.68​) ที่ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 อ.ธาตุพนม จ.นครพนม พ.ต.อ.คณิต กลิ่นศรีสุข รองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 2, พ.ต.อ.วุทธยา สิงห์กิ้ง ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 23 พร้อมด้วย นายปรีชา มณีสร้อย นายอำเภอธาตุพนมพ.ต.ท.ณัฐวุฒิ ใจสุข ผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235  แถลงข่าว ตรวจยึดยาบ้ากว่า 1,00,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.ธาตุพน จ.นครพนม

สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 10.00 นวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 สืบทราบว่า จะมีการลำเลียงยาเสพติด เข้ามาในพื้นที่ อ.ธาตุพนม โดยใช้รถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่น ไทรทัน สีขาว หมายเลขทะเบียน กจ 3446 กระบี่ เป็นพาหนะ จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและประสานไปยังเจ้าหน้าที่หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ร่วมประชุมวางแผนเพื่อตรวจค้นจับกุม 

โดยเจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังออกเป็นชุดเฝ้าสังเกตการณ์และสะกดรอยติดตาม ตามเส้นทางที่คาดว่าจะเป็นเส้นทางที่ใช้ลำเลียงยาเสพติดผ่าน จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น. เจ้าหน้าที่พบ รถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งตรงตามที่ได้รับแจ้ง กำลังขับมาตามเส้นทางถนนชยางกูร หมายเลข 212 มุ่งหน้าไปในเขตเทศบาล ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งให้รถคันดังกล่าวหยุดรถเพื่อขอตรวจค้น แต่คนขับรถ ได้แสดงท่าทีพิรุธ ไม่ยอมหยุดรถ พร้อมเร่งเครื่องยนต์เพื่อหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามไปด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากในห้วงนี้มีการจัดงานนมัสการพระธาตุพนม ในบริเวณเขตเทศบาลตำบลธาตุพนม ทำให้มีรถบนท้องถนนหนาแน่น และเกรงจะเป็นอันตรายต่อประชาชนผู้มาเที่ยวงาน  

จนกระทั่งรถของเจ้าหน้าที่ขับมาถึงภายในซอยบ้านดอนกลาง หมู่ที่ 9 ต.ธาตุพนม พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดทิ้งไว้อยู่ในบริเวณชายป่าริมถนน และพบห่อวัตถุต้องสงสัยขนาดใหญ่บรรจุอยู่ท้ายกระบะรถจำนวน 4 ห่อ แต่ไม่พบผู้ใด เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันตรวจสอบห่อวัตถุต้องสงสัย ปรากฏว่าเป็นห่อบรรจุยาบ้าจำนวน 101ก้อน ภายในบรรจุยาบ้าจำนวนประมาณ 1,090,000 เม็ด ซึ่งเชื่อว่าเป็นของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดได้นำมาทิ้งไว้เพื่อหลบหนีความผิด เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน  สภ.ธาตุพนม ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

'วันนอร์' จับโกหกคำโต ’บิ๊กโจ๊ก‘ พา ‘สุชาติ’ พบถึงบ้าน ยันมีหลักฐานเพียบ แต่ที่ไม่ฟ้องเพราะยังเมตตา

'วันนอร์' เย้ย 'บิ๊กโจ๊ก' หนีความจริงไม่พ้นหรอก ยันมีหลักฐานพา 'สุชาติ' พบถึงบ้าน ใครเข้าออกบันทึกภาพตลอด ชี้ยังเมตตาไม่ดำเนินคดี

(14 ก.พ. 68) ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปภาพและเสียงการสนทนา ระหว่างนายวันมูหะหมัดนอร์ กับนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ปฏิเสธไม่ได้ไป และไม่ได้ถ่ายคลิป ว่า การที่ไปนั้นไม่ได้เป็นความลับ เพราะมีตำรวจอยู่ ซึ่งใครจะเข้าออกจะมีการถ่ายรูปไว้อยู่แล้ว แบบนี้จะปฏิเสธว่าไม่ได้ไปได้อย่างไร โดยคลิปวิดีโอหรือภาพตามโซเชียลที่มีเผยแพร่นั้น ชัดเจนว่าอยู่กัน 3 คน ไม่ใช่อยู่กัน 2 คน ฉะนั้นไม่รู้ว่าจะปฏิเสธไปทำไม ความจริงก็คือความจริงหนีไม่พ้น ซึ่งตนไม่อยากจะพูดต่อเมื่อถามว่า จะนำรูปภาพที่มีมาเปิดเผย เพื่อเป็นการยืนยันหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า มีการเผยแพร่ตามสื่อแล้ว ซึ่งภาพที่เผยแพร่นั้นก็รู้อยู่แล้วว่าใครจริงใครโกหก

ส่วนคลิปที่ปล่อยมานั้นไม่ใช่เป็นการเขย่าขาเก้าอี้ประธานใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ตนไม่เกี่ยวอะไร แต่เขาเอาคลิปมีวัตถุประสงค์นั้นก็ไม่ทราบนั้นต้องไปถามเขาเอง ซึ่งมีคลิปยืนยันว่ามีเขาหรือถ้าต้องการพยานบุคคลก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4-5 คนที่พร้อมจะเป็นพยานและมีตำรวจไซเบอร์เรียกไปสอบถามแล้ว จะมาเรื่อยทำไมเก้าอี้ประธานไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการดำเนินการทางคดีหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ให้ความเมตตาดีกว่า แต่ถ้าหากเขาไปทำอะไรเพิ่มเติมให้ตนเสียหายหรือรัฐบาลเสียหาย เมื่อถึงตอนนั้นค่อยมาพิจารณาใหม่ ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดที่บ้านนั้น วันที่เกิดเหตุเป็นช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งวงจรปิดที่บ้านจะบันทึกภาพได้แค่เดือนเดียว และจะบันทึกภาพทับใหม่แต่ละเดือน แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะภาพถ่ายและพยานบุคคล ซึ่งจะไม่เชื่อถือได้อย่างไร เนื่องจากเป็นตำรวจท้องที่ และยังมีภาพวงจรปิดบริเวณโดยรอบอีก แต่ก็คงไม่ต้องถึงขั้นตรวจสอบอะไรมาก เพราะยังไม่เสียหาย

"ผมต้องป้องกันตัวเองว่า พูดจริง ไม่ได้โกหก และประธานสภาฯ โกหกไม่ได้ จริงคือจริง ไม่จริงคือไม่จริง 2 คนก็บอกว่า 3 คน เพราะสุดท้ายแล้วทุกอย่างพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ และพยานบุคคล" นายวันมูหะมัดนอร์ ระบุ

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมร่วม UNODC เดินหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ระดับนานาชาติ

(14 ก.พ.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ /ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) ในฐานะหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. , พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด. , พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผบก.ปคม. , พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์ รอง ผบก.ปคม. พร้อมด้วยผู้แทน UNODC ได้แก่ Mr. Benedikt Hofmann UNODC Deputy Regional Representative /Acting Regional Representative for Southeast Asia and the Pacific , Dr. Rebecca Miller, Regional Coordinator,  Human Trafficking & Migrant Smuggling Programme, UNODC , Dr. Sylwia Gawronska, Advisor, Human Trafficking & Migrant Smuggling, UNODC และคณะ เพื่อหารือความคืบหน้าการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ (Specialized Cyber Scam and Trafficking in Persons for Forced Criminality Taskforce) ณ ห้องประชุม ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้เพื่อหารือความคืบหน้าการตั้งคณะทำงาน การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของไทย ในหน่วยเฉพาะกิจดังกล่าว และความร่วมมือของ UNODC ที่จะมาสนับสนุนการปฏิบัติ พร้อมกันนี้ได้มีการพูดคุยถึงสถานการณ์การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังทางการไทยกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรการตัดไฟ-อินเตอร์เน็ต-น้ำมัน ไปฝั่งเมียวดี ประเทศเมียนมา ทำให้มีการทยอยส่งคนกลับมาทางฝั่งชายแดน อ.แม่สอด และ อ.พบพระ จ.ตาก คาดว่าเร็วๆ นี้ จะมีการส่งทยอยส่งคนสัญชาติต่างๆ กลับมาอีกจำนวนมาก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของไทยได้มีมาตรการในการรองรับ โดยการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์เพื่อเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism - NRM) และประสานสถานทูตแต่ละประเทศเพื่อรับตัวกลับประเทศต้นทางต่อไป

ในส่วนการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทย โดยใช้ 7 มาตรการเข้มของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พบว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สามารถป้องกันการถูกหลอกลวงไปยังพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งจนถึงขณะนี้ยืนยันได้ว่าไม่พบการถูกหลอกลวงจากประเทศไทยอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความมุ่งมั่นในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดไปโดยเร็ว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยสนับสนุน ทั้งในประเทศและนานาประเทศ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เป็นการป้องกันคนทั่วโลกจากอาชญากรรมร้ายเหล่านี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top