Saturday, 1 August 2026
Hard News Team

ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่ง เตือนเข้ม เมาแล้วขับตรวจพบถูกจับซ้ำ ต้องรับโทษสูงขึ้น

เมื่อวันที่ (14 เม.ย.68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปการเกิดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 สะสม 3 วัน (11-13 เมษายน 2568) มียอดจับกุม เมาแล้วขับสูงถึง 11,801 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่ถูกตรวจพบว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำ ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งที่ผ่านมา มากถึง 63 ราย 

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม “มาตรา 160 ตรี/1 ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 160 ตรี (เมาแล้วขับ) และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายใน 2 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่“ ซึ่งผู้ที่กระทำผิดซ้ำนี้ จะถูกส่งตัวเพื่อไปฟ้องยังศาลจังหวัด และต้องถูกฝากขังตามอัตราโทษของศาลจังหวัด นอกจากนั้นกฎหมายยังกำหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกและปรับโดยเสมอ โดยความผิดเมาแล้วขับในครั้งแรก อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทุกนายเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติหน้าที่ในห้วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีประชาชนเดินทางไปร่วมงานในสถานที่ต่างๆ รวมถึงมีการดื่มสังสรรค์ เพื่อควบคุมและลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์แล้วไปขับขี่ยานพาหนะ 

ทั้งนี้ ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอแจ้งประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขอให้รักษากฎหมายจราจร เพราะหากเกิดอุบัติเหตุจะสร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้น จึงขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนขับขี่ด้วยควยความระมัดระวัง มีน้ำใจต่อกัน เมาไม่ขับ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ตัวท่านและผู้ที่ร่วมใช้ทางได้ฉลองเทศกาลสงกรานต์ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยถูกจับกุมในความผิดฐานเมาแล้วขับในห้วงระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา หากมีความจำเป็นที่จะต้องไปดื่มสังสรรค์นั้น ขอให้หลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะ ขอให้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงต้องถูกดำเนินคดีที่ต้องถูกส่งฟ้องในอัตราโทษที่สูงขึ้นตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตรวจเยี่ยมการดูแลประชาชนวันสงกรานต์ ถ.ข้าวสาร และ สนามหลวง กำชับดูแลความปลอดภัยเต็มที่

เมื่อวันที่ (13 เม.ย.68) เวลา 17.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย , พล.ต ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) , พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1/รองโฆษก ตร. , พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ/รองโฆษก ตร. , พล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 และผู้เกี่ยวข้อง เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดูแลความปลอดภัยเทศกาลสงกรานต์ ถ.ข้าวสาร ที่ สน.ชนะสงคราม โดยร่วมประชุมและฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ ณ ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจร เทศกาลสงกรานต์ 2568 สน.ชนะสงคราม 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า วันนี้มาดูการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขอชื่นชมผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ที่มีจิตบริการ มีทัศนคติที่ดี ในการดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ซึ่งส่วนนี้เป็นผลสะท้อน ให้พี่น้องประชาชนและชาวต่างชาติเชื่อมั่นในการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในวาระดิถีปีใหม่ไทย วันสงกรานต์ 13 เมษายน 2568 นี้ ทราบว่าตำรวจทุกนายต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเหน็ดเหนื่อย เสียสละเวลาเพื่อดูแลพี่น้องประชาชน ขอสวัสดีปีใหม่ และขอให้ทุกท่านพร้อมด้วยครอบครัว มีความสุข โชคดี สุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง และพบแต่สิ่งอันเป็นมงคลแห่งชีวิต 

จากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตรวจจุดคัดกรองทางเข้า ถ.ข้าวสาร และเดินตรวจบรรยากาศ การเล่นน้ำสงกรานต์ตลอด ถ.ข้าวสาร และบริเวณจัดงานสงกรานต์ที่ท้องสนามหลวง  ซึ่งทั้ง 2 แห่ง มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวงานจำนวนมาก

ผอ.ศรชล.ภาค 1 ตรวจเยี่ยมศูนย์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยทางน้ำร่วม เทศกาลสงกรานต์ 

พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 (ผอ.ศรชล.ภาค 1) พร้อมคณะฯ ตรวจเยี่ยมศูนย์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยทางน้ำร่วมเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568 ณ ท่าเทียบเรือเทศบาลเพ ต.บ้านเพ อ.เมือง จว.ระยอง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อ 12 เม.ย.68

ในการนี้ ศรชล./ศคท.จว.รย. โดย น.อ.ธรรมนูญ จันทร์หอม  รอง ผอ.ศรชล.จว.รย. น.ท.ภณ ทิพย์ทอง จนท.ประสานงานความมั่นคง ศคท.จว.รย. นายชวภัทร ทัดมาลี หัวหน้าตรวจการขนส่งทางน้ำ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง และ จนท. ศรชล./ศคท.จว.รย. จนท.สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาระยอง ให้การต้อนรับ ในการเดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยทางน้ำเทศกาลสงกรานต์ และตรวจความพร้อมของท่าเรือโดยสารเส้นทาง บ้านเพ - เกาะเสม็ด ณ ท่าเทียบเรือเทศบาลเพ พร้อมทั้ง ตรวจเยี่ยมเรือ ต.235 ที่ไปปฏิบัติราชการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำพื้นที่ จว.ระยอง - เกาะเสม็ด

“ศรชล.เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศชาติและประชาชน”

เหตุด่วน เหตุร้าย ภัยทางทะเล แจ้งสายด่วน 1465 หรือ 02 888 1465 ตลอด 24 ชั่วโมง

"ท่องเที่ยว ปลอดภัย มั่นใจ ศรชล"

'อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์' วิเคราะห์โอกาสในวิกฤติของไทยภายใต้สถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์เขียนบทวิเคราะห์โพสต์ในเฟสบุ้คเรื่องโอกาสและภัยคุกคามจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนโดยแบ่งเป็นยุคทรัมป์1.0และ2.0ด้วยมุมมองของผู้มีประสบการณ์เจรจากับสหรัฐและจีนรวมทั้งเข้าร่วมการประชุมAPECและอาเซียน+3+6โดยเคยดำรงตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ปฏิบัติราชการรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและยังติดตามความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ-การเมืองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องจึงนำมาเสนอเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชนต่อไปโดยมีเนื้อหาตอนที่ 1 ดังนี้

สงครามการค้าสหรัฐกับจีนยุคทรัมป์ 1.0-2.0 :โอกาสในวิกฤตของไทย (1)
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์
13 เมษายน 2025

ก่อนจะวิเคราะห์ถึงปัญหาและโอกาสในวิกฤตของไทยในสงครามภาษีการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนและประเทศต่างๆในปี 2025 ควรจะต้องทราบถึงสงครามครั้งแรกในยุคทรัมป์ 1.0 เมื่อ 7 ปีที่แล้วเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจก่อนที่จะวิเคราะห์โอกาสในวิกฤติที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายทรัมป์ 2.0

เปิดศึกเทรดวอร์(Trade War)

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ.และจีนที่เริ่มขึ้นในปี 2018 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 1.0 สร้างความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างสองมหาอำนาจ โดยมีเหตุการณ์และผลกระทบสำคัญดังนี้
1.การเริ่มต้นมาตรการภาษี (มีนาคม 2018) สหรัฐฯ ใช้ มาตรา 301ของกฎหมายการค้า เพื่อลงโทษจีนในประเด็นการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี  

ทั้งยังประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องจักร ในขณะที่จีนตอบโต้ด้วยภาษีสินค้าสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลือง เนื้อสุกร และรถยนต์

2. การขยายวงภาษี (2018-2019) ทั้งสองฝ่ายทยอยเพิ่มภาษีสินค้ากว่า 3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของจีนถึง 25% ในปี 2019 ส่วนจีนตอบโต้ด้วยการลดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ

3.เปิดศึกเทควอร์(Tech War) สหรัฐฯเปิดสงครามเทคโนโลยี(Tech War)กับจีน(2019-2020) สหรัฐฯ ประกาศแบน Huawei และ ZTE จากตลาดสหรัฐฯ รวมถึงจำกัดการเข้าถึงชิปเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ เช่น ชิป 5G

เจรจาหย่าศึกดีลแรก

ข้อตกลงระยะที่หนึ่ง (Phase One Deal มกราคม 2020) จีนตกลงซื้อสินค้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 2 ปี สหรัฐฯ ยกเลิกภาษีบางส่วน แต่ยังคงภาษีส่วนใหญ่ไว้

ผลกระทบของคลื่นสงคราม

1. ผลกระทบต่อสหรัฐฯ ผู้บริโภคและธุรกิจ ต้นทุนสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า เกษตรกร สูญเสียตลาดส่งออกถั่วเหลืองและเนื้อสุกรหลักในจีน อุตสาหกรรมบางส่วน ได้รับการปกป้อง เช่น เหล็ก แต่บริษัทที่พึ่งห่วงโซ่อุปทานจีนเสียหาย  

2. ผลกระทบต่อจีน เศรษฐกิจชะลอตัว การส่งออกลดลง เร่งการพึ่งพาตลาดในประเทศ  
การย้ายฐานการผลิต บริษัทต่างชาติกระจายความเสี่ยงไปยังเวียดนาม อินเดีย เม็กซิโก  
เร่งพัฒนานวัตกรรม ลงทุนสูงในเทคโนโลยีหลัก (Semiconductor, AI) เพื่อลดพึ่งพาต่างชาติ  

3. ผลกระทบระดับโลก

องค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์การค้าโลกลดลง 0.5% ในปี 2019 ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก หลายบริษัทปรับโครงสร้างการผลิตใหม่  

4. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้าสะท้อนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและอำนาจระหว่างสหรัฐฯ-จีน  ได้ส่งผลต่อประเด็นอื่น เช่น ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ สถานะของไต้หวัน  

ไทยกับผลกระทบ ประโยชน์ 2 ทาง

จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนครั้งแรก (2018–2020) ทำให้ไทยได้รับประโยชน์หลายด้านจากการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานโลกและการแสวงหาทางเลือกใหม่ของนักลงทุน 
1. การขยายตัวของการลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI) บริษัทที่ย้ายฐานการผลิตจากจีน  หลายบริษัทข้ามชาติเลือกไทยเป็นฐานผลิตแทนจีนเพื่อเลี่ยงภาษีสหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น ฮาร์ดดิสก์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์) และยานยนต์ ข้อมูลจาก BOIระบุว่าในปี 2019 การลงทุนต่างชาติในไทยเพิ่มขึ้น 68%จากปีก่อนโดยจีนและญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนหลัก  

ตัวอย่างเช่นบริษัทจีนเช่น BYD (รถยนต์ไฟฟ้า) และ Haier (เครื่องใช้ไฟฟ้า) ขยายการผลิตในไทย  
2. การเติบโตของการส่งออก 2 เด้ง สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าไทยแทนจีน
สินค้าไทยที่ได้ประโยชน์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ (ครองส่วนแบ่งตลาดโลก 40%) ยางพารา ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป จีนเพิ่มนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยหลังจีนลดซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ไทยส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ยางพารา น้ำตาลและผลไม้ เช่น ทุเรียนเพิ่มขึ้น  

การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ เติบโต 4.5%ในปี 2019 ส่วนการส่งออกไปจีนเพิ่ม7%

3. การเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานใหม่ฐานผลิตในภูมิภาคอาเซียน 
ไทยถูกมองเป็น "China +1" ของนักลงต่างประเทศ ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการผลิตในประเทศเดียว การลงทุนใน EEC (ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)เช่นโครงการรถไฟความเร็วสูง และนิคมอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น EECdดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีและโลจิสติกส์  

4. ประโยชน์ต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเป้าหมาย
1.เกษตรกรรม
จีนเพิ่มการซื้อยางพารา มันสำปะหลัง และน้ำตาลจากไทยเพื่อทดแทนการนำเข้าจากสหรัฐฯ  
2.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
การลงทุนจากจีนและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปอาเซียนและตลาดอื่น  

5. การเสริมบทบาททางการค้าในภูมิภาค
1.ความเป็นกลางทางการเมือง
ไทยได้ประโยชน์จากการเป็นพันธมิตรทั้งสหรัฐฯ และจีน ส่งเสริมการเป็น "ฮับการค้า" ในอาเซียน  
2.ข้อตกลงการค้า
ไทยใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) เพื่อส่งออกสินค้าไปจีนโดยได้ภาษีพิเศษ  

6. ผลกระทบทางอ้อม
1.ค่าเงินบาทที่อ่อนตัว
ช่วงสงครามการค้า ค่าเงินบาทอ่อนค่าสัมพัทธ์กับดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งเสริมการส่งออก  
2.การจ้างงาน
อุตสาหกรรมที่ขยายตัวช่วยดูดซับแรงงาน โดยเฉพาะในเขต EEC  

สรุป
สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ไม่เพียงส่งผลทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่ยังเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์การค้าโลก กระตุ้นให้ประเทศต่างๆ ปรับกลยุทธ์การค้าและลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากแหล่งเดียว ขณะเดียวกัน ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและอิทธิพลระหว่างสองมหาอำนาจที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนยังส่งผลให้ไทยได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต การขยายการส่งออก และการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย แม้จะเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเสริมตำแหน่งทางการค้าในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ.

:เกี่ยวกับผู้เขียน
นายอลงกรณ์ พลบุตร
ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์
ประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมต
อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ปฏิบัติราชการรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน
อดีต ส.ส.6สมัย

ถอดรหัสฉลากเบียร์ Carlsberg ปี 1938 ที่จัดส่งมายังสยาม สะท้อนการยอมรับ ‘พระมหากษัตริย์’ องค์น้อยบนเส้นทางประชาธิปไตย

ฉลากเบียร์กับพระราชาองค์น้อย: Carlsberg และการต้อนรับรัชกาลที่ 8 สู่สยาม 
> År. 1938 – i anledning af, at den 13 årige barnekonge af Siam (det tidligere navn for Thailand), kong Ananda Mahidol, i nær fremtid vender hjem til Siam, har Carlsberg i forståelse med ØK ladet sine ølsorter bestemt for Siam forsyne med denne etiket.
นี่คือข้อความในภาษาดัตช์ (Danish) ที่อธิบายข้อมูลฉลากเบียร์ Carlsberg ฉบับหนึ่ง โดยมีความหมายว่า:

> “ในปี ค.ศ. 1938 เนื่องในโอกาสที่กษัตริย์พระองค์น้อยวัย 13 พรรษาแห่งสยาม (ชื่อเดิมของประเทศไทย) คือ พระเจ้าอานันทมหิดล จะเสด็จกลับสู่สยามในอนาคตอันใกล้ ทาง Carlsberg จึงร่วมกับบริษัท ØK (East Asiatic Company) จัดทำฉลากพิเศษนี้สำหรับเบียร์ที่จัดส่งมายังสยาม”

แม้จะเป็นเพียงคำอธิบายสั้น ๆ ประกอบฉลากเบียร์หนึ่งใบ แต่ข้อความนี้เปิดประตูสู่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของไทยในช่วงเวลาหนึ่ง — ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และช่วงที่ราชาธิปไตยกำลังแปรเปลี่ยนรูปเข้าสู่ “พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” อย่างเต็มตัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8 ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2477 ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา หลังการสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 พระองค์ยังมิได้เสด็จกลับสู่สยามทันที แต่พำนักอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) ที่มีข่าวว่าพระองค์จะเสด็จนิวัติพระนครเป็นครั้งแรก

ในห้วงเวลาแห่งการรอคอยนี้เอง บริษัทเบียร์ Carlsberg จากเดนมาร์ก ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับบริษัทค้าต่างชาติอย่าง ØK ได้จัดทำ ฉลากเบียร์พิเศษ สำหรับส่งเข้าสู่สยาม โดยมีการพิมพ์คำว่า:
> 'สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรัฐธรรมนูญ จงเจริญ'
พร้อมภาพพานรัฐธรรมนูญแวดล้อมด้วยฉัตรหลวงและธงไตรรงค์

ฉลากเบียร์ฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์เพื่อการค้า หากแต่เป็น สื่อวัฒนธรรมที่สื่อความหมายทางการเมืองและจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย กล่าวคือ มันสะท้อนการยอมรับพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของไทย และระบอบใหม่ที่รัฐธรรมนูญมีบทบาทร่วมกับพระราชอำนาจอย่างชัดเจน

น่าสังเกตว่า การออกฉลากนี้มิใช่เพียงแค่การ 'ต้อนรับกษัตริย์องค์ใหม่' เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสารว่า โลกภายนอก โดยเฉพาะภาคธุรกิจต่างชาติก็รับรู้และให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสยาม เช่นกัน

สรุป:
ฉลากเบียร์ Carlsberg ปี 1938 เป็นมากกว่าฉลากเครื่องดื่ม — มันคือ หลักฐานทางวัฒนธรรม ที่บันทึกไว้ถึงช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ที่โลกกำลังจับตา 'พระมหากษัตริย์องค์น้อยแห่งรัฐธรรมนูญ' และประเทศเล็ก ๆ ในเอเชียที่กำลังเรียนรู้จะเดินต่อไปบนเส้นทางประชาธิปไตย

ข่าวเศร้า!! แพทย์หญิงตัสนีม ยานยา แพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เสียชีวิตจากเหตุหินถล่มในประเทศปากีสถาน

เมื่อวันที่ (21 เม.ย.68) เกิดเหตุหินถล่มรุนแรงบริเวณถนนสาย Siachen ในเมืองสการ์ดู แคว้นกิลกิต-บัลติสถาน ประเทศปากีสถาน อันเป็นผลจากฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภูเขา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวไทย นางสาวตัสนีม ยานยา อายุ 32 ปี แพทย์ชำนาญการพิเศษ ประจำโรงพยาบาลปานาเระ ซึ่งเสียชีวิตในทันทีจากแรงกระแทกของหินที่ถล่มลงมาทับรถยนต์ขณะโดยสารผ่านจุดเกิดเหตุ

จากรายงานระบุว่า ผู้โดยสารที่เดินทางร่วมกับนางสาวตัสนีม อีกหนึ่งราย คือ เสาด๊ะ ดอเลาะ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ อายุ 48 ปี ได้รับบาดเจ็บและถูกนำส่งโรงพยาบาลในเมืองสการ์ดู ขณะนี้อาการอยู่ในขั้นทรงตัว

ทั้งนี้ ทางครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยเฉพาะนางสาวนีสรีน ยานยา พี่สาวของผู้เสียชีวิต ได้ร้องขอผ่านสื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยเร่งดำเนินการช่วยเหลือในการประสานงานเพื่อนำร่างของนางสาวตัสนีมกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็วที่สุด พร้อมระบุช่องทางติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 082-834-1697

ครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิตต่างอยู่ในอาการโศกเศร้า พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินการประสานงานกับทางการปากีสถาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายร่าง และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวในต่างประเทศอย่างเต็มที่

เศรษฐกิจในยุค 'ทรัมป์' ป่วนโลก

‘ดร.อมรเทพ จาวะลา’ แนะแนวทางการรับมือเศรษฐกิจยุค ‘ทรัมป์’ ป่วนโลก พร้อมคู่มืออยู่รอด มีอะไรต้องเตรียมพร้อมบ้างไปดูกัน 

สงกรานต์สุขใจแต่ต้องไม่เสียสุขภาพ อย่าลืมดูแลตัวเอง ‘เช็ก 5 โรคเสี่ยง’ ที่แฝงมากับความสนุกของเทศกาล

(14 เม.ย. 68) เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอยในการเล่นน้ำสนุกสนานและทำกิจกรรมกับครอบครัว แต่การเล่นน้ำในช่วงกลางแดดร้อนอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางชนิดที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิสูงและความชื้นสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้หลายอย่าง ประกอบไปด้วย 

1. โรคลมแดด (Heatstroke) การเล่นน้ำท่ามกลางแสงแดดร้อนจัด อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกิดภาวะลมแดดได้ หากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้เพียงพอ อาจส่งผลให้มีอาการเวียนศีรษะ อ่อนแรง หน้ามืด หรือแม้กระทั่งหมดสติได้ ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำในช่วงกลางวันที่มีแสงแดดจัดที่สุด

2. โรคผิวหนังจากแสงแดด การเล่นน้ำท่ามกลางแดดจัดอาจทำให้ผิวหนังเสียหายจากแสงแดด รังสี UV จากแสงแดดสามารถทำลายผิวหนังได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดผิวไหม้ แดง หรือผิวหนังแก่ก่อนวัย ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง และสวมหมวกหรือเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกัน

3. โรคตาแดง (Conjunctivitis) การเล่นน้ำที่มีฝุ่นหรือสารเคมีอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในตาได้ ซึ่งอาจนำไปสู่โรคตาแดง โดยเฉพาะเมื่อเล่นน้ำในพื้นที่ที่ไม่สะอาดหรือมีสารเคมีปนเปื้อน ควรระมัดระวังการสัมผัสน้ำและตา

4. โรคน้ำกัดเท้า หรือโรคเชื้อราที่เท้า ซึ่งการแช่เท้าในน้ำเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อน้ำไม่สะอาด อาจทำให้ผิวหนังเท้าเกิดการติดเชื้อราได้ เชื้อราจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่อับชื้น อาจทำให้เกิดอาการคัน ผิวลอก แดง หรือแตกระแหง หากไม่รักษาอย่างเหมาะสมอาจลุกลามและติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย แนะนำให้สวมรองเท้าพลาสติกหรือรองเท้าแตะกันลื่นขณะเล่นน้ำ และรีบล้างเท้าให้สะอาดพร้อมเช็ดให้แห้งทันทีหลังเล่นน้ำ

5. อาการท้องเสียและอาหารเป็นพิษ น้ำที่ใช้ในการเล่นสงกรานต์บางครั้งอาจไม่สะอาด ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้ท้องเสียและมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากแหล่งที่ไม่แน่ใจว่าสะอาด และควรทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ

สำหรับ คำแนะนำในการป้องกัน ควรดื่มน้ำให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดนานเกินไป ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด ใช้หมวกหรือเสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันแสงแดด เลือกเล่นน้ำในแหล่งน้ำที่สะอาดและปลอดภัย หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่ไม่สะอาดหรืออาจมีการปนเปื้อน

ครั้งหนึ่งสหรัฐฯ เคยคิดสร้าง 'อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย' หวังโชว์เสรีภาพให้โลกเห็น แต่สุดท้ายได้เพียงภาพร่างและพิมพ์เขียว

รู้ไหมว่า… สหรัฐอเมริกาไม่เคยมี 'อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย'?

ใช่—อเมริกามีเทพีเสรีภาพ มีอนุสรณ์สถานประธานาธิบดี มีอาคารรัฐสภา และเทพีต่าง ๆ ที่ยืนถือคบเพลิงหรือคัมภีร์กฎหมาย แต่... ไม่มีอนุสาวรีย์แห่ง 'ประชาธิปไตย' โดยตรงเลยสักแห่ง

นั่นคือเหตุผลที่ในปี 1954 มีคนกลุ่มหนึ่งฝันจะสร้างมันขึ้นมาที่ซานเปโดร
ฝั่งตะวันตกของประเทศ ที่ซึ่งผืนน้ำแปซิฟิกทอดตัวยาวออกสู่เอเชีย ออสเตรเลีย และทั่วโลก

โครงการนี้มีชื่อว่า Monument to Democracy — อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

มันไม่ได้เป็นแค่โครงสร้างเหล็กและทองสัมฤทธิ์ แต่มันเป็นถ้อยแถลงของอุดมการณ์ เป็นคำตอบที่อเมริกาต้องการจะมอบให้โลก ในยุคที่กำลังต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์เพื่อจิตวิญญาณของมนุษยชาติ

ผู้ผลักดันคือ John Anson Ford สมาชิกสภาเขตลอสแองเจลิส ที่เชื่อมั่นว่า

> “ประชาธิปไตยไม่ควรเป็นสิ่งสงวนของคนผิวขาว... ประชาชนจากทุกเชื้อชาติกำลังจับตามองอเมริกา ว่าจะรักษาคำมั่นแห่งเสรีภาพไว้ได้จริงหรือไม่”

รูปแบบอนุสาวรีย์ถูกออกแบบโดย Millard Sheets และ Albert Stewart อย่างวิจิตรยิ่งใหญ่ รูปปั้นสูงกว่าเทพีเสรีภาพถึงเท่าตัว ตั้งอยู่บนฐานพิพิธภัณฑ์ศิลปะและประวัติศาสตร์ ที่บอกเล่าเส้นทางของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในการไขว่คว้าสู่เสรีภาพ

แต่... ความฝันนี้ถูกพับเก็บ
ถูกกลืนหายไปกับการเมือง งบประมาณ และความเฉยชา
สหรัฐฯ จึงยังคงไม่มี "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" จนถึงทุกวันนี้
ไม่มีสถานที่ที่บอกกับเด็ก ๆ ว่า ประชาธิปไตยคืออะไร และใครเป็นเจ้าของมัน
ไม่มีพื้นที่ที่คนผิวดำ ผิวเหลือง หรือผิวแดงจะรู้สึกว่า “ที่นี่ของฉันด้วย”

สิ่งที่หลงเหลือมีเพียงภาพร่าง พิมพ์เขียว และความเศร้าลึกในใจของนักประวัติศาสตร์ ว่าอเมริกา... อาจเคยใกล้จะมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่สุดในโลกแล้ว — แต่กลับปล่อยให้มันสูญหายไปในม่านหมอกของอดีต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top