Friday, 31 July 2026
Hard News Team

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ ‘Apple’ จะย้ายโรงงานผลิต จากจีนไปอินเดีย ต้องผ่านมาตรการศุลกากร ข้อบังคับทางการค้า ด้านการส่งออก

(26 เม.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Ethan Hunts’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

อินฟลูเปรียบเทียบประโยคที่ เมื่อครั้งนายเจียง เจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน และอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สอนนักข่าวฮ่องกง ถามเรื่องการลงสมัครเป็นผู้ว่าการเกาะฮ่องกงของนายถัง ซึ่งเป็นผู้ว่าการฯในขณะนั้น โดยใช้มุกสัมภาษณ์ควาย ๆ ยิงคำถามเดิมซ้ำ ๆ และคาดเดานัยของคำตอบซึ่งไม่ถูกใจ ด้วยการถามใหม่ปรับเปลี่ยนบางคำในประโยคคำถามนั้น คล้ายว่าหากตอบไม่ตรงกับความตั้งใจที่แฝงมากับคำถาม ก็จะทู่ซี้ถามอีก นายเจียง ตัดบทหลายครั้งหลังตอบคำถามเมื่อถูกถามว่าตนสนับสนุนนายถังหรือไม่? และตอบไปแล้วว่าโดยส่วนตัวเขาสนับสนุน แต่นักข่าวต้องการคำตอบว่าจีนกดดันฮ่องกงให้เลือกนายถังหรือเปล่า? นายเจียงถามนักข่าวว่าไปเอาความคิดนี้มาจากไหน? นักข่าวชี้ว่ามาจากสื่อตะวันตก นายเจียงจึงสอนนักข่าวว่า “ในฐานะสื่อฯ คุณไม่ควรคาดเดาเอาเอง หรือมโนฯเพียงสัมผัสลม ก็ฟันธงว่ามีฝน พวกคุณต้องพิจารณาว่าแหล่งข่าวน่าเชื่อถือหรือไม่ แล้วตัดสินใจก่อนจะนำมา ต่อเรื่องเป็นตุเป็นตะ พวกคุณยังอ่อนวัยเกิน, คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันง่าย ๆ จนทำตัวเองให้ดูเหมือนพวกอ่อนต่อโลก (เอเคเอ ปัญญาอ่อน)” 

แอปเปิ้ลก็มีข่าวว่า วางแผนจะย้ายฐานการผลิตจากจีนไปอินเดีย จากนโยบายสุดระห่ำของไอ้บ้า 'คนขายส้ม' เอเคเอ ดิ ออเรนจ์แมน (ฉายาที่สื่อฯอเมริกันใช้นิยามทรัมป์) ซึ่งคาดว่าการย้ายฐานการผลิตจะเกิดขึ้นภายในปี 2026 แต่ที่ทิม คุ๊ก ซีอีโอแอปเปิ้ล อาจแสร้ง หรือคาดไม่ถึงคือ จีนเห็นการย้ายฐานการผลิตของแอปเปิ้ลเป็นเรื่องที่ “คิดได้ ถึงกล้าทำแต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ” แอปเปิ้ลอาจคิดว่าจีน เป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิต ทั้งยังเป็นตลาดขนาดใหญ่รองรับสินค้านับหลายร้อยล้านเครื่องต่อปี จึงคิดว่าแค่ย้ายโรงงานไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือดำเนินการยากแต่อย่างใด

แต่เอาเข้าจริง การส่งออกวัตถุดิบตลอดจนเครื่องจักรจากจีน เพื่อที่จะย้ายไปอินเดียนั้น แบบไม่ต้องประกาศอย่างโจ๋งครึ่มแต่อย่างใด ทางการจีนสามารถใช้มาตรการทางศุลกากร และข้อบังคับทางการค้า ด้านการส่งออก เป็นเครื่องมือในการปิดประตูหน้า, ขวางประตูข้าง และทิ้งช่องประตูด้านหลังโรงงานเล็ก ๆ ไว้ให้ กว่าแอปเปิ้ลจะดำเนินการจนแล้วเสร็จคาดว่า อาจหมดสมัยทรัมป์ไปแล้ว หรือแย่กว่านั้น ระหว่างตั้งโรงงาน สหรัฐดันคุยกับจีนแล้วตกลงกันได้ ทิม คุ๊ก ก็อาจมีสภาพต้องกินอาหารเม็ดไปเลยก็เป็นได้

ผู้แทนชาวน่าน เข้าขอบคุณ ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ หลังช่วยผลักดัน!! ออกโฉนดที่ดิน ได้สำเร็จ

(26 เม.ย. 68) ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ นายบุญยงค์ สดสอาด นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดน่าน และอดีตผู้สมัคร สส.น่าน เขต 1 นายเรืองเดช จอมเมือง อดีตผู้สมัคร สส.น่าน เขต 3 ซึ่งเดินทางมาจาก ต.สะเนียน อ.เมืองน่าน จ.น่าน เป็นตัวแทนประชาชนจังหวัดน่าน ในการแสดงความขอบคุณต่อนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ผลักดันให้การออกโฉนดที่ดินในพื้นที่จังหวัดน่านสำเร็จเป็นรูปธรรม เมื่อครั้งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังประชาชนต้องรอคอยการพิสูจน์สิทธิและกระบวนการทางกฎหมายยาวนานกว่า 30 ปี โดยการดำเนินการครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ที่ไม่อยู่ในเขตจำแนกเป็นป่าไม้ถาวร หรือที่ดินต้องห้ามออกโฉนดตามข้อ 14 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 เช่น พื้นที่สาธารณประโยชน์ เขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ลาดชันเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ และที่สงวนหวงห้ามอื่น ๆ

ในครั้งนั้น นายนิพนธ์ ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมที่ดิน ได้สั่งการให้กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย สำรวจพื้นที่ที่ประชาชนได้รับผลกระทบ โดยนายนิพนธ์ ได้มอบโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนที่ผ่านการเดินสำรวจและตรวจสอบสิทธิแล้ว เฉพาะในพื้นที่จังหวัดน่านกว่า 2,300 แปลง โดยมีตัวแทนประชาชนจากอำเภอเมืองน่าน เข้ารับมอบโฉนดที่ดิน จำนวนกว่า 50 แปลง ณ และนายนิพนธ์ ยังได้ลงพื้นที่ไปมอบโฉนดถึงบ้านเรือนประชาชนผู้สูงอายุเพิ่มเติมอีกจำนวนกว่า 10 แปลง เพื่ออำนวยความสะดวกและแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่

โดยในวันนี้ ผู้แทนประชาชนจังหวัดน่าน ที่ได้รับมอบโฉนดที่ดินดังกล่าว ได้เดินเข้าพบนายนิพนธ์ เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างเป็นทางการแทนกลุ่มประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ซึ่งสะท้อนถึงความยินดีและความซาบซึ้งใจที่ประชาชนมีต่อนายนิพนธ์ และทีมงาน ที่ได้ดำเนินการผลักดันเรื่องนี้จนประสบความสำเร็จ หลังจากที่ชาวบ้านต้องรอคอยการแก้ไขปัญหามานานหลายทศวรรษ

สำนักข่าวอิศรา เปิดธุรกิจ ‘กัน จอมพลัง’ ลูกน้องคนสนิท ‘ผู้กองธรรมนัส’ จากร้านบะหมี่ สู่ ‘คนขายหวย - รักษาความปลอดภัย’ รายได้!! หลายสิบล้าน

(26 เม.ย. 68) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พะเยา ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ จ.นครศรีธรรมราชเมื่อ 24 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

โดยได้ออกมายอมรับแล้วว่าเป็นผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ ‘กัน จอมพลัง’ ในการช่วยเหลืองานสังคม รวมทั้งให้ความช่วยเหลือกรณีนายประจักษ์ ดวงใย อายุ 65 ปี และนางสมศรี ดวงใย อายุ 64 ปี สองผัวเมีย ถูกนายสมิทธิพัฒน์ หรือพีช หลีนวรัตน์ ลูกชายนายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ ‘นายกเบี้ยว’ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลธัญบุรี ขับรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู สี เบียดปาด เหตุเกิดบนถนนกาญจนาภิเษก กม.22 มุ่งหน้าบางปะอิน จนได้รับบาดเจ็บและรถยนต์เสียหายเป็นข่าวดังครึกโครม และยังบอกกรณีนักการเมืองรายหนึ่งออกมาปูดมีคนตั้งค่าหัวนายกัณฐัศว์ 5 แสนบาทว่า ไม่มีใครทำอะไร‘กัน จอมพลัง’ได้หรอก ถ้ามีใครทำอะไร ‘กัน จอมพลัง’ ก็เหมือนทำเขาด้วย เพราะทำงานด้วยกันตั้งแต่ ‘กัน จอมพลัง’ ยังไม่ดัง

จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ เคยเป็นเจ้าของร้านขายบะหมี่ ‘จอมพลัง’ซึ่งมีร้านหนึ่งอยู่แถวอุโมงค์ ถ.ราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี ตอนนี้ปิดตัวแล้ว ปัจจุบัน นายกัณฐัศว์ มีชื่อเป็นกรรมการและถือหุ้น 3 บริษัท

1.บริษัท สลากรวยดี จำกัด ชื่อเดิม บริษัท เสือแดงลอตเตอรี่ ออนไลน์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 22 ม.ค.2564 ทุน 1 ล้านบาท ประกอบกิจการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากทุกชนิดที่สำนักงานกินแบ่งรัฐบาลพิมพ์จำหน่าย ที่ตั้งเลขที่ 428/72 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร นายกัณฐัศว์ เป็นคนจดทะเบียนก่อตั้ง นายกัณฐัศว์ , นายธานี มั่งมี ถือหุ้นคนละ 4,995 หุ้น และ นายพิตฒิพัฒน์ ตุ้มสุวรรณ 10 หุ้น รวม 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท นายกัณฐัศว์ และ นายธานี มั่งมี เป็นกรรมการ ที่ตั้งปัจจุบัน 305/241 ซอยรามอินทรา 123 ถนนรามอินทรา แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ล่าสุด 18 ธันวาคม 2567 จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สลากรวยดี จำกัด ผู้ถือหุ้นยังคงเดิม

ข้อมูลงบการเงิน วันที่ 31 พ.ค.2567 นำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2566 งบกำไรขาดทุน รายได้รวม 59,965,429.89 บาท ต้นทุนขาย 52,975,000 บาท ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 8,945,202.41 บาท ขาดทุนสุทธิ 1,965,295.40 บาท งบดุล สินทรัพย์รวม 2,982,132.17 บาท หนี้สิน 551,515.24 บาท กำไรสะสม 1,430,616.93 บาท

2.บริษัท ไทยคิงเทค จำกัด จดทะเบียนวันที่ 19 ม.ค.2564 ทุน 1 ล้านบาท ประกอบกิจการติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ ระบบคอมพิวเตอร์ และให้คำปรึกษาทางด้านซอฟต์แวร์ทุกประเภท ที่ตั้งสำนักงานเดียวกับ บริษัท เสือแดงลอตเตอรี่ ออนไลน์ จำกัด เลขที่ 428/72 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ , นายธานี มั่งมี ถือหุ้นคนละ 4,000 หุ้น และ นายพิตฒิพัฒน์ ตุ้มสุวรรณ 2,000 หุ้น รวม 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท นายกัณฐัศว์ และ นายธานี เป็นกรรมการ
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไทยคิงดี จำกัด ซึ่งเป็นชื่อปัจจุบัน เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 5 ล้านบาท และย้ายสำนักงานที่ตั้งเลขที่ 1 ซอยนนทบุรี 32 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี แจ้งวัตถุประสงค์ ประกอบกิจการ จัดงานนิทรรศการต่างๆ บริการรับจัดงานอีเว้นตรมสถานที่ทุกประเภทประกอบกิจการนำเข้า ส่งออก และจำหน่าย ผักสด ผลไม้สด และสินค้าทางการเกษตร พืช ผัก ผลไม้ แปรรูป ทุกชนิด บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บ.อบจ.5) วันที่ 30 เม.ย.2567 นายกัณฐัศว์, นายธานี ถือหุ้นคนละ 24,000 หุ้น และ นายพิตฒิพัฒน์ 2,000 หุ้น รวมทั้งสิ้น 50,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท

ข้อมูลงบการเงิน วันที่ 31 พ.ค.2567 นำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2566 งบกำไรขาดทุน รายได้รวม 1,093,903.89 บาท ขาดทุนสุทธิ 752,866.45 บาท งบดุล สินทรัพย์รวม 331,638.86 บาท หนี้สิน 101,505.31 บาท ขาดทุนสะสม 769,866.45 บาท

3.บริษัท จอมพลัง รวยดี จำกัด จดทะเบียนวันที่ 20 เม.ย. 2566 ทุน 1 ล้านบาท ประกอบกิจการกิจกรรมการรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล ที่ตั้งเลขที่ 1 ซอยนนทบุรี 32 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี (ที่ตั้งเดียวกับ บริษัท ไทยคิงดี จำกัด) นายกัณฐัศว์ และ นายธานี มั่งมี ถือหุ้นคนละ 5,000 หุ้น รวม 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และร่วมกันเป็นกรรมการ

ข้อมูลงบการเงิน วันที่ 31 พ.ค.2567 นำส่งงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค.2566 งบกำไรขาดทุน รายได้รวม 6,731.51 บาท ขาดทุนสุทธิ 768.49 บาท (ทั้ง 3 บริษัท ยังไม่มีข้อมูลงบการเงินปี 2567)

ในทางการเมือง อาจไม่เกินคาดหมาย หากจะมีชื่อ ‘เสี่ยกัน’ เป็นผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม ในวันข้างหน้า!!

บทบาท ‘ทรัพยากรเชิงชาติพันธุ์’ ของชาวไทยเชื้อสายจีน เบื้องหลัง!! ความสัมพันธ์เศรษฐกิจ ‘จีน – ไทย’

(26 เม.ย. 68) แม้ว่าประเทศไทยและจีนจะมีความสัมพันธ์อันดีในหลายมิติ แต่เมื่อพูดถึงคำว่า 'พี่น้องไทย - จีน' แล้ว ที่มาและความหมายที่แท้จริงของคำนี้คือความเป็นพี่น้องทางสายเลือดจริง ๆ ซึ่งถ้าใครอยู่ในวงการความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้น ก็น่าจะเคยได้ยินฝ่ายจีนใช้คำว่า '血脉相连 - เสว่ ม่าย เซียง เหลียน' ซึ่งแปลว่า 'เชื่อมต่อกันทางสายเลือด' โดยหมายถึงชาวไทยเชื้อสายจีน หรือชาวจีนที่เกิดในประเทศไทยและเป็นเชื้อสายของผู้อพยพชาวจีน หรือชาวจีนโพ้นทะเล ที่มีอยู่ประมาณ 10 ล้านคนในประเทศไทย คิดเป็น 11–14% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ ที่จำนวนมากเติบโตและประสบความสำเร็จด้านการค้าขาย เป็นผู้นำองค์กร เป็นผู้ถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก บ้างก็มีตำแหน่งสำคัญในราชการ 

นายกรัฐมนตรีไทยจำนวน 19 จาก 31 คน ล้วนมีเชื้อสายจีนทั้งสิ้น

แม้ว่าคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากจะถูกกลืนกินทางวัฒนธรรมจนกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ก็ยังมีเครือข่ายสายสัมพันธ์กับคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ ซึ่งได้กลายมาเป็น 'ทรัพยากรเชิงชาติพันธุ์' และกลายเป็น 'สะพาน' ในการเชื่อมสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-จีน อย่างมีนัยยะสำคัญมาโดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

ในยุคที่จีนดำเนินนโยบายตามกรอบแนวคิดริเริ่ม 'หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง' (Belt and Road Initiative - BRI - 一带一路) และยุทธศาสตร์ 'เดินออกไปข้างนอก' (Going Out Strategy - 走出去战略) ของรัฐบาลจีน ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 มีเป้าหมายในการผลักดันบริษัทจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศ ขยายเครือข่ายธุรกิจ และสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระดับโลก

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนจีนไม่ได้พิจารณาเพียงปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเท่านั้น หากยังได้รับอิทธิพลจากเครือข่ายทางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างจีนและประเทศเป้าหมายในระดับพื้นที่ ซึ่งกลายเป็น 'ทรัพยากรเชิงชาติพันธุ์' ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญตามทฤษฎีเศรษฐกิจเชิงชาติพันธุ์ (Ethnic Economy)

ประเด็นนี้เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ที่การเข้ามาของ FDI นั้น มักต้องอาศัยพันธมิตรในท้องถิ่น ความรู้เชิงบริบท และการเข้าถึงระบบราชการ ซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติต้องพึ่งพา 'กลุ่มตัวกลาง' ในท้องถิ่น ในการอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ตามทฤษฎีการตัดสินใจของ FDI ในตลาดเกิดใหม่ (FDI Decision-making in Emerging Markets) รวมถึงทฤษฎีเครือข่ายทางสังคม (Social Network Theory) ที่มองว่าความสัมพันธ์ทางสังคมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในบริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง เช่น การลงทุนข้ามชาติในประเทศเกิดใหม่ ประเทศที่การเมืองไม่มั่นคง หรือประเทศที่มีอัตราการคอร์รัปชันสูงในระดับท้องถิ่น

ทั้งนี้ บทบาทของชาวไทยเชื้อสายจีนตามกรอบแนวคิดและทฤษฎีข้างต้นนี้ โดยหลักแล้วถือว่าเป็น 'ตัวกลางทางเครือข่าย' รวมถึงเป็น 'กลุ่มผลประโยชน์' และ 'พันธมิตรสนับสนุน' (advocacy coalition) ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะบทบาทการเชื่อมโยงนักลงทุนและรัฐบาลท้องถิ่น ทั้งการสนับสนุนด้านข้อมูลทางกฎหมาย นโยบาย การทลายกำแพงด้านภาษาและวัฒนธรรม รวมถึงการสร้างอำนาจต่อรอง บริหารและจัดสรรผลประโยชน์ของทุกฝ่ายบนหน้าฉากก็ดี... หลังฉากก็ดี... (กรณีนี้คือว่ากันตามหลักการ ในความเป็นจริงอาจมีประเด็นผลประโยชน์ส่วนตัวและการคอร์รัปชัน ที่เป็นต้นตอของปัญหาเรื่องทุนต่างชาติสีเทาในปัจจุบัน)

ในรูปธรรมของการก่อตัวเป็นกลุ่มผลประโยชน์ของคนไทยเชื้อสายจีนนั้น สามารถเห็นได้จากการตั้งองค์กรในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ สมาคมการค้า หอการค้า สภาธุรกิจ หรือมูลนิธิอาสา ซึ่งกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จัดงานเลี้ยง งานประชุม งานอาสาต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการสร้างชุมชน China town ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชาวจีนโพ้นทะเลในท้องถิ่นต่าง ๆ เพิ่มโอกาสในการพบปะทางสังคม และมีบทบาทในการสร้างเครือข่ายผลประโยชน์ ส่งต่อกันแบบรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะในระดับประเทศ หรือระดับท้องถิ่น เป็นพื้นที่ที่นักลงทุนทั้งสองฝ่ายรู้สึก 'ปลอดภัย' และ 'เข้าถึงง่าย' ช่วยให้สามารถเข้าถึงตลาด ทำให้นักธุรกิจจีนเกิดความรู้สึก 'เหมือนอยู่บ้าน'

ในทางกลับกัน ฝ่ายรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากภายนอกนั้น ก็สามารถดำเนินการประสานด้านข้อมูลและใช้เครือข่ายขององค์กรสมาคมการค้าและมูลนิธิต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจีนเช่นกัน

องค์กรรูปแบบนี้สามารถพบเห็นได้ในแทบจะทุกจังหวัดของประเทศไทย จะมีมากและเข้มแข็งเป็นพิเศษในเมืองยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น กรุงเทพฯ, สมุทรปราการ หาดใหญ่, เชียงใหม่, ภูเก็ต, กลุ่มจังหวัดโซน EEC และหลายจังหวัดในภาคอีสาน (ที่อาจเป็นทางผ่านของรถไฟความเร็วสูง)

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า นัยยะสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีนไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับข้อตกลงหรือเอกสารทางการต่าง ๆ เท่านั้น แต่มาจากความสัมพันธ์ของผู้คน ความเชื่อใจ ความใกล้ชิด และเครือข่ายที่ยึดโยงกันข้ามรุ่น จากบทบาทของคนไทยเชื้อสายจีนในฐานะ 'ตัวกลาง' ที่เข้าใจทั้งสองฝั่งอย่างลึกซึ้ง

ไม่เพียงแค่ไทยเท่านั้น ชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากที่กระจายอยู่ทั่วโลกก็กำลังมีบทบาทเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในกลุ่ม ASEAN ที่มีชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลที่ค่อนข้างเข้มแข็งและมีบทบาทต่อเศรษฐกิจ

ด้วยเหตุเช่นนี้ การ 'เดินออกไปข้างนอก' ตามยุทธศาสตร์ Going Out Strategy นั้น จึงเป็นการ 'เดินออกไปข้างนอกแต่ก็ยังเจอเพื่อน' ที่จะช่วยแนะนำที่ทางในการค้าขาย และเป็น 'กันชนทางวัฒนธรรม' ที่ทำหน้าที่ลด culture shock และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 'เจ้าบ้าน' และ 'แขกหน้าใหม่' พร้อมสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นวัฒนธรรมและระบบ เกิดความยั่งยืนจากการส่งต่อแบบรุ่นสู่รุ่น

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ยกนิสัยคนจีนรักการเรียนรู้ จุดแข็งขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ ครูพี่ป๊อป ดร. ณัฐพงศ์ นำศิริกุล ในการบรรยายพิเศษ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา นำทีมพลังงานไทย สู่เวทีนานาชาติ IEA Summit 2568

เมื่อวันที่ (24 เม.ย. 68) พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน ผู้แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน เข้าร่วมประชุม IEA Summit on the Future of Energy Security ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร 

ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 เมษายน 2568 โดยมี IEA / UK Government และผู้แทนกว่า 50 ประเทศ, 60 บริษัทพลังงาน และนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เข้าร่วมประชุม

ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ต้อนรับคณะหลักสูตรเวชศาสตร์ ทอ. ศึกษาดูงาน รพ.ฯ

พล.ร.ต.พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผอ.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานหลักสูตร เวชศาสตร์ทหารอากาศ สำหรับผู้ปฏิบัติ กรมแพทย์ทหารอากาศ โดยมี น.อ.อัศวิน คนชม รอง ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการแพทย์ทหารอากาศ เป็นหัวหน้าคณะในการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วย การรับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุม ป.4 อาคารอำนวยการ และเยี่ยมชมศูนย์เวชศาสตร์ความดันบรรยากาศสูง ของ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ โดยมีผู้แทนหน่วยงานของ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ร่วมให้คำแนะนำขีดความสามารถของหน่วยหน้างาน ในครั้งนี้ 

หลักสูตรเวชศาสตร์​ทหารอากาศ​สำหรับ​ผู้ปฏิบัติ​นี้ มีวัตถุประสงค์และความมุ่งหมาย เพื่อให้ผู้เข้ารับการศึกษามีความรู้ด้านเวชศาสตร์ทหารอากาศ สามารถนำหลักวิชาไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้านยุทธการและภัยพิบัติ มีทักษะการช่วยเหลือด้านการแพทย์ทหาร ในภาวะวิกฤติฉุกเฉิน ภัยพิบัติ และภัยคุกคามด้านเคมี ชีวะ กัมมันตรังสี สามารถตอบสนองต่อภารกิจของกองทัพอากาศ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระยะเวลาการศึกษา 12 สัปดาห์ ระหว่าง 21 เมษายน ถึง 18 กรกฎาคม 2568    

อดีต รมต.อว. วิเคราะห์!! ระบบการศึกษาไทย ยังคงยึดติดกับความเชื่อแบบเดิมๆ ไม่สามารถตอบสนอง!! ความเปลี่ยนแปลงของโลก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(26 เม.ย. 68) ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้โพสต์ข้อความ โดยมีใจความว่า ...

สถาบันอุดมศึกษาไทยกับกับดักถ้ำเพลโต

การชี้นำการเปลี่ยนแปลงสู่โลกอนาคต

• สถาบันอุดมศึกษาไทยตกอยู่ใน 'กับดัก 3 ประการ' ได้แก่ กับดักเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Traps) กับดักในขีดความสามารถ (Capability Traps) และกับดักในตัวสมมุติฐาน (Assumption Traps) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนา

• การหลุดพ้นจากกับดักเหล่านี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง  เช่น การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การบูรณาการเทคโนโลยี AI และดิจิทัลเข้ากับการเรียนการสอน และการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม

• นอกจากนี้ สถาบันอุดมศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและโลกทัศน์ โดยเน้นความสำคัญของการสร้างผลกระทบเชิงประจักษ์ (Significance x Profundity) ความเกี่ยวข้องกับสังคม (Relevance x Rigor) และการสร้างความร่วมมือระดับโลก (Competition x Collaboration)

• การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัตินิยม (Strategic Pragmatism) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างอุดมคติและความเป็นจริง จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาสถาบันอุดมศึกษาไทยก้าวพ้นจากกับดักและชี้นำการเปลี่ยนแปลงประเทศสู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

วัยรุ่นรัสเซีย สนใจเรียนรู้!! ‘ภาษา - วัฒนธรรม’ ของประเทศจีน เป็นอย่างมาก ‘โฆษก ก.ต่างประเทศรัสเซีย’ เผย!! พร้อมสนับสนุน เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพ

(26 เม.ย. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวเนื่องในวันภาษาจีนแห่งสหประชาชาติ (UN) ว่าชาวรัสเซียยังคงสนใจเรียนรู้วัฒนธรรมจีน วรรณคดีจีน และภาษาจีนกันอย่างมาก ขณะเดียวกันคนหนุ่มสาวในจีนสนใจเรียนภาษารัสเซียเพิ่มขึ้นด้วย

ซาคาโรวากล่าวว่าการเรียนภาษาเป็นหัวข้อพิเศษในความร่วมมือทางมนุษยศาสตร์รัสเซีย-จีน ขณะความต้องการผู้ใช้ทั้งภาษารัสเซียและภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการพัฒนาที่รวดเร็วของด้านต่างๆ ในความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน โดยทั้งสองประเทศสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษาภาษาอย่างแข็งขัน โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี และมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการเสริมสร้างความไว้วางใจและมิตรภาพ

ทั้งนี้ ซาคาโรวายังเน้นย้ำความพยายามของรัสเซียและจีนในการสร้างสภาพแวดล้อมอันเกื้อหนุนการขยับขยายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย การเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การบ่มเพาะผู้มีความรู้ความสามารถ และการแบ่งปันประสบการณ์

เผยโฉมครั้งแรก 'คอรัปชั่น ฟ้องดู' แพลตฟอร์มคอร์รัปชันเทคปราบทุจริตฟื้นศักยภาพประเทศ 'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.' ชี้เป็นแนวรบใหม่ใช้เทคโนโลยีดิจิตอล เอไอ.ต้านโกง เริ่มทดสอบระบบวันนี้ ก่อนคิกออฟเดือนพฤษภาคม

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ (FKII Thailand) เปิดเผยระหว่างการบรรยายเรื่องการป้องกันและปราบปรามคอรัปชั่นที่จังหวัดเชียงใหม่ ว่า

(26 เม.ย.) 'คอรัปชั่น ฟ้องดู' ภายใต้โครงการใยแมงมุมเริ่มทดสอบระบบเป็นครั้งแรกในวันนี้ก่อนคิกออฟเปิดใช้เป็นทางการในเดือนพฤษภาคม

“ปัญหาคอรัปชั่นอยู่ในขั้นวิกฤตเหมือนมะเร็งร้ายทำลายศักยภาพของประเทศทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่ง 'คอรัปชั่น ฟ้องดู' แพลตฟอร์มดิจิตอลคอรัปชั่นเทคจะเป็นแนวรบใหม่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หากขจัดคอรัปชั่นได้มากเท่าใดก็จะช่วยฟื้นศักยภาพประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากเท่านั้น”

อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ยังเปิดเผยต่อไปว่า สถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์และดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ผู้บุกเบิกแพลตฟอร์ม ทราฟฟี ฟองดู(Traffy Fondue)ร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีดิจิตอลเอไอ.'คอรัปชั่น ฟ้องดู' ประกอบด้วย
1. แพลตฟอร์มทราฟฟี ฟองดู
2.เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
3..Line official
4.ผู้แจ้งเบาะแส(Whistleblower)
5.เชื่อมโยงทำงานร่วมสื่อมวลชน หน่วยงานรัฐภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการและเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น

“การผสมผสานเทคโนโลยีกับกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเปิดกว้างจะช่วยแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นให้ลดน้อยลง ไม่ใช่ถอยหลังเข้าคลอง สิ่งสะท้อนสถานะคอรัปชั่นล่าสุดคือ ดัชนี CPI ของไทย ซึ่งในปี 2567 ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน อยู่ในอันดับ 107 ของโลก นับเป็นคะแนนต่ำสุดในรอบ13ปีตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา สงครามปราบทุจริตเป็นสมรภูมิที่ประเทศไทยต้องชนะให้ได้ เป็นเวลาที่ต้องเงยหน้าขึ้น ร่วมมือกันก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top