Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

‘ไตรรงค์’ ดึงสติ นักเรียนนอก (คอก) ซัด อย่าเห็นขี้ดีกว่าไส้ บริบทไทย-ตปท. ต่างกัน

24 พ.ย. 64 ดร. ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี เผยแพร่บทความ เรื่อง #นักเรียนนอก (คอก) #ผู้เห็นขี้ดีกว่าไส้ มีเนื้อหา ว่า.

1.) รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขโดยนักการเมือง ก็ได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว (เป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งโดยใช้บัตร 2 ใบ อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว) เราก็ต้องรอกฎหมายลูก 2 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งกับกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง ทั้งหมดทั้งปวง ผลของการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายลูกฉบับใหม่ทั้ง 2 ฉบับนั้น จะเป็นเครื่องพิสูจน์แสดงให้โลกได้เห็นว่า การเมืองไทยมันจะพัฒนาขึ้นหรือว่ามันจะเลวลง อันจักเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า นักการเมืองและประชาชนผู้มีและใช้สิทธิเลือกตั้งในประเทศไทยมีคุณภาพสูงขึ้นหรือต่ำลง 

ถ้าเกิดเผด็จการรัฐสภาอย่างที่เคยเกิดขึ้นหลังการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ขึ้นมาอีกก็แสดงว่าการเมืองของเรามันเลวลง กล่าวคือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถกลั่นกรองเอาคนดีเข้าสภาได้มากกว่าคนไม่ดี ถ้าประชาชนเห็นแก่เงิน ยอมขายเสียง นักการเมืองเห็นแก่เงิน (ยอมขายตัว) มากกว่าอุดมคติและผลประโยชน์ของประชาชน การเมืองก็จะเลวลง การโกงกิน คอร์รัปชัน ก็จะมีมากขึ้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมก็จะทำได้ยากยิ่งขึ้น เพราะการเมืองชั่วร่วมกับราชการชั่วจะเป็นตัวถ่วงและขัดขวางความเจริญในทุก ๆ ด้าน นี่คือการมองในแง่ร้าย (เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว) แต่อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ถ้าทั้งประชาชนและนักการเมืองยังจำความผิดพลาดในอดีตได้ และไม่หน้าด้านทำซ้ำอีก ทุกอย่างอาจจะดีขึ้นก็ได้ ใครจะไปรู้ ก็ต้องรอดูกันต่อไป

2.) เมื่อรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับแก้ไขโดยนักการเมือง (เพียงไม่กี่มาตรา) ได้ถูกประกาศใช้บังคับแล้วก็ทำให้หวนคิดถึง ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยประชาชนแสนกว่าคนที่ถูกรัฐสภาคว่ำไปเรียบร้อยแล้วนั้น ถ้าสมมุติว่าประเทศไทยเกิดมีรัฐธรรมนูญเช่นว่านั้นขึ้นมาจริง ๆ เราก็จะมีเพียงสภาเดียวที่มีอำนาจเหนือองค์กรอิสระและสถาบันศาลทั้งมวล มันก็จะเกิดความหายนะไม่แตกต่างจากที่ได้วิเคราะห์เอาไว้ในข้อ 1.) กล่าวคือ ประเทศไทยก็จะมีเผด็จการรัฐสภา การเมืองชั่วร่วมกับราชการชั่วก็จะกลายเป็นอุปสรรคต่อความเจริญของประเทศในทุก ๆ ทาง อาจจะหนักกว่าเดิมที่เคยเกิดขึ้นหลัง พ.ศ. 2540 เพราะการซื้อสิทธิขายเสียงจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากมีทุนที่โกงสะสมไว้มีมากกว่าเดิม ลองดูในปัจจุบัน เพียงแค่เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ยังซื้อกันถึงเสียงละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท

เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสคนมีเงินย่อมกล้าจะลงทุนในระดับพันล้านหรือหมื่นล้านเพราะถ้ามีเสียงมากพอจะจัดตั้งรัฐบาลเองได้ก็สามารถจะโกงกินได้เป็นแสน ๆ ล้าน มันต้องมีคนกล้า ด้านเสียอย่าง มีปัญหาม๊ะ?

3) แต่ที่น่าแคลงใจที่สุดอยู่ข้อหนึ่งก็คือว่าทำไมคนไทยที่ไปเรียนในต่างประเทศที่เจริญกว่าประเทศไทย เช่น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จึงเกิดมีกลุ่มที่มีความคิดอยากจะลอกแบบทั้งระบบการเมืองการปกครอง วัฒนธรรม และจารีตประเพณี ของพวกฝรั่งตาน้ำข้าวมาใช้กับประเทศไทยทั้ง ๆ ที่บริบท (context) มากมายแตกต่างกันลิบลับ พวกนักเรียนนอกเหล่านั้นคงไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นคนโง่ไม่มีสมองคงจะต้องมีสาเหตุมาจากเหตุผลอย่างอื่น เช่น บางคนขาดประสบการณ์จึงถูกครอบโดยคนที่มีอาวุโสกว่า บางคนอาจจะไม่สามารถอ่านหัวใจคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศออก เพราะสายเลือดความเป็นนักการเมืองนักปกครองไม่มีใน DNA ของพวกเขา คือ ธรรมชาติมิได้สร้างเขามาเพื่อการนี้ก็ได้หรือว่ามีเหตุผลอื่น ๆ ที่เราไม่อาจเข้าถึงความในใจส่วนที่ลึกที่สุดของเขาได้ เช่นมาจากความรู้สึกอาฆาตมาดร้ายต่อบางสิ่งบางอย่างที่ฝังใจมาเป็นเวลานาน หรือต้องทำตามคำสั่งหรือตามความต้องการของใครที่อยู่เหนือกว่าแต่แอบอยู่ในที่มืดหรืออาจจะต้องทำตามคำสั่งของต่างชาติ (มหาอำนาจ) ที่ต้องการทำลายอธิปไตยของชาติไทยเพื่อประโยชน์บางประการของพวกเขาเพราะไม่รู้จึงต้องสันนิษฐานไว้หลาย ๆ ทาง

4.) เพราะว่าโดยหลักการแล้วการที่เราไปเรียนหนังสือในต่างประเทศนั้น เราเพียงเพื่อไปแสวงหาความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่ประเทศเหล่านั้นเขามีมากกว่าประเทศเราหรือของเขาก้าวหน้ากว่าที่ประเทศเรามี ไม่ว่าจะด้านการเมือง การปกครอง การเศรษฐกิจ และสังคม เราไปเพื่อเรียนให้เข้าใจ นำสิ่งที่เข้าใจมาประยุกต์ใช้กับประเทศของเราเท่าที่พอเหมาะพอสม เพื่อให้ประเทศของเรามีทิศทางในการพัฒนาที่ดีขึ้นเพียงเท่านั้น

ผมเองเริ่มหัดพูดภาษาอังกฤษหลังจากที่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว เรียกว่าเริ่มหัดพูดภาษาอังกฤษตอนอายุ 21 ปี โดย ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ในขณะนั้นได้จ้างครูฝรั่งจากสถาบัน A.U.A. มาสอนพวกเรา 10 คนที่เป็นอาจารย์ผู้ช่วย เพื่อเตรียมพร้อมด้านภาษาอังกฤษก่อนจะถูกส่งไปศึกษาต่อในต่างประเทศด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ หลังจากเรียนภาษาอังกฤษกับ A.U.A. ได้ประมาณ 1 ปี ตัวผมเองถูกมูลนิธิดังกล่าวส่งให้ไปเรียนปริญญาโทในโครงการปริญญาโทที่มูลนิธิฯ ได้จัดตั้งไว้ที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงหลายท่านถูกจ้างให้มาสอน

ในปีแรกที่เข้าเรียนผมจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใด ๆ ในชั้นเรียนเลย เพราะไม่มั่นใจในภาษาพูดของตนเอง ต่อเมื่อจบปริญญาโทแล้วได้ทุนต่อไปทำปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา (มหาวิทยาลัยฮาวาย) ภาษาพูดของผมก็แข็งแรงขึ้น (ประกอบกับเผอิญมีแฟนสาวเป็นชาวอเมริกันที่ต้องพูดกันทุกวัน) ผมก็เลยกลายเป็นคนที่มีปัญหากับอาจารย์ผู้สอนมากเพราะถ้าผมไม่เห็นด้วยกับที่อาจารย์สอนผมก็จะยกมือขอแสดงความเห็นในทุก ๆ เรื่อง หรือถ้าเห็นว่าอาจารย์สอนไม่ค่อยชัดเจน ผมก็ไม่เคยปล่อยให้มันผ่านไปเฉย ๆ (คุณดำรง พุฒตาล เคยไปเที่ยวที่มหาวิทยาลัยฮาวายได้ฟังกิตติศัพท์เรื่องการเป็นคนเจ้าปัญหาในชั้นเรียนของผม ท่านนำมาเขียนเล่าให้คนไทยฟัง ขณะนั้นผมเป็นโฆษกรัฐบาลของ พล.อ.เปรมฯ)

แม้ระยะหลังเมื่อผมหาเวลาว่างจากงานการเมือง พอจะสมัครเข้าไปเรียนในโครงการสั้น ๆ 3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้างที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเขาเปิดสอนผมก็เลือกไปเรียนทั้งที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard ในสหรัฐอเมริกา) มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge ในอังกฤษ) และคณะเศรษฐศาสตร์ (London School of Economics แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ)

'บิ๊กตู่' เป็นปลื้ม กระแส ใช้จ่าย 'คนละครึ่ง เฟส 3 -ยิ่งใช้ยิ่งได้' โค้งสุดท้าย เชื่อ ทำให้เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนมีความสุขในเทศกาลปีใหม่ แน่นอน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลื้มกระแสการใช้จ่ายของประชาชนผ่านมาตรการใช้จ่ายลดค่าครองชีพของรัฐ ที่รัฐบาลมีการเพิ่มวงเงินสนับสนุนในการช่วยลดภาระในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันของประชาชน ช่วยกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากผลกระทบสถานการณ์โควิด-19 ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ รวมทั้งเพิ่มกำลังซื้อในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยความคืบหน้า (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564) มียอดการใช้จ่ายของแต่ละโครงการ ผู้ใช้สิทธิสะสมรวม 41.2 ล้านคน ยอดใช้จ่าย สะสม รวม 191,685.3 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีผู้ใช้สิทธิสะสม 26.13 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 169,488.9 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจ่ายสะสม 86,115 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายสะสม 83,373.9 ล้านบาท 2) โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 90,799 คน ยอดใช้จ่ายส่วนประชาชนสะสม 3,445.8 ล้านบาท และยอดใช้จ่ายด้วย e-voucher สะสม 184.5 ล้านบาท 3) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 13.55 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 17,123.1 ล้านบาท และ 4) โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิสะสม 1.43 ล้านคน ยอดใช้จ่ายสะสม 1,443 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ที่ขายอาหารและเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์ม ล่าสุด มีจำนวนกว่า 75,000 ราย ประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่างๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564  สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ยังสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ ผ่านเว็บไซต์  www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอป พลิเคชัน “เป๋าตัง” จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ

UK ไฟเขียวรับคนฉีดซิโนแวค - ซิโนฟาร์ม เข้าปท. เปิดทางต้อนรับนักท่องเที่ยว - นักศึกษาต่างชาติ

วัคซีนโควิด-19 ของจีนและอินเดียได้รับอนุมัติจากสหราชอาณาจักรสำหรับเดินทางเข้าประเทศ เปิดทางสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งฉีดวัคซีนดังกล่าวครบเข็มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วัคซีนของซิโนแวค ไบโอเทค บริษัทสัญชาติจีน วัคซีนซิโนฟาร์ม รัฐวิสาหกิจจีน และวัคซีนของภารัต ไบโอเทค อินเตอร์เนชันแนล ลิมิเต็ด เป็นวัคซีนอีก 3 ตัวที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่สหราชอาณาจักรใช้สำหรับอนุญาตเดินทางเข้าประเทศ โดยต้องแสดงข้อพิสูจน์ว่าผ่านการฉีดวัคซีนครบเข็มแล้ว จากประกาศที่ออกโดยกระทรวงคมนาคม และกรมอนามัยและบริการสังคมของสหราชอาณาจักรในวันจันทร์ (22 พ.ย.)

ส่งผลให้เวลานี้วัคซีนทั้ง 7 ตัวที่ได้รับการอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินจากองค์การอนามัยโลก จะเป็นที่ยอมรับโดยสหราชอาณาจักร ในนั้นรวมถึงโควาซินของอินเดีย ซึ่งองค์การอนามัยโลกเพิ่งอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวของสหราชอาณาจักรเกิดขึ้นตามหลังออสเตรเลีย ที่เมื่อเดือนที่แล้วเพิ่งขยายจำนวนวัคซีนที่พวกเขาให้การยอมรับ เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ที่บอกว่าจะยอมรับวัคซีนทุกตัวที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก ครั้งที่พวกเขาเปิดชายแดนต้อนรับนักเดินทางต่างชาติเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

‘เท่าพิภพ ก้าวไกล’ โวยรบ. เร่งแต่จะเปิดบ่อน ปล่อย ‘คนกลางคืน’ เผชิญชะตากรรมกันเอง

‘เท่าพิภพ’ โวย รัฐบาลกระตือรือร้นเปิดบ่อน แต่ไม่แยแส ‘คนกลางคืน’ ย้ำ ทุกธุรกิจต้องการความแน่นอนชัดเจน เผย ‘ก้าวไกล’ จ่อยื่นฟ้องแบบ Class Action รัฐบาล ศุกร์นี้

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล กล่าวว่า จากการที่ตนเคยอยู่ในแวดวงคนทำร้านอาหารผับบาร์หรือ ‘ธุรกิจกลางคืน’ มาก่อน ช่วง 2 ปีมานี้ ได้ฟังเสียงสะท้อนความทุกข์จากเพื่อนฝูงและผู้ประกอบการมากมายจนรู้สึกเหนื่อยใจกับการบริหารของรัฐบาลนี้มาก เพราะนอกจากความช่วยเหลือที่มีให้น้อยมากจนถึงไม่มีแล้ว ยังซ้ำเติมด้วยการทำตัวเป็นบ่อนทำลายความหวังในการทำมาหากินของพวกเขาด้วยความโลเลไม่ชัดเจนในมาตรการและคำสั่งแต่ละครั้ง และที่น่าน้อยใจมากก็คือ ในขณะที่รัฐบาลพูดกรอกหูประชาชน สร้างภาพสารพัดให้ธุรกิจกลางคืนเป็นผู้ร้ายของสถานการณ์โควิดแต่เพียงผู้เดียว สิ่งที่รัฐบาลกล้าที่จะทำมากกว่าคือการผ่อนปรนให้บ่อนชนวัว ชนไก่ กัดปลา แข่งนก ชกมวย ดำเนินการได้ ทั้งที่กิจกรรมเหล่านี้ก็เคยเกิดคลัสเตอร์ใหญ่มาแล้วทั้งสิ้น

“รัฐบาลดูจะกระตือรือร้นมากเรื่องเปิดบ่อน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ถึงกับบอกว่าเป็นของขวัญคนไทยในวันลอยกระทง เพราะได้เห็นหนังสือคำสั่งผ่อนคลายการแข่งขันชนไก่ ปลากัด แข่งม้า ชนโค ชกมวยและแข่งนก ไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว ส่วนตัวผมไม่ขัดข้องอะไรในเรื่องนี้ แต่แค่มีคำถามว่า ในเมื่อรัฐบาลเชื่อมั่นว่าสามารถอนุญาตให้กิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงดำเนินการได้ภายใต้มาตรการควบคุมโรค แล้วเหตุใดจึงไม่นำแนวคิดนี้มาใช้ให้เป็นคุณกับธุรกิจกลางคืนบ้าง คลัสเตอร์สนามมวยลุมพินี คลัสเตอร์สนามวัวชน คลัสเตอร์บ่อนพนันเคยมีมาแล้วทั้งนั้น ถึงท่านให้เหตุผลว่ายังห้ามไม่ไปชมที่สนามตอนนี้ แต่ถามว่าการรวมกลุ่มตามบ้านเจ้ามือยังมีอยู่และเป็นความเสี่ยงเช่นกันใช่หรือไม่ และท่านจะห้ามได้อย่างไร แต่ท่านยังกล้าคลายล็อกให้ภายใต้เงื่อนไขการกำกับมาตรการความปลอดภัย แล้วทำไมจึงไม่กล้าใช้เงื่อนไขนี้คลายล็อกให้ธุรกิจกลางคืนที่ได้รับความลำบากอย่างต่อเนื่องด้วย”

ครม.ไฟเขียว ออมสินปล่อยกู้รายละ 3 แสน ดอกเบี้ย 3.99% กลุ่มไหนเข้าเกณฑ์ เช็กเลย!

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ธนาคารออมสิน ดำเนินมาตรการสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ อนุมัติงบประมาณ 1,500 ล้านบาท ในส่วนที่ธนาคารออมสิน ขอชดเชยความเสียหายที่เกิดจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ร้อยละ 30 ของวงเงินสินเชื่อที่อนุมัติทั้งหมด 5,000 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อดำเนินมาตรการสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพเพื่อช่วยเหลือประชาชน เป็นเงินทุนเริ่มต้นในการประกอบอาชีพ ลดการพึ่งพาสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง หรือสินเชื่อนอกระบบ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่

1.) ผู้เริ่มประกอบอาชีพและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ผู้ผ่านการอบรมอาชีพช่างทุกประเภท เช่น ช่างปูน ช่างแอร์ ช่างไฟฟ้าช่างเชื่อม ช่างซ่อมอุปกรณ์ เป็นต้น และผู้ที่ไม่ใช่ช่าง เช่น เสริมสวยหรือตัดผมชาย คนขายของออนไลน์ เป็นต้น โดยมีใบประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตร ที่ผ่านการอบรมจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน หรือเอกสาร อื่น ๆ ตามประเภทของอาชีพหรือมีประสบการณ์ ในการประกอบอาชีพดังกล่าว

2.) ผู้ประกอบการขนาดย่อม ที่มีสถานที่จำหน่ายแน่นอน เช่น ค้าปลีก ค้าส่ง โชห่วย แฟรนไชส์ เป็นต้น โดยมีทะเบียนพาณิชย์ ทะเบียนการค้า สัญญาแฟรนไชส์ หรือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของอื่น ๆ

เคาะงบ 2.6 ล้าน ซื้อไอโฟน 12 แจกฝ่ายบริหารทำเนียบ 111 เครื่อง

สำนักนายกฯ เคาะงบ 2.6 ล้าน ซื้อไอโฟน 12 จำนวน 111 เครื่อง แจกฝ่ายบริหารประจำทำเนียบรัฐบาล ทดแทนของตกรุ่น ที่จัดซื้อเมื่อ 4 ปีก่อน กำหนดสเปก 2 ขนาด 128 GB 23 เครื่อง เครื่องละ 26,440 บาท และขนาด 64 GB 88 เครื่อง เครื่องละ 24,570 บาท

วันนี้ (23 พ.ย. 64) มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) เผยแพร่ประกาศผลการจัดซื้อ และสัญญาจ้าง ให้บริษัท สหธุรกิจ จำกัด เป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ตามโครงการจัดซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) จำนวน 111 เครื่อง วงเงิน 2,681,355.80 บาท จากงบประมาณที่ได้รับจัดสรร 2,965,300 บาท

สำนักงานเลขาธิการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กำหนดราคากลาง (ราคาอ้างอิง) ไว้เมื่อ 23 กันยายน พ.ศ. 2564 ที่วงเงิน 2,964,199.60 บาท

โดยระบุในหนังสือเชิญชวนโครงการนี้ ว่า สลน. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการด้านการเมือง ด้านวิชาการ ด้านเลขานุการ ทำหน้าที่ศูนย์ประสานการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารฝ่ายการเมือง

“เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ มุ่งผลสัมฤทธิ์และเป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และเพื่อใช้ในราชการเพื่อทดแทนของเดิม ซึ่งได้จัดหาเมื่อปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ที่ปัจจุบันเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน”

‘ชัยวุฒิ’ มั่นใจ ดีลควบรวม ทรู-ดีแทค ไม่ผูกขาด แจง รัฐบาลมีแค่หน้าที่ดูแลผลกระทบประชาชน

‘ชัยวุฒิ' ระบุ ทรู-ดีแทค จับมือควบรวม เรื่องปกติทางธุรกิจ เชื่อ ผูกขาดยาก แจง รัฐบาลมีแค่หน้าที่ดูแลผลกระทบประชาชน

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) บริษัทแม่กลุ่มทรู และกลุ่มเทเลนอร์ บริษัทแม่ของดีแทค จะมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU-Memorandum of Understanding) ทางธุรกิจระหว่างกัน ว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในอำนาจของตนที่จะไปกำกับดูแล ในทางธุรกิจเป็นสิทธิ์ของบริษัทที่จะวางแผนหรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุน หรือลดค่าใช้จ่าย เพื่อทำให้การบริการดีขึ้น

เมื่อถามว่า การควบรวมดังกล่าวจะเป็นการผูกขาดทางธุรกิจหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จะผูกขาดอย่างไร เพราะเรื่องมือถือมีการแข่งขันอยู่แล้ว และมีการกำกับดูแลโดย กสทช. ถือเป็นเรื่องปกติ ธุรกิจประเภทนี้มีหลายเจ้าผูกขาดไม่ได้อยู่แล้ว เพราะลงทุนสูง ต้องมีการขอสัมปทานการใช้คลื่นความถี่ บางประเทศยังมีแค่เจ้าเดียว  ถ้ามีหลายเจ้าและต่างคนต่างลงทุนจะเป็นการสิ้นเปลือง ต้นทุนสูงขึ้น ประชาชนต้องจ่ายบริการเพิ่มขึ้น เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนธุรกิจ ส่วนรัฐบาลเพียงเข้าไปกำกับดูแลว่าให้บริการกี่เจ้า และจะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร  

‘วรวุฒิ พรรคกล้า’ ฝาก ‘บิ๊กตู่’ แก้น้ำมันแพง ส่ง 3 กระทรวง ถกปัญหาผู้ประกอบการขนส่ง

“รองหัวหน้าพรรคกล้า” ฝาก “บิ๊กตู่” หารือ ครม. ส่งตัวแทน 3 กระทรวง รับฟังปัญหาผู้ประกอบการประท้วงราคาน้ำมันแพง หวั่นบานปลายขึ้นราคาต้นทุน กระทบประชาชน ย้ำถ้าลดภาษีสรรพสามิต รัฐต้องหารายได้อื่นมาทดแทน

นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคกล้า กล่าวกรณีผู้ประกอบการเตรียมหยุดเดินรถประท้วงราคาน้ำมัน โดยขอให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ โดยขอให้กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ ตั้งตัวแทนรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา มีโอกาสนำไปสู่การหยุดประท้วง ไม่ต้องเอารถทหารมาใช้แทน

“การให้ผู้ประกอบการไปคุยกับคนนู้นทีคนนี้ที มันดูไม่จริงใจในการแก้ปัญหา จึงเป็นปัญหาที่ต้องพูดคุยกันทุกฝ่าย เพราะภาวะผันผวนราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ใช่ปัญหาระยะสั้น แต่จะเป็นปัญหาระยะยาว หากไม่มีการจัดการ สุดท้ายผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องขึ้นต้นทุนสินค้า สุดท้ายผลกระทบจะตกอยู่กับประชาชน จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หากปล่อยไว้ปัญหายิ่งไปกันใหญ่ จึงอยากให้สองฝ่ายไม่ว่าผู้ประกอบการหรือรัฐบาลหันหน้าเจรจากันด้วยความจริงใจ” นายวรวุฒิ กล่าว

สำหรับข้อเสนอลดภาษีสรรพสามิตลงอีก 5 บาทต่อลิตร ตรึงราคาน้ำมันดีเซลบี 7 ให้อยู่ที่ 25 บาท รองหัวหน้าพรรคกล้า กล่าวว่า เป็นแนวทางที่อาจทำได้ แต่คำถามอยู่ที่รัฐบาลจะเอาภาษีหรือรายได้ส่วนอื่นมาชดเชยอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องระยะสั้น เพราะระยะยาวเชื่อว่าอัตราการบริโภคน้ำมันและความผันผวนของโลก ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน อัตราการใช้พลังงานหลังสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายหลายประเทศ อาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาน้ำมันในระยะยาว รัฐบาลต้องหามาตรการมาดูแลจริงจัง ไม่เช่นนั้นผู้บริโภคคือประชาชน จะเป็นผู้เดือดร้อน

ครม. เห็นชอบ ท่าทีไทย ในเวที องค์การการค้าโลก

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบท่าทีไทยในการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญครั้งที่ 12 (the Twelfth Ministerial Conference: MC12) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2564 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ซึ่งการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกสมัยสามัญ ถือเป็นกลไกการดำเนินงานระดับสูงสุดขององค์การการค้าโลก ทำหน้าที่ตัดสินใจในนโยบายและกิจกรรมสำคัญขององค์การการค้าโลก โดยจะจัดประชุมทุก 2 ปี สำหรับท่าทีประเทศไทยประกอบด้วย 10 ด้าน ดังนี้

1.ภาพรวม ไทยจะรักษาไว้ซึ่งระบบการค้าพหุภาคี และให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีการค้าบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงสนับสนุนความร่วมมือเพื่อรองรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 2.ความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง 3.ความตกลงเกษตร 4.แผนการดำเนินการด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ 5.การต่ออายุการยกเว้นการฟ้องร้อง กรณีได้รับความเสียหายหรือเสียประโยชน์อันพึงได้รับจากพันธกรณี

ครม.เคาะป้ายทะเบียนใหม่ใส่ชื่อผสมเลขได้ 7 หลัก 

น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสี ของแผ่นป้ายทะเบียนรถ และการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดลักษณะของแผ่นป้ายทะเบียนรถ สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7คน ที่มีหมายเลขทะเบียน ซึ่งเป็นที่ต้องการหรือเป็นที่นิยม อาจมีตัวอักษรประจำหมวดมากกว่า 2 ตัวอักษร หรือมีตัวอักษรผสมสระหรือวรรณยุกต์ก็ได้ 

ทั้งนี้เพื่อให้การกำหนดตัวอักษรประจำหมวดมีความหลากหลายและเหมาะสมยิ่งขึ้น  ซึ่งแตกต่างไปจากร่างฯที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่ครม.เคยมีมติอนุมัติหลักการไว้ โดยขอแก้ไขจากเดิมที่ให้ตัวอักษรประจำหมวดพิเศษใช้ได้เฉพาะกับหมายเลขทะเบียน  1 หลัก เป็น “ให้ใช้กับหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นที่ต้องการหรือเป็นที่นิยม” (301 เลขหมาย) ที่มีทั้งหมายเลขทะเบียน 1 หลัก, 2 หลัก, 3 หลักและ 4หลักได้ด้วย

สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมลักษณะแผ่นป้ายทะเบียนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ในกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ และการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี 2554 โดยกำหนดให้แผ่นป้ายทะเบียนรถแบ่งออกเป็น 2 บรรทัด ดังนี้คือ บรรทัดที่ 1 ประกอบด้วย ตัวอักษรประจำหมวดตัวที่1 ตัวอักษรประจำหมวดตัวที่ 2 และหมายเลขทะเบียนไม่เกิน 4 หลัก  บรรทัดที่ 2 เป็นตัวอักษรแสดงชื่อกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดที่จดทะเบียน เว้นแต่ กรณีจดทะเบียนที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ให้ใช้คำว่า เบตง ทั้งนี้ตัวอักษรให้ใช้ตัวอักษรไทย และหมายเลขทะเบียนให้ใช้ตัวเลขอารบิค และทั้งตัวเลขและตัวอักษรให้อัดเป็นรอยดุน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top