Tuesday, 4 August 2026
Hard News Team

‘อรรถวิชช์’ คาใจ!! ผุด Sandbox ‘ชะอำ-หัวหิน’ แต่กลับดื่มในร้านไม่ได้ กระทบนักท่องเที่ยวหด

‘อรรถวิชช์’ คาใจ รัฐบาลลืมปลดล็อก ‘ชะอำ-หัวหิน’ แม้ประกาศเป็น Sandbox แต่กลับดื่มในร้านไม่ได้ ทำนักท่องเที่ยวไม่มา วอนขอมาตรฐานเดียวกับกรุงเทพฯ 

นายอรรถวิชช์ สุวรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กว่า... 

วันนี้ผมมาร่วมแถลงข่าวงาน ‘หัวหินวินเทจคาร์พาเหรด’ จัดขบวนรถโบราณหาชมยากกว่า 50 คัน ขับจากกรุงเทพ - หัวหิน ในวันที่ 17 - 19 ธ.ค. 64 ช่วยโปรโมตการท่องเที่ยว หัวหิน-ชะอำ 

ผมทำมาติดต่อกันเป็นปีที่ 19 จนอยู่ในปฏิทินการท่องเที่ยวของ ททท. และปฏิทินกิจกรรมผู้รักรถโบราณและรถคลาสสิกทั่วโลก 

มีเรื่องคาใจผมมาก คือ หัวหิน - ชะอำ ถูกประกาศเป็นเขต Sandbox ท่องเที่ยว แต่กลับดื่มสุราในร้านอาหารในโรงแรมไม่ได้ ทำแบบนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติหนีหมด 

'พงศ์พรหม' แนะ!! ปั้นหัวลำโพง ต้องสร้างสรรค์ อย่าฉาบฉวยและประเคนที่ดินสวยๆ ให้นายทุน

นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความลงเพจส่วนตน Pongprom Yamarat สะท้อนมุมมองการพัฒนาสถานีรถไฟหัวลำโพง ว่า 

เช้านี้ขอเสนอแนวทางการพัฒนา “หัวลำโพง” สู่การเป็น 
“ASEAN new Iconic Destination”

ต่อ รมว.คมนาคม คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ (ขออภัยที่ไม่เรียกว่าท่านนะครับ ผมว่าเราควรยุติการใช้สรรพนามว่า “ท่าน” กับนักการเมือง และข้าราชการได้แล้ว แต่ขอใช้คำว่า “คุณ” บนความเคารพแทน)

ยาวนิดนะครับ แต่เปลี่ยนประเทศได้เลย ผมยืนยัน

ผมมานั่งอ่านรายละเอียดแผนการพัฒนาหัวลำโพงฉบับกระทรวงคมนาคม ผมไม่รู้สึกผิดหวังอะไรเลย เพราะเจอมาตั้งแต่แนวทางการพัฒนามักกะสันสมัยนายกยิ่งลักษณ์ ที่จะเอามักกะสันไปทำศูนย์ประชุมเชย ๆ

เกือบ 10 ปี แนวคิดกระทรวงเมืองไทยก็ยังเป็นแบบเดิม คือ “ตัดป่าสัก ไปปลูกพืชมูลค่าต่ำเช่นข้าวโพด” อยู่เสมอ 

เช้านี้ผมขอเสนอบ้างนะครับ

1.) ท่านต้องเก็บการเดินรถไฟบางสาย โดยเฉพาะสายชานเมืองที่วิ่งเข้าหัวลำโพงครับ แค่ตัดรถไฟสายหลักออกไปอยู่บางซื่อ เส้นที่เก็บไว้ก็เหลือไม่ถึง 10% ของทั้งหมดแล้ว ไม่กระทบการจราจรมากมายเหมือนที่ท่านพูดหรอก

แต่จะช่วยค่าครองชีพให้คนได้อีก 5,000-10,000 คน ทีเดียว คนเหล่านี้หากมีค่าเดินทางเพิ่มขึ้นอีกวันละเป็นร้อยบาท มันเยอะครับท่าน ชีวิตล่มสลายเลยนะ ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจห่วยแบบนี้ 

2.) ผมเสนอพัฒนาหัวลำโพงทั้งผืนภายใต้คอนเซปต์
“Gateway to ASEAN”

ท่านเห็นมั้ยครับว่าหัวลำโพงอยู่ “กึ่งกลาง” ระหว่างเมืองเก่า และเมืองใหม่พอดี

หัวลำโพงควรเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่สามารถเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอาเซียน และเป็นแหล่งบ่มเพาะ Creative Economy ให้คนไทยได้

ใครพูดว่า Soft power ผมด่าหัวแตกเลยนะครับ

จำไว้นะครับ Soft power คือของสำเร็จรูป คือ Event base คือ Service base

แต่การจะทำให้ครบ ต้องสร้าง “Ecosystem” เราเรียกเศรษฐกิจแบบนั้นว่า “Creative Economy” ครับ ช่วยอย่าโง่ใช้คำว่า “Soft power” จนพร่ำเพรื่อแบบนี้

แล้วสังเกตมั้ยครับ ทำไมผมจึงใช้คำว่า “ASEAN” แทนคำว่า “Bangkok”?

จุดนี้สำคัญ

นี่คือสิ่งที่กระทรวงคมนาคม ไม่ได้ทำการบ้าน

นอกจากการเดินทางโดยเรือแล้ว หัวลำโพงนี่แหละครับ เคยเป็น “ชุมทาง” การเดินทางของพี่น้องชาวไทย ชาวจีน ชาวมลายู ชาวพม่า ชาวลาว ชาวเขมร ชาวเวียดนาม ไปสู่ทั่วภูมิภาค

นี่แหละครับ “Super Soft power hub of ASEAN”!! ที่มีองค์กรร่วมสร้าง Creative Economy มาอยู่ด้วย

นักการเมือง-ข้าราชการ ต้องคิดแบบนี้ให้เป็นครับ อย่าเอาแต่จะทำอะไรฉาบฉวย พวกคุณกินเงินภาษีประชาชนอยู่นะครับ

ทบ. สานต่อสมัครใจเป็นทหาร เปิดรับชายไทยอายุ 18-20 ปี ที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ และอายุ 22-29 ปี    ที่เคยผ่านตรวจเลือกแล้ว แต่ไม่ถูกเข้ากองประจำการ สมัครเป็นทหารกองประจำการ ปี 65 กรณีพิเศษทาง Online

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พ.อ.หญิงศิริจันทร์งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกเดินหน้าพัฒนาการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ มุ่งสู่ระบบทหารกองประจำการอาสา ทดแทนการเรียกเกณฑ์ให้เป็นรูปธรรมต่อเนื่องตามนโยบายของกระทรวงกลาโหม หลังจากในปี 2564 กองทัพบกได้เริ่มโครงการรับสมัครชายไทยเป็นทหารกองประจำการด้วยระบบออนไลน์ ซึ่งมีผู้สมัครใจเป็นจำนวนมาก และผ่านเกณฑ์ได้รับการบรรจุเข้ากองประจำการในผลัดที่ 1/64 จำนวน 3,207 นาย

สำหรับในปี 2565 นี้ กองทัพบกยังคงสานต่อนโยบายการสมัครใจเป็นทหารต่อไป โดยจะเริ่มการรับสมัครทหารกองเกินเป็นทหารกองประจำการโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ ผ่านทาง เว็บไซต์ rcm65.rta.mi.th ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 64 - 31 ม.ค. 65 โดยเปิดรับสมัครเฉพาะชายไทยอายุ 18-20 ปี (เกิดปี 2545-2547) ซึ่งยังไม่เคยเข้ารับการตรวจเลือกทหาร และอายุ 22-29 ปี (เกิดปี 2536-2543) ที่เคยเข้ารับการตรวจเลือกทหารแล้ว แต่ไม่ถูกเข้าประจำการ ทุกประเภท ให้สามารถสมัครเป็นทหารกองประจำการได้ เป็นกรณีพิเศษ

โดยเป็นการรับสมัครก่อนการตรวจเลือกฯ ตามปกติ ผู้สมัครสามารถเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการในหน่วยทหารได้ โดยไม่จำกัดหน่วยทหารภายในพื้นที่มณฑลทหารบกเดียวกัน และจะได้เข้ากองประจำการในผลัดที่ 1/65 (1 พ.ค. 65) ทั้งนี้กระบวนการรับสมัครและคัดเลือกจะดำเนินการในช่วงวันที่ 12 - 13 ก.พ. 65 ณ มณฑลทหารบก 35 แห่งทั่วประเทศ โดยจะทำการคัดเลือกเสร็จเรียบร้อย ก่อนการตรวจเลือกทหารในระบบปกติ

สำหรับคุณสมบัติในการรับสมัครฯ ไม่จำกัดคุณวุฒิการศึกษา ไม่เป็นคนที่มีโรคที่ขัดต่อการรับราชการทหาร โดยพิจารณาขนาดร่างกายและความสมบูรณ์ของร่างกาย ตามผลการคัดเลือกในวันทำการคัดเลือกฯ เป็นเกณฑ์ ซึ่งผู้ที่สมัครเป็นทหารด้วยวิธีพิเศษนี้ สามารถใช้สิทธิลดวันรับราชการประจำการตามคุณวุฒิการศึกษา, สามารถเลือกหน่วยทหารที่ตนเองประสงค์จะเข้าประจำการได้เฉพาะหน่วยทหารของกองทัพบก โดยไม่จำกัดภูมิลำเนาทหาร หากรับราชการทหารครบ 2 ปี และมีคุณสมบัติครบตามที่ทางราชการกำหนด

มีสิทธิสมัครสอบในโควตาการสอบเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบกตามที่กองทัพบกจัดสรร ให้อีกร้อยละ 30 จากร้อยละ 80 ของทหารกองประจำการ (ซึ่งปัจจุบันกองทัพบกจัดสรรโควตาให้ทหารกองประจำการในการสอบเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบก ร้อยละ 80 และรับจากบุคคลพลเรือนร้อยละ 20) นอกจากนี้ ผู้ที่สมัครเป็นทหารจะได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษ 15 % ในการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในสังกัดกองทัพบกรวมทั้งจะได้รับสิทธิสวัสดิการ ค่าตอบแทนเช่นเดียวกับทหารกองประจำการปกติ

“จุรินทร์” จัดพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot14 ขายหมูเนื้อแดงราคาส่ง โลละ 130 บาท ทั่วประเทศ 667 จุด ยันสิ้นปี คาดลดค่าครองชีพกว่า 100 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดโครงการพาณิชย์….ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 14 (หมูเนื้อแดง) ที่บริเวณลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ กล่าวว่า

เนื่องจากสถานการณ์ราคาหมูในปัจจุบันใช้ราคาเนื้อแดง คือ สะโพกหรือไหล่ ในการคิดราคากลางของราคาหมูเนื้อแดง ซึ่งหน้าเขียงโดยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 140-160 บาท ส่วนในโมเดิร์นเทรด เฉลี่ยกิโลกรัมละ 130 บาท 
เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนที่บริโภคหมูทั่วทั้งประเทศ วันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้จัดโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ถือเป็น Lot 14 โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทไทยฟู๊ดส์ กรุ๊ป และเครือเบทาโกร เป็นต้น โดยจัดให้มีจุดจำหน่ายเนื้อหมูราคาถูก กิโลกรัมละ 130 บาท สำหรับหมูเนื้อแดง  ถือเป็นราคา ส่งถูกกว่าราคาขายปลีกในท้องตลาดทั่วไปประมาณ 20% โดยจัดให้มีจุดจำหน่ายทั่วทั้งประเทศ 667 จุด ประกอบด้ว กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 116 จุด ต่างจังหวัด 551 จุด

สำหรับกรุงเทพมหานคร นอกจากจุดที่จำหน่าย ณ ที่ตั้ง อีกส่วนหนึ่งจะเป็นรถโมบาย โดยนอกจากเป็นหมูเนื้อแดง จะมีผักอีก 17 ชนิด ขายราคาส่ง เช่น ผักชี จากก่อนหน้านี้ที่กิโลกรัมละ 400 บาท ตอนนี้ราคาตลาดเหลือกิโลกรัมละ 120 บาท และจุดจำหน่ายของรถโมบาย กิโลกรัมละ 70 บาท และข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม ถุงละ 120 บาท น้ำมันปาล์ม ขวดละ 48 บาท ไข่ไก่แผงละ 30 ฟอง ราคา 80 บาท น้ำตาลทรายขาวกิโลกรัมละ 18 บาท เป็นต้น 

'เทพไท' เสนอ วิธีแก้เผ็ดพวกซื้อเสียง ร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ให้นับคะแนนรวมจุดเดียว

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์คลิปใน Facebook ส่วนตัวว่า หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้มีผลบังคับใช้แล้วจำเป็นจะต้องมีการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมาอย่างน้อย 2 ฉบับคือ พ.ร.ป.เกี่ยวกับพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งมีการยกร่างขึ้นมาจากหลายส่วน ทั้ง กกต.พรรคการเมืองต่างๆ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ได้นำเสนอต่อสังคมให้ได้รับรู้ และแสดงความคิดเห็นกัน

ส่วนตัวขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับการนับคะแนนการเลือกตั้ง ลงใน พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ด้วย เพราะการเสนอให้มีการนับคะแนนรวมกันที่จุดว่าที่ว่าการอำเภอในเขตเลือกตั้ง กำหนดให้อำเภอละ1แห่ง ถ้าเขตเลือกตั้งใดมี2อำเภอ ก็ใช้จุดนับคะแนน2แห่ง ถ้ามี 3 อำเภอ ก็ใช้จุดนับคะแนน 3 แห่ง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ใช้ผู้นำท้องถิ่นเป็นหัวคะแนน เดินซื้อเสียงจากชาวบ้าน ถ้าหากยังมีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งประจำหมู่บ้าน ก็สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการซื้อเสียงของผู้สมัครได้

ทำให้บรรดาหัวคะแนน และประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ที่ขายเสียง ก็ไม่กล้าที่จะหักหลัง ไม่เลือกคนซื้อเสียง กลัวจะเป็นอันตราย จากลุ่มอิทธิพลของคนซื้อเสียง แต่ถ้าเป็นการนับคะแนนรวมกันที่อำเภอ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า หน่วยเลือกตั้งใดเลือกผู้สมัครคนใดมากน้อยแค่ไหน ก็จะทำให้ผู้สมัครที่ต้องการซื้อเสียงก็ไม่กล้าลงทุนซื้อเสียงอีก เพราะไม่มีหลักประกันว่า จะซื้อเสียงได้เข้าเป้าตามความต้องการ และประชาชนที่ถูกซื้อเสียง ก็สามารถที่จะรับเงินแล้วไม่เลือกก็ได้ มาตรการนี้จะเป็นการดัดหลังนักการเมืองซื้อเสียง ให้หมดสิ้นไปจากระบบการเมืองไทย 

ส่วนการกลัวว่าการนับคะแนนรวมที่อำเภอ จะมีการเปลี่ยนหีบเลือกตั้ง ระหว่างขนส่งหีบนั้น สามารถแก้ปัญหาได้โดยให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร สามารถใช้สิทธิ์ส่งผู้สังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้ง ติดตามลำเลียงหีบบัตรไปส่งที่จุดนับคะแนนประจำอำเภอได้ และการป้องกันการเปลี่ยนหีบคะแนนเลือกตั้ง สามารถทำได้ง่ายกว่าการซื้อเสียง ที่กำลังระบาดอย่างหนักไปทั่วประเทศในขณะนี้ 

โจรมะกัน จัดทีมปล้นอย่างกับหนังฮอลลีวูด บุกห้างกวาดแบรนด์หรูหนีลอยนวลเพียบ

ตำรวจในซาน ฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา กำลังปวดหัวหนัก เมื่อเจอม็อบโจรป่วนเมืองตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยกพวกกว่า 80 คน บุกห้างดังกลางย่านดาวน์ทาวน์ กวาดสินค้าแบรนด์หรู เครื่องเพชร อุปกรณ์ดิจิทัลรุ่นล่าสุด แล้วเผ่นขึ้นรถหนีหน้าตาเฉย ท่ามกลางสายตาของลูกค้าในร้านและพนักงานที่ต่างตะลึงว่า...ปล้นง่าย ๆ แบบนี้ก็ได้เหรอ?? 

เหตุเกิดขึ้นที่ห้าง Nordstrom ใจกลางย่านการค้าในเขตวอลนัท ครีก ในเมืองซาน ฟรานซิสโกของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อช่วงเวลา 3 ทุ่มของคืนวันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2021 มีกลุ่มคนจำนวนมากกว่า 80 คน สวมหน้ากากโม่งมาพร้อมค้อน ชะแลง และอาวุธ วิ่งกรูกันเข้ามาในห้างอย่างรวดเร็ว แล้วจัดการทุบกระจก งัดตู้ คว้าสินค้าแบรนด์เนม ราคาสูงตามที่ตาเห็น ก่อนจะกระจายตัววิ่งหนีออกจากห้างอย่างรวดเร็ว โดยมีรถยนต์จอดรอรับอยู่ด้านนอกกว่า 10 คัน จัดทีมปล้นกันเป็นเรื่องเป็นราว อย่างกับหนังฮอลลีวูด

และหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุ ก็รีบติดตามคนร้าย และสามารถตามจับตัวมาได้เพียง 3 คนเท่านั้น พร้อมอาวุธปืนและของกลางบางส่วนที่ขโมยได้ ส่วนคนร้ายที่เหลือหลบหนีลอยนวล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุม็อบโจรปล้นห้างลักษณะนี้ แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็เพิ่งจะเกิดเหตุเหมือนปล้นสะดมในห้างยูเนียน สแควร์ ในซาน ฟรานซิสโก โดยกลุ่มคนร้ายที่มาพร้อมอุปกรณ์ เข้าโจมตี ขโมยของจากร้านหลุยส์ วิตตอง และร้านแบรนด์หรูในบริเวณใกล้เคียง สร้างความเสียหายให้กับเจ้าของร้านไม่น้อย

ผ่านมาเพียงคืนเดียว ม็อบโจรกลุ่มใหญ่กว่า 80 คนก็มาบุกห้าง Nordstrom กวาดสินค้าราคาแพงจากร้านค้าภายในห้างไปเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นข่าวดังทั่วอเมริกา

“ทปษ.นายกฯ” ย้ำ​ สลน.ซื้อไอโฟน​ 12​ กว่าร้อยเครื่อง​ เป็นครุภัณฑ์ราชการ​ จัดซื้อถูกต้อง​ ให้ จนท.ทำงานราบรื่น​ แจง​ "บิ๊กตู่" ไม่ได้ซื้อแจก​ 

ที่ทำเนียบรัฐบาล​ น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงกรณีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลน.) เผยแพร่สัญญาซื้อขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อแอปเปิ้ล รุ่นไอโฟน 12 จำนวน 111เครื่อง แบ่งเป็นความจุ 128 GB 23 เครื่อง และ ความจุ 64 GB 88 เครื่อง ราคารวม 2,681,355 บาท ว่า ขอชี้แจงถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโทรศัพท์เคลื่อนที่ของสลน.

การจัดซื้อดังกล่าวถือเป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์ เช่นเดียวกับการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ ทุกคนทราบดีว่าจะมีอายุการใช้งาน ปัจจุบันโทรศัพท์ไอโฟน 7 ที่ใช้อยู่นั้น มีอายุเกิน 4 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ที่ใช้คือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน เพื่อประสานงาน ส่งข่าว ให้กับสื่อมวลชน และในจำนวน 111 เครื่องนั้น มีจำนวน 80 กว่าเครื่อง นำไปให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ

เพื่อใช้งาน เช่น​ ประสานงานวิปรัฐบาล ประสานงานกับส.ส.จำนวนมาก และไอโฟน​7 ที่ใช้ในปัจจุบันก็มีสภาพชำรุด ขอให้เข้าใจว่าครุภัณฑ์ที่สลน.ตั้งงบขึ้นมา เพื่อดำเนินงานของบจากสภาในหมวดครุภัณฑ์ ถือเป็นความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะต้องใช้ โดยเฉพาะในโลกดิจิทัลปัจจุบัน ส่วนอีก 23 เครื่องนั้น แจกจ่ายให้กับผู้ใหญ่ ที่เข้ามาทำงาน อย่างข้าราชการการเมือง เช่น​ นายกรัฐมนตรี คณะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

แต่หลายคนก็ไม่ได้รับ นายกฯก็ไม่ได้รับ โดยให้เหตุผลว่าให้นำไปให้ทางราชการ นำไปใช้ประโยชน์ ให้เจ้าหน้าที่ได้ใช้กัน ขอประชาชนอย่าได้วิตกกังวล ส่วนเรื่องที่วิจารณ์กันว่า นำงบประมาณของรัฐไปซื้อไอโฟนแจกจ่ายเจ้าหน้าที่นั้น ขอยืนยันไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อยี่ห้อใด ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยยึดเรื่องการใช้งานเป็นหลัก นอกจากนี้ มีการสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติแล้วว่า อยากได้โทรศัพท์ยี่ห้อใดและรุ่นไหน 

รมว.สุชาติ มอบกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ฝึกทักษะอาชีพชายแดนใต้

กระทรวงแรงงาน มุ่งฝึกทักษะอาชีพขับเคลื่อนชายแดนใต้ เปิดฝึกอบรมกว่า 10 หลักสูตร ตั้งเป้า 800 คน
เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้นายประทีป ทรงลำยอง  อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานพิธีมอบชุดเครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมศักยภาพพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2564 เพื่อนำไปเป็นอุปกรณ์เครื่องมือในการเริ่มต้นประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส

นายประทีป ทรงลำยอง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวภายหลังจากการเป็นประธานว่าพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งบูรณาการพัฒนาทักษะฝีมือในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน โดยน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ

ซึ่งกระทรวงแรงงานได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้จังหวัดชายแดนใต้ทั้งจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และส่วนหนึ่งของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอเทพา เป็นพื้นที่มีเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการลงทุนประกอบธุรกิจในหลายๆ ด้าน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงดำเนินโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมศักยภาพพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และส่งเสริมแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อีกด้วย

นายประทีป ทรงลำยอง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินโครงการจัดให้มีการฝึกอบรมสาขาอาชีพต่างๆ กว่า 10 หลักสูตร  ตามความต้องการของแรงงานและประชาชนในพื้นที่ สอดรับกับวัฒนธรรมและการประกอบอาชีพในชุมชน เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า ช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่างเชื่อมไฟฟ้า ช่างเดินสายไฟภายในอาคาร ช่างปูกระเบื้อง เทคนิคงานปูน (ผลิตภัณฑ์ไม้เทียม) ช่างไม้เครื่องเรือน ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ การทำขนมไทย การทำขนมอบ เป็นต้น ใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 60 ชั่วโมง

รมว.แรงงานรับข้อสั่งการนายก เร่งนำเข้าแรงงานต่างด้าวตาม MoU แก้ปัญหาขาดแรงงาน เริ่ม 1 ธ.ค. 64

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ห่วงใยและติดตามสถานการณ์ปัญหาลักลอบเข้าเมืองอย่างใกล้ชิด โดยมีข้อสั่งการให้กระทรวงแรงงานเตรียมวิธีการนำเข้าแรงงานตาม MoU ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อขจัดปัญหาดังกล่าว พร้อมกับเตรียมความพร้อมให้นายจ้าง และสถานประกอบการในประเทศมีแรงงานในกิจการเพียงพอ สอดรับกับการเปิดประเทศ 

“กระทรวงแรงงานรับข้อสั่งการท่านนายกรัฐมนตรี ขอยืนยันว่าขณะนี้มีความพร้อมที่จะนำเข้าแรงงานตาม MoU แล้ว โดยจะเปิดให้นายจ้างยื่นคำร้องขอนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ (Demand) วันที่ 1 ธ.ค. 64 นายจ้างที่มีความพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดหาสถานที่กักตัวสามารถดำเนินการได้ทันที โดยมีค่าใช้จ่ายรวมในการนำเข้าฯ ระหว่าง 11,490 – 22,040 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ในส่วนคนต่างด้าวหากยังฉีดวัคซีนไม่ครบ กระทรวงแรงงานจะเป็นผู้จัดหาวัคซีน และฉีดให้ในวันสุดท้ายของการกักตัว และจะประสานสาธารณสุขจังหวัดปลายทางเพื่อนัดหมายฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แก่คนต่างด้าวด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน เผย 8 ขั้นตอนนำแรงงานต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศตาม MoU โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1.นายจ้างยื่นแบบคำร้องกับสำนักงานจัดหางานในพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐาน ได้แก่ แบบ นจ.2 หนังสือแต่งตั้ง สัญญาจ้างงาน และเอกสารนายจ้าง
 
2.การจัดส่งคำร้องความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว โดยกรมการจัดหางาน/สจจ. สจก. 1-10 มีหนังสือแจ้งความต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวผ่านสถานเอกอัครราชทูตประเทศ
ต้นทางประจำประเทศไทยไปยังประเทศต้นทาง

3. ประเทศต้นทางดำเนินการรับสมัคร คัดเลือก ทำสัญญา และจัดทำบัญชีรายชื่อคนงานต่างด้าว (Name List) ส่งให้กรมการจัดหางานผ่านสถานเอกอัครราชทูตประเทศต้นทาง
ประจำประเทศไทย และกรมการจัดหางานส่งให้นายจ้าง

4. นายจ้างที่ได้รับบัญชีรายชื่อคนต่างด้าว (Name List) แล้วยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว พร้อมด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
   4.1 บัญชีรายชื่อคนต่างด้าวที่ประเทศต้นทางรับรอง 
   4.2 แบบ บต.31 หรือ บต.33 พร้อมเอกสารและหลักฐาน 
   4.3 หลักฐานการได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือใบรับรองแสดงประวัติการเคยติดเชื้อมาก่อนในช่วงไม่เกิน 3 เดือน
   4.4 หนังสือยืนยันการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในการกักตัว ได้แก่ ค่าสถานที่กักกัน ค่าตรวจโรคโควิด-19 ค่าบริการทางการแพทย์ ค่ารักษากรณีติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงกรณีป่วยฉุกเฉินหรือโรคอื่นระหว่างกักตัว/กรมธรรม์ที่คุ้มครองการรักษาโรคโควิด -19
   4.5 หลักฐานยืนยันว่ามีสถานที่กักตัวตามที่ราชการกำหนด
   4.6 หลักฐานที่ยืนยันว่ามียานพาหนะเพื่อรับคนต่างด้าวไปยังสถานที่กักตัว
   4.7 กรณีเข้าประกันสังคมซื้อประกันสุขภาพกับบริษัทประกันภัย 4 เดือน
   4.8 กรณีเข้าประกันสังคม นายจ้างแจ้งขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน
  - ชำระค่าคำขอและค่าใบอนุญาตทำงาน (2 ปี) 1,900 บาท
  - วางเงินประกัน (กรณีนายจ้างดำเนินการด้วยตนเอง) หลักประกัน 1,000 บาท/คนต่างด้าว 1 คน

5. กรมการจัดหางานมีหนังสือถึงสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ประเทศต้นทางของคนต่างด้าวเพื่อพิจารณาออกวีซ่า (Non - Immigrant L-A) ให้แก่คนต่างด้าวตามบัญชีรายชื่อ และหนังสือแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่ออนุญาตให้คนต่างด้าวเดินทางเข้าประเทศผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตามที่นายจ้างได้แจ้งไว้ โดยจะอนุญาตให้นำเข้าตามจำนวนสถานที่
รองรับในการกักตัว 

6. เมื่อคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรต้องแสดงหนังสือยืนยันการอนุญาตให้เข้ามาทำงาน ใบรับรองแพทย์ที่แสดงว่าไม่เป็นโรคโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR และ ATK (ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง) หลักฐานการได้รับวัคซีนโควิด-19 หรือใบรับรองแสดงประวัติการเคยติดเชื้อในช่วงไม่เกิน 3 เดือน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะตรวจลงตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เป็นระยะเวลา 2 ปี จากนั้นจึงเดินทางไปยังสถานที่กักตัว โดยยานพาหนะที่นายจ้างแจ้งไว้ (ไม่เดินทางร่วมกับบุคคลอื่น และหยุดพัก ณ สถานที่ใดๆ ก่อนถึงสถานที่กักกัน) 

“บิ๊กตู่” พอใจภาพรวมการลงทุนก่อนสิ้นปีดีขึ้น “พาณิชย์” เผยอนุญาตต่างชาติลงทุนในไทยแล้ว 213 ราย รวม 11,554 ล้านบาท ขณะที่ “BOI” เปิดมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการกลุ่ม BCG เกือบ 7 แสนล้านบาท

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภาพรวมด้านการลงทุนในไทยมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบความคืบหน้าจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน ดังนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารายงานว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม - ตุลาคม 2564 คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 213 ราย เงินลงทุนรวมกว่า 11,554 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 5,000 คน

โดยชาวต่างชาติ 3 อันดับแรก ที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดได้แก่ ญี่ปุ่น 82 ราย (ร้อยละ 38) สิงคโปร์ 33 ราย (ร้อยละ 15) และ ฮ่องกง 20 ราย (ร้อยละ 9) และลงทุน ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ธุรกิจบริการเป็นที่ปรึกษา บริหารจัดการ และให้บริการเดินรถและซ่อมแซมบำรุงรักษารถไฟความเร็วสูง ภายใต้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินในประเทศไทย ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม วางระบบและทดสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับโครงการศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าอัจฉริยะระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านประกันภัย บริการออกแบบวิศวกรรม จัดซื้อจัดหา ก่อสร้าง ทดสอบและตรวจสอบท่อลำเลียงเชื้อเพลิงก๊าซรวมถึงสถานีควบคุมและวัดปริมาตรก๊าซธรรมชาติสำหรับโครงการไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เป็นต้น

นายธนกร กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI รายงาน ว่าการกำหนดให้โมเดลเศรษฐกิจ BCG หรือการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio - Circular - Green Economy) เป็นวาระแห่งชาติ ส่งผลให้สถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกิจการในกลุ่ม BCG ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2564 (ม.ค. - ก.ย.) มีสัญญาณบ่งชี้อัตราเติบโตที่ดี โดยมีกิจการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 564 โครงการ จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 74 และมีมูลค่าลงทุน 128,370 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อนร้อยละ 160 และสูงกว่ามูลค่าการลงทุนในปี 2563 ทั้งปี (93,883 ล้านบาท)
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top