Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดกิจกรรมฝึกซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอพยพประชาชน ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (13 มิ.ย. 68) พลตรีไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบหมายให้ พันเอก อัครสิทธิ์ ปะกิระตา รอง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 (2) เป็นประธานในการฝึกซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอพยพประชาชน ประจำปี 2568 พร้อมด้วย จิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน, ประชาชนจิตอาสา ผู้นำชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลบักได นายวีรวัติ  เสาะพบดี กำนันตำบลบักได พันตำรวจเอก นพดล  พินิจอักษร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ในการนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 25 

ได้กำหนดการดำเนินการฝึกซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอพยพประชาชน ในรูปแบบ commander post Exercise (cpx) เพื่อให้ทุกส่วนเข้าใจการปฏิบัติทางทหารที่ถูกต้องและไม่เป็นการขัดขวางต่อการปฏิบัติทางทหารเมื่อเกิดสถานการณ์สงคราม ตลอดจน การฟื้นฟูความเสียหายภายหลังเหตุการณ์สงบ ให้สามารถปฏิบัติงานได้จริงเมื่อเกิดสถานการณ์ ณ โรงเรียนบ้านรุน ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์  

โดยในช่วงเช้าจะเป็นการแนะนำการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) พร้อมหุ่นปฏิบัติ โดยมีวิทยากรจากโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน เป็นผู้ให้ความรู้ และในช่วงสายจะเป็นการฝึกซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอพยพประชาชนฯ แบบปฏิบัติจริง และยังด้วยความร่วมมือจากภาคประชาชน, ผู้ปกครอง, คณะครูอาจารย์, นักเรียน, หน่วยทหารพัฒนาการเคลื่อนที่ 54, นักศึกษาวิชาทหาร โรงเรียนพนมดงรัก, นักศึกษาวิชาทหาร โรงเรียนบ้านรุนและเมื่อจบการฝึกซักซ้อมฯ ทุกส่วนมีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยเมื่อเกิดสถานการณ์จริง โดยมีผู้เข้าร่วมฝึกซักซ้อมฯ ทั้งหมด 475 นาย ด้าน นายวีรวัติ  เสาะพบดี กำนันตำบลบักได กล่าวว่า ตำบลบักได มีความพร้อมในการเผชิญเหตุอพยพประชาชน เนื่องจากได้ประชาสัมพันธ์และบูรณาการฝึกซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอพยพประชาชน อย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะพื้นที่ ตำบลบักได อยู่ใกล้พื้นที่ชายแดน

 

'บรอ.12' บุกนอร์เวย์–เดนมาร์ก ศึกษาความมั่นคง–สัมพันธ์ 400 ปี

รองผบ.ตร. นำคณะ 'บรอ.12' ดูงานยุโรป เสริมแกร่งผู้นำภาครัฐ–เอกชน เจาะลึกนโยบายโลก–สายสัมพันธ์ไทย–เดนมาร์กอันแน่นแฟ้น

ระหว่างวันที่ 7–13 มิถุนายน 2568 พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ได้นำนักศึกษา หลักสูตรการบริหารการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 12 (บรอ.12) จำนวน 38 คน เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศ นอร์เวย์และเดนมาร์ก เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านความมั่นคง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยมีข้าราชการตำรวจ ภารรัฐ เอกชน ประกอบด้วย พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รองผบช.ศ. / รองหัวหน้าคณะ พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (รองผบ.ตชด.) , พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองจเรตำรวจ (สบ.7) , พล.ต.ต.คธา เกษรมาลา ผู้บังคับการอำนวยการ บช.ส. , พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผู้บังคับการ ปส.2 ,  พล.ต.ต.กัปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผบก.น.7 , พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผบก.อก.บช.ก. , พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 , พล.ต.ต.ปราโมทย์ สิมหลวง เลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายทรงชัย อันนานนท์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการภาค 2 ,  นายสุรเชษฐ ณ กาฬสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานงบประมาณที่ 12 , นายสุบิน เนตรสว่าง ผู้อำนวยการเขื่อนรัชชประภา , นายธีรพงศ์ เพชรรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 5 สุราษฎร์ธานี , นางสาววรรณา ผู้อุตส่าห์ นายด่านศุลกากรหนองคาย , นายพินิจ ตันติวิญญูพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 4 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

นางสาวณัชพร วรรณเอี่ยมพิกุล รองประธานกรรมการ บริษัทไพลินเลเซอร์ เมทเทิล จำกัด ,  ดร.รัตนาภรณ์ มั่นศรีจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสพีพีทรานสปอร์ต จำกัด ,  นายสุพิชช์ อังศวานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทจักรวาลคอมมิวนิเคชั่น ซีสเท็ม , นายพัฒนา สุคนธรักษ์ กรรมการ บริษัทสัมมากรพลัส จำกัด , นายพัชรพงษ์ ธะนะปัด รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด เป็นต้น

ซึ่งการเดินทางเยือน เดนมาร์ก เริ่มต้นที่ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโคเปนเฮเกน โดยได้รับเกียรติจาก นายภูวิศ วิสารทสกุล อุปทูต ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปพิเศษในหัวข้อ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถานการณ์การเมือง–เศรษฐกิจระหว่างไทยกับเดนมาร์ก” ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือที่มีมายาวนานกว่า 400 ปี

โดยเฉพาะในมิติความสัมพันธ์ระดับราชวงศ์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 ที่เสด็จประพาสยุโรปสองครั้งในปี 2440 และ 2450 และต่อเนื่องจนถึงปี 2531 เมื่อ สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

คณะฯ ยังได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญเพื่อศึกษาระบบการปกครอง เช่น พระราชวัง Rosenborg, จัตุรัส Christiansborg, และ ศาลาว่าการกรุงโคเปนเฮเกน (City Hall) ที่เปิดเผยถึงโครงสร้างทางการเมือง และวิถีชีวิตของประชาชนในประเทศที่ได้รับการยกย่องว่ามีระดับความสุขสูงสุดในโลก

จากนั้น คณะได้เดินทางต่อไปยัง ประเทศนอร์เวย์ เพื่อดูงานด้านศิลปะ วัฒนธรรม และการบริหารจัดการเมือง โดยเข้าชมสถานที่สำคัญ เช่น Oslo Opera House อาคารทรงเรขาคณิตสมัยใหม่ที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบร่วมกับธรรมชาติ , พิพิธภัณฑ์ Norsk Folke Museum แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นบ้านและประวัติศาสตร์นอร์เวย์ ,  ป้อม Aker Brygge ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแหล่งรวมศิลปะ-ธุรกิจสุดทันสมัยริมอ่าว

การศึกษาดูงานในครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศในแนวทาง Pragmatic Idealism ซึ่งหมายถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบมีอุดมคติ แต่ยังคงความยืดหยุ่น ยึดผลประโยชน์ร่วมเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่เดนมาร์กกำลังจับตาไทยอย่างใกล้ชิด

กานดูงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของหลักสูตร บรอ.12 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เข้าใจประเด็นระดับมหภาค ทั้งด้านความมั่นคง การปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงพลวัตทางเศรษฐกิจและสังคมของโลก

ภารกิจนี้ตอกย้ำว่า 'ผู้นำในยุคใหม่' ต้องพร้อมทั้งความรู้ ความสัมพันธ์ และวิสัยทัศน์ระดับนานาชาติ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ตม.3 ร่วมกับตำรวจนนทบุรีระดมกำลังตรวจสอบแรงงานต่างด้าวตลาดบางใหญ่ 

เมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.68) เวลาประมาณ 00.10 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 ,พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผกก.ตม.จว.นนทบุรี,พ.ต.ท.รัฐไกร ประยูรศร รอง ผกก.สส. บก.ตม.3 ,ว่าที่ พ.ต.ท.จตุรโชค เพชรคง สว.กก.สส.บก.ตม.3  นำกำลังเข้าตรวจสอบร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี, ตม.จว.นนทบุรี, ฝ่ายปกครองจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานราชการอื่นๆ ในจังหวัดนนทบุรี ตรวจสอบแรงงานต่างด้าวทั้งหมดที่ตลาดบางใหญ่ ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พบแรงงานต่างด้าวจำนวนมากภายในตลาด กำลังทำงานตามแผงร้านค้าต่างๆ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงได้ระดมกำลังรวบรวมแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาตรวจสอบ

พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3 เปิดเผยว่าได้ร่วมกับ พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผกก.ตม.จว.นนทบุรีพร้อมกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการตัังแต่เวลา 23.00 น. ของวันที่ 12 มิ.ย.68 ถึงเวลา 02.30 น. โดยได้นำแรงงานต่างด้าวทั้งสัญชาติกัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม จำนวนกว่า 400 คน มาตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มีเอกสารประจำตัว และเอกสารการทำงานถูกต้อง ต่อมาได้นำแรงงานต่างด้าวจำนวน 181 คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมาตรวจสอบโดยละเอียด หากแต่พบแรงงานต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย จำนวน 20 ราย โดยพบคนต่างด้าวสัญชาติเวียดนาม 1 ราย กระทำความผิดฐาน “คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” และคนต่างด้าวสัญชาติลาวกระทำความผิด จำนวน 3 ราย โดยจำนวน 2 ราย มีความผิดฐาน “คนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” และจำนวน 1 ราย มีความผิดฐาน “คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน”  ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของการไม่แจ้งที่พักอาศัยเท่านั้น  เจ้าหน้าที่จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3 ยังเปิดเผยอีกว่า ความผิดในข้อหาดังกล่าวแม้มีโทษเพียงการปรับในชั้นศาล แต่ผู้ถูกจับจะต้องถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ถูกบันทึกเป็นบุคคลต้องห้าม หรือ blacklist ห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร และถูกส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป

‘ผู้นำอิหร่าน’ ส่งสัญญาณเอาคืนอิสราเอล ลั่น ระบอบไซออนิสต์ต้องได้รับผลกรรมที่ก่อ

10 คำถามและคำตอบจาก Tehran Times กรณีอิสราเอลโจมตีอิหร่าน

การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย รวมถึงนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ ผู้บัญชาการทหาร และพลเรือน ขณะที่เตหะรานประกาศตอบโต้และทั่วโลกเฝ้าจับตาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป Tehran Times จะตอบ 10 คำถามที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้:

1. การโจมตีมุ่งเป้าไปที่พื้นที่อยู่อาศัยและสถานที่พลเรือนหรือไม่? 
ใช่ รายงานและภาพถ่ายยืนยันว่าอาคารอพาร์ตเมนต์และอาคารที่ไม่ใช่ที่ตั้งทางทหารหลายแห่งในกรุงเตหะรานถูกโจมตี

2. มีพลเรือนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีหรือไม่? 
ใช่ มีพลเรือนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ผู้เสียชีวิตมีทั้งผู้หญิงและเด็ก 

3. นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชาวอิหร่านคนใดที่ถูกฆ่าตายในการโจมตีครั้งนี้? 
จากแหล่งข่าวระบุว่า นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์อย่างน้อย 6 รายถูกสังหาร รวมถึง Abdolhamid Minouchehr, Ahmadreza Zolfaghari, Seyed Amirhossein Feqhi, Motlabizadeh, Mohammad Mehdi Tehranchi และ Fereydoun Abbasi

4. สหรัฐฯ รู้ล่วงหน้าเรื่องการโจมตีของอิสราเอลหรือไม่? 
ใช่ จากคำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์เอง สหรัฐฯ ได้ทราบเรื่องนี้ก่อนแล้ว 

5. สหรัฐฯ มีส่วนร่วมหรือให้ความช่วยเหลือในการโจมตีของอิสราเอลหรือไม่? 
แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าให้ความร่วมมือกับอิสราเอล แต่ก็มีสัญญาณบ่งชี้ถึงความเกี่ยวข้อง เช่น เครื่องบินเติมน้ำมันของสหรัฐฯ ปฏิบัติการใกล้อิหร่าน 24 ชั่วโมงก่อนการโจมตี รวมถึงรายงานที่ไม่เป็นทางการที่บ่งชี้ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลมีการประสานงานกัน 

6. ผู้นำกองทัพอิหร่านคนใดที่เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้? 
จนถึงขณะนี้ อิหร่านได้ยืนยันการเสียชีวิตของพลเอก โมฮัมหมัด บาเกรี (เสนาธิการกองทัพอิหร่าน) พลเอก ฮอสเซน ซาลามี (ผู้บัญชาการ IRGC) และพลเอก โกลามาลี ราชิด (ผู้บัญชาการกองบัญชาการคาตัม อัล-อันบียา) 

7.อิหร่านจะตอบโต้อิสราเอลหรือไม่? 
สัญญาณทั้งหมดชี้ให้เห็นถึงการตอบโต้ที่รุนแรง โดย อายาตอลเลาะห์ เซย์เยด อาลี คาเมเนอี ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม เตือนว่า “ระบอบไซออนิสต์ควรได้รับการลงโทษที่รุนแรง มืออันทรงพลังของกองกำลังติดอาวุธของอิหร่านจะไม่ปล่อยให้พวกเขาลอยนวลไป หากพระเจ้าประสงค์ ผู้บัญชาการและนักวิทยาศาสตร์ของเราหลายคนเสียชีวิตในการโจมตีครั้งนี้ แต่ผู้สืบทอดตำแหน่งของพวกเขาจะดำเนินภารกิจต่อไป ด้วยการก่ออาชญากรรมนี้ ระบอบไซออนิสต์ได้กำหนดชะตากรรมอันขมขื่นของตนเองไว้แล้ว—และจะต้องชดใช้ราคาที่ต้องจ่าย” 

8. การโจมตีครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่านกับสหรัฐฯ อย่างไร? 
ไม่นานหลังจากการโจมตี ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้อิหร่านกลับมาเจรจาอีกครั้ง อิหร่านยังไม่ได้ออกคำตอบอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่การโจมตีครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้การเจรจารอบที่ 6 ที่จะถึงนี้ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด 

9. อิสราเอลใช้อาวุธอะไรในการโจมตีครั้งนี้? 
รายงานระบุว่าอิสราเอลยิงขีปนาวุธจากเครื่องบินขับไล่โจมตีสเตลท์ F-35 เป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีการกล่าวอ้างที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าฝูงโดรนอาจถูกใช้เพื่อโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ 

10. บริเวณใดของอิหร่านที่ตกเป็นเป้าหมาย? 
การโจมตีที่ได้รับการยืนยันว่า เกิดขึ้นที่ กรุงเตหะราน, ตาบริซ, อิสฟาฮาน, ฮาเมดาน, อาห์วาซ, คอร์รามาบัด, เคอร์มันชาห์ และกัสร์-เอ ชิริน

‘เคนเนดี จูเนียร์’ ยกเครื่องบอร์ดวัคซีนสหรัฐฯ ประกาศตั้งทีมใหม่ 8 คน บางรายเคยด่าวัคซีนโควิด

(13 มิ.ย. 68) โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (Robert F. Kennedy Jr.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ ประกาศแต่งตั้งสมาชิกใหม่ 8 คนเข้าสู่คณะกรรมการที่ปรึกษาวัคซีนของ CDC (ACIP) โดยในจำนวนนั้นมีผู้ที่เคยวิจารณ์วัคซีน โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19

ก่อนหน้านี้เพียง 2 วัน เคนเนดีเพิ่งปลดสมาชิกคณะกรรมการเดิมทั้ง 17 คน พร้อมระบุว่า ACIP ชุดเก่า “เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน” และทำหน้าที่เหมือน “ตรายางอนุมัติวัคซีนทุกชนิด” โดยไม่ได้ทบทวนข้อมูลอย่างเหมาะสม

เขาโพสต์บน X ว่าสมาชิกใหม่เป็น “นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และแพทย์ระดับประเทศ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข” ซึ่ง “ยึดหลักการแพทย์ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีสามัญสำนึก” โดยทั้งหมดจะเริ่มเข้าร่วมประชุม ACIP ชุดใหม่ระหว่างวันที่ 25–27 มิถุนายนนี้

รายงานระบุว่าสมาชิกใหม่บางคนเคยมีบทบาทต่อต้านวัคซีน เช่น ดร.โรเบิร์ต มาโลน (Robert Malone) ผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยี mRNA แต่เคยเผยแพร่ข้อมูลผิดเกี่ยวกับโควิด-19 รวมถึง ดร.มาร์ติน คุลดอร์ฟ (Martin Kulldorff) หนึ่งในผู้ร่วมเขียน "Great Barrington Declaration" ที่เสนอแนวคิดให้ประชาชนติดเชื้อเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

นอกจากนี้มีอย่างน้อย 4 คนในคณะใหม่ที่ถูกอ้างถึงในหนังสือของเคนเนดี The Real Anthony Fauci ซึ่งวิจารณ์บทบาทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐฯ ระหว่างวิกฤตโควิด โดยยังไม่ชัดเจนว่าเคนเนดีจะมีการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มอีกหรือไม่ในอนาคต

ผู้นำอิหร่านประณามอิสราเอล ‘อาชญากรอำมหิต’ ลั่นจะต้องชดใช้ด้วยชะตากรรมอันขมขื่น

(13 มิ.ย. 68) อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงผ่านสำนักข่าว IRNA ว่าอิสราเอลจะต้องเผชิญกับ “บทลงโทษอย่างรุนแรง” หลังปฏิบัติการโจมตีหลายจุดในอิหร่าน รวมถึงเป้าหมายทางทหารและนิวเคลียร์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงและนักวิทยาศาสตร์เสียชีวิต

“ลัทธิไซออนิสต์เปิดเผยธาตุแท้ที่ชั่วร้าย ด้วยการโจมตีแม้แต่พื้นที่พักอาศัยของประชาชน” คาเมเนอีกล่าว พร้อมระบุว่าการกระทำครั้งนี้จะนำอิสราเอลไปสู่ “ชะตากรรมที่ขมขื่นและเจ็บปวด”

สำหรับคำแถลงดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่พุ่งสูง หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีในเชิงรุก ขณะที่ชาติตะวันตกและประชาคมโลกจับตามาตรการตอบโต้จากอิหร่านอย่างใกล้ชิด

นักวิชาการแฉ สหรัฐฯ สั่งอพยพคนก่อนอิสราเอลถล่ม เชื่อรู้แผนซัดอิหร่าน แถมให้ไฟเขียวโจมตีฐานนิวเคลียร์

(13 มิ.ย. 68) จากเหตุการณ์อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างหนัก ใช้เครื่องบินรบกว่า 200 ลำถล่มเป้าหมายกว่า 100 จุด โดยมุ่งทำลายโครงสร้างนิวเคลียร์และสังหารผู้นำทางทหารระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้แน่นอนว่า อิสราเอลประสานงานกับสหรัฐฯ ล่วงหน้า

ดร.เกร็ก ไซมอนส์ (Dr. Greg Simons) นักวิชาการด้านสื่อจากมหาวิทยาลัยนานาชาติแดฟโฟดิล ของบังคลาเทศ ชี้ว่าการที่สหรัฐฯ สั่งอพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตจากอิรักและอ่าวเปอร์เซียก่อนการโจมตี แสดงให้เห็นว่าวอชิงตันรับรู้และอาจให้ไฟเขียวต่อแผนการดังกล่าว แม้สหรัฐฯ จะออกมาปฏิเสธแล้วก็ตาม

นักวิชาการยังระบุอีกว่า อิสราเอลต้องการสกัดความพยายามเจรจานิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในก่อนหน้านี้ โดยที่สหรัฐฯ ยังอยากหันไปโฟกัสกับจีน แต่กลับถูกพันธมิตรอย่างอิสราเอลและยูเครนดึงกลับสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำหรับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ดร.ไซมอนส์มองว่า เขา “ทำสงครามเพื่อหนีคดี” เพราะหากสันติภาพเกิดขึ้น โอกาสที่เขาจะถูกจับกุมในคดีทุจริตทางการเมืองย่อมเพิ่มขึ้น ทั้งยังวิจารณ์สหรัฐฯ ว่าให้การสนับสนุนอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยกล่าวว่า “อิสราเอลจุดไฟที่ดับเองไม่ได้ แล้วหวังให้วอชิงตันช่วยจ่ายค่าเสียหายแทน”

‘ดร.หิมาลัย’ นำ พพ. แจงแนวทาง 'โครงการฝายธงน้อย' มุ่งบริหารจัดการน้ำพร้อมพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำอย่างยั่งยืน

พพ. ชี้แจงแนวทาง 'โครงการฝายธงน้อย' แก่จังหวัดน่าน เดินหน้าเพื่อชุมชน เสริมแผนจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม ลดผลกระทบอุทกภัยด้วยพลังงานสะอาด

(13 มิ.ย. 68) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการฝายธงน้อย และแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเขตจังหวัดน่าน ณ ห้องประชุมพระเจ้า สุริยพงษ์ ผริตเดช ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดน่าน โดยมี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม และ นายนันทนิษฎ์ วงศ์วัฒนา รองอธิบดี พพ. เป็นผู้นำเสนอข้อมูลต่อผู้บริหารจังหวัดน่านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายนิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน, สมาชิกวุฒิสภา, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน, หน่วยงานราชการในพื้นที่, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ผู้นำชุมชน และผู้แทนภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดร.หิมาลัย กล่าวว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ “เพื่ออธิบายอย่างตรงไปตรงมา เปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน และรับฟังทุกข้อกังวลและทำความเข้าใจร่วมกัน” เพื่อให้การพัฒนาโครงการฝายธงน้อยและการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากการให้ข้อมูลหรือการชี้แจงอย่างชัดเจนแล้ว ยังได้เสนอแนวทางบริหารจัดการน้ำเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำอย่างยั่งยืน ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบ แต่ยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ผ่านการจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนในด้านอาชีพ การศึกษา และสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า

โดยได้จัดทำแผนบรรเทาทุกข์โครงการแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

แผนระยะสั้น (พ.ศ. 2568–2570) ประกอบด้วยการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เครื่องสูบน้ำหอยโข่ง การระบายน้ำผ่านทางผ่านปลา และการขุดลอกตะกอนดินทรายในลำน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เหนือฝาย ลดความเสี่ยงต่อปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ใกล้เคียง โดยจะสามารถช่วยระบายน้ำในช่วงที่น้ำหลากได้ถึง 50 ลบ.ม /วินาที ปัจจุบันอยู่ระหว่างการของบประมาณโครงการตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท 

แผนระยะยาว (เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป) ประกอบด้วยการก่อสร้างอาคารระบายน้ำฉุกเฉิน จำนวน 2 ช่อง พร้อมพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอขอรับงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2569 โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำธงน้อยมีเป้าหมายในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาดประมาณ 11.10 ล้านหน่วยต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 6,438 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และมีความสามารถในการช่วยระบายในช่วงน้ำหลากได้ถึง 220 ลบ.ม/วินาที  พร้อมทั้งสามารถจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าได้อีกด้วย

หลังการประชุม คณะผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่จริงบริเวณฝายธงน้อย เพื่อสำรวจและศึกษาภูมิประเทศโดยรอบพร้อมรับฟังข้อมูลในพื้นที่อย่างรอบด้าน นำไปสู่การปรับแนวทางดำเนินโครงการให้เหมาะสมกับสภาพจริงและความต้องการของชุมชน

พพ. ยืนยันเดินหน้าโครงการฝายธงน้อยและโรงไฟฟ้าพลังน้ำอย่างโปร่งใส โดยเปิดรับฟังทุกความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน พร้อมย้ำว่าจากข้อมูลทางวิชาการ ฝายธงน้อยไม่ใช่สาเหตุของน้ำท่วมในเทศบาลเมืองน่าน แต่ก็ยังคงร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อวางแนวทางป้องกันและบรรเทาผลกระทบอย่างรอบด้าน

‘คิงเพาเวอร์’ อ้างโควิด เศรษฐกิจแย่ นทท. จีนหาย ขอยกเลิกสัญญาดิวตี้ฟรีดอนเมือง-ภูเก็ต-เชียงใหม่

‘คิงเพาเวอร์’ ยื่นหนังสือถึงทอท. ขอยกเลิกสัญญาดิวตี้ฟรี สนามบินดอนเมือง-ภูเก็ต-เชียงใหม่ อ้างผลกระทบโควิด เศรษฐกิจตกต่ำ สงคราม กำแพงภาษี รัฐขาดมาตรการเชิงรุกทำนักท่องเที่ยวจีนหาย รวมถึงขอคืนพื้นที่ทำยอดขายลด ขาดทุน จ่ายผลตอบแทนที่กำหนดสูงเกินไปไม่ไหว ชี้เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่ได้เกิดจากบริษัทฯ จี้เจรจายุติใน 45 วัน

รายงานข่าวจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ได้ทำหนังสือถึงกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. โดยขอหารือแนวทางในการพิจารณายกเลิกสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ซึ่งบ.คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ได้รับสัญญาประกอบกิจการ ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2576 นับจากสถานการณ์โควิด-19 ทอท.ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ เป็นผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อผู้โดยสาร (Sharing Per Head) จำนวน 127.30 บาท โดยเรียกเก็บจากผู้โดยสารขาออกผู้โดยสารผ่านและผู้โดยสารขาเข้า ผลกระทบโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ก็มีเหตุสงครามในหลายภูมิภาค สงครามการค้า และการกีดกันทางการค้า กำแพงภาษี การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้โดยสารจีนที่มีกำลังซื้อสูงลดลง ทำให้ยอดขายลดลง

โดยบริษัทฯ อ้างสาเหตุถึง 7 ประเด็น ที่เป็นเหตุสุดวิสัย ส่งผลต่อยอดจำหน่ายและการประกอบการของบริษัทฯ และส่งผลทำให้ค่าตอบแทนที่บริษัทฯต้องชำระให้แก่ทอท.อยู่ในเกณฑ์ที่สูงผิดปกติกว่าที่ควรจะเป็นและที่ได้เสนอไว้ ซึ่งผลกระทบต่างๆ เป็นผลให้บริษัทฯ ประสบกับภาวะขาดทุนจากแบกรับภาระ อัตราค่าตอบแทนที่สูงผิดปกติและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของสถานการณ์จนส่งผลให้บริษัทฯ มีความจำเป็นที่ต้องเลื่อนชำระค่าภาระต่าง ๆ มาเป็นระยะ ๆ ซึ่งเหตุการณ์อันส่งผลกระทบเหล่านั้นเป็นเหตุสุดวิสัยอันมิได้เกิดจากการกระทำหรือความผิดจากบริษัทฯ แต่ประการใดทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกัน ทอท. กลับพิจารณาและดำเนินการตามที่ ทอท.เห็นสมควรเพียงลำพังและเป็นประโยชน์แก่ ทอท. เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้หารือบริษัทฯ เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมต่อทั้งสองฝ่าย หรือมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกันกับบริษัทฯ ที่มีมากกว่าผลกระทบด้านค่าตอบแทน

ดังนั้น ด้วยเหตุต่าง ๆ ที่ยังไม่คลี่คลายในขณะนี้ และยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะยุติเมื่อไหร่ รวมถึงความไม่มั่นใจในการให้ความเป็นธรรมต่อคู่สัญญาของ ทอท. บริษัทฯ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะร้องขอให้เกิดการหารือเพื่อหาแนวทางและข้อยุติอื่นๆ รวมถึงแนวทางในการพิจารณายกเลิกสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อยุติภายใน 45 วัน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อบริษัทฯ ในระหว่างการพิจารณาของ ทอท. บริษัทฯ ขอนำส่งค่าตอบแทนตามสัญญาประมูลในอัตราร้อยละ 20 ของยอดจำหน่ายสินค้าปลอดอากรในแต่ละเดือน ซึ่งภายหลังสิ้นเดือน เมื่อทราบยอดจำหน่าย บริษัทฯ จะคำนวณค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 20 และชำระค่าตอบแทนดังกล่าวภายในวันสุดท้ายของเดือนถัดไป โดยเริ่มจากยอดจำหน่ายเดือนกรกฎาคม 2568 (เนื่องจาก บริษัทฯ ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเวลาชำระเงินสำหรับค่าตอบแทนขั้นต่ำ เดือนกันยายน 2567 ถึงเดือนมิถุนายน 2568) ซึ่งจะทราบยอดจำหน่ายภายหลังสิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 และจะชำระค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 20ให้แก่ ทอท. ภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ ไม่ต้องชำระค่าตอบแทนขั้นต่ำของเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งเดิมบริษัทฯ ต้องชำระให้แก่ ทอท. ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2568 และขอให้ไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระ โดยขอให้แนวทางการนำส่งค่าตอบแทนข้างต้นมีผลต่อเนื่องไปจนกว่าจะได้ข้อยุติจากการเจรจา

สำหรับสถานการณ์ที่ บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ระบุเป็นเหตุสุดวิสัยและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยมิได้เกิดจากการกระทำของบริษัทฯ โดยเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถประกอบการและปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้ได้ ดังนี้

1. การหยุดดำเนินการร้านค้าปลอดอากรขาเข้าจากนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 กระทบต่อวิธีการคำนวณจำนวนเงินค่าตอบแทนที่ลดลงจากการหยุดประกอบการร้านค้าปลอดภาษีขาเข้าอย่างไม่เป็นธรรม และแตกต่างจากเจตนาของ TOR และสัญญาฯอย่างมีนัยสำคัญ

2. การลดภาษีสินค้าประเภทไวน์อันส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายภายในร้านค้าปลอดอากร ซึ่งเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพ.ร.บ.กำหนดพิกัดอัตราศุลกากรพ.ศ.2530 (ฉบับที่ 7 ) ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ยกเว้นอากรสินค้าไวน์ที่ระบุไว้ในประกาศฯ (จากเดิมอัตราอากรอยู่ที่ร้อนยละ 60) ส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่าย

3. การขอคืนพื้นที่ประกอบกิจการของทอท. บางส่วน(เนื้อที่ประมาณ 491.220 ตารางเมตร) ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งทอท.ใช้วิธีคำนวณจำนวนเงินค่าตอบแทนที่ต้องชำระให้แก่ทอท.ที่ปรับลดลงตามสัดส่วนของพื้นที่ขอคืนมีผลต่อยอดจำหน่ายสินค้าลดลง

4. การขาดมาตรการเชิงรุกของภาครัฐในการบริหารจัดการความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้การลดลงของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอยสูงสุด

5. สถานการณ์ภายในประเทศอันส่งผลทางลบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและจำนวนผู้โดยสาร เช่น การย้ายฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ การปิดตัวของบริษัทในหลายอุตสาหกรรม อาชญากรรมทางไซเบอร์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) หรือการถล่มของตึก สตง.จากแผ่นดินไหววันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในประเทศ

6. สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังมีผลกระทบต่อธุรกิจ

7. สถานการณ์สงครามและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ บริษัทฯอ้างสัญญาข้อ 7.9 ระบุว่า ในกรณีที่เกิดเหตุขัดข้องหรือมีเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นเหตุให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาได้โดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากความผิดของคู่สัญญาฝ่ายใด คู่สัญญาจะเจรจาเพื่อหาทางแก้ไข

ข้อ7.7 ในกรณีที่ข้อกำหนดของสัญญาข้อใดข้อหนึ่งตกเป็นโมฆะไม่สมบูรณ์ หรือใช้บังคับไม่ได้ตามกฎหมาย คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อกำหนดอื่นยังมีผลบังคับกันได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะต้องดำเนินการเจรจาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสัญญาที่มีผลในทางพาณิชย์

ข้อ7.5 ภายใต้บังคับของกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับทอท. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญานี้ไม่อาจทำได้ เว้นแต่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะได้ทำความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

ทอท.ทำสัญญากับบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด สำหรับกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ สัญญาที่ ทอท.DF-1-02/2562 ลงวันที่ 4 ก.ค. 2562 มีอายุสัญญา 10 ปี 6 เดือน ระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2574 ผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ ปีแรก 2,331 ล้านบาท ต่อมาแก้ไขสัญญา 2 ครั้ง คือวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 และวันที่ 26 สิงหาคม 2565 ล่าสุดปรับอายุสัญญาเป็นระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2576

สล.พมพ.ทรภ.1 จัดกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร เสริมทักษะช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล

ระหว่างวันที่ 11 – 13 มิถุนายน 2568 สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 (สล.พมพ.ทรภ.1) จัดกิจกรรม “เพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร” ณ ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด (ฐตร.ทรภ.1) ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด เพื่อเสริมสร้างทักษะในการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลให้แก่กำลังพล

กิจกรรมดังกล่าวได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเลกองทัพเรือเกาะช้าง (ศรภ.ทร.เกาะช้าง) พร้อมด้วยอาสาสมัครจากกลุ่ม “ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” โดยมี นายฝันเด่น จรรยาธนากร (พี่เล็ก) ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ตรงแก่ผู้เข้าร่วม มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 80 นาย ประกอบด้วยกำลังพลจากฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราดและหมู่เรือลาดตระเวนชายแดน การฝึกอบรมประกอบด้วยทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งจัดฝึกภาคสนามในทะเลจากสถานการณ์จำลองจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และฝึกฝนอย่างใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด

กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลในพื้นที่รับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ 1 โดยเฉพาะใน ฐตร.ทรภ.1 และหมู่เรือลาดตระเวนชายแดนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top