Wednesday, 29 July 2026
Hard News Team

'ชัยธวัช' ชี้การเมืองแรงช่วงนี้ไม่เกี่ยว 'ตระกูลชินวัตร'ผลพวง 'คณะรัฐประหาร-ชนชั้นนำ' โหยหาอำนาจเหนือปปช.

'ชัยธวัช' ชี้ตอนนี้การเมืองแรง ไม่เกี่ยว 'ตระกูลชินวัตร' แต่เป็นผลพวง 'คณะรัฐประหาร-ชนชั้นนำ' ต้องการมีอำนาจเหนือประชาชน

เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.68) นายชัยธวัช ตุลาธน กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดของพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้ ว่า ในสถานการณ์ที่กระแสความไม่พอใจต่อนายกฯ (แพทองธาร ชินวัตร) ลุกลามอย่างรุนแรงนั้น

นายชัยธวัช ระบุว่า ประเด็นหนึ่งที่อยากชวนคิดคือ ภาวะที่เราไม่พอใจอยู่นี้ ถึงที่สุดแล้วไม่ได้เกิดขึ้น เพราะตระกูลชินวัตร แต่มันเป็นผลพวงจากการเมืองของคณะรัฐประหาร และชนชั้นนำบางกลุ่ม ที่ต้องการมีอำนาจเหนือเสียงของประชาชน

"การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังจากนี้ เราจึงต้องไม่หวนกลับไปใช้วิถีทางนอกระบอบประชาธิปไตยอีก การเมืองของชนชั้นนำ 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ชีวิตของเรา และประเทศตกต่ำอย่างทุกวันนี้ ทำให้เรามีนายกฯ และรัฐบาลแบบนี้ ดังนั้น มีแต่ต้องชวนกันออกจากการเมืองของชนชั้นนำ แล้วสร้างการเมืองเพื่อคนส่วนใหญ่ของชาติ" นายชัยธวัช กล่าว
 

อินเตอร์ลิ้งค์ฯ จัดการแข่งขัน 'Cabling Contest ปีที่ 13' เฟ้นหา 5 ทีมแกร่งภาคเหนือ สู่รอบชิงชัย คว้าถ้วยพระราชทานฯ ก้าวเป็นสุดยอดทักษะสายสัญญาณ ระดับประเทศ

เปิดสนามประลองฝีมือ เปิดตัวเต็ง 5 ทีมสถาบันแรก ที่ผสานทักษะ และเทคโนโลยี วันนี้ (18 มิ.ย. 68) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดการแข่งขัน 'สุดยอดทักษะสายสัญญาณ (Cabling Contest ปีที่ 13)' รอบคัดเลือกเฟ้นหาตัวแทนภาคเหนือ ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมเงินรางวัลและถ้วยเกียรติยศ รวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท

เป็นความมุ่งมั่นที่ บริษัทฯ ได้นำความเชี่ยวชาญด้านระบบโครงข่ายสายสัญญาณ จากสินค้า และอุปกรณ์ LINK AMERICAN & GERMAN RACK ที่เป็นมาตรฐาน STANDARD มีมาตรฐานสากลการันตี และมี SOLUTION ดีเยี่ยมที่ตอบโจทย์ทุกงานระบบอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมกับมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะด้านระบบโครงข่ายสายสัญญาณในกลุ่มเยาวชน นิสิต นักศึกษา ให้มีความรู้ ความสามารถที่ทันสมัย ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในยุคดิจิทัล

โดยงานนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้การสนับสนุนหลักของการแข่งขัน มาร่วมให้โอวาท ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าแข่งขันทุกสถาบันในวันนี้อีกด้วย

ในปีนี้ การแข่งขันยังคงจัดขึ้นอย่างเข้มข้น และจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 ในรูปแบบออนไลน์ โดยในวันที่จัดงานนี้ เป็นการแข่งขันในรอบคัดเลือกภาคเหนือ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดฝีมือจากตัวแทนสถาบันการศึกษาทั่วภูมิภาค ที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยมีเพียง 5 สถาบัน ประจำภาคเหนือเพียงเท่านั้น ที่จะได้สิทธิ์เข้าแข่งขันรอบสุดท้ายเพื่อชิง ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมเงินรางวัล และถ้วยเกียรติยศ รวมมูลค่ากว่า 400,000 บาท

โดยในช่วงเช้า จะเริ่มต้นด้วยการให้ความรู้พื้นฐานด้านระบบสายสัญญาณ ในหัวข้อ “Moving Forward with Innovation: Cabling Infrastructure for Future Solutions (Design – Installation – Solution)” โดยได้รับเกียรติจาก นายภาคภูมิ พลธร Technical and Products Training Manager จากบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมระบบสายสัญญาณ และแนวทางออกแบบ ติดตั้ง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพร้อมการแข่งขันภาคทฤษฎี เพื่อประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้เข้าแข่งขัน และในช่วงบ่าย จะเป็นการแข่งขันภาคปฏิบัติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการวัดผลทักษะที่แท้จริงของแต่ละทีม โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเข้มข้น เต็มไปด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และศักดิ์ศรีของแต่ละสถาบันที่เข้าร่วม

ซึ่งก่อนเข้าสู่การสนามของแข่งขันในภาคปฏิบัติ ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับฟังคำชี้แจง กติกาการแข่งขัน จากทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมความพร้อม และทำความเข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ ของการแข่งขันในรอบนี้ โดยมี ผู้เข้าแข่งขันจากทั่วทุกสถาบันในภูมิภาคเหนือ สมัครเข้าแข่งขันอย่างล้นหลาม และแข่งขันกันอย่างดุเดือดเข้มข้นอีกด้วย

และสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน ทุกท่านจะสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสด กิจกรรมตลอดทั้งวันได้ผ่านระบบ Zoom และช่องทางออนไลน์ของบริษัท เพื่อมาร่วมลุ้นว่า 5 สถาบันการศึกษาจากภาคเหนือแห่งใด จะคว้าสิทธิ์เข้าสู่ รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ และเข้าใกล้โอกาสในการคว้าถ้วยพระราชทานอันทรงเกียรติไปครองและในที่สุด! ได้ 5 ทีมตัวแทนจากภาคเหนือ ที่ฝ่าฟันศึกแห่งศักดิ์ศรี และผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ เพื่อชิง ถ้วยพระราชทานฯ แล้ว ได้แก่
1. วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง
2.วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก
3.วิทยาลัยการอาชีพฝาง
4.วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร
5.วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จึงขอเป็นอีกหนึ่งพลังในการสนับสนุนการศึกษาด้านเทคโนโลยี ช่วยสานต่อพันธกิจในการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาทักษะ และเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับเยาวชนทั่วประเทศ สร้างแรงบันดาลใจ และประสบการณ์จริงที่หาไม่ได้จากห้องเรียน พร้อมผลักดันให้เยาวชนไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคง เพื่อพัฒนาทักษะของเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมโครงข่ายสายสัญญาณของประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป

สำหรับการแข่งขัน 'สุดยอดทักษะสายสัญญาณ Cabling Contest ปีที่ 13' รอบคัดเลือกยังไม่จบเพียงเท่านี้ โดยรอบถัดไปจะจัดขึ้น เพื่อเฟ้นหาสุดยอด 5 ทีมตัวแทนภาคใต้ที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ จึงขอเชิญทุกท่านติดตาม และร่วมเป็นกำลังใจให้กับเยาวชนคนเก่งจากทั่วภาคใต้ ในการแข่งขันรอบคัดเลือก วันที่ 16 กรกฎาคม 2568

มาร่วมลุ้น และร่วมเชียร์ไปด้วยกันว่า สถาบันใดจะคว้าตั๋วสู่รอบชิงชนะเลิศ บนเวทีแห่งเกียรติยศนี้! และเตรียมพบกับรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศที่จะรวมตัวแทนจากทั่วประเทศมาประชันทักษะครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อชิงความเป็นหนึ่งด้านโครงข่ายสายสัญญาณ

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร โทร 02-666-1111 ต่อ 1705 
สนใจสมัครแข่งขันได้ที่ : http://cablingcontest.net/home2.php   
สนใจเข้าร่วมสัมมนา ฟรี ได้ที่ https://interlink.co.th/seminar/seminar_view?seminar_id=116  

'โบว์ ณัฏฐา' ย้ำชัด ‘นายกฯอิ๊งค์’ ต้องลาออก ยกเหตุผลสำคัญ ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ บริหารกองทัพไม่ได้

เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.68) โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา นักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เหตุผลที่นายกฯต้องลาออก” ระบุว่า สิ่งที่จะไล่เรียงต่อไปนี้ไม่ได้เป็นไปด้วยอารมณ์หรือมีความเกลียดชังใดๆเจือปน ไม่ว่าจะต่อตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ความผิดพลาดของนายกฯ ที่สะท้อนผ่านคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซนนั้น ไม่ได้อยู่ที่เจตนาในการคลี่คลายสถานการณ์ หรือแม้แต่ท่วงทำนองอันนอบน้อมของบทสนทนาที่พอเข้าใจได้

แต่ความผิดพลาดของนายกฯ อยู่ที่บริบทและเนื้อหาของการสนทนาที่แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความสามารถจะบริหารราชการแผ่นดิน ได้ ไม่ว่าจะในการบริหารสถานการณ์ บริหารความสัมพันธ์ หรือบริหารกองทัพ

คลิปเสียงดังกล่าวถูกอัดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่สองของการประชุม JBC การที่นายกฯไม่หยิบยกประเด็นใหญ่ที่กัมพูชาจะยกข้อพิพาทสี่พื้นที่ขึ้นศาลโลกมาพูดถึงเลย แสดงให้เห็นว่านายกฯสนใจที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการปิดด่านเพื่อให้ได้ quick win หรือความสำเร็จเฉพาะหน้า มาผ่อนคลายสถานการณ์ทางการเมืองของตนก่อนเท่านั้น สังเกตได้จากการพูดย้ำไม่ต่ำกว่าสามรอบว่า อิ๊งค์โดนหนักมาก และแม้จะเป็นการเลือกเรื่องที่อาจจะคิดว่าเป็นไปได้มาเจรจา ก็ยังไม่สามารถตั้งประเด็นให้เกิดอำนาจการต่อรองได้

สุดท้ายกลับกลายเป็นการรับโจทย์ จากฮุนเซนกลับมา และรับปากว่าจะทำให้กลาโหมยอมเปิดด่านได้ ไม่มีการพูดถึงปัญหาการวางอาวุธประชิดชายแดนของกัมพูชา ไม่สามารถเตรียมข้อต่อรองที่มีน้ำหนักล่วงหน้า

วันรุ่งขึ้นคือ 16 มิถุนายน นายกฯที่เพิ่ง 'รับโจทย์' มาจากฮุนเซน กลับโดนเล่นงานแต่เช้า เมื่อฮุนเซนประกาศกลางวุฒิสภา ขู่ไทยว่าหากไม่เปิดด่านเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมง กัมพูชาจะปิดด่านที่เหลือทั้งหมด ทุกอย่างที่คุยกันทางโทรศัพท์หมดความหมายเพียงชั่วข้ามคืน เป็นความตั้งใจวางยา ยั่วยุให้สถานการณ์เข้าใกล้การปะทะไปอีกหนึ่งก้าว

นายกรัฐมนตรีรีบเข้าประชุมที่บ้านพิษณุโลกทันที แล้วออกมาแถลงข่าวอย่างไร้จุดหมาย ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่าการประชุม JBC ประสบความสำเร็จ แจ้งเรื่องการตั้งคณะทำงาน การให้เหตุผลโต้คำขู่ของกัมพูชาว่าไทยไม่เคยปิดด่าน รวมถึงการตำหนิฮุนเซนว่าไม่ Professional ที่คุยหลังไมค์กันอย่างแล้วกลับออกมาโพสต์โซเชียลอีกอย่าง ก่อนทิ้งท้ายว่าโลกจะไม่ยอมรับคนที่ไม่รักษากติกา

ในขณะที่นายกฯไม่ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาใด ๆ หลังการแถลงข่าวกลับมีการบอกยกเลิกการประชุมสมช. ที่กำหนดไว้ในบ่ายวันเดียวกัน แล้วใช้เวลาที่ว่างนั้นในการเรียกรองฯอนุทินเข้าพบ โดยมีการปล่อยข่าวว่าเป็นการเรียกเพื่อไปคุยเรื่องปรับ ครม. ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

อะไรคือเรื่องสำคัญเร่งด่วนในสายตานายกรัฐมนตรี?

หลังจากนั้นก็เป็นอย่างที่เห็น ผู้นำรัฐบาลบรรลุภารกิจในการยึดตำแหน่งตามบัญชาของพ่อนายกฯ ในขณะที่พ่อนายกฯกัมพูชาก็ไม่พอใจเนื้อหาในการแถลงข่าวที่ตนถูกถอนหงอกเมื่อเช้า นำสู่การปล่อยคลิปเสียงเพื่อทำลายนายกฯ และทำลายความสัมพันธ์กับประเทศไทยไปอีกขั้นในสองวันต่อมา

ยุทธวิธีของฮุนเซนเป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่วุฒิภาวะของนายกฯเป็นเรื่องน่ากลัว

โดยเฉพาะเมื่อนายกฯได้กล่าวถึงแม่ทัพภาคสองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลนี้กับผู้นำต่างชาติ แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์อันแท้จริง ว่านายกฯก็คงไม่พอใจกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารอย่างจงใจของแม่ทัพบ่อยครั้งที่สวนทางกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ตอกย้ำว่ากองทัพกับรัฐบาลไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างที่พยายามพูดบ่อย ๆ และที่สำคัญคือ รัฐบาลเพื่อไทยบริหารกองทัพไม่ได้ แม้ไม่พอใจความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ทำได้แค่ไปขอความเห็นใจกับคู่กรณี

ซึ่งนี่คือความจริงที่น่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับประเทศประชาธิปไตย

หลังคลิปเสียงถูกปล่อยออกมา กองทัพมีปฏิกิริยาในช่องทางต่างๆทันที ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงต่อนายกฯ แสดงความพร้อมที่จะแข็งข้อ

คงไม่ต้องให้เหตุผลเพิ่มว่าทำไมนายกฯจึงควร “ลาออก” วันนี้

กบน. ตรึงราคาหน้าปั๊ม - ลดเก็บเงินดีเซล 70 สต./ลิตร ลดผลกระทบประชาชนจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

(19 มิ.ย.68) นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพิลง (กบน.) ในการประชุมวันนี้ มีมติปรับลดอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับน้ำมันดีเซลลงอีก 70 สตางค์/ลิตร เพื่อช่วยพยุงราคาขายปลีกน้ำมันหน้าสถานีบริการไม่ให้ปรับขึ้นราคา โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

มติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบดูไบ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 75.52 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 93.98 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล และน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 87.49 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้นตาม 

การลดอัตราเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้รายรับของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมันดีเซล ลดลงประมาณวันละ 43.50 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 62.97 ล้านบาท เหลือรายรับประมาณวันละ 19.47 ล้านบาท ขณะที่รายรับจากกลุ่มน้ำมันเบนซินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และอยู่ที่ประมาณวันละ 72.88 ล้านบาทเท่าเดิม (รายละเอียดในตาราง)

นายพรชัย กล่าวว่า “การดำเนินมาตรการในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการบริหารจัดการและดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับประชาชน โดยใช้กลไกการจัดเก็บของอัตราเงินกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาช่วยพยุงราคาน้ำมันให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 โดย กบน.จะติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับเปลี่ยนมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อดูแลภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างรอบด้าน และมีประสิทธิภาพ”

นี่แหละสังคมไทย!! สังคมที่กฎหมายมักจะทำอะไรไม่ได้กับ ‘คนไม่ดีนอกคุก’

(19 มิ.ย. 68) นี่แหละสังคมไทย!! สังคมที่กฎหมายมักจะทำอะไรไม่ได้กับ ‘คนไม่ดีนอกคุก’ บางคน >> ‘เอิร์น วัดใหญ่’ บทเรียนชีวิต!! เปลี่ยน ‘ทรชน’ สู่ ‘สุจริตชน’ l CONTRIBUTOR EP.32

ติดตามเนื้อหาเต็มได้ที่ >> https://www.youtube.com/watch?v=BSMFXnao5CM&t=640s

กัมพูชาเพิกถอนใบอนุญาต 2 เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ กล่าวหาละเมิดจรรยาบรรณ-ขัดข้อตกลงกับรัฐซ้ำซาก

เมื่อวันที่ (18 มิ.ย 68) กระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชาได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตสื่อออนไลน์ 2 แห่ง ได้แก่ fourpowers.asia และ sim-news.com โดยระบุว่าทั้งสองเว็บไซต์กระทำผิดร้ายแรง ฝ่าฝืนกฎหมายสื่อมวลชน และละเมิดข้อตกลงทางธุรกิจที่ได้ทำไว้กับรัฐ

คำสั่งดังกล่าวลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสาร นายเนตร ภัคตรา โดยให้เหตุผลว่า การเพิกถอนใบอนุญาตเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการสื่อ เพื่อรักษามาตรฐานและความน่าเชื่อถือของวงการข่าวสารในประเทศ

แม้ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของเนื้อหาที่ละเมิด แต่กระทรวงชี้ว่า ทั้งสองเว็บไซต์มีพฤติกรรมผิดซ้ำซากและไม่ปฏิบัติตามคำตักเตือนก่อนหน้า จึงจำเป็นต้องยุติการดำเนินงานอย่างถาวร

ทั้งนี้ สถานการณ์เสรีภาพสื่อในกัมพูชายังคงน่าเป็นห่วง โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปิดหรือควบคุมสื่ออิสระหลายแห่ง พร้อมจำกัดการเข้าถึงสื่อจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังมีการใช้กฎหมายในลักษณะคุกคามสื่อและนักข่าว ซึ่งนำไปสู่การจัดอันดับเสรีภาพสื่อของกัมพูชาในระดับต่ำจากหลายองค์กรระหว่างประเทศ เช่น Human Rights Watch, RSF และ Freedom House

‘วินทร์ เลียววาริณ’ ยก ‘พล.อ.เปรม’ ต้นแบบผู้นำชาติ ไร้คำหวาน - ไม่ต้องพูดมาก - แต่ไม่มีทางก้มหัวให้ผู้รุกราน

(19 มิ.ย.68) วินทร์ เลียววาริณ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ และนักเขียนเจ้าของรางวัลซีไรต์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่ทุกคน ไม่ทุกฝ่ายรัก พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้นำไทยทุกยุคหลังจากนั้นสามารถเรียนรู้จากท่านคือ การรู้จักเงียบ

ทว่าไม่มีใครเรียนรู้

นี่เป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของ พล.อ. เปรม ชาว Minimalist ทางการเมืองตัวจริง พูดน้อยที่สุด พูดเท่าที่จำเป็น เมื่อจำเป็นก็ลงมือเชือดนิ่ม ๆ จนท่านได้รับฉายาว่า นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา

สิ่งหนึ่งที่ผมถามตัวเองเสมอก็คือ ทำไมผู้นำไทยยุคหลัง พล.อ. เปรมไม่รู้จักเรียนรู้คุณสมบัติข้อนี้ เพราะส่วนมากยิ่งพูดยิ่งโชว์โง่

ปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ฝ่ายไทยพบว่าเวียดนามเคลื่อนกำลังทหารผิดปกติ เสนาธิการไทยรวมทั้ง พล.อ. เปรมอ่านออกว่าเวียดนามกำลังจะตีเขมร

ตอนนั้น เฮง สัมริน และฮุนเซน แกนนำเขมรแดงที่ถูกการเมืองภายในเล่นงาน ถูกคำสั่งฆ่าของพลพต หนีไปเวียดนาม แล้วตกลงกับเวียดนามให้ยกทัพมาโค่นล้มพลพต

ถ้าเวียดนามเข้าไปกำจัดเขมรแดง ชาวโลกก็ไม่ว่าอะไร เพราะพลพตโหด ฆ่าคนเป็นล้าน ปัญหาคือประเทศไทยมีเส้นพรมแดนติดเขมรถึงแปดร้อยกิโลเมตร ถ้าเวียดนามบุก ชาวเขมรหลายแสนคนจะอพยพเข้ามาที่ชายแดนไทย หรือเข้าเขตไทย เวียดนามอาจฉวยโอกาสนี้เข้ามาเปลี่ยนไทยเป็นคอมมิวนิสต์

แล้วก็จริงตามนั้น วันคริสต์มาสปี พ.ศ. ๒๕๒๑ เวียดนามยกทัพเต็มอัตราศึกด้วยกำลังทหาร  ๑๕๐,๐๐๐ คน โค่นรัฐบาลเขมรแดงสำเร็จในสองอาทิตย์

เวียดนามใช้ เฮง สัมริน และฮุนเซนเป็นหมากรุกรานกัมพูชา โค่นรัฐบาลพลพต ตั้งรัฐบาลหุ่น People’s Republic of Kampuchea (PRK) เฮง สัมริน ขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการปฏิวัติประชาชนและผู้นำ ส่วนฮุนเซนดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และในเวลาต่อมาก็เขี่ย เฮง สัมริน แล้วก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

เขมรพลันแตกแยกเป็นสี่ก๊ก ก๊กที่หนึ่งคือรัฐบาลกัมพูชาของ เฮง สัมริน ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเวียดนาม ฐานอยู่ที่พนมกระวันและตะวันตกของพระตะบอง กำลังคนราวสี่หมื่นคน

ก๊กที่สองคือกลุ่มเขมรแดงของ พลพต และเขียว สัมพันธ์ มีกำลังราวสี่หมื่นคน ก๊กที่สามคือกลุ่มซอนซาน มีกำลังราวสี่พันคน ก๊กที่สี่คือกลุ่มสมเด็จนโรดม สีหนุ 

สามก๊กหลังรวมกันเรียกว่า Three United Resistance ต่อต้าน เฮง สัมริน และเป็นเป้าหมายการปราบปรามของเวียดนามกับ เฮง สัมริน 

ทัพเวียดนามและเขมร เฮง สัมริน กวาดล้างกลุ่มต่อต้าน ไล่ล่าเขมรแดงมาถึงชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วรุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย

ข่าวกรองบอกว่าเวียดนามเสนอความคิดแก่ พคท. ให้ยืมทหารเข้ายึด ๑๗ จังหวัดภาคอีสานของไทย แล้วประกาศเป็นรัฐใหม่

ค่ำวันที่ ๒๒ เดือนมิถุนายน ๒๕๒๓ กำลังเวียดนามและ เฮง สัมริน ยกกำลังสองกองร้อย โจมตีค่ายอพยพที่ชายแดนอรัญประเทศพร้อมกัน ตีค่ายอพยพบ้านหนองจาน บ้านโนนหมากมุ่น อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี และอีกหลายหมู่บ้าน

ฝ่ายไทยทราบเรื่อง กำลังฝ่ายไทยที่คุ้มครองหมู่บ้านโนนหมากมุ่นบุกไปชิงพื้นที่คืน แต่ถูกฝ่ายเวียดนามถล่ม เสียชีวิตหลายคน

ทัพไทยยึดบ้านโนนหมากมุ่นคืนได้ในเวลา ๑๕.๔๕ น. ข้าศึกตายหลายสิบคน ทหารไทยตาย ๑๒ นาย แต่สามารถผลักดันกำลังเวียดนามออกไปในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๓

ห้าวันต่อมาคือ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๒๓ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ พาคณะทูตานุทูตไปดูบริเวณชายแดนปราจีนบุรีและวัฒนานคร เห็นหมวกกะโล่และดาวแดง บอกว่าเป็นพวกเวียดนาม

ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถาม พล.อ. เปรมว่า “ทำไมทหารไทยรุกเข้าไปในเขตแดนเขมรถึงหกกิโลเมตร?”

พล.อ. เปรมตอบเรียบ ๆ ว่า “ไทยไม่เคยรุกล้ำใคร นอกจากเวียดนามจะรุกล้ำแผ่นดินไทย ก็เห็น ๆ อยู่แล้ว จะให้ทำอย่างไรถ้าไม่ต่อต้าน”

หน้าที่ทหารไทยคือปกป้องดินแดนไทย ใครแรงมา เราก็แรงไป ไม่ต้องพูดคำหวาน

วันหนึ่งในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ผู้นำไทยได้รับรายงานว่า เวียดนามบุกเนิน ๕๐๐ - ช่องบก หลังจากนั้นยุทธการช่องบกก็ดำเนินไปข้ามปี

เดือนมีนาคม ๒๕๓๐ การรบทวีความรุนแรงขึ้น จนเมื่อทหารไทยบุกประชิด มันก็กลายเป็นการรบแบบตะลุมบอน ใช้ดาบปลายปืน เลือดอาบแผ่นดินไทย

ไทยรบกับข้าศึกมาตลอด จนถึงจุดหนึ่ง ไทยก็ใช้กลยุทธ์ทำสงครามจรยุทธ์ ใช้กำลังทหารพรานกลุ่มเล็กออกล่าพวกเวียดนามในตอนกลางคืน ลอบเข้าไปในเขตฐานของเวียดนาม ฆ่าดักกงเงียบ ๆ ด้วยมีด แล้วหวนกลับมาฐานตอนสาง

ทหารพรานขุดคูเข้าหาฐานศัตรู เหมือนตัวตุ่นดำดินไปหาศัตรูเงียบ ๆ แทรกซึมเข้าไปในแนวข้าศึก ซุ่มโจมตี ตอดเล็กตอดน้อยให้พวกเวียดนามอ่อนกำลังลง ไม่สู้โดยไม่จำเป็น ขนอาวุธตามมา จนเข้าไปใกล้แทบลมหายใจรดต้นคอ สองฝ่ายเห็นหน้ากัน การรบแบบประชิดทำให้ฝ่ายข้าศึกไม่อาจใช้ปืนใหญ่ ขณะเดียวกันก็ชี้เป้าหมายให้แนวหลังกระหน่ำด้วยปืนใหญ่และเครื่องบินขับไล่จากกองบิน ๔ ตาคลี

การรบที่ช่องบกกินเวลานานตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๒๘ - ธันวาคม ๒๕๓๐ กองทัพไทยสูญเสียกำลังพล ๑๐๙ นาย บาดเจ็บ ๖๖๔ นาย

พ.ศ. ๒๕๓๒ เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาอย่างถาวร ปิดฉากการรบระหว่างไทยและเวียดนาม หลังจากเวียดนามคุกคามไทยมานานเกือบสิบปี

ประเทศไทยในยุคนั้นเป็นอีกห้วงเวลาหนึ่งที่หวุดหวิดเสียเมืองให้แก่ลัทธิคอมมิวนิสต์ เพราะกองทัพดำเนินนโยบายถูกจุด แผนการยุทธ์ถูกต้อง และทหารหาญพลีชีพเพื่อแผ่นดิน

ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา บทบาทของทหารบ่อยครั้งออกนอกลู่นอกทาง จนเกิดประโยคคำถาม “ทหารมีไว้ทำไม?” แต่เมื่อเกิดวิกฤติร้ายแรงระดับสิ้นชาติ ทหารก็มีไว้เป็นรั้วแรกที่ต้านทานอริราชศัตรูด้วยเลือด

ช่วงเวลานั้นถ้าไม่มีนายทหารเสนาธิการระดับมันสมอง เช่น พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ และนายทหารเสนาธิการอีกหลายคนที่มองการณ์ไกล วางแผนการยุทธ์อย่างรอบคอบ เดินหมากการเมืองระหว่างประเทศอย่างชาญฉลาด รักษาสมดุลระหว่างอำนาจจีนและสหรัฐฯอย่างลงตัว วันนี้ประเทศไทยอาจจะอยู่ใต้ฟ้าดาวแดง

หลายคนร้องเพลงชาติไทยได้ แต่ไม่รู้ความหมายของประโยค "เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่"

และไม่เคยรู้จักคำพูดนี้ของ พล.อ. เปรม “ไทยไม่เคยรุกล้ำใคร... ก็เห็น ๆ อยู่แล้ว จะให้ทำอย่างไรถ้าไม่ต่อต้าน”

หน้าที่คนไทยทุกคนคือปกป้องดินแดนไทย ใครแรงมา เราก็แรงไป ไม่ต้องพูดคำหวาน ไม่ต้องพูดมาก ไม่มีทางก้มหัวให้ผู้รุกราน

นี่ก็คือบทเรียนที่ผู้นำรุ่นหลังไม่เคยเรียนรู้จากนักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา

‘กิตติรัตน์’ ยก นายกฯอิ๊งค์ จิตใจดีหวังคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการเจรจา ผิดกับอดีตนายกฯเขมร และรองนายกฯไทย ที่หวังเพียงร่วม “ตีกิน”

‘กิตติรัตน์’ ยก นายกฯอิ๊งค์ จิตใจดีหวังคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการเจรจา ผิดกับอดีตนายกฯเขมร และรองนายกฯไทย ที่หวังเพียงร่วม “ตีกิน”

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดอบรมหลักสูตร “การประมงกับความมั่นคงของชาติ และไทยอาสาป้องกันชาติในทะเล” ประจำปีงบประมาณ 2568 ในพื้นที่จังหวัดระยอง

ระหว่างวันที่ 17 - 20 มิถุนายน 2568 ศูนย์ไทยอาสาป้องกันชาติในทะเลเขตทัพเรือภาคที่ 1 จัดการอบรมหลักสูตร “การประมงกับความมั่นคงของชาติ และไทยอาสาป้องกันชาติในทะเล” รุ่นที่ 129/361 ประจำปีงบประมาณ 2568 ให้แก่ประชาชนที่ประกอบอาชีพประมงและอาชีพต่อเนื่องจากการทำประมงในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยมีพิธีเปิดการอบรมเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 และพิธีปิดในวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ณ ศาลาการเปรียญ วัดพลา ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

พิธีเปิดการอบรมได้รับเกียรติจาก พลเรือตรี รังสรรค์ บัวเผือก รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ไทยอาสาป้องกันชาติในทะเลเขตทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานเปิดการอบรม ส่วนพิธีปิดการอบรมมี พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ / ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีปิด

การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 70 คน โดยเน้นให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เช่น
- ประวัติความเป็นมาและสิทธิประโยชน์ของไทยอาสาป้องกันชาติในทะเล
- การปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติและความเป็นพลเมืองดี
- ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือ การประมง และการสื่อสารทางวิทยุ
- การให้ข่าวสารทางทะเลที่เป็นประโยชน์ต่อราชการ
- สถานการณ์ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ
- การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล
- การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การทำ CPR และการใช้เครื่อง AED

การอบรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลุตามวัตถุประสงค์ของทางราชการในการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนในภาคการประมงให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลของกองทัพเรือในอนาคต

‘เพชรโกศล’ ทุบกำปั้นปินส์ ซิวแชมป์โลก IBF กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 50 ในประวัติศาสตร์มวยไทย

(19 มิ.ย. 68) การแข่งขันชิงแชมป์โลกมวยสากล IBF รุ่นจูเนียร์ฟลายเวท (108 ปอนด์) ที่ว่างลง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ณ สังเวียนโอตะ เยเนอรัล ยิมเนเซียม กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นการพบกันระหว่าง คริสเตียน อาราเนตา รองแชมป์โลกอันดับ 1 จากฟิลิปปินส์ กับ เพชรโกศล กรีนซึดะ นักชกไทยวัย 25 ปี ดีกรีแชมป์ OPBF

แม้เพชรโกศลจะโดนนับในยกที่ 3 จากหมัดสวนของอาราเนตา แต่จากยก 4 เป็นต้นไป นักชกไทยกลับมาเร่งเกม ใช้ความเร็วและการเข้าวงในอย่างชาญฉลาด ดักต่อยเข้าเป้าอย่างต่อเนื่อง ตลอด 12 ยก จนกรรมการให้คะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ 2-1 (115-112, 113-114, 116-111) คว้าเข็มขัดแชมป์โลกมาครองอย่างยิ่งใหญ่

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เพชรโกศล กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 50 ของไทย ในประวัติศาสตร์วงการมวยสากลอาชีพ และถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการปลุกกระแสศรัทธามวยไทยบนเวทีโลก หลังจากช่วงที่ผ่านมาไทยห่างหายจากการได้แชมป์โลกไปช่วงหนึ่ง

หลังชก เพชรโกศลเปิดใจว่า “ผมขอขอบคุณแฟนมวยชาวไทยทุกคนที่ส่งแรงใจมาถึงโตเกียว นี่คือความฝันที่เป็นจริง” พร้อมย้ำว่า จะตั้งใจป้องกันแชมป์และพัฒนาฝีมือต่อไป เพื่อเป็นตัวแทนของคนไทยในเวทีระดับโลกอย่างภาคภูมิใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top