Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

15 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ในหลวง ร.9 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง ‘สะพานพระราม 8’ ช่วยบรรเทาการจราจรจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

‘สะพานพระราม 8’ เกิดจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งที่เสด็จทรงเยี่ยมพระอาการประชวรของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นถึงปัญหาการจราจรของสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรุงเทพมหานครก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อบรรเทาการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า รองรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี และเป็นจุดเชื่อมต่อส่วนสุดท้ายของโครงข่ายจตุรทิศ ตะวันตก-ตะวันออก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ทั้งนี้ สะพานพระราม 8 จะช่วยเชื่อมการเดินทางระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีให้สะดวกสบายขึ้น ซึ่งจะช่วยระบายรถบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าได้ถึง 30% และบนสะพานกรุงธนอีก 20% และยังสามารถลดมลพิษทางอากาศบริเวณในเมือง โดยเริ่มเปิดให้ใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 เวลา 7:00 น. ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดสะพานพระราม 8 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กันยายน ปีเดียวกัน

>> สำหรับการออกแบบ
ความโดดเด่นสวยงามที่เกิดขึ้น ผสมผสานไปด้วยศิลปะแบบไทย จากแนวคิดในการสร้างเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร กรุงเทพมหานครจึงได้อัญเชิญ ‘พระราชลัญจกร’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ มาเป็นต้นแบบในการออกแบบทางสถาปัตยกรรม

ส่วนประกอบต่าง ๆ ของสะพานเน้นความโปร่งบาง เรียบง่าย และสวยงาม วัสดุที่ใช้ในโครงสร้างของสะพานเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เช่น ในส่วนสะพานเสาสูงรูปตัว Y คว่ำ เป็นเสาคอนกรีตเสริมเหล็ก ทำหน้าที่หิ้วส่วนโครงสร้างสำคัญอื่น ๆ ของสะพาน ซึ่งมองเห็นได้ในระยะไกล ๆ ได้ออกแบบโดยใช้เค้าโครงมโนภาพของเรือนแก้ว

บริเวณด้านล่างซึ่งเป็นฐานของเสาถูกพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ หรือสวนหลวงพระราม 8 ซึ่งมีก่อสร้างพระบรมรูปรัชกาลที่ 8 ที่ใหญ่กว่าขนาดพระองค์จริง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเปิดพระบรมรูปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จเรตำรวจแห่งชาติเตือนเข้มอย่าเป็นคนไทยขายชาติ โทษหนักจำคุก 41 ปี บัญชีม้า ล่าสุดสั่งตะครุบตัว 6 คนไทยถูกส่งตัวกลับ ตรวจสอบเกี่ยวข้องแก๊งคอลเซ็นเตอร์

(14 ก.ค. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบุคคลที่ทางการกัมพูชาส่งกลับประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยาน เป็นคนไทยจำนวน 6 คน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้แก่ นายภูวนัย , นางสาวสุวิมล ส่งตัวมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วน นางสาวปรียา , นางสาววัลลภา , นายจักรกฤษณ์ และ นายพรชัย ส่งตัวมายังท่าอากาศยานดอนเมือง ได้มอบหมายให้สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี , สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง , สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก , กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 , กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 , กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ควบคุมตัวทั้ง 6 คน สอบสวนปากคำ และตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีการกระทำความผิดจะเข้าสู่การดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย และขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เตือนเข้มอย่าเป็นคนไทยขายชาติที่ไปร่วมขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะการดำเนินคดีคนไทยที่ไปเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีความเด็ดขาดและได้รับโทษสูง เช่น กรณีแก๊งธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า คนไทย 6 ราย ศาลพิพากษาจำคุกสูงสุดถึง 119 ปี 234 เดือน ข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร ฉัอโกง , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบปรามการมีส่วนร่วมใบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการพ่อกเงิน และความผิดต่อพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยรายที่ 1 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 258 เดือน , รายที่ 2 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 243 เดือน , รายที่ 3 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 252 เดือน , รายที่ 4 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 249 เดือน , รายที่ 5 และ 6 (ธุระจัดหาฯ) จำคุกคนละ 119 ปี 234 เดือน (คงจำคุกคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา91(3)) พร้อมยึดทรัพย์สินรถยนต์ 4 คัน และของกลางอื่นๆ คืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหาย 39 ราย รวมมูลค่าเกือบ 6 ล้านบาท

เชียงใหม่-กองบิน 41  จัดพิธีประดับเครื่องหมายยศนายทหารชั้นสัญญาบัตรและนายทหารชั้นประทวน

(14 ก.ค.68) นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีประดับเครื่องหมายยศนายทหารชั้นสัญญาบัตร และนายทหารชั้นประทวนที่ได้รับการแต่งตั้งและเลื่อนชั้นยศสูงขึ้น โดยมีหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41 ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ หอประชุมเดชะตุงคะกองบิน 41
     
ในการนี้ มีนายทหารชั้นสัญญาบัตร และนายทหารชั้นประทวน ที่ได้รับการแต่งตั้งและเลื่อนชั้นยศสูงขึ้น จำนวนทั้งสิ้น 26 นาย เป็นว่าที่เรืออากาศเอก จำนวน 1 นาย ว่าที่เรืออากาศโท จำนวน 7 นาย เป็นพันจ่าอากาศตรี จำนวน 14 นาย เป็นพันจ่าอากาศตรีหญิง จำนวน 1 นาย เป็นจ่าอากาศเอก จำนวน 2 นาย และเป็นจ่าอากาศโท  จำนวน 1 นาย

(สุรินทร์) มทบ.25 เยี่ยมน้องทหารใหม่ 1/68 และครอบครัว สร้างขวัญกำลังใจ และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามนโยบายของกองทัพบก

(14 ก.ค. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมคณะ, มี พันเอก พรพิเชษฐ์  เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ,จิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน, ได้เดินทางเพื่อเข้าเยี่ยมน้องทหารใหม่ 1/68 คือ พลฯณธนกฤต โพธิ์เงิน พร้อมครอบครัว ซึ่งมีฐานะยากจนและมารดาป่วยเป็นโรคไต ณ บ้านเลขที่ 170 บ้านศาลา หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านชบ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยเบื้องต้นได้มอบสิ่งอุปโภค-บริโภค ให้กับน้องทหารใหม่และครอบครัว ทั้งนี้ พัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 ได้มีโครงการ ซ่อม/สร้าง บ้านให้กับทหารกองประจำการ โดย มณฑลทหารบกที่ 25 ได้สำรวจตรวจสอบและวางแผนที่จะปรับปรุงบ้านของ พลฯณธนกฤต โพธิ์เงิน ให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อช่วยเหลือและตอบแทนในความเสียสละในการเข้ามารับใช้ประเทศชาติ และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของน้องทหารใหม่ ตามนโยบายของกองทัพบก

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดพิธีมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ กองทัพบก

(14 ก.ค. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 และคุณสายธาร  กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ มี พันเอก พรพิเชษฐ์  เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ร่วมมอบ เครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัว ตามที่กองทัพบกได้มีนโยบายให้มีการมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ รายละ 3,000 บาท ซึ่งมณฑลทหารบกที่ 25 มีกำลังพลได้รับเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ งวดที่ 19 จำนวน 8 ราย เป็นเงิน 24,000 บาท ซึ่งมีบุพการีที่ทุพพลภาพ จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1.พันเอก สมปอง เปี่ยมศิริกุล บุพการีของ สิบเอกหญิง ปิยะนาถ เปี่ยมศิริกุล 2.นางปัด กระแสโสม บุพการีของ พันตรี สมชาย กระแสโสม 3.นางบุญนาค มะลิลา บุพการีของ ร้อยเอก เทวา มะลิลา 4.นางจงกรณ์ พรายแก้ว บุพการีของ จ่าสิบเอกหญิง อรอนงค์ พรายแก้ว 5.นางวิไล สุกใส บุพการีของ ร้อยตรี ชาญณรงค์ สุกใส 6.นายเปี่ยง พาชื่น บุพการีของ ร้อยเอก ประนอม พาชื่น 7.นางเรณ เงินดี บุพการีของ สิบโท สมคิด เงินดี 8.นายมูล สุทธิสุวรรณ บุพการรีของ สิบตรี นกน้อย สุทธิสุวรรณ  โดยมี พันเอก รณชัย ศรีชนะ หัวหน้ากองกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า ข่าว/ภาพ

‘ฮุน มาเนต’ ยื่น 3 เงื่อนไขให้ไทยพิจารณา ยันพร้อมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา หากบรรลุข้อตกลง

‘ฮุน มาเนต’ นายกฯ กัมพูชา ยืนยันพร้อมเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา หากบรรลุ 3 เงื่อนไข 

(14 ก.ค. 68) พลเอก ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันว่าจะเปิดจุดผ่อนปรนชายแดน ไทย-กัมพูชา อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อบรรลุเงื่อนไข 3 ประการ

1.ไทยต้องประกาศเปิดด่านชายแดนโดยฝ่ายเดียวอีกครั้ง และยืนยันว่าจะไม่ปิดด่านฝ่ายเดียวอีก
2.ต้องเปิดจุดผ่านแดนทุกด่านโดยไม่มีเงื่อนไข
3.ควรกำหนดเวลาเปิดด่าน เหมือนช่วงก่อนวันที่ 7 มิถุนายน คือ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น.

นอกจากนี้ยังยืนยันว่า กัมพูชาไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนหรือสร้างผลกระทบให้กับการค้าขายของทั้ง 2 ประเทศ แต่จะไม่ยอมรับการที่ไทยขอเปิดด่านบางด่านแล้วปิดด่านบางด่านเองอีก

ขณะเดียวกัน ‘ฮุน มานี’ รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา กล่าวหาว่า ไทยเจตนาแสดงการกระทำยั่วยุที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงอยากให้ประชาคมโลกจับตาดูพฤติกรรมของฝ่ายไทย และตัดสินเองว่าเป็นการแสดงเจตนายั่วยุจริงหรือไม่ และขอให้ชาวกัมพูชาทุกคน อดทนต่อการยั่วยุของไทยในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยต้าเหลียน ‘ไล่ออก’ นักศึกษาสาวนอกใจแฟน แอบแซ่บนักกีฬาอีสปอร์ตยูเครน ที่แต่งงานมีลูกแล้ว

(14 ก.ค. 68) มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคต้าเหลียน (Dalian Polytechnic University) ของจีน ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ประกาศไล่นักศึกษาหญิงวัย 21 ปี นามสกุล “หลี่” พ้นสภาพนักศึกษา ฐานประพฤติตัวไม่เหมาะสม จากกรณีมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับนักกีฬาอีสปอร์ตชาวยูเครน ที่เดินทางมาแข่งขันในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนธันวาคม 2567

มีการเปิดเผยว่าชายคนดังกล่าวคือ ดานิโล เทสเลนโก (Danylo Teslenko) หรือ Zeus นักแข่งเกม Counter-Strike ชื่อดัง วัย 37 ปี ซึ่งแต่งงานแล้วและมีลูก โดยเจ้าตัวเดินทางมาร่วมแข่งเกม CS2 รอบชิงชนะเลิศ ในรายการ Perfect World Shanghai Major 2024 และมีรายงานว่าเขาได้ใช้เวลาอยู่กับ ‘หลี่’ ซึ่งก็มีแฟนอยู่แล้ว แต่มามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันในโรงแรมเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม โดยมีภาพถ่ายและวิดีโอในเชิงล่อแหลมหลุดออกมาจากโซเชียลจีน

ภาพหลุดออกมากลายเป็นไวรัล ชาวเน็ตจีนช่วยกันสืบจนทราบว่าหลี่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในต้าเหลียน แรงกดดันในโลกออนไลน์ทำให้มหาวิทยาลัยตัดสินใจไล่เธอออก โดยระบุว่า “การกระทำที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวได้สร้างผลกระทบในทางลบต่อชื่อเสียงของสถาบันอย่างรุนแรง”

ในแถลงการณ์เป็นทางการ มหาวิทยาลัยอ้างอิง “ข้อบังคับกระทรวงศึกษาธิการจีน” และ “ระเบียบวินัยภายใน” ในการพิจารณาโทษขั้นสูงสุด ซึ่งแม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ทางมหาวิทยาลัยยังสามารถสั่งลงโทษได้ 

กรณีดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์ในจีน หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงสิทธิความเป็นส่วนตัว และความเท่าเทียมทางเพศ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่า นักศึกษาควรยึดถือคุณธรรมและไม่ทำให้สถาบันเสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นในหรือนอกมหาวิทยาลัยก็ตาม

‘ดร.เลอพงษ์’ ชวนร่วมอัปเดตสงครามอิหร่าน-อิสราเอล พบกันพุธที่ 16 ก.ค. นี้ ณ สามศิลป์คาเฟ่ หาดใหญ่

(14 ก.ค. 68) ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน ชวนร่วมอัปเดตสถานการณ์สงครามอิหร่าน-อิสราเอล  ในวันพุธที่ 16 กรกฎาคม นี้ ณ สามศิลป์คาเฟ่ หาดใหญ่ เริ่ม 14:00 น. เป็นต้นไป

ปธน.บราซิลลั่น!! ไม่ใช่ลูกน้องอเมริกา ประกาศพร้อมขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ 50%

(14 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ของบราซิล ประกาศจุดยืนแข็งกร้าว หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลสูงถึง 50% ตั้งแต่ 1 สิงหาคมนี้ โดย ‘ลูลา’ โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “บราซิลเป็นประเทศอธิปไตย มีสถาบันเป็นอิสระ และจะไม่ยอมอยู่ใต้การชี้นำของใคร” พร้อมประกาศเตรียม “ตอบโต้ทันที” หากสหรัฐฯ ดำเนินการจริง

ชนวนเหตุของคำขู่จากทรัมป์มาจากการที่อดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร กำลังถูกดำเนินคดีข้อหาพยายามก่อรัฐประหารหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งปี 2022 ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็น “การล่าแม่มด” และยกย่องโบลโซนาโรว่าเป็น “ผู้นำที่ได้รับการเคารพจากทั่วโลก” นอกจากนี้ เขายังพาดพิงถึงคำสั่งศาลของบราซิลที่บังคับใช้กับโซเชียลมีเดียในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Truth Social แพลตฟอร์มที่ทรัมป์เป็นเจ้าของ

ประธานาธิบดีของบราซิลไม่เพียงแค่โต้กลับด้วยมาตรการภาษี แต่ยังโต้แย้งข้อมูลการค้าของทรัมป์ โดยระบุว่าข้ออ้างเรื่อง “ขาดดุลการค้า” ไม่เป็นความจริง ข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯ เองแสดงให้เห็นว่าอเมริกามีดุลการค้าสินค้ากับบราซิลอยู่ที่ 7.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 สินค้าหลักที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังบราซิล ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องบิน และพลังงาน ขณะที่สินค้าจากบราซิลที่เข้าสหรัฐฯ คือ แร่ เหล็ก และกาแฟ

นอกจากบราซิลแล้ว ทรัมป์ยังส่งจดหมายเตือนไปยังอีก 22 ประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และศรีลังกา ว่าอาจถูกขึ้นภาษีเช่นกัน แต่จดหมายที่ส่งถึงบราซิลแตกต่าง เพราะมีเนื้อหาทางการเมืองชัดเจน นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์อาจสร้างผลย้อนกลับ ทำให้ลูลาได้คะแนนนิยมภายในประเทศเพิ่มขึ้น หากสามารถตอบโต้ได้อย่างเด็ดขาด

กำแพงภาษี 36% ของ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บจากไทย บททดสอบความ “ศิโรราบ” ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ

(14 ก.ค. 68) แม้ว่าไทยจะมีท่าทีเป็นมิตรกับสหรัฐฯ มาตลอด ทั้งในแง่ความร่วมมือทางการทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ แต่ “กำแพงภาษี” 36% ที่ฝ่ายทรัมป์ประกาศใช้กับสินค้าบางประเภทจากไทย กลับเป็นสัญญาณชัดว่า มิตรภาพในโลกการค้าสมัยใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ “ความสัมพันธ์อันดี” แต่เป็นเรื่องของ “อำนาจต่อรอง” ล้วน ๆ

กำแพงภาษี ไม่ใช่แค่กำแพงเศรษฐกิจ — แต่คือกำแพงวัดระดับการก้มศีรษะ
ทรัมป์ในฐานะผู้นำสายชาตินิยมมองว่า “กำแพงภาษี” คือเครื่องมือเจรจา ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ แต่เพื่อดูว่าแต่ละชาติ “จะยอมมากแค่ไหน” ยอมโค้ง ยอมก้ม หรือถึงขั้นยอมกราบเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษบางอย่างกลับคืนมา

ในแง่นี้ ไทยอาจถูกมองว่า “ยังไม่ก้มพอ” ไม่เปิดประเทศให้สหรัฐเข้ามาวางฐานทัพ ไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในเกมยุทธศาสตร์ของอเมริกากับจีนแบบชัดเจน กำแพงภาษีจึงยังตั้งตระหง่านอยู่

คำถามคือ: ไทยควรยอมก้มมากแค่ไหน... เพื่อส่วนลดทางภาษี?
หากเรายอมเปิดประตูให้สหรัฐเข้ามาอย่างเต็มที่ ยอมวางบทบาทเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ยอมเข้าเป็นเบี้ยในเกมภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐอาจลดภาษีให้ก็จริง... แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือ “อธิปไตย” และ “ความเป็นกลาง” ที่เราเคยพยายามรักษาไว้ เรื่องนี้เหมาะสมหรือไม่?

หรือไทยควรมองหาทางเลือกอื่น?
การหาตลาดทดแทน เช่น จีน อินเดีย หรือกลุ่มตะวันออกกลาง อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ หากไทยวางแผนเชิงรุก พัฒนาอุตสาหกรรมภายใน ยกระดับมาตรฐานสินค้า และสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ๆ การพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงผู้เดียวอาจไม่ใช่คำตอบในยุคโลกหลายขั้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top