Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘สมศักดิ์’ เรียกกระทรวงสาธารณสุข ประชุม PHEOC ด่วน รับมือน้ำท่วมน่านและเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พร้อมส่งทีม MCATT ช่วยเหลือ

(24 ก.ค. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดประชุมวิชาการพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านสังคม ประจำปี 2568 โดยเน้นความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขและการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญ

ภายหลังพิธีเปิด นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมรับมือพายุวิภา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น จ.น่าน ซึ่งมีโรงพยาบาลและ รพ.สต. ได้รับผลกระทบหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ แต่หากสถานการณ์แย่ลง ก็พร้อมอพยพผู้ป่วยทันที 

ขณะที่ประเด็นเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายสมศักดิ์เผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ.พนมดงรัก และ รพ.กาบเชิง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมกว่า 90 ราย เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ สสจ.สุรินทร์ ได้ประกาศยกระดับภาวะฉุกเฉินเป็นระดับ 2 พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ได้มีการเรียกประชุมศูนย์ PHEOC ที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อกำหนดแผนรับมือทั้งน้ำท่วมและเหตุปะทะ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งทีม MCATT (ทีมดูแลสุขภาพจิตในภาวะวิกฤติ) เข้าให้บริการด้านจิตวิทยาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาแบบ Walk-in และออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเครียดและความตื่นตระหนกของประชาชน และได้สั่งให้สำรองยาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพอ รวมถึงดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “เท่าเทียม สุขภาพ เสมอภาค” มีการอภิปรายหลากหลายหัวข้อที่ครอบคลุมประเด็นสาธารณสุขสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว, การพัฒนาระบบข้อมูล และมิติด้านกฎหมาย รวมถึงมีการมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศต่อไป

บราซิลร่วมแอฟริกาใต้ ฟ้อง!! อิสราเอล ฐาน ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ชาวปาเลสไตน์ในกาซา

(24 ก.ค. 68) รัฐบาลบราซิลเตรียมยื่นเอกสารเข้าร่วมคดีของแอฟริกาใต้ ที่กล่าวหาอิสราเอลละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 จากปฏิบัติการทหารในฉนวนกาซา ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กำลังพิจารณาอยู่ โดยบราซิลระบุว่าอิสราเอลใช้อาวุธโจมตีโรงเรียน โรงพยาบาล และค่ายพักพิง ซึ่งทำให้พลเรือนจำนวนมากเสียชีวิต

นอกจากนี้ บราซิลยังกล่าวหาว่าอิสราเอลละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การผนวกดินแดนโดยใช้กำลัง และแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อความรุนแรงที่ชาวปาเลสไตน์ประสบ ขณะที่อิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจโจมตีพลเรือน แต่ต้องการทำลายกลุ่มฮามาสเท่านั้น

คำแถลงของบราซิลทำให้สถานทูตอิสราเอลในบราซิลออกมาวิจารณ์ว่า เป็นถ้อยคำรุนแรงและมองข้ามบทบาทของฮามาสในกาซา ด้านสมาคมชาวยิวในบราซิล (CONIB) ก็ออกมาแสดงความผิดหวัง พร้อมระบุว่าเป็นการตัดสัมพันธ์มิตรภาพที่ยาวนานระหว่างบราซิลกับอิสราเอล

การตัดสินใจของรัฐบาลลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิสราเอล โดยล่าสุดรัฐบาลทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลถึง 50% อย่างไรก็ตาม นักการทูตบราซิลยืนกรานว่าการเข้าร่วมคดีนี้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์กับวอชิงตัน

เพชรบูรณ์ แถลงจัดงานอุ้มพระดำน้ำ 2568 สมพระเกียรติ สืบสานตำนานศรัทธาองค์พระพุทธมหาธรรมราชา                

     

เมื่อวานนี้ (23 ก.ค.68) เวลา 18.00 น. ณ วัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 โดยมี ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

ในโอกาสนี้ ได้มีพิธีเสี่ยงทาย “โขนหัวเรือ” สำหรับใช้ในการอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งในปีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้เสี่ยงทาย ผลการเสี่ยงทายปรากฏว่า “กุญชรวารี” ได้รับเลือกให้เป็นโขนหัวเรือประจำปี 2568

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

วันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 18.00 น. พิธีรำถวายองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชบุระ โดยมีผู้เข้าร่วมรำถวายจำนวน 2,568 คน

วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 09.09 น. พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดไตรภูมิ และเวลา 18.00 น. พิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมือง โดยมีเวทีแสดงและพิธีเปิดงานหลักที่บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง และหน้าสวนสาธารณะเพชบุระ

วันที่ 22 กันยายน 2568 (ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10) เวลา 10.09 น. พิธีแห่องค์พระพุทธมหาธรรมราชาทางน้ำ จากท่าน้ำวัดไตรภูมิ ไปประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร

วันที่ 23–24 กันยายน 2568 การแข่งขันพายเรือทวนน้ำหนึ่งเดียวในโลก ประเภทเรือสั้นและเรือยาว ณ ท่าน้ำวัดไตรภูมิ

วันที่ 23–26 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น. การแสดงแสงเสียง “ตำนานอุ้มพระดำน้ำ” ณ เวทีกลาง บริเวณหน้าห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 17–26 กันยายน 2568 มีงานมหกรรมอาหารสะอาดรสชาติอร่อย คาราวานสินค้า OTOP กิจกรรมทางวิชาการสำหรับเยาวชน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และมหรสพทุกค่ำคืน ณ บริเวณโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

การจัดงานในปีนี้ให้ความสำคัญกับ “วัดไตรภูมิ” ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีอุ้มพระดำน้ำ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสักการะและปิดทององค์พระอย่างใกล้ชิด

สำหรับคณะผู้ร่วมประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำในปีนี้ ประกอบด้วย

เจ้าเมือง : นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายเวียง : พลตรีฐาวิรัตน์ ยังน้อย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36

ฝ่ายวัง : นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายคลัง : ว่าที่ร้อยตรีเสกสรร ปานถม ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองเพชรบูรณ์

ฝ่ายนา : ร้อยตำรวจตรีสุขสัณห์ ภิชัย นายกสมาคมเครือข่ายนักสื่อสารชุมชน

เทวดา : นายวัฒโนทัย นาชัยเวียง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 และนายยุพราช เขียวประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบูรณ์

ผู้ลั่นฆ้อง : นายทองจันทร์ ประทุมโฉม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำเสี่ยงทาย : นายธีระชัย มังกรทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำอธิษฐาน : นายไชยยงค์ ไชยปัน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์

จังหวัดเพชรบูรณ์ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสืบสานศรัทธาและสัมผัสบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ พร้อมร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 อย่างพร้อมเพรียง

A Tribute to Ozzy Osbourne (Part I) จากเด็กยากจนขายแรงงานสู่พระเจ้าแห่ง Heavy Metal

(24 ก.ค. 68) Ozzy Osbourne ตำนานแห่งตำนานผู้บุกเบิกวงการเพลงเฮฟวีเมทัลและฟรอนต์แมนคนสำคัญของวง Black Sabbath ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 76 ปี เมื่อวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2568 ตามเวลาในประเทศอังกฤษโดยครอบครัวเป็นผู้ยืนยันข่าวนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเขา โดยส่วนหนึ่งของข้อความที่ส่งถึงแฟนๆและคนที่รัก Ozzy ทั่วโลกเขียนว่า “เป็นเรื่องเศร้าใจจนเกินจะอธิบายและกล่าวออกมาเป็นคำพูดว่า Ozzy Osbourne ผู้เป็นที่รักของเราจากได้ไปแล้วในช่วงเช้าของวันนี้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขาได้อยู่ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวและรายล้อมไปด้วยความรัก เราก็อยากจะขอให้ทุกคนเคารพช่วงเวลาอันเป็นส่วนตัวของครอบครัวเราในเวลานี้ด้วยเช่นกัน” 

Ozzy Osbourne คือใคร และมีความสำคัญต่อวงการดนตรีของโลกโดยเฉพาะสายร็อกแอนด์โรลล์และเฮฟวี่เมทัลขนาดไหน แฟนๆพันธุ์แท้ของเขาคงรู้กันดี แต่สำหรับคนที่ไม่เคยฟังเพลงของไอคอนและตำนานผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างดนตรีเฮฟวี่เมทัลให้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ใดๆdigest ขอนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับศิลปินผู้เป็นเสาหลักสำคัญท่านหนึ่งของวงการดนตรีโลกเพื่อเป็นการ tribute และแสดงความคารวะต่อผลงานและมรดกที่ Ozzyฝากไว้ให้กับโลกกันครับ 

เด็กชายผู้ขายแรงงานและจุดกำเนิดของ Black Sabbath วงดนตรีที่สร้างเฮฟวี่เมทัลให้แก่โลก

จอห์น ไมเคิล ออสบอร์น (John Michael Osbourne) เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1948 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในย่านแอสตัน ไม่ไกลจากสนามวิลล่า พาร์คของสโมสร Aston Villa ที่เขาและเพื่อนร่วมวงเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ตราบจนวาระสุดท้าย เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นแรงงานขนานแท้ พ่อแม่ทำงานในโรงงานด้วยค่าแรงขั้นต่ำ มีพี่น้องรวมกันหกคน และต้องลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปีเพื่อช่วยเหลือครอบครัวด้วยการทำงานในโรงงานเช่นเดียวกัน ในเวลานั้น แอสตันถือเป็นย่านอุตสาหกรรมยากจนของ Birmingham ในช่วงหลังสงครามโลกหมาดๆ ที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจากโรงงาน และเด็กๆถูกหล่อหลอมให้โตมาเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากจะเกิดและเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ห่วยแตกแล้ว ในวัยเด็กเขายังต้องเผชิญกับโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือ ภาวะบกพร่องทางการอ่านและการเขียน รวมกับภาวะสมาธิสั้น ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการสื่อสาร เขาจึงมักถูกกลั่นแกล้งที่อยู่เป็นประจำ รวมถึงเพื่อน ๆ มักจะเรียกเขาว่า ‘ไอ้หมูออซซี’ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อที่เราคุ้นเคยกันจนถึงทุกวันนี้รวมถึงทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือเขาต้องเห็นพ่อกับแม่ของตัวเองทะเลาะบ่อยครั้ง บางครั้งก็ลามไปถึงการใช้ความกำลังและความรุนแรง กระทั่งออซซีในวัย 14 ปี จึงตัดสินใจที่จะแขวนคอตัวเองให้ความเฮงซวยในชีวิตทุกอย่างมันจบลงเพียงแค่นี้ แต่โชคดีที่พ่อของเขาเข้ามาเห็นก่อน จึงรีบเข้าไปห้ามด้วยการทุบตีออซซีอย่างหนัก 

วันหนึ่งที่เขาได้ยินเพลง ‘She Loves You’ ของ ‘The Beatles’ ที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์บวกกับกระแสความนิยมของ The Beatlesในช่วงนั้นได้จุดประกายความฝันของออซซีขึ้นมา และเขาได้สัญญากับตัวเองว่าเขาจะต้องมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่แบบ The Beatlesให้ได้ เพลงของสี่เต่าทองได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตอันน่าเบื่อของออซซีให้มีความหวัง เมื่อเขาอายุได้ 15 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนและหันไปทำงานเพื่อหาเงิน ทั้งทำงานในโรงงาน เป็นช่างประปา และทำกระทั่งเป็นมือเชือดในโรงฆ่าสัตว์ แต่ด้วยรายได้ที่ไม่มากพอหรือความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านออซซี จึงหันไปลักขโมยของ

และสุดท้ายก็ถูกจับได้ในข้อหาลักขโมย และต้องอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยไม่มีใครมาประกันตัว เพราะพ่อของเขาต้องการให้ออซซีได้รับบทเรียนและหลาบจำ แต่ออซซีก็ยังคงมีช่วงเวลาที่เข้าๆออกๆเรือนจำซึ่งก็เป็นช่วงนี้เองที่ออซซีได้สักรอยสักคำว่า O Z ZY อันโด่งดัง(ในเวลาต่อมา)ไว้บนนิ้วมือของเขา วันหนึ่ง เพื่อนของออซซีได้ชวนให้เขาเข้ามาร่วมเล่นในวงดนตรี นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้ามาคลุกคลีกับดนตรีอย่างจริงจัง แต่ระยะเวลาผ่านไปไม่นานเขาก็ถูกให้ออกจากวง เพราะพฤติกรรมเกเรและดื้อรั้น ทำให้ออซซีตระเวนออดิชั่น และเข้าๆออกๆวงดนตรีอื่น ๆเป็นระยะ กระทั่งในปี 1967 เขาได้พบกับ ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (Geezer Butler) จึงได้ชักชวนกันก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมา ที่มีชื่อว่า ‘Rare Breed’ แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ต่อมาก็ได้ชักชวนเพื่อนในสมัยเรียนอย่าง ‘โทนี ไอออมมี’ (Tony Iommi) มาร่วมวง โดยใช้ชื่อว่า ‘The Polka Tulk Blues Company’ เรียกสั้น ๆ ว่า ‘Polka Tulk’ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อวงว่า ‘Earth’ ในภายหลัง 

และจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งที่วง Earth ของจะต้องขึ้นแสดง แต่กลับพบว่ามีวงอื่นที่มีชื่อวงที่ซ้ำกับวงของพวกเขาและเป็นวงที่ตั้งมาก่อน ดังนั้นพวกจึงพยายามหาชื่ออื่นมาใช้เพื่อให้ทันก่อนขึ้นแสดง จนมีสมาชิกในวงได้เสนอชื่อหนังสยองขวัญเรื่องหนึ่งขึ้นมา และทุกคนเห็นด้วยจนตัดสินใจเอามาใช้ในที่สุด และนั่นคือจุดกำเนิดของวงดนตรีที่จะสั่นสะเทือนวงการดนตรีและปักหมุดหมายแห่งเฮฟวี่เมทัลลงอย่างมั่นคงในเวลาต่อมาในชท่อ ‘Black Sabbath’

โดยมีสมาชิกของวงประกอบไปด้วย ‘ออซซี ออสบอร์น’ (ร้องนำ), ‘โทนี ไอออมมี’ (กีตาร์), ‘บิล วอร์ด’ (กลอง) ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (เบส),  การถือกำเนิดของ Black Sabbath กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สร้างแรงกระแทกให้ดนตรีร็อกในยุคนั้นอย่างรุนแรง ด้วยเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงวิญญาณอันมืดดำ ซาตาน และภูติผี บวกกับเสียงดนตรีที่วังเวง มืดหม่นและโหยหวนราวกับกำลังละเลียดสัมผัสหนังสยองขวัญผ่านดนตรี และจุดไคลแมกซ์ก็คือเสียงร้องแหบพร่าโหนสูงของออซซีในสำเนียงอังกฤษเบอร์มิงแฮม สอดประสานไปกับสำเนียงกีต้าร์ที่หนักแน่น ทรงพลังของโทนี ไอออมมี ซึ่งวางอยู่บนไลน์เบสและจังหวะกลองที่สอดประสานที่สร้างใหเพลงทรงพลังอย่างน่าประหลาดแต่ลงตัว หลังจากที่วงก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน ในปี 1970 พวกเขาก็ได้ปล่อยอัลบั้มแรกออกมา ในชื่อ ‘Black Sabbath’ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิญญาณมนต์ดำ ด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่ ฉีกแนวจากวงร็อกในยุคนั้นโดยสิ้นเชิง ทำให้วงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังกลายเป็นหนึ่งในวงร็อกที่น่าจับตามองจากฝั่งอังกฤษ  นักวิจารณ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นกล่าวไว้ว่า Black Sabbath ได้นำซาวด์กีตาร์อันหนักหน่วง ทะลุทะลวง และเนื้อหาที่ดำดิ่งสู่ด้านมืดของสังคม สงคราม และจิตใจมนุษย์ มาผนวกรวมกับเสียงร้องโหยหวนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ozzy Osbourne  และกลายเป็นพิมพ์เขียวของดนตรีเฮฟวีเมทัลนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 7 เดือนต่อมา วงได้ตอกย้ำความสำเร็จด้วยอัลบั้มลำดับที่สอง อย่าง ‘Paranoid’ ที่มีเพลงฮิตอย่าง Paranoid ที่ต่อมาแฟนๆหลายล้านคนให้การยอมรับว่าเป็นดั่งเพลงชาติของชาวเฮฟวี่เมทัล, War Pigs, และ Iron Man จนทำให้ชื่อเสียงของวงโด่งดังจนฉุดไม่อยู่ และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนกระทั่งในปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 33 ล้านชุดทั่วโลก

สูงสุดคืนสู่สามัญ ตกต่ำด้วยพฤติกรรมตัวเองและการคืนชีพในเส้นทางดนตรีอย่างองอาจ

เมื่อ Black Sabbath กลายเป็นวงที่อยู่บนจุดสูงสุดของดนตรีร็อคและกลายเป็นวงที่สร้างแนวเพลง Metal เป็นครั้งแรกของโลก ครอบครัวของ Ozzy ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “มันเหมือนถูกล็อตเตอรี่” เขาเล่าในเวลาต่อมา “ทุกคนในบ้านเริ่มมองผมเป็นตู้ ATM” ความสำเร็จไม่ได้เปลี่ยนออซซีให้เป็นคนใหม่ แต่กลับถีบให้เขาดิ่งลงสู่จุดที่อันตรายกว่าเดิม ทั้งเหล้า ยาเสพย์ติด ทำร้ายคนที่เขารัก และเกือบทำลายตัวเอง

เขายอมรับว่าเคยทุบตีภรรยาคนแรก เพราะ “คิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ชายควรทำ เพราะพ่อของผมก็ทำแบบนั้น” ซึ่งในภายหลังเขายอมรับผิดและเรียกมันว่า “ความโง่เขลาที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต” Black Sabbath ยังคงปล่อยผลงานเพลงและอัลบั้มออกมาอยู่เรื่อย ๆ แบบปีต่อปี รวมทั้งยังกวาดรางวัลมาอย่างมากมาย อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่อีโก้และความขัดแย้งในวงที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ออซซีเริ่มใช้ชีวิตเสเพล ไร้ความรับผิดชอบ เงินที่หามาได้ก็เอาไปถลุงกับอบายมุขเสียทั้งหมด นานวันเข้า สมาชิกในวงที่เริ่มเอือมระอากับพฤติกรรมของออซซีที่ไม่เอาไหนก็ได้ไล่เขาออกจากวงในที่สุดในเดือนเมษายน ปี 1979  ทำให้จากการเป็นฟร้อนท์แมนของวงร็อคระดับโลกที่ขึ้นโชว์ต่อหน้าคนนับหมื่นเป็นประจำ ออซซีกลับถูกถีบตกสวรรค์ลงมาเป็นคนเร่ร่อนไร้หางเสือในทันที แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ ด้วยความช่วยเหลือของลูกสาวอดีตผู้จัดการวง Black Sabbath ชื่อ Sharon Arden ที่ต่อมาได้กลายเป็น Sharon Osbourne ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากผู้อยู่เคียงข้างออซซีจนลมหายใจสุดท้าย ทั้งสองออกเดทและตัดสินใจแต่งงานกันในปี 1982 จากนั้นชารอนก็ทำหน้าที่เป็นคนดูแลและเป็นผู้จัดการของออซซีตลอดมานับแต่นั้น

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมสนับสนุนส่วนหน้า กำชับการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง บูรณาการทุกภาคส่วนรักษาอธิปไตยไทย

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค3 , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เตรียมความพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง อย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านความมั่นคงภายใต้สถานการณ์ภัยคุกคามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำชับตามแผนปฏิบัติการ “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการอพยพประชาชน” ยกระดับการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ (แผนกรกฎ/๖๗) โดยมุ่งหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญด้านอำนาจหน้าที่ของตำรวจตามแผนดังกล่าว ดังนี้

1. ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน : ตำรวจมีหน้าที่หลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งในเขตต้นทาง เส้นทาง และปลายทางของการอพยพประชาชน โดยจะดำเนินการจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และสายตรวจเฝ้าระวังตลอดแนวเส้นทาง ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในจุดยุทธศาสตร์ รวมถึงการสนับสนุนกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นในการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม

2. ด้านการอพยพประชาชนและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง : ตำรวจรับผิดชอบในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางอพยพ การควบคุมการเคลื่อนย้ายให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ ปลอดภัย และรวดเร็ว รวมถึงการจัดกำลังเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก นักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ตลอดกระบวนการอพยพ ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยในศูนย์พักพิงและจุดรวมพล

3. ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์และการสืบสวนหาข่าว : ตำรวจมีหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์เชิงรุกร่วมกับหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคง ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อประเมินแนวโน้มภัยคุกคาม และระบุพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งดำเนินการสืบสวนหาข่าวเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคล หรือกิจกรรมที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของพื้นที่ ประสานความร่วมมือกับกองทัพบก , สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ , กระทรวงการต่างประเทศ และทุกฝ่าย

4. ด้านการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแผน : เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเตรียมกำลังพลและทรัพยากรให้พร้อม ทั้งด้านอุปกรณ์การสื่อสาร ยานพาหนะ เครื่องมือช่วยชีวิต และระบบสื่อสารฉุกเฉิน รวมถึงดำเนินการฝึกซ้อมแผนในรูปแบบ Table Top Exercise (TTX) และ Field Simulation Exercise เพื่อทดสอบความพร้อมและสร้างความเข้าใจร่วมกับภาคีเครือข่าย 

5. ด้านการสื่อสารสาธารณะและการประชาสัมพันธ์ : ตำรวจมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนในพื้นที่ โดยใช้ช่องทางที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น เช่น หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ และการลงพื้นที่พบประชาชนผ่านกิจกรรม “Stop Walk Talk” เพื่อชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของภาครัฐ โดยขอความร่วมมือในการไม่เผยแพร่ภาพที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

6. ด้านการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน : ในการควบคุมสถานการณ์ ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และความได้สัดส่วนของการใช้อำนาจรัฐ ห้ามเลือกปฏิบัติหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกการควบคุมตัวหรือการตรวจค้นอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ การสอบสวนภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและบทสรุปของสถานการณ์

7. ด้านการประสานงานและบูรณาการความร่วมมือ : ตำรวจต้องทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ และศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็วในทุกสถานการณ์

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังนี้ และการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด จะสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของตำรวจในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงที่ต้องมีขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อม รับมือ และฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างครอบคลุม โดยการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจภายใต้แผนนี้เน้นความเป็นมืออาชีพ ความสอดคล้องกับภารกิจ อำนาจและความชัดเจนของหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย และการปฏิบัติที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญยิ่งในบริบทชายแดนที่มีความอ่อนไหวทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกพื้นที่เตรียมรับมือหากเกิดอุทกภัย กำชับเตรียมความพร้อมดูแลประชาชน

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบว่ามีสถานการณ์อุทกภัย สาธารณภัย ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา จึงได้กำชับเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบเหตุอย่างทันท่วงที พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความสะดวกการจราจรในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งดูแลในส่วนของข้าราชการตำรวจ และสถานที่ราชการของตำรวจที่ได้รับผลกระทบด้วย

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง "พายุวิภา" ได้เคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน โดยอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยกำลังแรง ส่งผลทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัย เตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยประชาชน และจัดระบบการจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570 โดยเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการเกิดสาธารณภัยต่างๆ เช่น น้ำท่วมฉับพลันน้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด , ให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมกำชับให้หน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมประสานความร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณะภัยอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ตำรวจพื้นที่เกิดอุทกภัย จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพน้ำท่วมในพื้นที่รับผิดชอบ ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหา พร้อมทั้งออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุซ้ำเติม หากพบให้ดำเนินคดีทุกราย 

หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์อีก!! โทษไทยยิงก่อน อ้างกัมพูชาตอบโต้เพราะไม่มีทางเลือก

สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ (24 ก.ค.68) ระบุว่า กองทัพไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฐานทหารกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย จนเกิดการปะทะลุกลามถึงจุดสามเหลี่ยมมรกต พร้อมย้ำว่าแม้กัมพูชาพยายามใช้สันติวิธี แต่ครั้งนี้ “ไม่มีทางเลือก” จึงต้องตอบโต้ 

ฮุน มาเนต กล่าวว่ากัมพูชายึดมั่นในสันติวิธีมาโดยตลอด แต่เมื่อถูกโจมตีก่อน ก็จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ โดยดำเนินการทั้งในด้านทหารและทางการทูต พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพ ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะยืนหยัดอยู่แนวหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมวิงวอนให้ประชาชนกัมพูชาอย่าตื่นตระหนก และใช้ชีวิตตามปกติ เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐและกองทัพ

ทั้งนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดหนัก หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณพื้นที่พิพาทใกล้แนวเขตโบราณสถาน ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา กรณีใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตแดนไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพบกขอประณามการกระทำอันรุนแรงและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากกรณีที่มีการใช้อาวุธจรวด BM-21 จำนวน 2 นัด ยิงเข้ามาในพื้นที่ชุมชนภายในศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเวลา 09.40 น. ของวันนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราษฎรได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

ในขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกองทัพบกกำลังเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะได้รายงานให้ทราบต่อไปโดยเร็วที่สุด

'บิ๊กเล็ก' ลั่นเลิกคุย หลังทหารเขมรเปิดฉากยิง พร้อมให้อำนาจ ผบ.ทสส. ลุยจัดการเต็มที่

'บิ๊กเล็ก' หมดความอดทน กร้าวเลิกคุยกัมพูชา รับทหารเขมรไม่ได้ ไร้ความจริงใจ ลั่นจากนี้ว่าตามกองทัพ ศบ.ทก. เป็นฝ่ายสนับสนุน บอกไม่ยอมแน่ถ้าล่วงล้ำอธิปไตย เผยบ่ายนี้ 'ภูมิธรรม' ประชุม สมช. ถกสถานการณ์

(24 ก.ค.68) - พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศบ.ทก. ถึงเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ได้รับรายงานแล้วหรือยัง ว่า ถ้าถึงขั้นนี้ก็คงไม่คุยกันแล้ว ขอย้อนไปก่อนหน้านี้เราพยายามเชิญชวนให้มาคุยทวิภาคี เพื่อแก้ปัญหาด้วยการพูดคุยในกระบวนการที่เรามีอยู่ สิ่งที่ตนยื่นให้เขาเสมอคือ ทั้งสองฝ่ายต้องเคลื่อนย้ายกำลังพลออกจากชายแดน เพราะถ้ายังอยู่อาจมีเหตุการณ์ที่กระทบกระทั่งกันได้ ที่ผ่านมาจากประสบการณ์ตน ทหารกัมพูชาค่อนข้างไม่มีวินัยและยั่วยุ แต่ทางฝ่ายผู้บังคับบัญชาของเขาบอกว่า ยึดแนวทางสันติ เพราะฉะนั้น ตนมองสองอย่าง ผู้บังคับบัญชาไม่จริงใจ ไม่ดำเนินการสอบสวนความเป็นจริง หรืออีกอย่างคือ รัฐบาลไม่จริงใจ ดังนั้น จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ได้หารือกับกองทัพและตกลงใจว่า มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในการดำเนินการต่อไป เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 มาตรา 39 ทั้งนี้ จากที่หารือกันแล้ว ทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ขออนุญาตวางลวดหนามในพื้นที่ที่ทหารกัมพูชามักล่วงล้ำเข้ามา เพราะจากเหตุการณ์วันที่ 23 ก.ค. แสดงว่า นอกจากเข้ามาแล้วยังประสงค์ร้ายกับฝ่ายไทยด้วย

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (24 ก.ค.) ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า ขณะนี้เขากำลังปฏิบัติการกันอยู่ ไม่อยากไปซักถามมาก รอให้รายงานในรายละเอียด ซึ่งเมื่อเวลา 08.20 น.วันนี้ ทางฝ่ายไทยได้เข้าไปวางลวดหนาม และฝ่ายกัมพูชายิงกลับมา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะต้องมีการประกาศภาวะพิเศษ หรือภาวะฉุกเฉินหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มี เพราะกองบัญชาการกองทัพไทยสามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมได้แล้ว ซึ่งเช้าวันนี้ ผบ.ทสส.กับ ผบ.เหล่าทัพจะหารือกัน ตอนนี้ตนจะไม่พูดแล้ว เพราะเข้าสู่เวอร์ชันใหม่แล้ว เมื่อถามว่า ไทยจะต้องใช้แผนจักรพงษ์ภูวนาถหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง แผนจักรพงษ์ภูวนาถคือ สิ่งที่กองทัพบกแจ้งไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ถ้าลองดูในคำสั่งดีๆ แผนจะใช้เมื่อสั่ง และแผนนี้ต้องมาพูดคุยกันก่อนด้วย แต่วันนี้ ผบ.ทสส.จะเชิญเหล่าทัพมาหารือกัน

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ อยากบอกอะไรกับประชาชน โดยเฉพาะตามแนวชายแดน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีทั้งสองส่วนคือ ส่วนพี่น้องประชาชนไทยทั่วประเทศ ขอให้มั่นใจว่า กองทัพไทยยังปกป้องอธิปไตย ไม่ให้ใครมาล่วงล้ำดินแดนของเราได้เป็นอันขาด และกราบขออภัย รวมถึงให้กำลังใจพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติครั้งนี้ เพราะทางกองทัพไทยอดทนอดกลั้นมาถึงที่สุดแล้ว ต่อไปเราจะไม่อดทนแล้ว เนื่องจากเป็นการปฏิบัติของทหารกัมพูชาที่เรารับไม่ได้ ฝากพี่น้องประชาชนทุกคนให้กำลังใจกำลังพลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนด้วย โดยเฉพาะพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

เมื่อถามอีกว่า จุดอื่นในพื้นที่ชายแดน ได้มีการรับรายงานว่ามีการปะทะกันมาบ้างหรือยัง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ยัง เพราะฉะนั้น ตนขอความร่วมมือสื่อมวลชน ขณะที่ทหารกำลังปฏิบัติการ พยายามอย่าไปซักถามเหมือนกับหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทางฝ่ายกัมพูชาจะทราบหมด เพราะสื่อได้ถ่ายทอดภาพสถานการณ์ฝ่ายเราออกไป โดยที่เราไม่ทราบฝ่ายกัมพูชา ตนเข้าใจสื่อมวลชนตลอดว่าต้องพยายามหาข่าวให้กับพี่น้องประชาชนที่อยากให้กำลังใจทหาร แต่ขณะเดียวกัน อยากให้ระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย ตนมั่นใจในดุลยพินิจของสื่อมวลชนว่าแค่ไหนคือจุดที่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวถามว่า บริเวณชายแดน จ.จันทบุรี ตราด สระแก้ว ตรงนี้จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ที่หารือกันเบื้องต้น ณ วันนี้ปิดบริเวณด่านชายแดนทั้งหมดแล้ว และจะเข้าหารือในที่ประชุม ศบ.ทก. ซึ่งว่าตามกองทัพ เป็นการหารือเพื่อให้กองทัพมีความชอบธรรมในการปฏิบัติ จริงๆ อำนาจให้กับกองทัพไปแล้ว เพียงแต่ ศบ.ทก.มารับทราบและเห็นชอบ นอกจากนี้ ในบ่ายวันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ จะประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอแจ้งประชาชนว่า ในการปฏิบัติเราได้มอบอำนาจให้กับกองทัพไทยไปแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในยุคปัจจุบัน จะปฏิบัติอะไรต้องทำตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงการสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้เตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ฉะนั้น ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ จากการไปสัมภาษณ์พี่น้องตามแนวชายแดน ตนดีใจว่าในยามที่สถานการณ์เป็นอย่างนี้ พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนเข้าใจสถานการณ์และยินดีให้ความร่วมมือ สำหรับบทบาทของ ศบ.ทก.หลังจากนี้คือ ให้การสนับสนุนกับกองทัพไทยในการจัดการ ตนเองก็คงให้ความสำคัญกับไปทางกองทัพมากกว่า การประชุมจะมอบให้เลขาธิการ สมช.ดูต่อไป

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางกัมพูชาไม่ยอมรับผิดเลย ไทยจะมีสิทธิไปยื่นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือประเทศอื่นๆ ให้รับทราบเรื่องนี้หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า “แล้วท่านคิดว่าที่ผ่านมาเขายอมรับผิดเรื่องไหนบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งผมได้เห็นถึงความไม่จริงใจ แต่ขณะเดียวกัน เราจะไปทำแบบนั้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นศีลเสมอกัน แล้วเวลามีปัญหาจะต้องมาพิจารณา สอบสวน ตรวจสอบ ไต่สวนกัน กลายเป็นว่าเราเป็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราต้องยึดมั่นคำพูด อะไรที่ใช่ อะไรที่ถูกหรือไม่ถูก ก็ต้องเป็นไปตามนั้น เราจะไม่ทำศีลเสมอกันกับเขา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะให้ความมั่นใจกับประชาชนได้อย่างไรว่า เหตุการณ์จะไม่บานปลายกว่านี้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เราพยายามไม่ให้บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำอธิปไตยเราก็ยอมไม่ได้ ขอให้สื่อมวลชนทำความเข้าใจกับประชาชนว่า เรายึดถืออธิปไตย ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก เราพยายามจะไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย แต่ถ้าเขาล่วงล้ำหรือละเมิดก็คงไม่สามารถจะหยุดได้ คงต้องว่าไปตามกระบวนการ อันนี้เรามีกฎของเราอยู่แล้ว มีกฎหมาย กฎการใช้กำลัง ซึ่งได้กำหนดไว้แล้ว โดยเหล่าทัพทราบดี

เมื่อถามถึงอำนาจของกองทัพตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ผบ.ทสส.มีอำนาจสูงสุดในการบัญชาการใช่หรือไม่ รมช.กลาโหม กล่าวว่า ใช่ ซึ่งจะมีคณะผบ.เหล่าทัพ โดยมี ผบ.ทสส.เป็นหัวหน้าคณะผู้บัญชาการทหาร

‘รัสเซีย-ยูเครน’ ถกสันติภาพรอบ 3 ยังไร้ข้อสรุป แต่เห็นพ้องแลกตัวเชลย-หารือช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

(24 ก.ค. 68) เจ้าหน้าที่รัสเซียและยูเครนพบกันอีกครั้งที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันพุธ (23 ก.ค.) ภายใต้การประสานของสหรัฐฯ เพื่อเจรจายุติสงคราม การเจรจาครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 40 นาที และไม่มีความคืบหน้าในเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายตกลงจะเปิดช่องทางพูดคุยแบบไม่เป็นทางการเพิ่มขึ้น และยังพร้อมร่วมมือกันในประเด็นด้านมนุษยธรรม เช่น การแลกเปลี่ยนเชลยและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม

ยูเครนย้ำต้องมีการ 'หยุดยิงก่อน' จึงพร้อมหารือสันติภาพ แต่รัสเซียกลับต้องการ “ตกลงเงื่อนไขสันติภาพก่อน” จึงจะยอมหยุดยิง ความขัดแย้งพื้นฐานนี้ทำให้สองฝ่ายยังคงอยู่ห่างไกลจากข้อตกลงใหญ่ และยูเครนยังคงเสนอให้ผู้นำทั้งสองพบกันโดยตรง แต่รัสเซียปฏิเสธ โดยเสนอจัดตั้งคณะทำงานย่อยด้านการเมือง มนุษยธรรม และการทหารแทน

อย่างไรก็ตาม มีความคืบหน้าบางประการในประเด็นด้านมนุษยธรรม รัสเซียยอมส่งตัวนักโทษสงครามยูเครน 1,200 คน และศพทหารยูเครนอีก 3,000 นายกลับประเทศ พร้อมเตรียมพิจารณาคืนเด็กยูเครนที่ถูกพาตัวจากดินแดนยึดครอง 339 คน ตามคำร้องขอของยูเครน

ท่าทีของทั้งสองฝ่ายยังต่างกันชัดเจน ปูตินยืนยันไม่ยอมเสียเปรียบทางทหารและไม่แลกกับเงื่อนไขสันติภาพ ขณะที่เซเลนสกีระบุจะไม่มีวันยอมจำกัดสิทธิอธิปไตย หรือรับรองการผนวกดินแดนกับรัสเซีย

แม้เจรจายังไร้ผล แต่แรงกดดันจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ต้องการยุติสงครามนี้ กลายเป็นแรงผลักให้ทั้งสองฝ่ายยังไม่กล้าทำให้การพูดคุยล่มอย่างเป็นทางการ เพราะต่างก็ไม่อยากให้ทรัมป์หันไปหนุนฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผยในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top