Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

อิหร่านยืนยันไม่ยอมถอย โครงการนิวเคลียร์คือ ‘ศักดิ์ศรีชาติ’ ‘ทรัมป์’ ไม่สน!! ลั่นพร้อมบอมบ์ฐานนิวเคลียร์อีก ถ้าจำเป็น

(22 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า หากจำเป็น สหรัฐฯ จะโจมตีฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านอีก หลังอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยอมรับว่าไซต์สำคัญ 3 แห่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีเมื่อเดือนที่แล้ว โดยทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า “เราจะทำอีก ถ้าจำเป็น!”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังวิจารณ์สื่อ CNN ว่านำเสนอข่าวบิดเบือน ที่อ้างว่าความเสียหายจากการโจมตีเป็นเพียงการถ่วงเวลาพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านให้ล่าช้าลง ซึ่งทรัมป์ระบุว่าการโจมตีของนักบินสหรัฐฯ ด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 นั้น ได้ทำลายล้างฐานดังกล่าวไปหมดแล้ว และสื่อควรยอมรับความจริง

ขณะที่ อารักชีให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตี และขณะนี้ทางองค์การพลังงานปรมาณูกำลังประเมินความเสียหายอยู่ แต่เขายืนยันว่าอิหร่านจะไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพราะถือเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ในประเทศ และเป็นเรื่องของ 'ศักดิ์ศรีชาติ'

ทั้งนี้ ท่ามกลางความตึงเครียด การเจรจารอบใหม่ระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศ E3 ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี มีกำหนดจัดขึ้นที่ตุรกีในวันศุกร์นี้ โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดการเจรจาผ่านตัวกลางจากโอมาน แต่แผนการพูดคุยรอบล่าสุดต้องล่มลงหลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา

‘สมเกียรติ อ่อนวิมล’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ ดิ้นตอบ ‘อ.วีระ’ ได้ แต่คนถามต่างหากที่จอดไม่ยอมแจวต่อให้คนสิ้นสงสัย

(22 ก.ค. 68) บนโซเชียลฯ แชร์ไฮไลต์รายการโลกยามเช้า ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 96.5 คลื่นความคิด ดำเนินรายการโดย นายสมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา แสดงความเห็นถึงกรณีที่นายวีระ ธีระภัทร ถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวทีปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 68 ในประเด็นการกลับประเทศไทย มีดีลลับอะไรหรือไม่ ซึ่งคำถามดังกล่าวทำให้นายทักษิณ มีท่าทีอึดอัดที่จะตอบคำถาม หลายคนใช้คำว่า “ถูกต้อนจนไปไม่เป็น”

โดยนายสมเกียรติ ได้แสดงความเห็นว่า จากคำถามที่คุณวีระถามไปนั้น เชื่อว่าคุณทักษิณไปเป็นและไปต่อได้ แจวต่อไม่ยอมจอดแน่นอน เนื่องจากคุณวีระ ถามนำไปแล้ว แต่ไม่ยอมถามตามให้สิ้นกระบวนความ

พร้อมอธิบาย เพิ่มเติมว่า ความผิดของคุณทักษิณนั้นทุกคนล้วนทราบดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรอการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ในแง่การให้สัมภาษณ์ของคุณทักษิณนั้น ไม่ว่าจะถามอย่างไรก็จะมีทางออกและสามารถตอบต่อไปได้ แต่การชะงักต่อคำถามในบางครั้งนั้น เป็นเพราะตัวคุณทักษิณเองนั้นเป็นคนที่มีลวดลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับมาดูในเวลาที่คุณวีระสัมภาษณ์อีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่าคุณวีระต่างหากที่ไปไม่เป็น ด้วยการออกตัวไว้ก่อนว่า “ขอถามตรง ๆ ว่ามีดีลลับหรือไม่มี? ว่าอย่างไรก็อย่างนั้น จะไม่ถามต่อ” เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับคุณวีระจอดแล้วไม่แจวต่อ เพราะถามนำไปแล้วแต่ไม่ถามต่อให้สิ้นสงสัย เมื่อคุณทักษิณตอบว่า “ไม่มีดีลลับ” แล้วหยุดชั่วครู่ก่อนจะบอกว่า “ทางการเมือง” นั่นหมายความว่า มีดีลอย่างอื่นใช่หรือไม่ 

“หากเป็นคนที่เป็นนักสัมภาษณ์ที่ดุดันต้องเค้นความจริงออกให้ได้เช่นอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทองหรือคุณสุทธิชัย หยุ่น การยิงคำถามก็จะเป็นสไตล์เค้นหาให้ได้ความจริงจากปากผู้ถูกสัมภาษณ์ แต่ผมกับคุณวีระจะมีส่วนคล้ายกันในด้านอารมณ์และสไตล์การถาม หากรุกถามจนผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นั่งคุยกับเราทำท่าจะไปไม่ไหว ทางคุณวีระหรือผมจะคล้ายกันในแง่ที่ว่า เราจะหยุดและไปถามต่อ แต่สำหรับผมจะถามให้พอดี ๆ โดยให้ผู้ฟังจับทางได้ว่า ผู้ที่กำลังให้สัมภาษณ์เรานั้นเขาหลบความจริงหรือเขากำลังจะโกหกมากขึ้น ผมก็จะหยุดถาม”

‘นโรดม แพน โมนิก้า’ ชี้หน้าด่าทหารไทย โดนข้อหาหนัก แจ้งเอาผิด ม.116 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ประสาน กต. เรียกตัวให้ปากคำ

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.พนมดงรักษ์ จ.สุรินทร์ รับแจ้งความดำเนินคดี 'นโรดม แพน โมนิก้า' หลานสาวของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 หลังขึ้นไปชี้หน้าด่าทหารไทยที่ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา

รายงานเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทหารและชาวบ้านร่วมกันแจ้งความ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อชาวไทย และคลิปเหตุการณ์ก็ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นประเด็นร้อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรายงานผู้บังคับการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อแต่งตั้งชุดสอบสวนคดีนี้โดยเฉพาะ

เบื้องต้นมีการตั้งทีมสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม และคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ ตำรวจเตรียมทำหนังสือเรียกตัว 'แพน โมนิก้า' มาให้ปากคำ โดยประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อดำเนินการในขั้นตอนถัดไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

'พีระพันธุ์' หารือ เอกอัครราชทูตเม็กซิโก หนุนความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดของ 2 ประเทศ

(22 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางอิลเซ ลิเลียน เฟร์เรร์ ซิลบา (H.E. Mrs. Ilse Lilián Ferrer Silva) เอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโกประจำประเทศไทย เข้าพบหารือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย-เม็กซิโก โดยเฉพาะในมิติด้านพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้พบเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และชื่นชมบทบาทที่เข้มแข็งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ โดยเม็กซิโกและไทยต่างมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและใกล้ชิด รวมถึงมีความคล้ายคลึงกันโดยต่างเป็นประเทศที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ มีความชื่นชอบอาหารรสเผ็ดร้อน โดยอาหารเม็กซิโกได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้นในช่วงหลายปีนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และโอกาสความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่สามารถเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้านเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ แสดงความยินดีที่ได้พบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเม็กซิโกถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานทดแทนระดับโลก โดยแสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเม็กซิโกในปีนี้

ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานของทั้งสองประเทศ โดยเน้นไปที่พลังงานสะอาดเป็นหลัก ซึ่งเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ ได้นำเสนอ 'โครงการพลังงานสะอาดโซโนรา' (Sonora Plan) ซึ่งเป็นแผนพัฒนาพื้นที่ทางตอนเหนือของเม็กซิโก โดยใช้ประโยชน์จากจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้กับชายแดนสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ อุตสาหกรรมลิเธียม และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเม็กซิโกเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ด้านรองนายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมต่อแนวทางนโยบายของเม็กซิโกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

ในช่วงท้ายของการหารือ ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่า แม้ไทยและเม็กซิโกจะตั้งอยู่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์ แต่ด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม จะเอื้อให้เกิดการเปิดประตูสู่โอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างกันในหลากหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม โดยรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และคณะ สำหรับการเยือนและหารือในครั้งนี้ พร้อมแสดงความพร้อมในการประสานความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเม็กซิโกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทุกด้าน

รวบ ‘ผศ.ดร’. มหาวิทยาลัยดัง และลูกมือ ค้าไอซ์ในเมืองขอนแก่น หนักรวม 35.8 กรัม!! สารภาพโพสต์ซื้อ-ขาย ผ่านแพลตฟอร์ม X

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด วางแผนล่อซื้อยาเสพติดที่หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ก่อนจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายราช (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ชาวอุบลราชธานี และอีก 1 รายเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ (ผศ.ดร.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อายุ 39 ปี ชาวขอนแก่น 

จากการตรวจค้นพบยาไอซ์ซุกซ่อนในกล่องน้ำหอมและทิชชูเปียกรวม 21 รายการ น้ำหนักรวม 34.65 กรัม ภายในห้องพักของนายราช เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์พบสารเสพติดเพิ่มเติม 1.15 กรัม และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดทางแอปพลิเคชันไลน์และทวิตเตอร์ ผศ.ดร. ยอมรับสารภาพและพาไปตรวจค้นบ้านพักในตำบลศิลา รวมของกลางยาไอซ์ทั้งหมด 35.8 กรัม ตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดเฉพาะนายราช 

พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดจากข้อมูลการล่อซื้อยาไอซ์ผ่านนายประธานพร ผู้เสพในพื้นที่ ได้สั่งซื้อยาไอซ์จากหอพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์และจับกุม นายราช ขณะนำถุงยาไอซ์ไปแขวนไว้หน้าหอพัก 

ทั้งนี้ นายราชรับสารภาพว่ายาเสพติดทั้งหมดเป็นของตนเองและของ ผศ.ดร. ที่ฝากให้ขาย โดยใช้แพลตฟอร์ม X ติดต่อซื้อขายยาเสพติดและลบข้อมูลทุกครั้ง ซึ่งยาไอซ์ส่วนใหญ่สั่งมาจากกรุงเทพฯ ล่าสุดสั่ง 20 กรัม ในราคา 10,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์)” และแจ้งข้อหาเสพยาเพิ่มกับนายราช

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านทำบุญวันเกิดครบ 67 ปี ‘เนวิน – อนุทิน’ ส่งตัวแทนมอบดอกไม้ทอดไมตรี

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านทำบุญวันเกิดครบ 67 ปี เรียบง่าย-อบอุ่น สานต่อแนวคิด “เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” ‘อนุทิน’ ส่งช่อดอกไม้สื่อสานใจ

(22 ก.ค. 68) ณ บ้านเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา — นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ 8 สมัย จัดพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด อายุครบ 67 ปี โดยมีบุคคลใกล้ชิด แขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ ตลอดจนนักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย เปี่ยมด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น มีการมอบกระเช้าและของที่ระลึกเพื่อแสดงความยินดี รวมถึงพิธีทำบุญถวายภัตตาหารพระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสพิเศษ โดยมีพระเทพวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสงขลา และเจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง เป็นประธานในพิธีสงฆ์

งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” ซึ่งเป็นคำนิยามสำคัญที่นายนิพนธ์น้อมนำมาจาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและการทำงานเพื่อบ้านเกิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาททางการเมืองและบทบาทส่วนตัว โดยเฉพาะความตั้งใจในการ “สร้างบ้านแปลงเมืองสงขลา” ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ก้าวทันยุคสมัย มีความเจริญรอบด้าน และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แขกผู้มาร่วมงาน อาทิ นายราชิต สุดพุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสมยศ พลายด้วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารระดับจังหวัด และประชาชนที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น ต่างร่วมกล่าวแสดงความชื่นชมถึงจิตใจที่เสียสละและความทุ่มเทของนายนิพนธ์ต่อจังหวัดสงขลาและประเทศชาติ นอกจากนี้ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังได้มอบหมายให้นางณัฐกานต์ ศรีก่อเกื้อ เป็นผู้แทนนำแจกันดอกไม้มาร่วมอวยพรด้วย

ในช่วงท้ายของงาน นายนิพนธ์ได้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน พร้อมกล่าวกับผู้นำพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น และผู้ร่วมงานว่า ตนยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อสังคมและประเทศชาติต่อไป ด้วยหัวใจของคนที่ไม่ลืมบุญคุณแผ่นดินเกิด

นายนิพนธ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนได้อุทิศแรงกายแรงใจผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงยืนยันความเชื่อมั่นว่า “การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากท้องถิ่น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายความเจริญและโอกาสทางการศึกษาไปสู่ภูมิภาค ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

“สงขลาเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านสถาบันการศึกษา และมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของภาคใต้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ก็จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้กับเยาวชนในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง” นายนิพนธ์กล่าว

ไทยติดโผ!! เที่ยวเซี่ยงไฮ้ครึ่งปีแรก ทะลุ 2.5 แสนคน โตกระฉูด 140% รั้งอันดับ 3 นักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด เป็นรองเพียง ‘เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น’

(22 ก.ค. 68) สำนักวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวนครเซี่ยงไฮ้ของจีนรายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าเยือนเมืองเซี่ยงไฮ้ประมาณ 3.12 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 53.3 จากปีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปถึง 2.54 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 140 เมื่อเทียบปีต่อปี ทำให้ชาวไทยกลายเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เติบโตเร็วที่สุดและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเซี่ยงไฮ้

ขณะที่ นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ยังคงยืนหนึ่งมีจำนวนมากที่สุดในเซี่ยงไฮ้ด้วยจำนวน 4.24 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 130.7 ตามด้วยญี่ปุ่น 2.91 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.5 ส่วนนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ 1.47 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.3 และจากมาเลเซีย 2.01 แสนคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.6 ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ รัสเซีย และออสเตรเลียก็เพิ่มจำนวนอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลาเดียวกัน

รายงานเปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า การบริการที่ดีขึ้น ความสะอาดของเมือง ระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ อย่างเลโก้แลนด์ และบรรยากาศที่หลากหลาย 

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เซี่ยงไฮ้ได้ดำเนินโครงการ 'นี่คือเซี่ยงไฮ้' ซึ่งประกอบด้วยภาพยนตร์โฆษณา คู่มือการเดินทาง และกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกที่น่าหลงใหลและมีมนต์เสน่ห์อย่างแท้จริง

รัสเซียยิงมิสไซล์ถล่มรอบ ‘สถานทูตอาเซอร์ไบจาน’ ในยูเครน เพียงไม่กี่วันหลังปธน. ‘อาลีเยฟ’ หนุน ‘เซเลนสกี’ อย่ายอมแพ้

(22 ก.ค. 68) รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่หลายพื้นที่ในยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟ โดยอาคารหลายแห่งในเขตเชฟเชนคิฟสกี, โซโลเมียนสกี, โฮโลซีฟสกี และดาร์นีตสกี ได้รับความเสียหายอย่างหนัก หนึ่งในจุดสำคัญที่ถูกจรวดโจมตีคือบริเวณรอบสถานเอกอัครราชทูตอาเซอร์ไบจานในเคียฟ เบื้องต้นมีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

สำหรับการโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังจากประธานาธิบดีอิลฮาม อาลีเยฟ (Ilham Aliyev) แห่งอาเซอร์ไบจาน กล่าวสนับสนุนยูเครนต่อสาธารณะในเวทีระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยแนะนำชาวยูเครนว่า “อย่ายอมแพ้” ต่อการรุกราน พร้อมระบุว่า “ไม่ควรยอมรับการยึดครอง นี่คือแนวทางที่ชาวอาเซอร์ไบจานใช้ในการกู้คืนดินแดนของตน”

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลังผู้สื่อข่าวยูเครนยกให้อาเซอร์ไบจานเป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถทวงคืนอธิปไตยสำเร็จจากสงครามคาราบัค โดยชื่นชมการนำของอาลีเยฟที่กล้าแสดงจุดยืนสนับสนุนอธิปไตยและสนับสนุนยูเครนอย่างชัดเจน

แม้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าการโจมตีในเคียฟมีเป้าหมายตอบโต้ท่าทีของอาเซอร์ไบจานโดยตรง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้สถานทูตดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณจากรัสเซียที่ไม่พอใจกับท่าทีของอาลีเยฟ ซึ่งยิ่งเน้นย้ำภาพลักษณ์ของสงครามยูเครนที่ลุกลามไปไกลกว่าแค่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

‘แอร์แคมโบเดีย’ ยันไม่ได้เลียนแบบสายการบินอื่น ชี้เครื่องแบบพนักงานต้อนรับเหมือนกันแค่เรื่องบังเอิญ

(22 ก.ค. 68) สายการบินแอร์แคมโบเดีย (Air Cambodia) หรือแอร์กัมพูชา สายการบินประจำชาติกัมพูชา ได้ออกคำแถลงเพื่ออธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับลวดลายบนเครื่องบินและเครื่องแบบของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ของสายการบินครั้งนี้ เป็นผลจากการพัฒนาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในมรดกอันล้ำค่าและความภาคภูมิใจของชาติกัมพูชา

คำชี้แจงนี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทแอร์แคมโบเดียเตรียมการรีแบรนด์อย่างเต็มรูปแบบจากสายการบินแคมโบเดียอังกอร์แอร์ (Cambodia Angkor Air) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 โดยสายการบินยืนยันว่าจะยังคงรักษาโลโก้และสีประจำแบรนด์เดิมไว้ คือสีม่วงรอยัลและสีทอง

สายการบินระบุว่าสีม่วง หมายถึงศักดิ์ศรี ความสงบ และความจงรักภักดี โดยได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์เขมรดั้งเดิม และเฉดสีม่วงที่ใช้ในแบรนด์แอร์แคมโบเดียนั้น ได้มาจากการผสมผสาน 3 สีที่พบในธงชาติกัมพูชา คือสีน้ำเงิน สีแดง และสีขาว ในสัดส่วนที่เท่ากัน

สำหรับสีทองนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง ความภาคภูมิใจ และมรดกทางวัฒนธรรมอันยั่งยืนของกัมพูชา

คำแถลงยังระบุว่า องค์ประกอบเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ทำให้ดีไซน์ของสายการบินแอร์แคมโบเดียแตกต่างไปจากสายการบินอื่น ๆ นอกจากนี้ ตราสัญลักษณ์สีทองและเฉดสีม่วงที่มีเอกลักษณ์ยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ ที่สืบย้อนกลับไปถึงปี 2499 ภายใต้ชื่อเดิมของสายการบินแห่งชาติคือรอยัลแอร์กัมพูชา

องค์ประกอบทั้งหมดของอัตลักษณ์ทางสายตาของแอร์แคมโบเดีย ทั้งลวดลายบนเครื่องบิน เครื่องแบบ และตราสินค้า ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนาอย่างเป็นอิสระตามมาตรฐานของเครื่องหมายการค้าในอุตสาหกรรมการบินและทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งความคล้ายคลึงใดๆ กับสายการบินอื่นเป็นเพียงความบังเอิญ และไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นการเลียนแบบ สายการบินระบุ

แอร์กัมพูชาระบุว่าสายการบินยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และความเคารพซึ่งกันและกันกับสายการบินอื่นๆ ทั่วภูมิภาค บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเติบโตด้านการบินในภูมิภาคผ่านความร่วมมือและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

“เรายินดีรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนและชุมชนการบิน และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านช่องทางที่เป็นมืออาชีพและเหมาะสม การสนทนาอย่างสร้างสรรค์ช่วยส่งเสริมความเข้าใจ ความคิดเห็นที่คาดเดาหรือไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์อาจเสี่ยงต่อการตีความผิดและไม่สะท้อนถึงบริบททั้งหมดของมรดกแบรนด์ของเรา” สายการบินแอร์กัมพูชา ระบุ

พิษณุโลก เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer)

(22 ก.ค.68) เวลา 09.00 น. พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

กองทัพภาคที่ 3 จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ประจำปีงบประมาณ 2568 ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 เพื่อสนับสนุนงานส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างความยั่งยืนของสายงานส่งกำลังบำรุง โดยการนำระบบสารสนเทศ LOGSMIS มาใช้ และมีการฝึกอบรม 'Train the Trainer' เพื่อให้บุคลากรภายในองค์กรมีความรู้ความสามารถ และนำไปขยายผลในการใช้งานระบบสารสนเทศสายงานส่งกำลังบำรุง ให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top