Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘พีระพันธุ์’ ลงพื้นที่!! ‘ศรีสะเกษ’ ให้กำลังใจชาวบ้าน และครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุปะทะ!! ‘ไทย-กัมพูชา’ พร้อมเร่ง!! อนุมัติ เงินช่วยเหลือเยียวยา

(26 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้อพยพ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จ.ศรีสะเกษ และมอบกระเช้าให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีนายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษและหัวหน้าส่วนราชการร่วมให้การต้อนรับ 

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน กล่าวว่า วันนี้มาดูแลพี่น้องประชาชน มาสร้างขวัญกำลังใจ แล้วก็มาดูสภาพความเป็นอยู่ และสภาพของศูนย์พักพิง ที่เราช่วยดูแลประชาชนกันอยู่วันนี้ ก็ขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เป็นกำลังใจ รวมถึงขอบคุณทางเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทุกคนทุกระดับที่มาช่วยกันดูแลพี่น้องประชาชนในครั้งนี้ด้วย

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า จากการพบปะพูดคุยกับประชาชน ตอนนี้ทุกคนก็มีขวัญกำลังใจดี แต่ทุกคนก็เป็นห่วงในเรื่องทรัพย์สิน เป็นห่วงบ้าน บางคนก็อยากจะกลับไปอยู่บ้านแล้ว แต่ตนก็เตือนให้ระมัดระวัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่อยากให้กลับไปอยู่บ้านในตอนนี้ เพราะตอนนี้มันอันตรายมาก โดยในส่วนที่ตนมาวันนี้ในฐานะเป็นประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ก็ได้อนุมัติเงินให้กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และทหารพราน ด้วย ซึ่งวันนี้ก็ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวของ ผู้เสียชีวิตในร้านสะดวกซื้อภายในปั้มน้ำมัน และอีกครอบครัวหนึ่ง ก็สูญเสียลูกชาย ซึ่งจะได้เร่งตรวจสอบความถูกต้อง และจะได้เร่งอนุมัติเงินช่วยเหลือให้อย่างเร่งด่วนต่อไป

‘ลุงป้อม’ ส่งสาร!! ถึงทหารไทยทุกนาย ภารกิจพิทักษ์ชาติ คือ เกียรติสูงสุดของชีวิต

(26 ก.ค. 68) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงจุดยืนและส่งสารถึงกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ว่า “แม้จะอยู่ท่ามกลางเสียงปืนและความตึงเครียดในสมรภูมิรบ แต่เพื่อนทหารไทยยังยืนหยัดต่อสู้ใต้ผืนธงไตรรงค์ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ด้วยหัวใจของทหารไทยที่ยอมตายเพื่อชาติ”

พล.อ.ประวิตร ย้ำว่า กำลังพลตามแนวชายแดนคือแนวหน้าในการปกป้องเอกราชของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในพื้นที่มีความเปราะบางและจำเป็นต้องใช้สติ ปัญญา ความกล้าหาญ และความเสียสละสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม

“ทหารไทยทุกนาย คือผู้แบกรับศักดิ์ศรีของชาติ เป็นปราการสุดท้ายของแผ่นดิน ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในแนวหน้า ปฏิบัติภารกิจด้วยเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของทหารไทย” พล.อ.ประวิตร กล่าวทิ้งท้าย

‘รัฐบาล’ เชิญชวน!! บริจาคเงินช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ ผ่าน!! กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี

(26 ก.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่ารัฐบาลประสานเปิดช่องทางในการรับบริจาคทางการ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่าน “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่ประสงค์ร่วมช่วยเหลือ ในชื่อบัญชี: กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี: 067-0-06895-0 (ยอดเงินบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-283-4319, 0-283-4324, 06-3081-4921 หรือเว็บไซต์ www.opm.go.th

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังได้จัดตั้ง “ศูนย์ส่งต่อกำลังใจจาก กทม. สู่ผู้ประสบภัยชายแดน” เปิดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นตลอด 24 ชั่วโมง ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ห้องรัตนโกสินทร์ และที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต (เวลา 08.30 – 16.30 น.) โดยมีรายการสิ่งของที่ขาดแคลน คือ เสื้อ มุ้ง ปลั๊กไฟ ยากันยุง ผ้าอ้อม ผ้าอนามัย ขัน สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน

ส่วนสิ่งของที่ไม่รับบริจาค คือ น้ำดื่ม เสื้อผ้ามือสอง และอาหารสด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2224 2947, 0 2224 2953

‘อดีตสว.สมชาย’ เตือน!! การแทรกแซง จากสหรัฐฯ อย่าเอาเอกราชแลกภาษี!! อาจบานปลายขยายวงได้

(27 ก.ค. 68) นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ระวังการเข้าแทรกแซงจากสหรัฐที่เกินพอดี

อย่าเอาเรื่องการเจรจาภาษี การขอใช้หรือตั้งฐานทัพ ที่ทับละมุ อู่ตะเภา สงขลา อุดรธานี อุบลราชธานี ตาคลี เชียงใหม่ 

อย่าเอาเอกราชแลกภาษี 36%

การปล่อยให้ต่างชาติแทรกแซงทำให้จีนมีปัญหาความไม่เข้าใจจนสงครามบานปลายขยายวงได้

ผู้เชี่ยวชาญ เผย!! ‘โดรนเกษตร’ เอามาดัดแปลงทำเป็น ‘โดรนทหาร’ เซตไม่เป็น!! ก็เหมือนส่งเครื่องมือล่อเป้า ไปให้ทหารใช้ เสี่ยงโดนดักข้อมูล

(27 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Tuck Teerapong Sookjit’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ โดรนเกษตร และ โดรนทหาร โดยมีใจความว่า ...

ใช้ opensource เสี่ยงโดนดักข้อมูลไม่ใช่แค่จะโดนแจม แต่โดนจอยการควบคุม ฝั่งตรงข้ามสามารถเข้ามาคุมลำฝั่งเราได้เลย หรือดึงข้อมูลที่ตั้ง บันทึกการบินทั้งหมด เรื่องนี้ทำไม่ยากเลย เพราะมัน เป็น opensource ทุกอย่าง เรื่องแจมเรื่องจอยการควบคุมไม่ยากอะไร

ใช้โดรนทางทหาร, โดรนเฉพาะทางจากจีนหรือที่จากไหนๆถ้าไม่ได้ทำเองก็ไม่ปลอดภัยเพราะเราควบคุม protocol การสื่อสาร การเข้ารหัสไม่ได้

เอาโดรนเกษตรมาดัดแปลงทำโดรนทางทหาร แน่นอนว่าอนาคตมีปัญหาแน่กับอุตสาหกรรมโดรนเกษตร เพราะผู้ผลิตจะไม่ขายของให้ เพราะเอาไปใช้ผิดประเภท ซึ่งตอนนี้ก็เกิดขึ้นแล้ว

ต่อไปไทยต้องทำอุปกรณ์พวกนี่เองให้ได้ ทั้ง hardware, software ไม่ใช่แค่ซื้อมาประกอบ แล้วหลอกคนอื่นว่าทำเอง คนเอาไปใช้บางทีไม่รู้ เป็นอันตรายต่อชีวิตเค้า

โดรนทางทหารไม่เหมือนโดรนเด็กเล่น ตายจริงเจ็บจริง

ผบช.ภ.2 ลงพื้นที่เมืองตราด ตรวจศูนย์พักพิงชายแดน กำชับแผนฉุกเฉิน – ให้กำลังใจตำรวจแนวหน้า

(27 ก.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า วานนี้ (26 กรกฎาคม) นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราวในเขตอำเภอเมืองตราด ซึ่งจัดตั้งขึ้นรองรับประชาชนในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินใกล้แนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี พ.ต.อ.เตชิต กุลกนิษฐรากร ผกก.สภ.เมืองตราด พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับและรายงานความพร้อมทุกด้าน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ผบช.ภ.2 ได้เน้นย้ำความสำคัญของการเตรียมความพร้อมเชิงปฏิบัติการในทุกระดับ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคง พร้อมกล่าวให้กำลังใจเจ้าหน้าที่แนวหน้า ซึ่งปฏิบัติงานด้วยความเสียสละและอดทนท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

พล.ต.ท.ยิ่งยศ ได้สั่งการชัดเจนถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยกำชับทุกสถานีตำรวจในพื้นที่ปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งระบุแนวทางสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ทุกนายปฏิบัติภายใต้การควบคุมของหัวหน้าสถานีอย่างใกล้ชิด
2. รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ หากเกิดเหตุไม่สงบ ต้องสามารถเคลื่อนย้ายและอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงตามแผนที่วางไว้ได้ทันที
3. รักษาความสงบในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน
4. ตั้งจุดตรวจ-จุดสกัดเข้ม เพื่อป้องกันการลักลอบขนยาเสพติด อาวุธสงคราม และการกระทำผิดกฎหมายอื่น ๆ ที่อาจกระทบต่อความมั่นคง

สำหรับศูนย์พักพิงชั่วคราวที่เข้าตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร          ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานสาธารณสุข มีความพร้อมครบครัน ทั้งที่พัก อาหาร ระบบรักษาความปลอดภัย และการแพทย์เบื้องต้น เพื่อรองรับประชาชนในยามวิกฤต

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงตรึงกำลังอย่างเข้มแข็งตลอดแนวชายแดน พร้อมยกระดับมาตรการเฝ้าระวังเต็มพิกัด โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ผบช.ภ.2 ยืนยันว่า ตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง ทั้งด้านการดูแลประชาชนในพื้นที่ส่วนหลัง และการสนับสนุนการทำงานของกองกำลังป้องกันชายแดน เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของประเทศชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติตีแผ่ 5 พฤติกรรมสายลับ โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ขอความร่วมมือประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส

(27 ก.ค. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งขณะนี้อาจมีกลุ่มบุคคลไม่หวังดีลักลอบส่งข้อมูลด้านความมั่นคงและการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ไทยให้แก่ฝ่ายกัมพูชา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ประชาชน และความมั่นคงของชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ให้สังเกตลักษณะการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการสายลับ ดังนี้

1. การเก็บข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ – ลอบถ่ายภาพหรือวิดีโอที่ตั้งหน่วยทหาร จุดยุทธศาสตร์ เส้นทางลำเลียงเสบียงหรืออาวุธ

2. การติดตามความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ – สอดส่องการเคลื่อนย้ายกำลังพล หรือการจัดวางยุทโธปกรณ์ของหน่วยงานความมั่นคง

3. การกระทำที่ผิดปกติ – เช่น ถ่ายภาพในพื้นที่บ่อยครั้ง เข้าใกล้พื้นที่ปฏิบัติการโดยไม่มีเหตุผล หรือเดินสำรวจพื้นที่โดยไม่มีจุดหมาย

4. การเข้าออกพื้นที่หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต – ปรากฏตัวในพื้นที่ที่มีคำสั่งอพยพ หรือในเวลาที่ผิดปกติ เช่น เวลากลางคืน

5. การครอบครองอุปกรณ์ต้องสงสัย – เช่น กล้องส่องทางไกล แผนที่ยุทธศาสตร์ แผนผังพื้นที่ หรืออุปกรณ์ระบุตำแหน่ง GPS

โดยการกระทำลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 “ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร” ซึ่งอาจต้องระวางโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีลักษณะเป็นสายลับ ลักลอบส่งข้อมูลความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ หรือข้อมูลสำคัญของประเทศไปยังฝ่ายกัมพูชา ขอให้แจ้งเบาะแสดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ หรือที่สายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

AI Culture วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่ ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ กลยุทธ์ระยะยาว!! การสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันทางธุรกิจ

(27 ก.ค. 68) ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทายและโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในปัจจัยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ การเงิน การแพทย์ รวมไปถึงภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจและพร้อมทำงานร่วมกับ AI อย่างเป็นระบบและยั่งยืน วันนี้ OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาทุกท่านไปสำรวจ “AI Culture” ที่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญขององค์กรยุคใหม่

AI Culture คืออะไร?
AI Culture หรือ วัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI หมายถึงการบูรณาการ AI เข้ากับแนวคิด กระบวนการทำงาน และค่านิยมขององค์กรอย่างสมดุลและมีจริยธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนและ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เปิดโอกาสในการสร้างนวัตกรรม และขยายศักยภาพขององค์กรให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบัน Human Technology Institute ระบุว่า องค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI จะมีความเข้าใจในศักยภาพและข้อจำกัดของ AI พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรม การทดลองใช้งาน และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง1 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัล

บทบาทของผู้นำในการผลักดัน AI Culture
การเสริมสร้าง AI Culture ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจาก “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจบทบาทของ AI อย่างชัดเจน พร้อมสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากลยุทธ์และแนวคิดด้านจริยธรรมขององค์กร จากรายงานของ World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า 74% ของบุคลากรต้องการเรียนรู้ผ่านผู้นำของตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของบทบาทผู้นำในการเสริมสร้างศักยภาพคนในองค์กร2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทักษะด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การลงทุนด้านการเรียนรู้จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มพูนทักษะ เสริมสร้างแรงจูงใจ และการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

การส่งเสริม AI Literacy ในทุกระดับ
AI Literacy หรือ การรู้เท่าทัน AI ไม่ได้จำกัดเฉพาะฝ่ายงานด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป ทุกฝ่ายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การเงิน ทรัพยากรบุคคล หรือผู้บริหารระดับสูง ต่างมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในบริบทของตนเอง ตามรายงานจาก Microsoft ชี้ให้เห็นว่าบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมด้าน AI อย่างเหมาะสม มีแนวโน้มที่จะมองเห็นคุณค่าของ AI มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.9 เท่า โดยเฉพาะในด้านการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพงาน3 ดังนั้น องค์กรจึงควรเริ่มต้นจากการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของ AI พร้อมปลูกฝังแนวคิดด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการใช้งาน เพื่อให้บุคลากรมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพราะเมื่อการเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่คือโอกาสในการยกระดับความสามารถของคนและองค์กรไปพร้อมกัน

AI Culture ต่อความสามารถในการแข่งขัน
การมี AI Culture อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อกระแสเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน องค์กรที่มีวัฒนธรรมการใช้ช้อมูลและ AI อย่างมีระบบจะสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น พร้อมทั้งสร้างสิ่งใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง ตามข้อมูลของ Deloitte ยังระบุว่า องค์กรที่ใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจสูงถึง 48% ภายในหนึ่งปี ในขณะที่องค์กรที่ขาดวัฒนธรรมดังกล่าวกลับเผชิญปัญหาด้านการปรับตัว4 ทั้งนี้ AI Culture ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างและ ความคิดของผู้คนภายในองค์กรยังเป็นจุดแข็งที่ยากจะลอกเลียนแบบ เพราะไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีอย่างฉาบฉวย แต่เป็นแนวคิดและพฤติกรรมที่สอดคล้องกันในทุกระดับขององค์กร

สุดท้ายนี้ ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์อันล้ำค่า การแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำ คือหัวใจของความสำเร็จ และ “AI Culture” คือกลไกสำคัญที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ก้าวเดินไปพร้อมกับ AI อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน

โฆษก กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ห่วงกรณี สหรัฐอเมริกา ที่นำเรื่องภาษี 36 % , มาเป็นเครื่องมือ บีบ รัฐบาล ให้ ยุติ การ สู้รบ กับ กัมพูชา

(27 ก.ค. 68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษก คณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิ สภา กล่าวว่า การที่ประธานาธิปดีโดนัล ทรัมป์ ผู้นำ สหรัฐอเมริกา ได้โทรศัพท์ มาเพื่อพูดดุยกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย  รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ เจรจากับ ผู้นำ กัมพูชา  เพื่อ ยุติการ สู้รบ โดยเร็ว โดย ที่ ทรัมป์ ได้นำเอา เรื่องการ เจรจาต่อรอง ระหว่าง รัฐบาล กับ สหรัฐอเมริกา ในเรื่อง ภาษีการส่งออกสินค้า 36 % มาเป็น ข้อ ต่อรอง ว่า ถ้าการสู้รบ ยังไม่ยุติ สหรัฐอเมริกา จะไม่ เจรจาเรื่องของ อัตราภาษี

ทางหนึ่ง เป็นความหวังของ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ต้องการเห็นการ สู้รบ ขยายขอบเขตและยึดเยื้อ เพราะผู้ได้รับผลกระทบหนักหน่วงคือ ประชาชน ที่ต้องมีการ อพยพ ทั้งฝ่ายไทย และ กัมพูชา ในฐานะที่ สหรัฐเป็น พี่ใหญ่ ที่เป็น มหาอำนาจ ถือเป็นการ ปฏิบัติ ที่ถูกต้อง แต่อีกทางหนึ่งการใช้เรื่อง ภาษีส่งออก 36 %  มาเป็นเหมือการบังคับกลายๆว่า ถ้าไทย ไม่มีการ เจรจากับกัมพูชา เพื่อ ยุติ ปัญหาการสู้รบ เพื่อกลับเข้าสู่การ เจรจา ทรัมป์ จะไม่ เจรจากับ ผู้แทนรัฐบาลไทยในเรื่องการ ลดภาษี 36 % คนไทยส่วนใหญ่ หลังการรับรู้ข่าวที่เกิดขึ้น สร้างความไม่สบายใจ และเป็นห่วงกับ สถานการณ์การสู้รบ ที่เกิดขึ้น หาก รัฐบาล ต้องทำตาม ข้อเรียกร้องของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำเอาการเจรจาเรื่องภาษีมาเป็นข้อ ต่อรอง

คณะกรรมาธิการทหารฯ ซึ่งติดตามสถานการณ์การสู้รบ และการใช้การทูตเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด มีความเป็นห่วงกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยขอให้ รัฐบาล มีความตระหนัก ในการดำเนินนโยบายต่างๆประเทศ กับ มหาอำนาจ อย่าง สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรกับไทย และ กัมพูชา  เพื่อมิให้มีความ เอนเอียง ไปยังมหาอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยเด็ดขาด

และ รัฐบาล ต้องไม่ หมกเม็ก นำเรื่อง ภาษี 36%  เพื่อที่จะ ทำตามความต้องการของ สหรัฐอเมริกา เพราะเรื่องภาษี เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องไม่นำมาเกี่ยวข้องกับการ สู้รบ และ ข้อพิพาท ในเรื่องของ ดินแดน ไทย-กัมพูชา รวมทั้ง รัฐบาล ต้อง เปิดเผย ข้อเท็จจริง กับประชาชน โฆษก กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวท้ายสุด

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top