Thursday, 20 August 2026
Hard News Team

ผบ.ตร.ควง ปลัด มท.,ปลัด สธ.และเลขา ป.ป.ส. ตรวจเยี่ยมโครงการ 'หนองบัวลำภูต้นแบบสีขาวปลอดยาเสพติด'

ผบ.ตร.ควง ปลัด มท.,ปลัด สธ.และเลขา ป.ป.ส. ตรวจเยี่ยมโครงการ 'หนองบัวลำภูต้นแบบสีขาวปลอดยาเสพติด' ชื่นชมความสำเร็จ ชงเป็นโมเดลยั่งยืนต้นแบบ ขยายใช้ทั่วประเทศสนองนโยบายรัฐบาล ด้านผู้บำบัดขอบคุณภาครัฐ เหมือนได้ชีวิตใหม่ พร้อมมอบรางวัล “ทำดีมีรางวัล” ให้ สวญ.สภ.หัวโทน จ.ร้อยเอ็ด ผู้คิดค้นรูปแบบเฝ้าระวังผู้ป่วยจิตเวช 

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. นายสุวิทย์ จันทร์หวร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัยผู้บัญชาการ ประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.พงพิพัฒน์ ศิริพรวิวัฒน์, ผบก.ภ.จว.หนองบัวลำภู ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามการดําเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด จังหวัดหนองบัวลําภู ในระยะเวลาเร่งด่วน 3 เดือน (หนองบัวลําภูต้นแบบสีขาวปลอดยาเสพติด) ณ ศูนย์ปฏิบัติการชุมชนยั่งยืนบ้านท่าอุทัย (ศาลาประชาคมบ้านท่าอุทัย) ต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู โดยมี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ให้การต้อนรับ 

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญใน ต.อุทัยสวรรค์ จ.หนองบำลำภู มติ ครม. โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำหนดให้ จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นโมเดลต้นแบบแก้ปัญหายาเสพติด 

จังหวัดหนองบัวลำภู จึงได้จัดทำโครงการ “หนองบัวลำภูต้นแบบจังหวัดสีขาว” มีผู้ว่าราชการจังหวัดนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน บูรณาการร่วมกันทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร สาธารณสุข มีผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดหนองบัวลำภูในระยะเวลาเร่งด่วน 3 เดือน ด้วยแนวทาง “หนองบัวลำภูต้นแบบจังหวัดสีขาวปลอดยาเสพติดครบวงจร” ที่ครอบคลุมมาตรการป้องกัน ปราบปราม บำบัดรักษา และฟื้นฟูสภาพทางสังคม ได้แก่ 1) การแก้ไขปัญหาด้วยแนวคิด Change for Good โดย “5 เสือพาพี่น้องทำความดี” ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และคุ้ม 2) จัดทำตู้ราชสีห์ ผ่านระบบ QRCODE กระจายทุกหมู่บ้าน ตลาด ชุมชน สถานที่ราชการในทุกอำเภอ เพื่อประชาชนร้องเรียนร้องทุกข์ และแจ้งเบาะแสการกระทำผิด 3) จัดชุดกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. รพ.สต. ตำรวจ อาสาตำรวจ และหัวหน้า/คณะกรรมการคุ้ม 5,149 คุ้ม คัดกรองและดูแลผู้ป่วยจิตเวช โดยมี อสม. และ กม. ที่ผ่านการอบรมการดูแลสังเกตผู้ป่วย ทั้งมีทีมผู้พิทักษ์ และชุดนาคาพิทักษ์ เข้าระงับเหตุทันที หากมีผู้ป่วยคลุ้มคลั่ง 4) จัดทำ Family folder รวบรวมข้อมูลปัจจัยเพื่อเลิกยาเสพติด การช่วยเหลือ และข้อมูลครอบครัว ครอบคลุมทั้งสุขภาพ รายได้ และข้อมูลอื่น ๆ พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทหมู่บ้าน/ชุมชนมีส่วนร่วม ด้วยกองทุนแม่ของแผ่นดิน 272 กองทุน กองทุนหมู่บ้านยั่งยืน 67 หมู่บ้าน ซึ่งจากการ Re X-ray ข้อมูลในพื้นที่ พบผู้เสพ 2,044 คน ผู้ค้า 389 คน ผู้ป่วยจิตเวช 320 คน และได้คัดกรองประชาชนอายุ 12-65 ปี ในชุมชน พบผู้เสพ 701 คน เข้ารับการคัดกรองจำแนกเป็นสีแดง เข้าบำบัดรักษาที่โรงพยาบาล และสีเหลือง สีเขียว บำบัดโดยชุมชน และในด้านปราบปราม ได้สนธิกำลังตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด ถนนสายหลัก 7 จุด ถนนสายรอง 721 จุด ทำการสุ่มตรวจ 644 ครั้ง ตรวจพัสดุไปรษณีย์ 6 ครั้ง ขยายผลเครือข่ายยาเสพติดทำการยึดทรัพย์แล้ว 2 คดี และได้สุ่มตรวจเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อหาสารเสพติด 76 หน่วย 3,783 ราย พบมีสารเสพติด 43 ราย เข้ารับการบำบัดรักษา

มีโครงการชุมชนยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี คือ โครงการชุมชนยั่งยืนบ้านท่าอุทัย ต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เป็นการบูณาการร่วมกันของตำรวจ ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ชุมชน ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่และวัดเข้ามามีส่วนในการร่วมกันแก้ปัญหา ปูพรมค้นหาผู้เสพในบ้านท่าอุทัย มีผู้เสพสมัครใจเข้าบำบัดจำนวน 48 ราย คัดกรองเป็นสีแดง 3 ราย นำส่งรักษาที่ รพ.นากลาง สีเหลือง 44 ราย และสีเขียว 1 ราย หลังจากนั้นนำทุกคนเข้าสู่การบำบัดฟื้นฟูตามรูปแบบ CBTx โดยใช้ชุดปฏิบัติการยั่งยืน จัดกิจกรรมบำบัดในรูปแบบผสมผสาน ทั้งศาสนาบำบัด อาชีพบำบัด และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์บำบัด เช่น การออกกำลังกาย การปลูกผัก ตัดอ้อย สามารถสร้างรายได้เสริมหลังฟื้นฟูสำเร็จ มีการตรวจปัสสาวะซ้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ยังมีผู้ที่มีผลติดยาเสพติดอยู่ไม่กี่ราย ส่วนที่เหลือหายเป็นปกติแล้ว คนที่ยังเลิกไม่ได้ ก็มีการรักษาต่อเนื่องไป ที่โครงการประสบความสำเร็จเพราะชุมชน ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม ให้กำลังใจสร้างความเชื่อมั่นผู้เสพให้ ลด ละ เลิก ร่วมกันตั้งฉายาว่า “ผู้กล้าท่าอุทัย” ทำให้ผู้เสพมีกำลังใจ บำบัดฟื้นฟูผ่าน เป็นคนดีคืนสู่สังคม ใช้ชีวิตปกสุขร่วมกับชุมชนได้ 

สำหรับบรรยากาศการตรวจเยี่ยมโครงการ เป็นไปด้วยรอยยิ้ม ความสำเร็จที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ผู้เสพบางส่วนที่ผ่านโครงการแล้วได้มีงานทำ ได้ก้มกราบ ขอบคุณทั้งน้ำตากับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้นำชุมชน ครอบครัวผู้เข้าร่วมโครงการได้ขอบคุณทุกๆภาคส่วนที่นำโครงการดีๆ เข้ามาช่วยบำบัดฟื้นฟู นำลูกหลานที่ติดยา ให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีคืนสู่สังคม ครอบครัว เหมือนได้ชีวิตใหม่ 

นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัลตามโครงการ “ทำดีมีรางวัล” ให้ พ.ต.ท.สมเกียรติ บัวนิล รรท.สวญ.สภ.หัวโทน จ.ร้อยเอ็ด ที่นำเอาเทคโนโลยี “line” มาใช้ในการบริหารจัดการเชิญ ครอบครัวผู้เสพ ผู้นำชุมชน ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข มาช่วยกันบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดตามโครงการชุมชนยั่งยืนฯ จนสามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นผู้คิดค้นมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน ผู้ป่วยจิตเวชก่อเหตุรุนแรง (หัวโทนโมเดล) ตามการขับเคลื่อนโครงการนาคาพิทักษ์ รักษ์ประชา ปัจจุบันมีทีมเผชิญเหตุ 2,549 ทีม และทีมผู้พิทักษ์ 3,361 ทีม พร้อมบูรณาการเจ้าหน้าที่ฟื้นฟู และส่งเสริมทักษะใช้ชีวิตในสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตในสังคมได้

ผบ.ตร.กล่าวว่า “ หลังการมีมติประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีข้อสั่งการเรื่องยาเสพติด กำหนดให้จังหวัดหนองบัวลำภูเป็นต้นแบบของจังหวัดสีขาว ตนได้ส่งชุดตำรวจภูธรภาค 4 มาช่วยในการปราบปราม และส่งทีมวิทยากรต้นแบบ มาช่วยในชุมชนยั่งยืน สามารถค้นหาผู้เสพได้มาก และปราบปรามยาเสพติดได้เป็นอย่างดี แต่ภารกิจการแก้ปัญหายาเสพติดยังไม่จบ การทำงานต้องบูรณาการพื้นที่ที่ต้องดำเนินการต่อไปเพื่อทำให้ทุกอย่างดีขึ้น นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทุกจังหวัด เป็นขุนพลช่วยสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ลงพื้นที่แก้ปัญหาและติดตามการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพราะ “การลงพื้นที่” เป็นคำตอบสุดท้ายที่พี่น้องประชาชนจะพึงพอใจและรู้สึกว่าปลอดภัย ดังนั้นตำรวจทุกหน่วยต้องร่วมกันลงพื้นที่ร่วมกันบูรณาการกับฝ่ายปกครองและทุกหน่วยอย่างจริงจังต่อเนื่อง

จังหวัดหนองบัวลำภู ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามโครงการ “หนองบัวลำภูต้นแบบจังหวัดสีขาว” มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่เข้มแข็ง นั่งหัวโต๊ะร่วมกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข ชุมชน รวมทั้งวัด ในการนำผู้เสพเข้าสู่ขบวนการบำบัดฟื้นฟู โดยเฉพาะโครงการชุมชนยั่งยืนฯ บ้านท่าอุทัย ซึ่งหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรม ทุกภาคส่วนลงพื้นที่ร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง มีการค้นหาผู้เสพ เข้าสู่กระบวนการชุมชนบำบัดฟื้นฟู ฝึกอาชีพ สร้างรายได้ ที่สำคัญ ชาวบ้านต่างให้กำลังใจผู้เสพให้ลดละเลิก จนโครงการประสบความสำเร็จ สามารถคืนคนดีสู่สังคมได้ 

'บิ๊กต่อ' รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ติดตามโครงการชุมชนยั้งยืน (นาคาพิทักษ์ รักษ์ประชา) ในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด

(7 กุมภาพันธ์ 2566) เวลา 10.00 น. พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะตรวจติดตามโครงการชุมชนยั่งยืน (นาคาพิทักษ์รักษ์ประชา) ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พลตำรวจตรี กิตติศักดิ์ จำรัสประเสริฐ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้กำกับการ หัวหน้าสถานี ให้การต้อนรับ และร่วมประชุมติดตาม ณ ห้องประชุมตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด  

นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดที่มีแนวโน้มรุนแรง มีผู้ใช้ยาเสพติดมาเป็นเวลานาน หรือจำนวนที่มาก ทำให้เกิดประสาทหลอนถึงขั้นกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช ก่อเหตุทำร้ายประชาชนให้ได้รับบาดเจ็บ และบางกรณีถึงแก่ชีวิต จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงมีการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการการดูแล ป้องกัน เฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหาผู้เสพสารเสพติดที่มีอาการทางจิต ระหว่าง ตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนตามโครงการบริหารจัดการแบบบูรณาการ กรณีผู้มีอาการทางจิตก่อเหตุ ของตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด บูรณาการร่วมกันในการดูแล ป้องกัน เฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหาผู้ป่วยจิตเวช พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ชื่อว่า Smart Tele Mind 101 เพื่อรวบรวมส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ให้เกิดการประสานงานในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ กลไกลการแก้ไขปัญหา ทั้งตำรวจ ฝ่ายปกครอง และสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการเสริมศักยภาพและพัฒนาทีมระงับเหตุ 64 ทีม และทีมผู้พิทักษ์ 119 ทีม ภายใต้การบูรณาการร่วมกันของภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ จนเกิดเป็น “หัวโทนโมเดล” ซึ่งเป็นทีมผู้พิทักษ์ ของสถานีตำรวจภูธรหัวโทน อำเภอสุวรรณภูมิ ที่มีความเข้มแข็งในการร่วมกันดูแลและแก้ไขปัญหาผู้ป่วยจิตเวชจนประสบผลสำเร็จ ด้วยการประสานความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในช่วยกันการติดตาม ดูแล ผู้ป่วยจิตเวช ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน สร้างความไว้ใจ อบอุ่นใจ และการให้ความร่วมมือในการแจ้งข้อมูลของผู้ป่วยให้กับเจ้าหน้าที่ทราบทุกวัน นำไปสู่การดูแลรักษาที่ต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ เป็นการคืนคนดีสู่สังคม

ทางด้าน พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นสังคมที่สงบสุข ตามทิศทางการพัฒนาของจังหวัด ที่เน้นการพัฒนาโดยใช้ชุมชนเข็มแข็ง สอดรับกับการดำเนินงานโครงการชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นโครงการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน โดยเสริมสร้างให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาพิษภัยของยาเสพติด โครงการดังกล่าวประกอบด้วยกระบวนการลงพื้นที่เพื่อค้นหาผู้ติดยาเสพติดทุกครัวเรือนในชุมชน การคัดกรอง การฟื้นฟูและลดอันตรายจากยาเสพติด เน้นการบำบัดโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม อีกทั้งสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและติดตามผลเพื่อส่งต่อความยั่งยืน ปัจจุบันมีหลายชุมชนที่ดำเนินการบำบัดฟื้นฟูการใช้ยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและสามารถดูแลผู้ใช้ยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ผ่านการบำบัดมีพลังในการดำเนินชีวิตและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างสงบสุข จึงได้นำชุมชนเหล่านี้มาเป็นชุมชนต้นแบบ เพื่อให้ชุมชนทั่วประเทศได้นำรูปแบบไปเป็นแนวทางปฎิบัติในการดูแลผู้ใช้ยาเสพติดในชุมชนของตนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ต่อไป

8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ‘จ่าคลั่ง’ ก่อเหตุกราดยิงที่โคราช หนึ่งในโศกนาฏกรรม ครั้งเลวร้ายที่สุดของไทย

ครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์ จ่าคลั่ง ก่อเหตุกราดยิงผู้บริสุทธิ์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

เรียกว่ายังคงจำฝังใจคนไทย สำหรับเหตุการณ์ กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2563 เป็นเหตุกราดยิงในจังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 กรณีจ่าสิบเอก จักรพันธ์ ถมมา ใช้ปืนยิงผู้บังคับบัญชาและญาติถึงแก่ความตาย แล้วหลบหนีเข้ามาในตัวเมือง กราดยิงผู้คนตามรายทาง ก่อนเข้าไปซ่อนตัวหลบอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จับบุคคลในห้างเป็นตัวประกัน 

สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้นเริ่มขึ้น เวลาประมาณ 15.30 น. 8 กุมภาพันธ์ 2563 จ่าสิบเอก จักรพันธ์ ใช้ปืนยิงผู้บังคับบัญชา คือ พันเอก อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ อายุ 48 ปี ผู้บังคับกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 และนางอนงค์ มิตรจันทร์ อายุ 65 ปี แม่ยายของพันเอก อนันต์ฐโรจน์ ถึงแก่ความตายที่บ้านพักในตำบลหนองจะบก อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ขณะที่นายหน้าวิ่งหนีไป จึงถูกไล่ยิงเข้าข้างหลังแต่ไม่เสียชีวิต

จากนั้น จ่าสิบเอก จักรพันธ์ ไปชิงอาวุธสงครามออกมาจากคลังอาวุธกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ตำบลไชยมงคล โดยยิงทหารเวรกองรักษาการณ์ และทหารดูแลคลังอาวุธ มีพลทหารบาดเจ็บ 1 นาย เสียชีวิตอีก 1 นาย ต่อมา จ่าสิบเอก จักรพันธ์ ขับรถฮัมวีหลบหนีออกไปทางด้านหลังค่าย มุ่งไปทางวัดป่าศรัทธารวม ตำบลหัวทะเล เพราะทราบว่าภรรยาของผู้บังคับบัญชาออกไปทำบุญที่วัดป่าศรัทธารวม ได้กราดยิงผู้คนตามรายทางถึงแก่ความตายรวม 9 คน คนร้ายกราดยิงกระสุนนับร้อยนัด โดยยิงคนในรถเสียชีวิตและบาดเจ็บ ยังยิงเด็กนักเรียนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์และยังเดินไปยิงซ้ำอีก จากนั้นมีตำรวจมา 2 นาย ไม่ทันลงจากรถก็ถูกยิงจนพรุนเสียชีวิต แต่ปรากฏว่า ได้ทราบว่า ภรรยาของผู้บังคับบัญชาไปกินข้าวที่เทอร์มินอล 21 โคราช

มณฑลทหารบกที่ 25 เป็นเจ้าภาพจัดโครงการ 'สภากาแฟจังหวัดสุรินทร์'

(7 ก.พ.66) เวลา 07.00 – 08.30 น. พลตรี สาธิต เกิดโภค ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นผู้แทนหน่วยงานด้านความมั่นคง สังกัดกระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในจังหวัดสุรินทร์ เป็นเจ้าภาพร่วมจัดงาน “สภากาแฟจังหวัดสุรินทร์ ครั้งที่ 2” ณ ศูนย์พัฒนากีฬากอล์ฟ มณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน 

โดยมี นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธาน ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารสถานศึกษา เข้าร่วมในกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งโครงการสภากาแฟ เป็นกิจกรรมที่จังหวัดสุรินทร์ จัดให้มีพบปะพูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการในลักษณะนี้ ในห้วงเช้าๆ เดือนละ 1 ครั้ง โดยจะมีการหมุนเวียนหน่วยงานในจังหวัดสุรินทร์เป็นเจ้าภาพ 

กองทัพเรือ ติดตั้งเครื่องบำบัดฝุ่น PM 2.5 เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศ

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ เร่งดำเนินการติดตั้งเครื่องบำบัดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 ก.พ.66 ที่ผ่านมา ได้ติดตั้ง ณ พื้นที่บริเวณนันทอุทยานสโมสร วังนันทอุทยาน จำนวน 2 เครื่อง เบื้องต้นในพื้นที่กรุงเทพฯ จะติดตั้งทั้งหมด 13 เครื่อง

จากสถานการณ์มลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่เขตเมืองและพื้นที่ชุมชน ที่มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหา และลดต้นเหตุการณ์เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ จึงได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องบำบัดฝุ่น PM 2.5 จำนวน 2 เครื่อง ที่กรมอู่ทหารเรือได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้น ณ บริเวณลานจอดรถฝั่งด้านหน้านันทอุทยานสโมสร กองบัญชาการกองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนมาใช้บริการและออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก โดยในเบื้องต้นจะดำเนินการติดตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 13 เครื่อง

สำหรับเครื่องบำบัดฝุ่น PM 2.5 และกำจัดเชื้อโรค ดังกล่าว กองทัพเรือ โดยกรมอู่ทหารเรือ ได้ดำเนินการต่อยอดเครื่องบำบัดฝุ่น PM 2.5 เเละกำจัดเชื้อโรคจากเครื่องต้นเเบบของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ตั้งเป็นคณะทำงานโครงการสร้างเครื่องบำบัดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งผลจากการทดลองในห้องทดลอง อู่ทหารเรือธนบุรี ด้วยควันที่มีความเข้มข้น PM 2.5 สูงกว่า 6,000 PPM ที่อัตราการบำบัด 4 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระบบการกรอง Hight Efficiency Particulate Air ใช้เวลา 30 นาที ในห้องทดลองขนาด 4x6x6 เมตร ปริมาตร 144 ลูกบาศก์เมตร เครื่องทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่า 90% คุณภาพอากาศได้มาตรฐาน กรมควบคุมมลพิษ ต่ำกว่า 50 PPM และนอกจากฝุ่น PM 2.5 แล้ว เครื่องบำบัดฝุ่นนี้ ยังสามารถกำจัดเชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสต่างๆ ในระบบปรับอากาศรวม ซึ่งพบว่าสารประเภทแบคทีเรีย และไวรัสในอากาศ อาทิ ไวรัสโควิด -19 และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย อาทิ สาร Butadiene Toluene และกลุ่มสาร Aromatic hydrocarbons ถูกทำลาย โดยมีปริมาณลดลงภายใน 30 นาที ภายหลังการเดินเครื่อง 

‘ประธานสภามวยโลก’ มอบเข็มขัด WBC ให้ ‘บิ๊กตู่’ พร้อมหารือส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงกีฬา - ดันมวยไทยสู่สากล

ประธานสภามวยโลก ‘มัวริซิโอ สุไลมาน’ มอบเข็มขัด WBC เลือดนักสู้ให้ ‘บิ๊กตู่’ ก่อนหารือมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ผลักดันมวยไทยสู่ระดับสากล

(7 ก.พ.66) เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายมัวริซิโอ สุไลมาน (Mr. Mauricio Saldivar Sulaiman) ประธานสภามวยโลก เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมงาน Amazing Muay Thai Festival ระหว่างวันที่ 4 - 6 กุมภาพันธ์ 2566 ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

นายกรัฐมนตรี กล่าวยินดีที่ได้พบกับ ประธานสภามวยโลก (WBC) อีกครั้งหนึ่ง และแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 60 ปี ของการก่อตั้ง WBC ในปีนี้ และจะครบรอบ 20 ปีในปี 2567 ของการก่อตั้ง WBC Muay Thai อีกด้วย พร้อมขอบคุณ WBC สำหรับการสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพร่วมงาน ‘Amazing MuayThai Festival’ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนากีฬา โดยเฉพาะกีฬามวย ทั้งมวยสากล และมวยไทย เนื่องจากมวยไทยเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและศิลปะการป้องกันตัวประจำชาติ 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการส่งเสริมและพัฒนากีฬามวยไทยอย่างเป็นระบบในทุกมิติ โดยการกีฬาแห่งประเทศไทยได้จัดตั้ง สถาบันมวยไทยแห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นหน่วยงานกลางด้านความร่วมมือกับองค์กรภาคีทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งยังมีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกีฬามวยไทย (Muaythai Sport Hub) โดยได้มีการรับรองมาตรฐานค่ายมวยไทยไปแล้วกว่า 190 ค่าย เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

เสร็จแล้ว 1 พื้นที่ สานต่ออีก 7 โครงการ ‘บ้านคนไทยประชารัฐ’ เอาใจผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ-ผู้มีรายได้น้อย

(7 ก.พ. 66) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม. รับทราบผลการดำเนินโครงการ ‘บ้านคนไทยประชารัฐ’ บนที่ดินราชพัสดุ และมีมติอนุมัติให้กำหนดระยะเวลาการให้อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน สำหรับธุรกรรมนโยบายภาครัฐ โดยขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี ระหว่างวันที่ 3 ม.ค. 2566 - 2 ม.ค. 2567 เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยคงเดิม โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจปฏิบัติ ตามประกาศ ธปท. กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง และมติ ครม. อย่างเคร่งครัด

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มุ่งมั่นดำเนินโครงการบ้านคนไทยประชารัฐ จำนวน 2,757 ยูนิต เพื่อให้ประชาชน 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ / ผู้มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน และประชาชนทั่วไปได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โดยเป็นโครงการบ้านแฝด บ้านแถวอาคารชุดพักอาศัย ที่มีพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 28 ตร.ม. ในระดับราคา 350,000-700,000 บาท ซึ่งเป็นโครงการการผ่อนชำระสู่การเช่าระยะยาว กรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยเป็นของผู้ได้รับสิทธิอยู่อาศัยและผู้ได้รับสิทธิพัฒนาโครงการ ซึ่งมีมาตรการสินเชื่อ ดังนี้... 

'พิธา' ชี้ ครูกล้อนผมเด็ก สะท้อนใช้อำนาจเกินขอบเขต ลั่น!! หากก้าวไกลเป็น รบ. พร้อมดันกฎห้าม รร. ละเมิดสิทธิฯ

(7 ก.พ. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดีย แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่มีครูโรงเรียนแห่งหนึ่งกล้อนผมนักเรียนในโรงเรียน ว่าเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน แสดงให้เห็นว่าการลงนามยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยทรงผม ไม่ได้ช่วยทำให้นักเรียนมีเสรีภาพมากขึ้นจริงในทางปฏิบัติ เสนอแนะให้กระทรวงศึกษาธิการปกป้องสิทธิเสรีภาพนักเรียน เพื่อสร้างพลเมืองที่ตอบโจทย์โลกอนาคต

โดยพิธา กล่าวว่าตน รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ที่วันนี้ได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอโดยกลุ่มนักเรียนเลว ที่มีครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ ใช้กรรไกรเดินกล้อนผมนักเรียนกว่าร้อยคนจนแหว่งและเสียทรง ในระหว่างเข้าแถวตอนเช้า หลังจากนั้นก็บังคับให้นักเรียนทุกคนแก้ทรงผมกลายเป็นทรงนักเรียนขาว 3 ด้านทั้งหมด

แม้กฎเรื่องทรงผมโรงเรียนจะไม่ได้บังคับให้นักเรียนต้องตัดผมเกรียนก็ตาม นี่แสดงให้เห็นว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 เปลี่ยนเป็นการกำหนดแนวปฏิบัติกว้าง ๆ ให้สถานศึกษาแต่ละแห่งนำหลักเกณฑ์ไปกำหนดเป็นระเบียบเอง ไม่ได้เป็นการปลดปล่อยเสรีภาพเหนือร่างกายของนักเรียน แต่กลับทำให้กฎเกณฑ์เรื่องทรงผมนักเรียนถูกกำหนดอย่าง 'ไร้ขอบเขต' กว่าเดิม

“ผมคิดว่าการสอนและสร้างความสำนึกเรื่องสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพของมนุษย์ในโรงเรียน เป็นเรื่องเดียวกันกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะในโลกยุคปัจจุบันเราไม่สามารถเอาวิธีคิดแบบการผลิตพลทหารของโลกยุค 100 ปีก่อน มาใช้ในการสร้างสรรค์การเรียนรู้ สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการควรต้องทำจริง ๆ คือการประกาศระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ที่ห้ามบุคลากรทางการศึกษาทั้งครูและผู้บริหารโรงเรียน ไม่ให้ละเมิดสิทธิมนุษยชนตามนโยบายของพรรคก้าวไกล” พิธากล่าว

ต่างชาติยอมรับ ผ่าโมเดลเศรษฐกิจประเทศไทยในช่วงโควิด แบบอย่างความสำเร็จ ที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก

'ยูเอ็น' ยก 'โมเดลความสำเร็จของประเทศไทย' เป็นแบบอย่างที่ประสบความสำเร็จในการสร้างชาติ และมีการนำรายละเอียดไปเผยแพร่ต่อประชาคมโลก

ประวัติศาสตร์การส่งออกไทย ปี 65 กันสักเล็กน้อย ชาติไทยเรามีตัวเลขบวก 5.5% คิดเป็นมูลค่าก็เฉียด 10 ล้านล้านบาท

สำนักข่าว 'Bloomberg' ประกาศให้ไทยอันดับ 1 ประเทศแนวโน้มจะเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ที่มีภาพรวมทางเศรษฐกิจดีที่สุดในปี 2564

ฝ่าวิกฤตสร้างเงินเข้าประเทศ ตั้งเป้าส่งออก 2566 บวก 1 - 2% เผยผ่านค้าชายแดนปี 65 ร่วม 1,029,837 ล้านบาท!

*** ที่ยกมาข้างต้น คือ สรุปข่าวจากสื่อชั้นนำทั่วโลกที่กล่าวถึงไทย

ถึงวันนี้เป็นที่ยอมรับกันว่า ปัจจัยโดดเด่นของไทยยังคงเป็น 'เศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพ' รวมถึงภาคการเงินอันเข้มแข็ง และสวัสดิการด้านสุขภาพที่ดี ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของประเทศสามารถเข้าถึง นั่นคือ 3 เหตุผลหลัก ซึ่งทำให้บ้านเรายังคงมีกำลังการผลิตสูงตลอดมา ทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยสามารถอธิบายง่ายๆ ว่า "แม้ขณะที่ผู้คนหลบอยู่ในบ้าน ไร้ซึ่งการพบปะสังสรรค์ทั้งระดับท้องถิ่นและนานาชาติ แต่การบริโภคกลับไม่เคยลดลง" เพราะฉะนั้นการส่งออก โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม จึงเติบโตฉุดภาพรวมพลิกฟื้นยืนขึ้นอย่างสง่างาม

องค์การการค้าโลก (WTO) ทำรายงาน 'Trade Policy Review' สำหรับไทยบนฐานะสมาชิกฯ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุ "...ประเทศไทยช่วง 5 ปี (พ.ศ. 2558 - 2562) มีอัตราขยายตัวเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 3.4% ปัจจัยหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออก และยังมีโครงสร้างของภาคบริการ ซึ่งรวมถึงการก่อสร้าง ในสัดส่วนถึง 61% ต่อจีดีพี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ 58%

และว่า “...ฐานะทางการคลังของไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 224.3 พันล้านดอลลาร์ เมื่อสิ้นปี 2562 ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทแข็งค่า และกดดันต่อขีดแข่งขันการค้าระหว่างประเทศ แม้เงินบาทอ่อนค่าลงช่วงต้นปี จากการระบาดโควิดก็ตาม" พร้อมยังยกย่องรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า “...ต้องขอบคุณรัฐบาลไทยที่เคร่งครัดต่อสุขภาพทางการคลังตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการออกกฎหมายว่าด้วยความรับผิดชอบทางการคลัง หรือ Fiscal Responsibility Act (FRA) ซึ่งเข้มงวดเรื่องเป้าหมายหนี้ การใช้งบประมาณ และการลงทุนต่างๆ”

หันมาดูสถานะการส่งออกเดือนในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 ที่หมวดสินค้าเกษตร นำเม็ดเงินเข้าประเทศถึง 72,992 ล้านบาท โดยภาพรวมของสินค้าขยายตัวดี ได้แก่ ไก่สด (ทั้งแช่เย็น - แช่แข็ง) สับปะรดสด ทุเรียนสด (เฉพาะทุเรียนขายได้ 8,016 ล้านบาท แม้ผลผลิตจะน้อยกว่าปี 2564 เพราะฝนตกชุก)

‘เสี่ยติ่ง’ อวย ‘บิ๊กตู่’ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อุบ!! พฤหัสนี้รู้ พาลูกสาวซบ รทสช. หรือไม่

(7 ก.พ. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) อดีตหัวหน้าพรรคพลเมืองไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว น.ส.ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรักษาการหัวหน้าพรรคพลเมืองไทย จะย้ายไปสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ว่า ตนยังไม่ทราบ ส่วนที่ น.ส.ศิลัมพาขึ้นป้ายหาเสียงนั้น ขอให้รอดูความชัดเจนอีก 2 วัน ซึ่ง น.ส.ศิลัมพา เป็น ส.ส.อยู่แล้ว เช่นเดียวกับตน ขอให้รอความชัดเจนก่อน วันนี้ยังนึกไม่ออกว่าจะมาทั้งพ่อทั้งลูกหรือไม่ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังอยากที่จะช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมต่อหรือไม่ นายสัมพันธ์ กล่าวว่า เราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล คงสนับสนุนเหมือนเดิม อีกทั้งวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นสมาชิกพรรค รทสช.เท่านั้น ไม่ใช่หัวหน้าพรรค คงไม่มาชวนพวกเราให้เข้าพรรค อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้มาพบนายอนุชา บูรพชัยศรี รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรค รทสช. ยอมรับว่าได้คุยการเมืองในภาพ
กว้าง ๆ ยังไม่ได้มีอะไรชัดเจน ตนและพรรคจะมีการตัดสินใจในวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.พ.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top