Thursday, 20 August 2026
Hard News Team

'บิ๊กแจ๊ส' เตือน!! ชาวปทุมธานี ขอให้ดูที่ตัวบุคคลสำคัญ หากไม่มีคุณภาพ ก็ถือว่าเหยียบย่ำหัวใจคนปทุมฯ

เมื่อวันที่ (7 ก.พ. 66) ที่ตลาดนัดหน้าวัดธรรมสุขใจ คลองหนึ่ง ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี อุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และทีมงานได้ลงพื้นที่ตลาดนัดหน้าวัดซอยสามัคคี (วัดธรรมสุขใจ) โดยมี นายสุรพงษ์ อึ๊งอัมพรวิไล, นายศุภชัย นพขำ, นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ ส.ส.พรรคเพื่อไทย, นายสุทิน นพขำ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย, นายยุทธศักดิ์ (จ่ายุทธ) ชูประเสริฐ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย, นายยงยุทธ มั่นบุปผชาติ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย และนายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ และสมาชิกคนเสื้อแดงเดินทางมาให้การต้อนรับอย่างล้นหลาม 

โดยมี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี, ดร.ร.ต.อ.ตรีลูฟล์ ธูปกระจ่าง นายกนครรังสิต ได้เดินทางมาให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยและว่าที่ผู้สมัครทั้ง 7 เขต 

ส่วนบรรยากาศภายในตลาดนัดได้มีพ่อค้าแม่ค้าขอเซลฟี่กับอุ๊งอิ๊งเป็นระยะ ๆ ขณะที่เดินพบปะกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของต่างก็ขอสัมผัสและให้กำลังใจกับอุ๊งอี๊งสร้างความอบอุ่นและเป็นกันเอง โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พร้อมทีมงานและว่าที่ผู้สมัครได้ใช้เวลาเดินที่ตลาดนัดแห่งนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง 

ทั้งนี้ อุ๊งอี๊ง ได้กล่าวว่า "พรรคเพื่อไทยลุยลงพื้นที่หาเสียงเหมือนเดิม เราเลือกคนคุณภาพให้พี่น้องประชาชน เราได้มาตรงนี้และได้เดินทั่วตลาด จะเห็นมามีคนที่ชื่นชอบชื่นชอบเข้ามาทักมากมาย ถือว่าเป็นกำลังดี ๆ ในส่วนของเขตพื้นที่ต่าง ๆ หากมี ส.ส.ที่เป็นคนใหม่เข้ามาเรามีหน้าที่จะต้องแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายเรามีความเข้มแข็งเหมือนเดิม เราได้ให้ผู้สมัครในแต่ละเขตลงพื้นที่ ทำงานหนักของตัวเอง เพื่อจะได้ชนะใจประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจ เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ทุกคนต้องทำอยู่แล้ว และส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ทำงานหนักกันทุกคน 

"สำหรับพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ที่มีกระแสข่าวการเผาเสื้อ อุ๊งอิ๊งเองก็ทราบจากข่าว คนในพื้นที่เองก็ต้องอาศัยการปรับตัวในหลาย ๆ เขต เราได้เลือกคนที่ดีที่สุดให้ แต่บางเขตก็อาจจะไม่ถูกใจบางคนบางกลุ่ม เราก็เข้าใจได้ และต้องให้กำลังใจกันต่อไป ในส่วนของพรรครวมก็ต้องดูกันไป เรายังเน้นที่แลนสไลน์เหมือนเดิม เรายังไม่มีการพิจารณาเรื่องพรรคร่วมใด ๆ ทั้งสิ้น เราตั้งใจเดินหน้าหาเสียง ให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเยอะ ๆ จะได้เอานโยบายที่เราพูดแล้วทำจริงให้สำเร็จ พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมอย่างมีแผนรองรับที่จะทำให้นโยบายถูกขับเคลื่อนไปจริง ๆ และเราทำเต็มที่ ทุกพื้นที่ที่เราไปกระแสตอบรับดีมาก ๆ"

ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า "ในส่วนของเรื่องผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เรามี ส.ส.คนปัจจุบันอยู่กับเราทุกเขต และมีผู้สมัครที่เราคัดเลือกเพิ่มเติม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองที่ทำงานในพื้นที่อยู่แล้ว เช่น เป็น สจ. หรือเป็นนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตรงนี้เป็นข้อเด่นของเรา 

"จริงอยู่ในช่วงแรกเราได้สรรหาผู้สมัครไว้มากกว่าจำนวนเขต เพื่อที่จะให้ผู้สมัครมีโอกาสทำงาน แต่เมื่อยังไม่มีการประกาศตัว เราได้ให้ความเป็นอิสระในการทำงาน บางท่านอาจดูว่าเขตมันทับซ้อนกัน เขาก็ตัดสินใจไป ก็เป็นเรื่องของสิทธิ์เสรีภาพ เราไม่ได้ว่าอะไร แต่คนที่คงอยู่เป็นคนที่มั่นคงและมีความเชื่อมั่นฐานะคะแนนหรือฐานเสียงที่ได้ทำงานในพื้นที่มาโดยตลอดถือว่าเป็นจุดแข็งของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย

'ตำรวจ' ปลอมตัวเป็น นทท. บุกข้าวสาร รวบแก๊งเมียนมา ลอบเข้าเมือง เปิดร้านขายโรตี-เคบับ แย่งอาชีพคนไทย

(8 ก.พ. 66) ว่าที่ พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าภายในถนนข้าวสารและซอยรามบุตรี แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ว่ามีคนต่างด้าวจำนวนมาก มาเปิดร้านในลักษณะรถเข็น ขายโรตีและเคบับ ซึ่งเป็นอาชีพต้องห้าม แย่งอาชีพคนไทย

ต่อมาวันที่ 7 ก.พ. 66 จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รอง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ตรวจสอบ และประชุมวางแผน เพื่อดำเนินการเข้าตรวจสอบจับกุม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.ตม.1 อำพรางตัวเป็นนักท่องเที่ยวเข้าไปตรวจสอบตามที่ประชาชนให้เบาะแส พบว่าภายในซอยรามบุตรีมีคนต่างด้าวมาเปิดร้านขายโรตีและเคบับจำนวนหลายร้าน จึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พร้อมแสดงบัตรประจำตัวให้คนต่างด้าวดู

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบนั้น คนต่างด้าวหลายรายไหวตัวทันและวิ่งหลบหนีไป ทิ้งไว้เพียงรถเข็นขายของ จึงควบคุมตัวคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาไว้ได้ 11 ราย ได้แก่

1.) นายทะอ่อง อายุ 21 ปี, 2.) นาย โมยัมเอ อายุ 20 ปี, 3.) นาย ฮงทาย อายุ 33 ปี, 4.) นายอู อายุ 25 ปี, 5.) นาย โทเร อายุ 19 ปี, 6.) นาย มีโส อายุ 30. ปี, 7.) นาย ออจุน อายุ 33 ปี, 8.) น.ส.เลเนวี อายุ 29 ปี, 9.) น.ส.สาเน ทุย อายุ 33 ปี, 10.) น.ส.แวว อายยุ 46 ปี และ 11.) น.ส.มูมู อายุ 28 ปี

ซึ่งระหว่างการตรวจสอบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาทั้ง 11 ราย ไม่สามารถแสดงเอกสารหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานให้เจ้าหน้าที่ดูได้

ทั้งนี้ การเร่ขายสินค้านั้นเป็นงานต้องห้าม คนต่างด้าวไม่สามารถทำได้ อันเป็นความผิดตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ทั้งหมดยอมรับว่าได้ลักลอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางพรมแดนที่ติดกับประเทศไทย และเข้ามาเปิดร้านขายโรตีและเคบับ รวมถึงสินค้าอื่น ๆ โดยมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีรายได้เฉลี่ยต่อวันยังไม่หักต้นทุนถึง 1,000-1,500 บาท สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยที่ค้าขายอย่างถูกต้องในบริเวณดังกล่าวเป็นอย่างมาก

‘ศาลฎีกา’ ออกหมายจับ 'จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ' คดีรับตั๋วเครื่องบินจากอีสท์ วอเตอร์

(7 ก.พ.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.65 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) ได้มีคำสั่งออกหมายจับ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในคดี อม. 14/2565 ที่โจทก์ ยื่นฟ้องกล่าวหาว่ารับตั๋วเครื่องบินเป็นของขวัญมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท

โดยคดีดังกล่าว ศาลฎีกา อม. นัดพิจารณาครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 65 ซึ่งจำเลยไม่มาศาลในวันนัดดังกล่าว ศาลจึงออกหมายจับจำเลย ส่วนการพิจารณาคดีจำเลยได้แต่งทนายความเข้ามาต่อสู้คดี

สำหรับคดีดังกล่าวเป็นกรณีที่นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกับพวก กรณีรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อันไม่ควรได้ตามกฎหมาย

โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า ปี 2555 นายจารุพงศ์ กับพวก เดินทางไป-กลับ กทม.-ปักกิ่ง ประเทศจีน ด้วยสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ ชั้นธุรกิจ ตกราคาที่นั่งละ 39,000 บาท ต่อมาปี 2556 เดินทางไป-กลับ กทม.-กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ด้วยสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ชั้นธุรกิจ ตกราคาที่นั่งละ 20,000 บาทเศษ รวมมูลค่าที่ได้รับไปเกือบ 6 หมื่นบาท

ท่าเรือ 'มาบตาพุด' ระยะ 3 คืบ!! คาดปี 70 เปิดใช้ท่าเรือก๊าซ ช่วยรองรับการขนส่งก๊าซธรรมชาติได้ 31 ล้านตันต่อปี

(8 ก.พ. 66) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ว่า เป็นการรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบเหลวสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการ 6.4 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนของภาคเอกชน 5.2 หมื่นล้านบาท ภาครัฐ 1.2 หมื่นล้านบาท แบ่งดำเนินการเป็น 2 ช่วง คือ

ช่วงที่ 1 เป็นการร่วมทุนระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กับเอกชน เพื่อขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นพื้นที่ถมทะเล 1,000 ไร่ (พื้นที่หลังท่าและหน้าท่าพร้อมใช้งาน 550 ไร่ และพื้นที่กักเก็บตะกอนดิน 450 ไร่)
ช่วงที่ 2 เพื่อก่อสร้างท่าเรือสินค้าเหลว (แปลง A) และพื้นที่คลังสินค้าธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (แปลง C)

โดยในช่วงที่ 1 ได้ดำเนินการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและงานออกแบบรายละเอียดเรียบร้อยแล้ว ส่วนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แบ่งเป็น การถมทะเลคืบหน้า ร้อยละ 35.88 เร็วกว่าแผน ร้อยละ 2.91 ขณะที่การดำเนินการก่อสร้างเขื่อนกันทราย (Revetment) ก่อสร้างได้ระยะทาง 5,410 เมตร มีการใช้หินสะสม 1.17 ล้านลบ.ม. และได้เริ่มงานลงหิน Toe Rock & Rock Underlayer ก่อสร้างได้ระยะทาง 240/5,410 เมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จเปิดดำเนินการท่าเรือก๊าซได้ในปี 2570

เปิดแผน USAR Thailand สุดยอดทีมกู้ภัยไป 'ตุรเคีย' ช่วยเหลือผู้ตกค้างท่ามกลางความหนาวลบ 0 องศาฯ

หลังเหตุแผ่นดินไหวในตุรเคีย ขนาด 7.8 แมกนิจูด ความลึก 17.9 กม. สร้างความเสียหาย และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 4.8 พันคน แต่การช่วยเหลือท่ามกลางซากปรักหักพังของตึกสูง เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายระลอกนั้น ทางประเทศไทยก็ได้เตรียมส่งทีมช่วยเหลือ กู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search and Rescue) หรือทีม USAR Thailand ที่มีขีดความสามารถช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในซากตึก จากเหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้

โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) DDPM รายงานว่า ปภ.ตั้งทีมติดตามสถานการณ์ เตรียมพร้อมส่งทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (Urban Search and Rescue) หรือทีม USAR Thailand จำนวน 20 คน ไปช่วยเหลือภารกิจค้นหาและกู้ภัยทันทีที่ได้รับการประสาน พร้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ด้านการค้นหาและกู้ภัย ซึ่งทีม USAR Thailand ถือเป็นทีมปฏิบัติการพิเศษที่ ปภ.พัฒนาขึ้น มีศักยภาพในการปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย และมีความสามารถในการรองรับสาธารณภัยขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

สำหรับแผ่นดินไหวในตุรเคียในครั้งนี้ สร้างความสูญเสียจำนวนมาก แต่การเข้าไปช่วยเหลือต้องประสานกับทาง UN ที่เป็นตัวกลางประสานกับทีมกู้ภัยทั่วโลกกว่า 100 ทีม ลงพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือ

กระหึ่มอุ๊งอิ๊งลงพื้นที่ตลาดนัดเปิดตัวผู้สมัครส.ส. บิ๊กแจ๊ดมอบช่อดอกไม้เน้นคนปทุมให้เลือกคนดี

(7 ก.พ. 66) เวลา 17.00 น. ที่ตลาดนัดหน้าวัดธรรมสุขใจ คลองหนึ่ง ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี อุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมด้วย นพ.ชลน่าน  ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และทีมงานได้ลงพื้นที่ตลาดนัดหน้าวัดซอยสามัคคี(วัดธรรมสุขใจ)  โดยมี นายสุรพงษ์  อึ๊งอัมพรวิไล นายศุภชัย นพขำ นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ ส.ส. พรรคเพื่อไทย นายสุทิน นพขำ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เพื่อไทย นายยุทธศักดิ์(จ่ายุทธ) ชูประเสริฐ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย นายยงยุทธ มั่นบุปผชาติ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เพื่อไทย และนายมนัสนันท์ หลีนวรัตน์ และสมาชิกคนเสื้อแดงเดินทางมาให้การต้อนรับอย่างล้นหลาม ซึ่งในโอกาสนี้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ดร. ร.ต.อ.ตรีลูฟล์  ธูปกระจ่าง นายกนครรังสิต ได้เดินทางมาให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยและว่าที่ผู้สมัครทั้ง 7 เขต ส่วนบรรยากาศภายในตลาดนัดได้มีพ่อค้าแม่ค้าขอเซลฟี่กับอุ๊งอิ๊งเป็นระยะ ๆ 

ขณะที่เดินพบปะกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของต่างก็ขอสัมผัสและให้กำลังใจกับอุ๊งอี๊งสร้างความอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร พร้อมทีมงานและว่าที่ผู้สมัครได้ใช้เวลาเดินที่ตลาดนัดแห่งนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ อุ๊งอี๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย กล่าวว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยลุยลงพื้นที่หาเสียงเหมือนเดิม เราเลือกคนคุณภาพให้พี่น้องประชาชน เราได้มาตรงนี้และได้เดินทั่วตลาด จะเห็นมามีคนที่ชื่นชอบชื่นชอมเข้ามาทักมากมาย ถือว่าเป็นกำลังดี ๆ ในส่วนของเขตพื้นที่ต่าง ๆ หากมี ส.ส.ที่เป็นคนใหม่เข้ามาเรามีหน้าที่จะต้องแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบายเรามีความเข้มแข็งเหมือนเดิม เราได้ให้ผู้สมัครในแต่ละเขตลงพื้นที่ ทำงานหนักของตัวเอง เพื่อจะได้ชนะใจประชาชนอย่างบริสุทธิ์ใจ เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ทุกคนต้องทำอยู่แล้ว และส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ทำงานหนักกันทุกคน สำหรับพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ที่มีกระแสข่าวการเผาเสื้อ อุ้งอิ้งเองก็ทราบจากข่าว คนในพื้นที่เองก็ต้องอาศัยการปรับตัวในหลาย ๆ เขต เราได้เลือกคนที่ดีที่สุดให้ 

แต่บางเขตก็อาจจะไม่ถูกใจบางคนบางกลุ่ม เราก็เข้าใจได้ และต้องให้กำลังใจกันต่อไป ในส่วนของพรรครวมก็ต้องดูกันไป เรายังเน้นที่แลนสไลน์เหมือนเดิม เรายังไม่มีการพิจารณาเรื่องพรรคร่วมใด ๆ ทั้งสิ้น เราตั้งใจเดินหน้าหาเสียง ให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยเยอะ ๆ จะได้เอานโยบายที่เราพูดแล้วทำจริงให้สำเร็จ พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมอย่างมีแผนรองรับที่จะทำให้นโยบายถูกขับเคลื่อนไปจริง ๆ และเราทำเต็มที่ ทุกพื้นที่ที่เราไปกระแสตอบรับดีมาก ๆ 

ส่วน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในส่วนของเรื่องผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เรามี ส.ส.คนปัจจุบันอยู่กับเราทุกเขต และมีผู้สมัครที่เราคัดเลือกเพิ่มเติม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองที่ทำงานในพื้นที่อยู่แล้ว เช่น เป็น สจ. หรือเป็นนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตรงนี้เป็นข้อเด่นของเรา จริงอยู่ในช่วงแรกเราได้สรรหาผู้สมัครไว้มากกว่าจำนวนเขต เพื่อที่จะให้ผู้สมัครมีโอกาสทำงาน แต่เมื่อยังไม่มีการประกาศตัว เราได้ให้ความเป็นอิสระในการทำงาน บางท่านอาจดูว่าเขตมันทับซ้อนกัน เขาก็ตัดสินใจไป ก็เป็นเรื่องของสิทธิ์เสรีภาพ เราไม่ได้ว่าอะไร แต่คนที่คงอยู่เป็นคนที่มั่นคงและมีความเชื่อมั่นฐานะคะแนนหรือฐานเสียงที่ได้ทำงานในพื้นที่มาโดยตลอดถือว่าเป็นจุดแข็งของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในส่วนของฐานเสียงของนายก อบจ.ปทุมธานี ขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฐานเสียงของใคร 

'เพจดัง' ติง!! กรณีนักท่องเที่ยวจีนถูก 'โกง-ทำร้าย' ที่ภูเก็ต "ถ้า จนท.ช่วยจริงจังแต่แรก เรื่องแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้น"

ไม่นานมานี้ เพจ 'ลุยจีน' ได้โพสต์ข้อความแจ้ง กรณีนักท่องเที่ยวจีนถูกบริษัททัวร์ภูเก็ตทำร้ายและโกง (อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ที่ >> https://facebook.com/100064606066871/posts/pfbid02ircqQ1vk7gPwecVSsJUi9gtevFucTeqJQRoKZEPkfiuqKXmffXjCkeAs52VVKDgtl/) โดยล่าสุดได้มีการจับกุมผู้กระทำผิดแล้ว ว่า...

จับแล้วเมื่อวานครับ เคสพนักงานบริษัททัวร์อักษรย่อ บ ที่ทำร้าย นทท.จีนปลาย ม.ค. จนเป็นคลิปไวรัลที่จีน

เบื้องต้นให้การรับสารภาพ มีการตรวจยึดมีดที่ใช้ก่อเหตุ และส่งฟ้องศาลต่อไป

แต่ประเด็นที่คนจีนตั้งคำถามกันคือ "ถ้า ตร. ท่องเที่ยวไทย ไปช่วยเรื่องนี้อย่างจริงจังแต่แรก ไม่โยนเรื่องให้คนอื่น เรื่องแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นมั้ย?" 

บิ๊กบอสแห่งศึก ONE โดนท้าต่อยในฟิตเนส แต่เลือกปฏิเสธ แม้คว่ำคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย

เมื่อวันที่ (7 ก.พ. 66) 'ชาตรี ศิษย์ยอดธง' ประธานวัน แชมเปียนชิพ องค์กรศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวระดับโลก ออกมาเผยเรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เขาโดนนักท่องเที่ยวท้าต่อยที่ฟิตเนส ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

บิ๊กบอสแห่งศึก ONE เผยว่าระหว่างที่เขากำลังออกกำลังกายในฟิตเนสของโรงแรม จู่ ๆ ก็มีชายคนหนึ่งมาหาเรื่องชวนทะเลาะวิวาททำนองท้าต่อย แต่เจ้าตัวไม่อยากจะให้เรื่องบานปลาย ไม่อยากใช้ความรุนแรง จึงเลือกที่จะกล่าวปฏิเสธแบบสุภาพ

"นักท่องเที่ยวหัวรุนแรงรายหนึ่งเดินมาประจันหน้า แล้วท้าชกกับผมเมื่อวานนี้ ที่ฟิตเนสของโรงแรมที่ผมไปพักเป็นประจำในเมืองหัวหิน ประเทศไทย ผมมักจะแวะมาพักผ่อนระหว่างมาทำงานที่เมืองไทย เขามาเผชิญหน้ากับผมเพื่อขอใช้เครื่องออกกำลังกาย ซึ่งอ้างว่าเป็นของตัวเอง ตอนนั้นผมขอโทษเขาไปอย่างสุภาพ แต่ก็บอกไปด้วยว่านี่ไม่ใช่เครื่องของเขา ผมก็แค่มาใช้งานตอนที่มันกำลังว่าง ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่เขาถามผมว่า ผมมีปัญหากับเขาหรอ ออกไปเจอกันข้างนอกหน่อยไหม" ชาตรี เริ่มกล่าว

"ผมคิดไม่ออกเลยสักนิดว่าผมจะเดินออกไปข้างนอก เพื่อสั่งสอนคนขี้คุยแบบนี้อย่างไรดี แต่ผมเห็นว่าเขามากับแฟน ผมตัดสินใจไม่อยากทำให้สถานการณ์บานปลาย ผมเลยรีบขอโทษเขาไปอย่างสุภาพอีกหนึ่งครั้ง และอวยพรให้เขามีสุขภาพที่ดี ก่อนจะเดินออกมา"

ส่องมาตรการช่วยเหลือยามโควิด19 ระบาด คำสัญญาว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” จากบิ๊กตู่

ด้วยคำยืนยันจากปากของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ 'ประยุทธ์ จันทร์โอชา' ว่า "เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ซึ่งคือคำสัญญาอย่างดีที่มีต่อประชาชนชาวไทย โดยเห็นเป็นรูปธรรมที่สุดผ่านนโยบายต่าง ๆ ท่ามกลางวิกฤต ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยไม่เคยทิ้งใครไว้ข้างหลังจริง ๆ อย่างที่ลั่นวาจา

โดยอาจสรุปย่อ ๆ ได้ดังนี้ มาตรการดูแลค่าเสี่ยงภัยให้บุคลากรทางการแพทย์ 20,000 เยียวยาผู้ประกอบการต่าง ๆ ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการดูแลเยียวยาอาชีพอิสระที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม เช่น แรงงานนอกระบบประกันสังคม 16 ล้านคน ชดเชยรายได้เกษตรกร 10 ล้านคน เยียวยากลุ่มเปราะบาง 6.8 ล้านคน รวมถึงกลุ่มผู้ไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ อีก 1.16 ล้านคน

เฉพาะยอดรวมงบประมาณการดูแลและเยียวยา (รอบสอง) ก็ได้ใช้จ่ายเพื่อ 'ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง' ไปถึง 455,956 ล้านบาท ช่วยเหลือแรงงานคนไทยได้เกือบ 34 ล้านคน หรือมากกว่า 50% ของประชากรทั้งประเทศ พร้อมกับปล่อยสินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อพิเศษ สินเชื่อเพิ่มสภาพคล่องฯ รวมถึงการยืดชำระ ลดหย่อน ยกเว้นภาษีแทบทุกรูปแบบ คิดเป็นรายได้ที่รัฐต้องแบกรับเกินกว่าสามพันล้านบาท

ไทยเราบอบช้ำกับการระบาดรอบสองอย่างแสนสาหัสที่สุด

กล่าวโดยย่อ คือ รัฐบาลใช้เงินจำนวนมหาศาลมากกว่า 2.8 ล้านล้านบาท ในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เพื่อดูแลความเดือดร้อนไม่ให้ตกอยู่กับประชาชนจนมากเกินไปนั่นเอง

หากพวกอยู่ไม่สุขอยากทราบว่างบประมาณเท่านี้ซื้อเรือดำน้ำได้กี่ลำ? ก็อยากให้ลองเอาตัวเลข 11,250 ล้านบาทหารดู โดยที่ไทยยังติดอยู่ใน 4 ประเทศอาเซียนที่ยัง 'ไม่มีเรือดำน้ำ' เหมือนกับฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว แต่ยังรักษาแสนยานุภาพทางทหาร เป็นลำดับสามของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ย้อนตำนาน 'การเลือกตั้งครั้งแรก' ในประเทศไทย จุดเริ่มต้นของการใช้สิทธิ์ ของประชาชนไทย

หายใจอีกไม่กี่ที กะพริบตาอีกไม่กี่หนก็จะถึงช่วงเวลาที่ 'คนไทย' ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กว่า 52 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรก หรือที่เรียกว่า 'นิวโหวตเตอร์' จำนวนกว่า 8.1 แสนคน จะได้ใช้อำนาจทางการเมืองผ่านปลายปากกา เลือกผู้แทนราษฎรเข้าสภาอีกครั้ง 

ไม่ว่าเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลือกตั้ง จะเกิดจากการยุบสภา หรือ การสิ้นสุดวาระของสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม หากไม่มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน หรืออุบัติเหตุเกิดขึ้น คาดว่าห้วงเวลาของการจัดการเลือกตั้งใหญ่ จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ 

แต่ก่อนจะถึงวันเข้าคูหา กากบาทเลือกพรรคที่ชอบ & คนที่ใช่ The State Times ขอหยิบยกเอาเรื่องราวการเลือกตั้งของประเทศไทย นับจากอดีต สู่ปัจจุบัน มาบอกเล่ากัน โหมโรงเรื่องแรก #เลือกตั้งสตอรี่ เราพาย้อนเวลากลับไป ในวันที่คนไทยทุกคน เริ่มต้นเป็น 'นิวโหวตเตอร์' ในการเลือกตั้งครั้งแรก 

กว่า 90 ปีก่อน ห้วงเวลาแห่งการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน  2475 คือวันที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบอบการเมืองไทย ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นระบบรัฐสภา

กลไกการปกครองแบบประชาธิปไตยถูกประกอบสร้างและเริ่มวางรากฐานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การจัดการเลือกตั้ง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการเปิดทางให้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง

แค่ราว 1 ปี หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 10 ธันวาคม 2475 รัฐบาลคณะราษฎร  ซึ่งมีพระยาพหล พลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 โดยเป็น 'การเลือกตั้งทางอ้อม' ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top