Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘อ.อุ๋ย’ มอง!! คำวินิจฉัยศาล รธน. ทำเพื่อไทยสุญญากาศ ไม่มี!! ‘หัวหน้า – บอร์ดบริหาร’ เสี่ยงถูกยุบพรรค

(31 ส.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟสบุ๊กว่า

ผลสืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ให้คุณแพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (5) เพราะกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง ไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิของประเทศ ยึดถือประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ นั้น จะมีดังต่อไปนี้ 

1. รัฐธรรมนูญมาตรา 2560 มาตรา 211 กำหนดว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ ซึ่งรวมทั้งพรรคการเมือง 

2. ข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด) กำหนดคุณสมบัติของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งรวมถึงหัวหน้าพรรคด้วย ในข้อ 48 วรรค ท้าย กำหนดว่า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งก็คือ พรป. ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 15 (11) กำหนดว่า มาตรฐาน
ทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องเทียบเคียงได้กับมาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

3. ซึ่ง "มาตรฐานทางจริยธรรมที่ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" นี้ ก็อิงตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ซึ่งในส่วนอารัภบท (preamble) กำหนดให้ ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 วรรคสอง ด้วย 

4. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของคุณแพทองธารเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฯอันมีลักษณะร้ายแรงตาม ข้อ 6, 7, 8, 17, 21 ประกอบมาตรา 27 แล้ว นอกจากคุณแพทองธารจะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว จึงต้องถือว่าคุณแพทองธารพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 (แก้ไขล่าสุด พ.ศ. 2567) ข้อ 48 วรรคท้าย และส่งผลให้คณะกรรมการบริหารของพรรค พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตาม ข้อ 51 (2) ด้วย 

5. ดังนั้นในความเห็นของผม ตอนนี้พรรคเพื่อไทยจึงอยู่ในสภาวะสุญญากาศ ไม่มีหัวหน้าพรรค ไม่มีกรรมการบริหารพรรค ไม่มีอำนาจเรียกประชุม หรือลงมติใด ๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่ การกระทำใด ๆไ ถือเป็นโมฆะ และหากมีการให้คนนอกเข้ามาดีลแทน ก็ จะถูกยุบพรรคเพราะให้บุคคลซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาครอบงำพรรคด้วย 

6. นอกจากนี้ ขณะที่คุณแพทองธารสนทนากับฮุนเซน อันเป็นที่มาของคลิป คุณแพทองธารสวมหมวกสองใบคือ 1) หมวกของนายกรัฐมนตรี และ 2) หมวกของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดังนั้น เมื่อการกระทำของคุณแพทองธารจะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ผิดจริยธรรมร้ายแรง เพราะทำให้ประเทศเสียเกียรติภูมิ และยึดถือผลประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้ว 

7. ผมยังเห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะดำรงอยู่ไม่ได้ หากผู้นำประเทศไม่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 8 การที่คุณแพทองธารกล่าวว่าแม่ทัพภาคที่สอง เป็นคนละฝ่ายกับตน จึงเป็นการบั่นทอนพระเกียติยศและทำให้สถานะจอมทัพไทยขององค์พระมหากษัตริย์สั่นคลอนไปด้วย จึงถือได้ว่า พรรคเพื่อไทย โดยการกระทำของคุณแพทองธารซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกด้วย ตามมาตรา 92 (2) ต้องถูกยุบพรรค ต่อไป ตามมาตรา 92 วรรคท้าย 

8. สรุป ผมเห็นว่า 1) ตอนนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคหัวขาด ทำอะไรไม่ได้ จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ จนกว่าจะมีการตั้งกรรมการบริหารชุดให่และเลือกหัวหน้าพรรค และ 2) การกระทำของคุณแพทองธาร ในฐานะผู้แทนของพรรคเพื่อไทย เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 92 (2) แห่ง พรป. พรรคการเมือง ซึ่งเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้ (เทียบเคียงคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2567 กรณียุบพรรคก้าวไกล)

‘อนุทิน’ กินห่านพะโล้ ร้านดัง!! ‘ฉั่ว คิม เฮง’ ย่านกรุงเทพกรีฑา ไร้ท่าทีกังวล!! ไม่กดดัน ท่ามกลางสถานการณ์ชิงเก้าอี้นายกฯ

(31 ส.ค. 68) สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอให้พรรคประชาชนโหวตหนุนนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตของเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีแทนไปหนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  เป็นนายกรัฐมนตรี  โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี  ถึงขั้นยกเลิกการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ( ก.ตร.)  เพื่อไปเจรจากับพรรคประชาชน ด้วยตัวเอง

ส่วนบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยกลับตรงกันข้าม  ล่าสุด!! มีภาพหลุดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในช่วงเช้า ไปรับประทานห่านพะโล้เจ้าดัง ร้าน ฉั่ว คิม เฮง ย่านกรุงเทพกรีฑา  ซึ่งแต่งตัวสบายๆ โดยไม่มีท่าทีกดดันอะไรกับการวิ่งแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

แกนนำเพื่อไทย เยือน!! พรรคประชาชน ‘ธนาธร-ชัยธวัช’ โผล่!! ร้านกาแฟใกล้พรรค

(31 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย, นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค, นางสาวจิราพร สินธุไพร รองหัวหน้าพรรค พร้อมมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายชูศักดิ์ ว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร จะต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายชูศักดิ์ ได้ส่ายหัว ก่อนที่จะระบุว่า “เดี๋ยวเล่าให้ฟัง”

จากนั้น เจ้าหน้าที่พรรค ได้นำคณะทั้งหมดขึ้นไปด้านบนของที่ทำการพรรคประชาชน ซึ่งมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน รออยู่ก่อนแล้ว

ขณะที่ผู้สื่อข่าวสังเกตุเห็น นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้ยืนมองจากชั้นสองของที่ทำการพรรค ในระหว่างที่นายภูมิธรรม เดินทางมาถึง และกลุ่มมวลชนมีการตะโกนขับไล่ แต่ไม่ได้เกิดการชุลมุนแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนที่จะถึงเวลานัดหมายระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนในเวลา 14:00 น. ผู้สื่อข่าวได้เจอแกนนำคณะก้าวหน้า ได้แก่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายชัยธวัช ตุลาธน อยู่ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้ที่ทำการพรรคประชาชนประมาณ 100 เมตร

‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ วิเคราะห์ข้อเสนอ!! ‘พรรคประชาชน’ มอง!! ประชามติอาจเกิดขึ้นจริง แต่แก้รัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก

(31 ส.ค. 68) นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟสบุ๊ก ‘ข้อคิดเห็นต่อการจัดตั้งรัฐบาลและข้อเสนอของพรรคประชาชน’ โดยย้ำว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหา 4 ด้านใหญ่ๆ จำเป็นต้องเลือกพรรคแกนนำรัฐบาลให้ดีเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการทำประชามติอาจส่งผลเป็นเพียงแรงกดดันทางการเมือง แต่การแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นไปได้ยากหรืออาจไม่เกิดขึ้นจริง เพราะจำนวนของ สว.อาจไม่ครบตามกำหนดจากการตัดสินในคดีฮั้ว สว. หรือไม่มีหลักประกันได้ว่า สว.ที่รอดคดีมาจะสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่

เห็นข้อเสนอ 3 ข้อของพรรคประชาชนแล้ว ก็พอเข้าใจได้ว่าพรรคประชาชนคงเห็นว่ามาถึงขณะนี้แล้วไม่ว่าพรรคการเมืองใดจัดตั้งรัฐบาลก็คงอยู่ยากและไม่ควรอยู่นาน พรรคประชาชนต้องการผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป จึงเสนอให้ ครม.ชุดใหม่จัดทำประชามติช่วงเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น แต่พรรคประชาชนก็ไม่ต้องการร่วมหัวจมท้ายกับพรรคการเมืองที่ตั้งรัฐบาล คือจะไม่มีคนของพรรคเข้าไปอยู่ใน ครม. ด้วย และจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลที่ตนเป็นกำลังสำคัญในตั้งขึ้นมาเอง

ในฐานะที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับพรรคประชาชนในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไข พ.ร.บ.ประชามติและการออกกฎหมายยกเลิกคำสั่ง คสช. หลายสิบฉบับมาด้วยกัน อดเป็นห่วงไม่ได้กับข้อเสนอของพรรคประชาชนในครั้งนี้

ที่ผมยังมีข้อสงสัยก็คือเงื่อนไขแบบนี้จะนำไปสู่สิ่งที่พรรคประชาชนและประชาชนทั่วไปต้องการให้เกิดขึ้นได้จริงหรือ โดยเฉพาะจากที่เป็นข่าวที่พอมองออกว่าพรรคใดมีแนวโน้มจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

ขณะนี้บ้านเมือง มาถึงจุดที่มีปัญหาใหญ่ ๆ ที่จะต้องแก้ไขอย่างน้อยก็ 4 เรื่อง
1. ปัญหาเศรษฐกิจ
2. ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา 
3. ความเชื่อถือไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองตกต่ำ และ
4.ความล่าช้าและความยากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผมกำลังเกรงว่าถ้าพรรคประชาชนไม่เลือกพรรคที่มาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลให้ดี พรรคประชาชนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังก็ได้ ซ้ำร้ายอาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาและทำให้ประชาชนผิดหวังในการแก้ปัญหาทั้งสี่ข้อที่ผมยกขึ้นมาดังกล่าว

บางคนอาจจะมองว่าระยะเวลา 4-6 เดือน ใครจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คงทำอะไรได้ไม่มาก แต่สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ การมีบุคลากรและนโยบายที่ดีหรือไม่ดี ก็อาจมีผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มาก พรรคประชาชนจะสนับสนุนการตั้งรัฐบาลที่ตนเองไม่มีส่วนกำหนดทั้งตัวบุคคล และนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแต่อย่างใดเลย จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่หลงทิศผิดทาง

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พรรคประชาชนอาจจะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดบุคลากรและนโยบาย อย่างน้อยก็ไม่ให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ใช่หรือไม่

ส่วนปัญหาการที่พรรคการเมืองนักการเมืองไม่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของประชาชน หากมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแล้วเกิดการพลิกผันกรณีที่ดินเขากระโดงหรือกรณีการฮั้วส.ว. การเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาชนจะเพียงพอที่จะทัดทานให้เกิดความถูกต้องได้หรือ ถ้าเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นพรรคประชาชนจะวางตัวอย่างไร ต่อรัฐบาลที่ตนเองมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการตั้งขึ้นมา

กรณีที่เรียกกันว่าฮั้ว สว. นี้ เชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าเรื่องนี้จบด้วยคนผิดลอยนวล เราจะหวังว่าจะมี สว. จำนวนเพียงพอมาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือ และเรื่องนี้จะมาเกี่ยวข้องกับประเด็นที่สำคัญที่สุดของข้อเสนอของพรรคประชาชน ก็คือการให้ครม.จัดทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป

ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังมิได้วินิจฉัยว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้งและเมื่อใดบ้าง หากมีการทำประชามติก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดคำถามว่าการทำประชามตินั้นจะมีผลในทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างไร ผูกพันรัฐสภาแค่ไหน สมมุติว่าการทำประชามติผ่านความเห็นชอบของประชาชนด้วยเสียงข้างมากแล้ว พอถึงเวลารัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ คะแนนเสียงให้ความเห็นชอบไม่เพียงพอ โดยเฉพาะถ้าไม่มีคะแนนจากส.ว.ตามกำหนด การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจเกิดขึ้น การทำประชามติไปก็จะมีผลเป็นเพียงแรงกดดันทางการเมือง แต่ไม่มีผลผูกพันตามกฏหมาย

ย้อนกลับมาปัญหาว่าถ้ารัฐบาลใหม่ที่ตั้งขึ้นทำให้เกิดการพลิกผันกรณีฮั้ว สว. เราจะหวังได้หรือว่า สว. ที่รอดคดีฮั้วสว.มานี้ จะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงเวลานั้นพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ก็อาจจะพูดได้ว่าไม่มีใครผิดคำพูดต่อใคร ยุบสภาภายในสี่เดือนก็ยุบแล้ว ทำประชามติในช่วงเลือกตั้งก็ทำแล้ว พรรคประชาชนก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านแล้ว แต่ผลที่ต้องการให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะยิ่งเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้อีกเลย

ส่วนเรื่องอื่นที่ประชาชนคาดหวังและเป็นความจำเป็นของประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจการ แก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และการแก้ปัญหาพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของประชาชนก็อาจจะแย่ลงไปด้วยกันทั้งหมดก็ได้

นายกรัฐมนตรีเยเมน อะห์หมัด ฆอเล็บ เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล

(31 ส.ค. 68) นายกรัฐมนตรีเยเมน อะห์หมัด ฆอเล็บ เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา และยังมีครม.อีกหลายคนได้รับบาดเจ็บสาหัส

‘บิ๊กเล็ก’ สั่ง!! ‘กรมพระธรรมนูญ – เหล่าทัพ’ เร่งทบทวน กฎการใช้กำลัง ของกองทัพไทย

(31 ส.ค. 68) ‘บิ๊กเล็ก’ สั่ง กรมพระธรรมนูญ-เหล่าทัพ เร่งทบทวนปรับปรุง ‘กฎการใช้กำลัง’ ของกองทัพไทย หลัง สู้รบกัมพูชา ทบทวนและปรับปรุง กม.ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่ง กลาโหม ที่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน และพันธกรณีระหว่างประเทศ
ที่ไทยเป็นภาคี พร้อม แจ้งให้กำลังพล จนถึงระดับปฏิบัติการ รับรู้เข้าใจ เพื้อการปฏิบัติที่ ชัดเจน

พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกลาโหม เปิดเผยว่า การประชุมสภากลาโหมที่ผ่านมา ที่มีพลเอกณัฐพลนาคพานิชย์ รมช.กลาโหมเป็นประธาน ว่า มีการสั่งการเรื่อง การปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย

โดยให้กรมพระธรรมนูญ เป็นหน่วยงานหลักในการประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม
และเหล่าทัพที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งที่อยู่ใน
ความรับผิดชอบของกระทรวงกลาโหม รวมถึงกฎการใช้กำลังของกองทัพไทย ซึ่งอาจมีเนื้อหาบางส่วนที่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน และพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี 

พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับกำลังพล จนถึงระดับปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้
และประสิทธิภาพในการปฏิบัติ

ทั้งนี้ ขอให้รายงานความก้าวหน้าให้ที่ประชุมสภากลาโหมได้ทราบเป็นระยะ ๆ ต่อไป

สุมาอี้ คือ คนเดียวที่สกัด ขงเบ้งได้อยู่หมัด ใช้เวลาเป็นอาวุธ ไม่แสดงตัวตน พูดน้อย แต่ได้ผลมาก

(31 ส.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ระบุว่า ...

สุมาอี้ คือ คนเดียวที่สกัด ขงเบ้งได้อยู่หมัด 
ใช้เวลาเป็นอาวุธ ไม่แสดงตัวตน 
พูดน้อย แต่ได้ผลมาก

มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ ที่วางข้อจำกัดอำนาจรัฐบาลรักษาการไว้

(31 ส.ค. 68) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ระบุว่า “รัฐบาลยุบสภาได้ไหม? วันนี้จะมาแสดงหลักวิชารัฐธรรมนูญเรื่องรัฐบาลรักษาการยุบสภาได้หรือไม่ เพราะเห็นเถียงกันมานาน”

ก่อนอื่นคำว่า “รัฐบาลรักษาการ” ไม่มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไทย แต่เป็นศัพท์วิชาการและหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า gouvernement interimaire อังกฤษใช้ interim government รัฐธรรมนูญไทยมาตรา168 พูดถึง “คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป” แต่ผมจะใช้ศัพท์วิชาการว่ารัฐบาลรักษาการ ที่ใช้กันทั่วโลก

ถ้าดูข้อจำกัดการใช้อำนาจของรัฐบาลรักษาการในมาตรา 169 ก็จะเห็นได้ว่า ไม่ได้ห้ามการยุบสภา เพราะการยุบสภาเป็นพระราชอำนาจดังที่มาตรา 103 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ” พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร….” เพราะการยุบสภาต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

ที่บอกว่ารัฐบาลรักษาการยุบสภาได้หรือไม่จึงไม่ถูกต้อง ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่ารัฐบาลรักษาการจะถวายคำแนะนำให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรที่นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างพระราชกฤษฎีกาถวายขึ้นไปตามมาตรา 182 ของรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ และพระมหากษัตริย์จะทรงลงพระปรมาภิไธย ตามที่ถวายคำแนะนำหรือไม่ ถ้าทรงลงพระปรมาภิไธย สภาก็ถูกยุบ ถ้าไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย สภาก็อยู่ต่อ จึงมีการถกเถียงกันถึงพระราชอำนาจที่จะทรงปฏิเสธการยุบสภาที่อังกฤษเรียกว่า the royal prerogative of refusal ซึ่งนักกฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษอย่าง Sir Ivor Jennings ยืนยันว่าตามประเพณีการปกครองที่เรียกว่า convention of the constitution พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงปฏิเสธยุบสภาได้ในบางสถาณการณ์ เช่น รัฐบาลพรรคเดียวกันยุบสภาหลายครั้งในปีเดียว เป็นต้น

ของไทยเอง รัฐธรรมนูญไทยไม่มีบัญญัติไว้ว่าจะทรงปฏิเสธคำกราบบังคมทูลของรัฐบาลให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาได้หรือไม่ เราก็ต้องดูประเพณีการปกครอง เท่าที่ทราบ พระเจ้าอยู่หัว ร.9 ไม่เคยทรงปฏิเสธการยุบสภา แต่เมื่อรัฐบาลหนึ่งจะปรับ ครม.ด้วย ยุบสภาด้วย พระองค์ทรงให้รัฐบาลเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะถ้าทำ 2 อย่างพร้อมกัน จะเป็นการได้เปรียบทางการเมือง แต่รัชกาลที่ 10 ยังไม่เคยมีการกราบบังคมทูลถวายร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา จึงยังไม่มีประเพณีทรงปฏิเสธการยุบสภา (the prerogative of refusal)

ผมเองเห็นว่าพระมหากษัตริย์จะทรงปฏิเสธการยุบสภาที่ไม่ควรได้ เหมือนของอังกฤษ ดังนั้น หากพูดให้ชัดคือ ทรงปฏิเสธการยุบสภาที่รัฐบาลกราบบังคมทูลได้ โดยเฉพาะเมื่อทรงเห็นว่าคนถวายคำแนะนำพ้นตำแหน่งไปแล้วและเป็นรัฐบาลรักษาการ ทั้งการยุบสภาในเวลาที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 ยังไม่ผ่านสภา จะทำให้ประเทศต้องชะงักเพราะต้องใช้งบประมาณเก่าของปี 2568

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นพระราชอำนาจที่จะยุบหรือไม่ยุบสภา! ดังนั้นที่บอกว่ารัฐบาลยุบสภาได้หรือไม่ได้ เป็นการพูดที่ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องพูดว่า รัฐบาลรักษาการจะกราบบังคมทูลให้ทรงยุบสภาได้หรือไม่ ต่างหาก

ในเรื่องนี้ ถ้าพิจารณาแต่มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญที่วางข้อจำกัดอำนาจรัฐบาลรักษาการไว้ ก็ไม่เห็นมีตรงไหนที่ห้าม ครม.หรือนายกรัฐมนตรีรักษาการที่จะกราบบังคมทูลให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา

แต่ช้าก่อน แม้กฎหมายไม่ห้ามไว้ชัดแจ้งก็ต้องดูประเพณีการปกครองด้วย

ผมเห็นว่ารัฐบาลรักษาการต้องผ่าน2ด่าน

ด่านแรก คือ หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั่วไป ที่ว่ารัฐบาลรักษาการจะทำได้เฉพาะงานประจำ (affaires courantes) จะทำงานนโยบายมิได้ เรื่องนี้ นอกจากมีมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว ก็ยังมีหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ผมโพสต์ขึ้นให้อ่านในภาพ ยืนยันอยู่ (กระซิบนิดนึงว่า คนวางหลักเรื่องนี้คือ ดร.วิษณุ เครืองาม เมื่อเป็เลขาธิการ ครม. และผมเองก็ใช้หลักนี้ลงนามในหนังสือเวียน ตอนสภาครบอายุเมื่อปี 2548 มาแล้ว) ดังนั้น ถ้าดูตามประเพณีการปกครองที่ถือกันมาอย่างน้อยเกือบสามสิบปี การกราบบังคมทูลให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งเป็นนโยบายที่มีผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้สภาผู้แทนราษฎรพ้นตำแหน่งทั้งสภา จึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในเรื่องนี้ของฝรั่งเศส สภาแห่งรัฐ Conseil d’Etat เคยมีคำพิพากษาที่ประชุมใหญ่ ในคดี Syndicat regional des quotidian d’Algerie ลงวันที่ 4 เมษายน 1952 วินิจฉัยว่า “รัฐบาลที่ลาออกไปและรักษาการ มีอำนาจเฉพาะทำงานประจำที่ไม่ใช่นโยบาย ตามหลักกฎหมายมหาชนตามประเพณี (principe traditional de droit public)” ดังนั้นการออกรัฐกฤษฎีกา (decret) ทีเป็นนโยบายจึงปราศจากอำนาจ พิพากษาให้เพิกถอนรัฐกฤษฎีกานั้น รัฐบาลรักษาการทำได้เฉพาะงานประจำเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของบริการสาธาณะเท่านั้น ตามหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ (principe de continuity de service public) เท่านั้น

ถ้าดูตามประเพณีการปกครองของไทย และหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทัวไป เราก็ต้องบอกว่ารัฐบาลรักษาการไม่อาจถวายคำแนะนำให้ยุบสภาได้

ด่านที่สอง คือ หากรัฐบาลรักษาการถวายคำแนะนำโดยนายกรัฐมนตรีรักษาการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรทูลเกล้าฯถวายขึ้นไป พระมหากษัตริย์ก็ทรงมีพระราชอำนาจปฎิเสธการยุบสภา (the royal prerogative of refusal) เหมือนที่พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงมี

ผมได้แสดงหลักวิชาการ ตามหลักรัฐธรรมนูญมาให้พิจารณากัน โปรดพิจารณาด้วยหลักวิชา อย่าใช้หลักกู นะครับ

‘ใบตองแห้ง’ เตือน!! นาทีนี้ ‘ภูมิใจไทย’ ไว้วางใจไม่ได้ยิ่งกว่า ‘เพื่อไทย’ มอง!! โหนอำนาจอนุรักษ์นิยม ต่างจาก เพื่อไทยที่จนตรอกแล้ว

(31 ส.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Atukkit Sawangsuk' ระบุว่า

นาทีนี้ ภูมิใจไทยไว้วางใจไม่ได้ยิ่งกว่าเพื่อไทย

ภูมิใจไทยห้อยโหนอำนาจอนุรักษ์ที่ใช้นิติสงครามเล่นงานเพื่อไทย

ซึ่งอาจหวนมาสอย 44 สส. ยุบพรรค ทำลายพรรคประชาชนได้

ต่างจากเพื่อไทยที่จนตรอกแล้ว

ภูมิใจไทยยังห้อยโหนกระแสคลั่งชาติ ทหารนิยม ซึ่งเป็นอันตรายต่อเสรีประชาธิปไตย

ม็อบหมื่นปียังจะออกมาไล่-ขัดขวางชัยเกษม

ถ้าพรรคส้มเดินตามเกมพวกเขา ก็จะทั้งเสียหายและเสียจุดยืน ทำลายตัวเอง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำวิธีเก็บ URL เฟซบุ๊กมิจฉาชีพ ให้สามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

(31 ส.ค. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษก ตร.)
เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์พบว่า มิจฉาชีพนิยมใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลักในการก่อเหตุ

เพื่อให้ประชาชนสามารถเก็บข้อมูลพยานหลักฐานเกี่ยวกับบัญชีเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพ ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถนำไปใช้ในการแจ้งความดำเนินคดีได้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแนะนำ วิธีการเก็บ URL และข้อมูลบัญชีเฟซบุ๊กของมิจฉาชีพ ดังนี้

กรณีใช้งานผ่านเว็บไซต์ (คอมพิวเตอร์)
 1. ให้เข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ของมิจฉาชีพ
 2. คลิกที่ URL ซึ่งอยู่ด้านบนของเบราว์เซอร์
 3. คัดลอกหรือบันทึกภาพหน้าจอ URL และหน้าโปรไฟล์
กรณีใช้งานผ่าน

แอปพลิเคชันมือถือ
 1. ให้เข้าไปที่หน้าโปรไฟล์ของมิจฉาชีพ
 2. กดที่ปุ่มสัญลักษณ์ “…”
 3. เลื่อนลงไปด้านล่างสุด แล้วคัดลอกหรือบันทึกภาพหน้าจอ URL

เพียงเท่านี้ พี่น้องประชาชนก็จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบในการแจ้งความออนไลน์ หรือแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือแจ้งความออนไลน์ที่เว็บไซต์ ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.go.th หรือโทร สายด่วน 1441 และ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top